หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 9 กิจการเฟื่องฟู
ทางบ้านเดิมนั้น ป้าสะใภ้ใหญ่และบุตรคนรองอวี๋ซงกำลังจะ ออกเดินทางไปตลาด ในกระบุงที่พวกเขาตระเตรียมไว้มีทั้งมันเทศ และผักกาดขาวที่ปลูกเองในแปลง รวมไปถึงปลาจี้อวี๋อีกด้วย
เมื่อวาน หลังจากที่ได้ชิมปลาของอาหวั่น ทั้งบ้านก็หยุดกิน เสียไม่ได้ สองพี่น้องจึงถือคันเบ็ดไปตกปลาจากบ่อเก็บนํ้าของ หมู่บ้านมาห้าตัว หนึ่งตัวนำไปทำนํ้าแกงปลาให้น้องสาวคนเล็ก ส่วนที่เหลือจะนำไปขาย
ทว่า ในขณะที่อวี๋ซงเปิดประตูบ้านนั้น ก็บังเอิญเห็นอวี๋หวั่นที่ ยืนอยู่หน้าบ้าน
อวี๋หวั่นได้ยินมาจากเถี่ยตั้นน้อย จึงรู้ว่าครอบครัวของลุงใหญ่ มีทั้งหมดห้าคน ได้แก่ ลุงใหญ่ที่ขาแข้งไม่ค่อยดี ป้าสะใภ้ใหญ่ผู้ซึ่ง ร่างใหญ่และใจกว้าง พี่น้องสกุลอวี๋ทั้งสองที่ขยันทำมาหากิน และ น้องสาวคนเล็กซึ่งยังไม่เต็มสามขวบดี
เธอเคยพบกับอวี๋เฟิงแล้ว เด็กหนุ่มที่มีหน้าตาละม้ายคล้า ยกับอวี๋เฟิงหลายส่วนผู้นี้ ต้องเป็นอวี๋ซง น้องชายของเขาอย่าง แน่นอน
มาคิดดูแล้ว อวี๋ซงก็อายุมากกว่าเธอสามวัน
“พี่รอง”
อวี๋หวั่นเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม
อวี๋ซงรู้สึกตกตะลึง
“ใครนั่น เช้าเช่นนี้…” ป้าสะใภ้ใหญ่ถือกระบุงเดินออกมา
“ป้าสะใภ้ใหญ่” อวี๋หวั่นเรียกอย่างยิ้มแย้ม
ครั้งนี้ เป็นป้าสะใภ้ใหญ่ที่ตะลึงงันอีกเช่นกัน
‘ป้าสะใภ้ใหญ่’ คำนี้ นางไม่ได้ยินมาสักเจ็ดแปดปีจะเห็นได้…
“พี่รองจะออกไปข้างนอกหรือ วันนี้ที่บ้านมีใครอยู่หรือไม่ ข้า จะพาเถี่ยตั้นน้อยไปตลาด รบกวนป้าสะใภ้ใหญ่ดูแลท่านแม่ให้สัก หน่อยจะได้หรือไม่”
นํ้าเสียงของเธอช่างแผ่วเบา นัยน์ตาสดใส รอยยิ้มพิมพ์ใจ ทำให้มองเห็นความงามของดรุณีตรงหน้า
ป้าสะใภ้ใหญ่รู้สึกงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับว่ามองเห็นทารก น้อยคนนั้นที่อยู่ในอ้อมอกของนาง นางเกือบตอบตกลงไปอย่าง ไม่รู้ตัว แต่สติสัมปชัญญะก็ดึงนางกลับมา
นางวางสีหน้าราบเรียบ เตรียมจะเอ่ยปากตอบปฏิเสธ
ตอนนั้นเอง ก็มีเสียงพูดในคอทุ้มตํ่าดังมาจากในบ้าน “เจ้า วางใจเถิด ป้าสะใภ้ใหญ่ของเจ้าจะคอยดูท่านแม่แทนเจ้าเอง”
อวี๋หวั่นมองไปในบ้าน เธอกล่าวว่า “ขอบคุณท่านลุงใหญ่ ขอบคุณป้าสะใภ้ใหญ่” และหันหลังเดินออกไป
ดังนั้น ป้าสะใภ้ใหญ่จึงอยู่ที่บ้าน ส่วนอวี๋เฟิงและอวี๋ซงไปตลาด
ป้าสะใภ้ใหญ่เดินกลับเข้าบ้านด้วยความโกรธ นางทอดสายตา ไปยังไม้เท้าที่วางอยู่ข้างเตียง กล่าวว่า “เหตุใดท่านจึงตอบรับนาง ท่านลืมไปแล้วหรืออย่างไรว่าใครที่ทำร้ายท่านจนเป็นเช่นนี้?”
