หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 11.1 ปู่หลานพานพบ? (1)
เหยียนหรูอวี้กลับจวนมาพร้อมจิตใจที่ผ่องแผ้ว สองวันที่ผ่าน มานี้นางประสบพบเจอกับ ‘หายนะ’ มามาก ในที่สุดโชคก็มาหา นางแล้ว มีเรื่องที่พลันทำให้รู้สึกมีความสุขขึ้นมา
สตรีนางนั้นเห็นว่าตนเองมีบุญคุณกับจวนคุณชาย จึงกล้า รังแกคนจากจวนแม่ทัพ ใจดีด้วยหน่อยก็กำเริบเสิบสาน บัดนี้ตก ไปอยู่ในเงื้อมมือของคุณชายเยี่ยน ไม่รู้ว่าจะตายอนาถเพียงใด
“น้องสาว!”
เหยียนหรูอวี้เข้าไปในห้อง คุณชายสวมอาภรณ์ปักดิ้นก็สาว เท้าเข้ามา เป็นเหยียนเซี่ย นายท่านแห่งจวนสกุลเหยียนผู้ซึ่งนาง มิได้เห็นหน้าค่าตามานานหลายวัน
หลังจากถูกซั่งกวนเยี่ยนกำราบ เขาก็อยู่ในบ้านมาตลอด จะ กล่าวให้น่าฟังสักหน่อยก็คือรักษาอาการป่วยและบาดเจ็บ ความ จริงก็คือถูกฮูหยินเหยียนลงโทษด้วยการขังไว้ในห้องเพื่อให้ ทบทวนตนเอง
ทบทวนตนเองนานจนแผลหายดี ตัวของเขาก็แทบจะมีราก งอกออกมาแล้วเหมือนกัน
“มีเรื่องอันใดทำให้น้องข้ามีความสุขถึงเพียงนี้?” เขานั่งลง ข้างๆ เหยียนหรูอวี้ รินชาใส่ถ้วย แล้วยกดื่มรวดเดียวหมด
เหยียนหรูอวี้กล่าวว่า “ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้ามีความสุข?”
เหยียนเซี่ยวางถ้วยชาลง “อ้อ ใช่สิ ทัพใหญ่ซีเป่ยขับไล่พวกซ ยงหนู ท่านพ่อเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็มิอาจรู้ได้ ท่านแม่ก็เดือด ร้อนกับเรื่องนี้ หากน้องข้ายังคงมีความสุข ก็คงจะใจร้ายไปสัก หน่อยกระมัง”
เหยียนหรูอวี้จ้องเขาด้วยสายตาเย็นเยียบ แทบอดรนทนไม่ ไหวที่จะไล่เขาออกไป “ดึกดื่นป่านนี้ ท่านมาหาข้ามีอะไร?”
เหยียนเซี่ยหัวเราะ “วันนี้มีงานโคมไฟที่ถนนฉีหลิน ไปดู ไหม?”
เหยียนหรูอวี้กล่าวเสียงสูง “มิใช่ว่าท่านพ่อเป็นตายร้ายดี อย่างไรก็ไม่รู้ ท่านแม่ก็เดือดร้อนไปด้วย ไม่มีกะจิตกะใจออกไป เที่ยวเล่นไม่ใช่รึ?”
“เหอะ” แววตาของเหยียนเซี่ยกระตุกวูบหนึ่ง “ก็ข้ากลัวว่าเจ้า จะเป็นทุกข์ จึงอยากพาเจ้าออกไปเดินเล่นให้สบายใจ มิได้หรือ อย่างไร?”
เหยียนหรูอวี้ตอบด้วยนํ้าเสียงราบเรียบ “อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะ ว่าท่านจะทำอะไร ท่านอยากให้ข้าโกหกท่านแม่แทนท่าน อยากไป ก็ไปเองสิ!”
เหยียนเซี่ยจะไปกล้าได้อย่างไร? หากท่านแม่ของเขารู้ว่าเขา แอบออกจากจวนโดยพลการ เขาต้องโดนตีตายเป็นแน่
เขาจับข้อมือของน้องสาวเอาไว้ แล้วพูดอย่างระทมทุกข์ “ไอ้ห ยา น้องสาวคนดี เจ้ารับปากพี่ใหญ่สักครั้งเถิด ตอนที่เจ้ายังเด็ก พี่ ใหญ่ดีกับเจ้าที่สุด พี่รองและพี่สามล้วนแต่รังแกเจ้า มีครั้งไหน บ้างที่พี่ใหญ่คนนี้ไม่ออกรับแทนเจ้า?”
เหยียนหรูอวี้ดึงมือกลับไปอย่างเย็นชา “ใช้ไม้นี้กับข้าไปก็ไร้ ประโยชน์ อยากออกจากจวน ก็หาวิธีเอาเองสิ!”
