หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 49 ค้าขายยังเมืองหลวง
อาหารเย็นคือเกี๊ยวไส้หมูผักกาดขาวกับไส้หมูหอมใหญ่ ทานคู่ กับนํ้าแกงหางวัวหัวไชเท้าเรียกนํ้าย่อย
นํ้าแกงหางวัวนั้นเป็นของดี ไม่เพียงช่วยบำรุงชี่ขับความชื้น แต่ยังเสริมความแข็งแรงให้กระดูกและเส้นเอ็น รักษาห้าอวัยวะ ตัน[1] รสชาติสดอร่อย เหมาะสำหรับทุกวัย เพียงแต่วัวเป็น ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ลํ้าค่ามากในสมัยโบราณ ด้วยเหตุนี้ จึง มีพระราชฎีกาห้ามฆ่าวัวตั้งแต่รัชสมัยก่อนแล้ว
ดังนั้นต้องเป็นคนแบบไหนกันแน่ถึงกล้าทำนํ้าแกงหางวัว ต้องห้ามออกมา?
ในห้วงสมองของอวี๋หวั่นปรากฏใบหน้าที่ดูดีหาใดเปรียบขึ้นมา ทันที
คงไม่บังเอิญขนาดนั้นหรอก…
ไม่ว่าอย่างไร ต้องขอบคุณโชคของเถี่ยตั้นน้อย ครอบครัวนี้ถึง ได้ลิ้มรสนํ้าแกงหางวัวที่ประชาชนคนธรรมดาไม่มีทางได้กินทั้ง ชีวิต
หางวัวถูกตุ๋นจนเปื่อยยุ่ยจนแทบเป็นเนื้อเดียวกับนํ้าแกง นํ้า แกงใสๆ พลันข้นขึ้นมา เมื่อตักกินก็รู้สึกได้ว่าเนื้อวัวที่เปื่อยยุ่ย ละลายอยู่ในปาก ความหวานของหัวไชเท้าเข้ากันได้ดีกับนํ้าแกงที่
เผ็ดร้อน ส่วนเต้าหู้อ่อนคือไม้เด็ดที่ดึงความสดของวัตถุดิบออกมา อย่างถึงที่สุด
ทั้งครอบครัวทานจนอิ่มหมีพีมัน ร่างกายก็อบอุ่นขึ้น
ในช่วงฤดูหนาว การได้ทานนํ้าแกงเช่นนี้จึงจะเรียกได้ว่าถึงอก ถึงใจ
เถี่ยตั้นน้อยแทะหางวัวชิ้นสุดท้ายจนเกลี้ยง หลังจากเคี้ยว หมดเขายังดูดนิ้วมือเบาๆ แม้แต่นํ้ามันสักหยดก็ไม่ให้เหลือ
เกี๊ยวก็ถูกกินจนหมด แต่ไส้ยังเหลืออยู่มาก หลังทานอาหาร เย็นเสร็จ อวี๋หวั่นกับป้าสะใภ้ก็ยังนวดแป้งข้าวโพดกับแป้งสาลีให้ เป็นแป้งห่อเกี๊ยวกับแป้งห่อซาลาเปา เพื่อห่อไส้ที่เหลืออยู่ทั้งหมด
เถี่ยตั้นน้อยก็ห่อไปหลายชิ้น เขาห่อได้ไม่เลวทีเดียว!
แต่อย่างไรก็ยังเป็นเด็ก ห่อได้ไม่นานก็เอนตัวหลับบนเก้าอี้ไป เสียแล้ว
อวี๋หวั่นใช้ผ้าแพรห่อตัวเถี่ยตั้นน้อยไว้แน่น แล้วอุ้มเขากลับไป ยังห้องนอนพร้อมกับนางเจียง
อวี๋หวั่นต้มนํ้าร้อนและจุดตะเกียง หลังจากทั้งบ้านอาบนํ้ากัน เรียบร้อย เธอก็เอนตัวลงนอนบนฟูกที่อบอุ่น
เถี่ยตั้นน้อยนอนฟุบกับหมอน นอนหลับนํ้าลายไหลเป็นทาง
แสงไฟในห้องนอนค่อยๆ มืดลง
อวี๋หวั่นหลับตาลง แต่ยังคงพลิกตัวไปมานอนไม่หลับ
“อาหวั่นนอนไม่หลับหรือ?” นางเจียงถามเสียงอ่อนโยน
อวี๋หวั่นพลิกตัวมามองด้านข้างของนางเจียงท่ามกลางความ มืด “ข้ารบกวนท่านแม่หรือ?”
นางเจียงพลิกตัวมามองนาง ในดวงตาคู่สวยราวกับมีประกาย เคลื่อนไหวอยู่ “ไม่หรอก ข้านอนตอนกลางวันเยอะแล้วจึงยังไม่ ง่วง อาหวั่นมีเรื่องให้คิดอยู่หรือ”
อวี๋หวั่นอ้าปากเล็กน้อย “ท่านแม่ ปีนั้นที่ข้าออกจากบ้านไป ข้า ไปที่ไหนกันแน่? ข้าเคยเล่าให้ท่านฟังไหม?”