ลุงใหญ่นิ่งเงียบ
ผ่านไปพักหนึ่ง จึงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเบาว่า “ข้าเคยบอกไปแล้ว ที่ข้าขาเจ็บ…ไม่เกี่ยวกับอาหวั่น”
ป้าสะใภ้ใหญ่ปิดประตูดังโครม!
……
คนที่ไปตลาดมีไม่น้อย พี่ชายน้องชายสกุลอวี๋เดินอยู่ด้านหน้า อวี๋หวั่นเดินอยู่ข้างเกวียน
เธอไม่มีเงิน จึงนำปลาสดไปแลกหนึ่งตัวให้เถี่ยตั้นน้อยและนำ ถังใส่ปลาของที่บ้านไปจับจองที่ตั้งแผง ส่วนหน่อไม้นั้น เธอแบก เอาไว้เอง
เป็นครั้งแรกที่เถี่ยตั้นน้อยมาตลาด เขาตื่นเต้นจนนั่งไม่ติด เสียแล้ว
ฟ้ายังไม่สว่าง เขาชี้ไปยังท้องฟ้าเหนือศีรษะ “ท่านพี่ ดูสิ! บน ฟ้ามีดาวสิบดวง!”
และชี้ไปยังชาวบ้านที่อยู่ด้านหน้า พร้อมกล่าวว่า “ท่านพี่ พวก เรามีกันทั้งหมดสิบคน!”
อีกทั้งยังชี้ไปยังหมู่บ้านที่อยู่ด้านหลัง “พวกเราเดินมาสิบหลี่ แล้ว!”
ท่ามกลางเสียงเจื้อยแจ้วของเถี่ยตั้นน้อย แสงสีเงินจางๆ ปรากฏบนเส้นขอบฟ้า และแล้วพวกเขาก็มาถึงตลาด
พวกเขามิใช่กลุ่มแรกที่มาถึงเร็วที่สุด พื้นที่บริเวณใจกลาง ตลาด มีพ่อค้าแม่ขายจำนวนหนึ่งมาจัดแผงอยู่ก่อนแล้ว
ผู้คนต่างง่วนกับการตั้งแผงทั้งสองข้างทาง ครอบครองทำเล ที่ตนพึงพอใจ
ค่าเช่าแผงที่นี่ย่อมเยายิ่งนัก หากไม่มีเงินเหรียญ ก็สามารถ ใช้สินค้ามาแลกเปลี่ยนแทนได้
อวี๋หวั่นใช้หน่อไม้สองหน่อแลกกับพื้นที่ตั้งแผงที่ไม่ได้แย่แต่ก็ ไม่ได้ดี
แผงทางซ้ายของเธอขายหัวไชเท้า ทางขวาขายไข่ไก่ ส่วนพี่ น้องสกุลอวี๋ช่วงชิงได้ทำเลที่ใกล้กับทางเข้าหมู่บ้านเหลียนฮวามาก ที่สุด ผู้คนที่เข้ามาในตัวตำบล ก็จะมองเห็นแผงของพวกเขาได้ ทันที
เมื่ออวี๋ซงเห็นว่าอวี๋หวั่นมองมาทางพวกเขา จึงกล่าวด้วยเสียง เบากับพี่ชายว่า “นางต้องการที่ของพวกเราใช่หรือไม่”
อวี๋เฟิงเอ่ยตอบด้วยนํ้าเสียงราบเรียบว่า “ไม่ต้องสนใจนาง ขายเสร็จก็กลับบ้านกัน”
“อื้อ!” อวี๋ซงก็คิดเช่นนั้นอยู่ในใจ เขานำถังไม้ใส่ปลาจี้อวี๋มา วางไว้ด้านหน้าแผง
อวี๋หวั่นกลับมิได้สนใจเกี่ยวกับทำเลขายของเลยแม้แต่น้อย เธอคิดเพียงว่า พี่ใหญ่และพี่รองก็น่าจะจับปลามาเช่นเดียวกัน เธอควรช่วยพวกเขาขายดีหรือไม่…
ผ่านไปไม่นาน ผู้มาเยือนกลุ่มแรกจากในตำบลก็มาถึง อวี๋ หวั่นไม่ทันนึกถึงเรื่องอื่น เธอจึงเริ่มลงมือทำหน้าที่ของตัวเอง