นางไม่อยากสนทนากับเขาตอนนี้ อีกอย่าง ในคืนนี้นางมีเรื่อง อื่นต้องทำ
เหยียนเซี่ยเห็นว่าให้ตายก็ชักจูงน้องสาวไม่ได้ จึงเดินออกไป พร้อมกับความผิดหวัง
……
อวี๋หวั่นและอวี๋เฟิงพักอยู่ในเรือน เยี่ยนจิ่วเฉากลับมิได้อยู่ใน นั้นด้วย ไม่ว่าอย่างไร คุณชายผู้นี้ก็รู้ดีว่าอาจทำให้สตรีเสื่อมเสีย ชื่อเสียงได้
เมื่อเขาออกไป อวี๋เฟิงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แม้ว่าเยี่ยนจิ่ว เฉาจะไม่เคยทำร้ายน้องสาวของเขา แต่ข่าวลือที่เคยได้ยินมาล้วน น่ากลัวเหลือเกิน ในหมู่บ้านมีสายตาหลายคู่คอยมองมา ทว่าที่นี่ เป็นอาณาเขตของเยี่ยนจิ่วเฉา หากเขานึกอยากทำอะไรขึ้นมา อวี๋ หวั่นจะไปสู้ได้อย่างไร?
หลังจากที่เด็กน้อยแต่ละคนถูกหอมแก้ม พวกเขาก็กลับจวน ไปกับท่านพ่ออย่างว่าง่าย
สองพี่น้องจัดตำรับยาอยู่ในห้องลุงใหญ่ นอกจากพวกเขาแล้ว ก็ยังมีบ่าวอีกคนหนึ่ง ชื่อว่า ‘ซันเอ๋อร์’
ซันเอ๋อร์เป็นบ่าวที่ลุงวั่นส่งมาดูแลลุงใหญ่โดยเฉพาะ เมื่อ ก่อนเขาเคยเป็นคนหยิบยาในคฤหาสน์ของหมอจาง พอจะมีความ รู้เรื่องยาอยู่บ้าง
หมอจางคือหนึ่งในหมอสองท่านซึ่งอยู่ๆ ก็มาตรวจคนไข้ที่เป่า จือถัง อีกท่านหนึ่งคือหมอเหลียง หมอทั้งสองเป็นหมอที่เยี่ยนจิ่ว เฉาเชิญมา เหตุที่ชาวบ้านทั้งหมดได้ตรวจรักษาโดยไม่เสียค่าใช้ จ่ายก็เพราะเยี่ยนจิ่วเฉาควักกระเป๋าออกเองทั้งหมด อวี๋หวั่นและอ วี๋เฟิงไม่รู้เรื่องนี้
ไม่ไกลออกไปก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น
อวี๋เฟิงยังคงทำเป็นเยือกเย็นและจัดยาต่อไป แต่สายตาของ เขาก็ยังคงเหลือบออกไปด้านนอก
อวี๋หวั่นเหลือบมองไปยังเขาแล้วหัวเราะ เอ่ยถามบ่าวซึ่งอยู่ ด้านข้าง “ซันเอ๋อร์ ตรงนั้นมีอะไรหรือ?”
ซันเอ๋อร์ตอบว่า “เรียนแม่นางอวี๋ ด้านนอกคือถนนฉีหลิน มี งานโคมไฟขอรับ”
“งานโคมไฟ” อวี๋หวั่นพึมพำ อยู่ในยุคอดีตมาตั้งนาน แต่ยังไม่ เคยเห็นความเฟื่องฟูของเมืองหลวงเลย “พี่ใหญ่ พวกเราไปดูกัน ไหม?”
อวี๋เฟิงกลืนนํ้าลาย ตอบด้วยสีหน้าจริงจัง “เจ้าไปเถอะ ข้าจะดู ท่านพ่อ”
เห็นได้ชัดว่าเขาอยากไปใจจะขาด คงจะเป็นดังที่เขาว่า ใน หัวใจผู้ชายทุกคนมีเด็กผู้ชายอาศัยอยู่
อวี๋หวั่นหลุดหัวเราะ แล้วหันไปมองซันเอ๋อร์ “ครู่เดียวก็กลับ มาแล้ว อีกอย่างลุงใหญ่ก็มีคนดูแล เก่งกว่าพวกเราด้วย”
ซันเอ๋อร์เกาหัวด้วยความเก้อเขิน “พวกท่านวางใจเถิด ข้า ดูแลนายท่านอวี๋ได้ขอรับ”
อวี๋เฟิงใคร่อยากพูดอะไรสักอย่าง ทว่าถูกน้องสาวลากออก จากห้องไป เขาเป็นผู้ชายอกสามศอก กลับดิ้นไม่หลุดจากมือของ สตรี จะว่าไปก็ขายหน้ายิ่งนัก…
ออกจากเรือนมาแล้ว พวกเขาก็เดินต่อไปทางตะวันออก เมื่อ เห็นสระนํ้า ก็เดินเลียบสระนํ้าไปทางขวา เดินตรงไปก็จะถึงถนนฉี หลิน
บนถนนฉีหลินมีโคมไฟห้อยตลอดสาย ทำให้ดูประหนึ่งทะเล หลากสี ผู้คนในต้าโจวค่อนข้างเปิดกว้าง สตรีไม่จำเป็นต้องเก็บตัว อยู่แต่ในบ้าน บนถนนนอกจากจะมีบรรดาคุณชายเจ้าสำราญผู้รัก แสงสีความบันเทิง ก็ยังมีคุณหนูจากสกุลใหญ่ที่ยังไม่ได้ออกเรือน อีกจำนวนมาก คุณหนูเหล่านี้จะรายล้อมไปด้วยบริพาร ทั้งยังสวม หมวกและผ้าคลุมหน้า ส่วนชาวบ้านทั่วไปมิได้พิถีพิถันถึงเพียงนั้น
“สวยจังเลย” อวี๋หวั่นมองโคมไฟทั้งสองข้างทางแล้วร้องออก มา
“น้องสาวข้าชอบอันไหนหรือ?” อวี๋เฟิงอวี๋เฟิงอดจะถามอวี๋ หวั่นซึ่งมองโคมไฟตาเป็นประกายไม่ได้
อวี๋หวั่นชี้ไปยังโคมไฟดอกบัวในแผงด้านข้าง “พี่ใหญ่จะซื้อให้ ข้าหรือ?”