“ไม่เคยหรอก” นางเจียงหันไปนอนหงายพลางส่ายศีรษะเบาๆ นางมองไปที่คานหลังคาอันมืดมิด “แต่เจ้าเอาของกลับมาด้วย”
“เช่นนั้นรึ?” อวี๋หวั่นอึ้งเล็กน้อย
นางเจียงค่อยๆ เลิกผ้าห่มลงจากเตียงแล้วตรงไปยังหน้าตู้ เสื้อผ้า นางเปิดตู้แล้วก้มตัวหยิบกล่องใบหนึ่งออกมา และหยิบ ของบางอย่างออกมาจากกล่องอีก
นางกลับไปที่เตียง คลุมผ้าห่มแล้วยื่นของไปให้อวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นลองจับๆ ดูและมองให้ละเอียด ก่อนจะเอ่ยอย่างสับสน “พู่หรือ?”
นางเจียงตอบ “เป็นพู่ที่มากับหยกแขวน ตัวหยกเจ้าเอาไป ขายแล้ว ส่วนพู่ก็ตัดทิ้งไว้ที่บ้าน”
อวี๋หวั่นลูบคลำตัวพู่ “ลำบากท่านแม่ต้องเก็บมันไว้เสียแล้ว”
“มันทำได้ประณีตมากนี่นา” นางเจียงพูดอมยิ้ม ถือว่า เป็นการอธิบายว่าเหตุใดตนถึงเก็บของที่ถูกตัดทิ้งไว้
อวี๋หวั่นมองพู่ผ่านแสงไฟ “ด้านบนมีไข่มุกอยู่ มิรู้ว่าจะขาย เป็นเงินได้หรือไม่”
“อาหวั่น…ไม่สงสัยว่าปีนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?” นางเจียง ถามอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นส่ายหน้าตอบ “ข้าคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่มีค่าพอให้จำ มิเช่นนั้นข้าต้องบอกท่านแม่ไปแล้ว”
นางเจียงหัวเราะแห้งๆ “นอนเถิด”
“อืม” อวี๋หวั่นยัดพู่ไว้ใต้หมอนลวกๆ เธอหลับตาลงแล้วเข้าสู่ ห้วงนิทรา
ท้ายสุดแสงไฟนั้นก็ดับไป
ในความมืดมิดที่ไร้จุดสิ้นสุด มีเสียงถอนหายใจเบาๆ ของนาง เจียงลอยมา
…………………………………..
“ไสหัวไป! ไสหัวไปให้หมด!”
ในเรือนกุยอวิ๋นของจวนแม่ทัพ เหยียนหรูอวี้กำลังทำลาย เครื่องปั้นดินเผาของทั้งเรือนทิ้ง
สาวใช้ในห้องล้วนตกใจกันไม่เบา
คุณหนูสูงศักดิ์ที่ปกติแม้แต่เอ่ยวาจายังไม่เคยใช้เสียงดัง มิ ทราบว่าไปถูกใครข้างนอกทำให้มีโทสะมา ทันทีที่กลับมาถึงห้อง นางก็เริ่มทำลายข้าวของ
สาวใช้ผู้หนึ่งฉวยโอกาสตอนที่เหยียนหรูอวี้ไม่ทันตั้งตัว แอบ ไปหยิบแจกันดอกไม้เตรียมเอาออกไปด้านนอก
“เจ้าหยุดบัดเดี๋ยวนี้!” เหยียนหรูอวี้ชี้นิ้วตรงไป
ร่างของสาวใช้แข็งทื่ออยู่หน้าประตู
“หันกลับมา” เหยียนหรูอวี้เอ่ยอย่างเย็นชา
สาวใช้ไม่ขยับ
เหยียนหรูอวี้ขึ้นเสียงสูง “คุณหนูให้เจ้าหันกลับมาอย่างไรเล่า! เจ้าหูหนวกหรือโง่เง่ากันแน่? ถ้ายังไม่ฟังคำของข้าอีก เย็นนี้จะหา พ่อค้าคนกลางเอาเจ้าไปขายซะ!”
“คุณหนูเมตตาข้าเถิด!” สาวใช้รีบหันกลับมาแล้ววางแจกัน ดอกไม้ลงกับพื้นเสียงดังตุบ “แจกันดอกไม้นี้เป็นของที่จวน คุณชายส่งมา บ่าวเกรงว่าคุณหนูจะพลั้งมือทำตกแตกจึงอยากจะ เอาไปเก็บก่อนเจ้าค่ะ”
เหยียนหรูอวี้เอ่ยเสียงเย็นชา “เจ้าไม่มาเป็นนายข้าเลยล่ะ! ยก ตำแหน่งในจวนแม่ทัพให้เจ้าไปเลยดีไหม! เจ้ามาเป็นคุณหนูใหญ่ สิ! เจ้าแต่งเข้าจวนคุณชายไปแทนข้าเสียสิ!”