เธอมิได้รีบร้อนร้องเรียกลูกค้า แต่นำหน่อไม้หนึ่งหน่อไปแลก กับเต้าหู้เนื้อขาวนุ่มจากแผงขายเต้าหู้ฝั่งตรงข้าม ใช้ปลาสองตัว แลกกับนํ้ามันหนึ่งช้อนและเกลือหนึ่งหยิบมือจากร้านขายชงโหย วปิ่ง[1]
จากนั้น อวี๋หวั่นจึงหยิบอุปกรณ์ทำครัวที่เตรียมมา จุดไฟใน เตา และนำหม้อใบเล็กไปตั้ง
ในระหว่างที่รอหม้อร้อนอยู่นั้น เธอก็ตักปลาขึ้นมาจากถังนํ้า อย่างรวดเร็ว และใช้มีดจัดการอย่างคล่องแคล่ว
ท่าทางขณะที่เธอฆ่าปลานั้น ดูไม่เหมือนกับเด็กสาวอรชร อ้อนแอ้นแม้แต่น้อย ทำให้แผงทั้งสองข้างต่างรู้สึกทึ่งไปตามกัน
เมื่อหม้อร้อนแล้ว อวี๋หวั่นจึงใส่นํ้ามันและวางปลาลงไป ทอด จนปลาทั้งสองกลายเป็นสีเหลืองทอง จากนั้นค่อยใส่ต้นหอมที่หั่น แล้วและขิงแผ่น กลิ่นหอมของนํ้ามันต้นหอมและเนื้อปลาทอด
กรอบลอยฟุ้งอบอวลไปในอากาศ
ผู้คนที่ผ่านไปมาต่างมองมาที่เธอ
ตอนนี้ ปลาก็ทอดจนสุกได้ที่ อวี๋หวั่นจึงเทนํ้าเปล่าลงไปชาม ใหญ่
“เถี่ยตั้น เติมฟืนทีสิ”
“ได้!”
เถี่ยตั้นน้อยวิ่งมาเติมฟืนสองท่อนเข้าไปในเตาไฟด้วยความ ตื่นเต้น
อวี๋หวั่นล้างหน่อไม้ หั่นให้เป็นแผ่นๆ และเทลงไปในนํ้าแกง ปลาพร้อมกับก้อนเต้าหู้
นํ้าแกงปลายิ่งต้มนานยิ่งเข้มข้น จนในที่สุดก็กลายเป็นสีขาว ดุจนํ้านม ดูน่ากินยิ่งนัก
อวี๋หวั่นทุบเกลือให้แหลก และค่อยๆ ใส่ลงไปในในนํ้าแกง “เอา ล่ะ กินได้แล้ว”
เถี่ยตั้นน้อยนั่งลงอย่างว่าง่าย
อวี๋หวั่นส่งช้อนไม้ให้น้องชาย ให้เขาตักกินเอง
เต้าหู้เนื้อนุ่มราวกับแทบจะละลายทันทีที่เข้าปาก ระคนกับนํ้า แกงปลาสีนํ้านม กลิ่นหอมและรสชาติของนํ้าเข้าไปผสมผสานกับ รสหวานอ่อนๆ ของหน่อไม้ ทุกคำที่กลืนลงไปนั้นรสชาติดีจนมิอาจ
หาคำบรรยาย…ผู้คนที่เดินผ่านไปมาได้เพียงมองดู และ จินตนาการรสชาติอร่อยลํ้าของนํ้าแกงปลานี้
“นํ้า นํ้าแกงปลานี่……” มีผู้ที่ต้านทานไม่ไหวจนต้องเอ่ยปาก ขึ้น
อวี๋หวั่นแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร และกล่าว ตอบไปด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าใส่ปลาและหน่อไม้น่ะ น้องชายไม่ได้กิน ข้าวเช้ามา”
เมื่อได้ยินว่านี่คืออาหารของเด็ก อีกฝ่ายไหนเลยจะกล้าขอกิน สักชามเล่า?