สาวใช้หน้าซีดเผือด รีบโค้งตัวขออภัย “บ่าวไม่กล้า! บ่าวไม่ กล้า!”
“เกิดอะไรขึ้น?” ฮูหยินเหยียนรีบเดินเข้ามาพร้อมสาวใช้เดิน ตามเป็นพรวน ทันทีที่เห็นความยุ่งเหยิงอยู่เต็มพื้น นางก็พรูลม หายใจเย็นๆ ออกมาก่อนจะหันมองบุตรสาวที่สุขุมมาตลอด บัดนี้ กลับมีนํ้าโหหนักเหมือนสิงโตคำราม นางรีบคุมสีหน้าทันที “พวก เจ้าถอยไปให้หมด!”
“เจ้าค่ะ” เหล่าสาวใช้ทยอยเดินกันออกไป
สาวใช้ที่หมอบอยู่กับพื้นก็ลุกขึ้นยืนเช่นเดียวกัน
“วางแจกันไว้!” เหยียนหรูอวี้เอ่ยเสียงกร้าว
“ยังกล้าโวยวายอีกหรือ?!” ฮูหยินเหยียนเอ่ยด้วยนํ้าเสียงมี โทสะสุดขีด “คนจวนสกุลเหยียนที่สูงศักดิ์ กลับทำตัวเหมือนหญิง ปากร้ายในตลาด เจ้าไม่ได้ถูกอบรมสั่งสอนหรือ? เอาให้สุนัขกินไป แล้วหรือ?!”
เหยียนหรูอวี้ทั้งโกรธทั้งหงุดหงิดทั้งน้อยใจ
นิสัยของบุตรสาวนั้นฮูหยินเหยียนรู้เป็นอย่างดี ไม่ได้มีโทสะ ง่ายๆ ทำให้นางมีนํ้าโหได้เช่นนี้ย่อมไม่ใช่การได้รับความไม่เป็น ธรรมทั่วไป
ฮูหยินเหยียนถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “แม่รู้ว่าเจ้าได้รับความไม่ เป็นธรรม แต่โกรธเคืองไปก็แก้อะไรมิได้ เจ้าเป็นคนที่ฉลาดที่สุด
เจ้าจำต้องใจเย็นแล้วคิดให้ดี จึงจะรู้ว่าทำเช่นไรถึงจะรักษาชื่อฮู หยินของคุณชายไว้ได้”
เหยียนหรูอวี้ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะใจเย็นลงจริงๆ นางหยิบ หยกแขวนแกะสลักรูปมังกรและเสือที่ห่ออยู่ในผ้าแพรไหมสีขาว ออกมาจากสินติดตัวเจ้าสาว “ท่านแม่ เตรียมการให้ข้าที ข้า ต้องการพบพระชายา”
………………
ฟ้าส่องแสงสว่างรำไร อวี๋หวั่นตื่นนอนเพราะนาฬิกาชีวภาพใน ตัว เธอเดินไปเก็บไข่ที่เล้าไก่ตามปกติ จากนั้นก็ต้มเกี๊ยวหมูผักกาด หนึ่งหม้อเป็นอาหารเช้า
อีกสามวันก็จะสิ้นปีแล้ว พวกเขายังมีผ้าแพรผ้าไหมส่วนหนึ่ง ที่ยังไม่ได้ขายไป ร้านผ้าในตำบลให้ราคาไม่สูงนัก อวี๋หวั่นจึงตัดสิน ใจจะไปเสี่ยงโชคในเมืองหลวง
ผ้าที่ทำให้ฮูหยินไป๋มองตาเป็นมันได้ จะขายราคาสิบกว่าตำลึง ได้หรือ?
หากขายผ้าหกผืนนี้ออกไปได้หมด ค่ารักษาของลุงใหญ่ก็จะ เพียงพอแล้ว
อวี๋เฟิงรู้ว่าเธอจะไปเมืองหลวงจึงมาหาแต่เช้า
อวี๋เฟิงเอ่ย “นั่งเกวียนไปลงที่ตำบลก่อน จากนั้นค่อยเปลี่ยน เป็นนั่งรถม้าไปเมืองหลวง”
ค่ารถม้าเพิ่มขึ้นแล้ว จากหนึ่งเที่ยวร้อยอีแปะเพิ่มเป็นสอง สามเท่า แต่ก็ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้เกวียนราคาถูกแสนถูกล่ะ แต่ เกวียนก็ช้าเกินไปจริงๆ
เขาไม่อยากให้พอไปถึงเมืองหลวง ประตูเมืองก็ปิดเสียแล้ว
อวี๋หวั่นยกยิ้มมุมปาก “ไม่ต้องห่วงหรอกพี่ใหญ่ ผ้าพวกนี้ดี มาก ขอเพียงขายได้ ค่ารถก็เป็นแค่เรื่องเล็กๆ แล้ว”
……………………………..
[1] ห้าอวัยวะตัน หมายถึง ห้าอวัยวะภายในตัน ได้แก่ ตับ หัวใจ ม้าม
ปอด ไต