ปลาที่อวี๋หวั่นขายนั้นมีหัวที่ใหญ่ ยังเป็นๆ อยู่ ทั้งยังล้วนเป็น ปลาที่อยู่ตามธรรมชาติ ปลาจี้อวี๋ที่เลี้ยงตามบ้านราคาหกเหรียญ ต่อหนึ่งจิน แต่เธอกลับตะโกนว่าสิบห้าเหรียญทองแดง ไม่ลดราคา
คนจำนวนไม่น้อยที่ถึงกับผงะถอยเพราะราคาอันสูงลิบ ทว่า กลับถูกเถี่ยตั้นน้อยที่กินอย่างเอร็ดอร่อยดึงดูดให้กลับมา
นํ้าแกงที่เด็กคนนี้กิน…พวกเขาไม่เคยเห็นอาหารใดหอมเช่น นี้มาก่อน!
คำแล้วคำเล่า ช้อนแล้วช้อนเล่า เต้าหู้แล้วตามด้วยหน่อไม้ ซดเข้าไปเต็มปากเต็มคำ!
เด็กคนนี้! แล้วก็นํ้าแกงร้อนนี่!
“ฟู่ว ฟู่ว ฟู่ว” เถี่ยตั้นน้อยใช้ช้อนตักท้องปลานุ่มๆ ขึ้นมา แล้ว
เป่าสองสามครั้ง เนื้อปลาในนํ้าแกงสีนํ้านม แล้วกินเข้าปากในคำ เดียว!
ชาวบ้านที่อยู่รอบๆ ถึงกับกลืนนํ้าลาย…
ทว่า กลับมีผู้เชี่ยวชาญส่ายหน้าและกล่าวว่า “เมื่อครู่ นํ้าแกง ปลาของเด็กคนนั้นทำผิดวิธีแล้ว หลังจากทอดปลาแล้ว จะใส่นํ้า เย็นตามลงไปไม่ได้ เพราะจะทำให้รสชาติถูกกักเก็บไว้ในนํ้าปลา”
“เช่นนั้น เพราะเหตุใดเขาถึงกินอย่างเอร็ดอร่อยเช่นนั้นเล่า” เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านข้างเอ่ยถาม พลางมองไปทางเถี่ยตั้นน้อย
บุรุษผู้นั้นกล่าวว่า “วัตถุดิบดี ทำอย่างไรก็ไม่แย่”
มีคนจำได้ว่าบุรุษผู้นี้ เป็นพ่อครัวจากหอหยกขาว
หอหยกขาวนับว่าเป็นภัตตาคารที่ใหญ่ที่สุดในตำบลเหลียนฮ วา พ่อครัวผู้นั้นก็เคยทำอาหารให้ขุนนางชั้นสูงในเมืองหลวงกิน! หากแม้แต่เขายังกล่าวว่าวัตถุดิบดี นั่นก็หมายความว่าต้องดีมาก เป็นแน่!
“ข้าเอาสองตัว!” สตรีวัยกลางคนตัดสินใจซื้อ
อวี๋หวั่นเลือกปลามาสองตัว ใช้เชือกซึ่งทำจากหญ้ามัดให้แน่น เธอส่งปลาให้อีกฝ่ายพร้อมกล่าวว่า “แม่นาง ปลาสดกินกับหน่อไม้ อร่อยนัก หากท่านซื้อหน่อไม้อย่างเดียว หนึ่งจิน หกเหรียญ ทองแดง ท่านซื้อปลาแล้ว ข้าลดให้ท่านเหลือเพียงห้าเหรียญ”
ที่นี่ไม่มีร้านใดขายหน่อไม้ และเธอก็ไม่รู้ราคาในตลาด จึงนำ
ราคาปลาจี้อวี๋เลี้ยงมาเปรียบเทียบ และตั้งราคาเอาเอง
สตรีผู้นั้นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง คล้ายกับคิดว่าไม่แพง จึงซื้อหน่อไม้ ไปพร้อมกัน
เมื่อมีคนเปิดประเดิมแล้ว หลังจากนั้นกิจการการค้าของเธอก็ ง่ายขึ้นมาก
ปลาเป็นๆ กับหน่อไม้ ไม่นานก็ขายหมดเกลี้ยง
พ่อครัวจากหอหยกขาวนั้นมิได้ซื้อสินค้าของอวี๋หวั่น สำหรับ เขาแล้ว วัตถุดิบเหล่านี้สดใหม่ก็จริง แต่ก็มิได้อยู่ในสายตาของเขา เลยแม้แต่น้อย
…………………………………………….
[1] ชงโหยวปิ่ง อาหารประเภทหนึ่ง ทำจากแป้งผสมกับต้นหอม ทำ
เป็นแผ่นแบนและนำไปทอด