พ่อค้ารีบบอกว่า “ลูกละหนึ่งร้อยอีแปะ”
โคมไฟอะไรกันตั้งหนึ่งร้อยอีแปะ? มือของอวี๋เฟิงซึ่งกำลังหยิบ กระเป๋าเงินออกมาก็ชะงักทันที
อวี๋หวั่นหัวเราะจนตัวโยน พี่ชายขี้ตืดคนนี้นี่นะ กระดูกขัดมัน เสียเงาวับเชียว
“เหอะ! เจ้ากล้าแอบตามข้ามารึ!”
เสียงอันคุ้นเคยดังมาจากตรอกด้านข้าง
สองพี่น้องชะงักไปชั่วประเดี๋ยวหนึ่ง ทั้งคู่มองหน้ากัน อวี๋หวั่น จึงเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย “คงไม่ใช่คุณหนูไป๋หรอกนะ…”
ยังมิทันพูดจบ อวี๋เฟิงก็พุ่งออกไปยังตรอกด้านข้างแล้ว
อวี๋หวั่นวางโคมไฟแล้วตามเขาไป
ทั้งสองมิได้ฟังผิด เสียงที่ดังขึ้นจากตรอกด้านข้างคือเสียง ของคุณหนูไป๋ ทว่าผู้ที่ปรากฏตัวพร้อมกับคุณหนูไป๋กลับเป็นบุรุษ
ผู้หนึ่ง จากคำพูดของไป๋ถัง ก็เดาได้ไม่ยากว่าเขาผู้นี้แอบติดตาม นางมา อวี๋เฟิงถกแขนเสื้อ นึกอยากสั่งสอนคนตัณหากลับนั่นสัก ครา แต่เขาก็ต้องตะลึงงันเมื่อเห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้า
คุณชายสวมอาภรณ์หรูหราผู้หนึ่งนอนขดตัวอยู่บนพื้น ในมือ ของไป๋ถังมีไม้กระบองท่อนหนึ่ง กำลังเตะอัดเขาอยู่ “รู้หรือไม่ว่าข้า เป็นใคร? กล้าตามข้ามาอย่างนั้นรึ ดูท่าเจ้าคงไม่อยากมีชีวิตอยู่ แล้วสินะ!”
“เกิดอะไรขึ้น พี่ใหญ่?” อวี๋หวั่นเดินตามมา
อวี๋เฟิงชี้ไปยังคนตัณหากลับซึ่งถูกไป๋ถังจัดการเสียตนไร้ เรี่ยวแรง
อวี๋หวั่นเดินไปมอง “เอ๋? คนคนนั้นทำไมถึงดูคุ้นหน้า? เหมือน จะเคยเห็นที่ไหน”
คนผู้นี้คือผู้ตรวจการเหยียนเซี่ยซึ่งจับอวี๋หวั่นและเด็กน้อยทั้ง สามคนเข้าคุกหลวงมิใช่หรือ? หลังจากที่ผิดใจกับซั่งกวนเยี่ยน ก็ ถูกจิงจ้าวอิ่นไล่ออก
เดิมทีเหยียนเซี่ยก็เป็นเพียงกระสอบฟางโง่ๆ อาศัยความ สัมพันธ์กับซั่งกวนเยี่ยนจนได้มาซึ่งตำแหน่งราชการ ที่จริงแล้วทำ อะไรไม่เป็นสักอย่าง ทั้งยังหลงในกามารมณ์จนเป็นสันดาน ชอบ ลวนลามข่มเหงสตรีที่หน้าตาสะสวย
ครั้งแรกที่เห็นอวี๋หวั่น เขาเองก็มีแผนการอยู่ในใจ ทว่าเพิ่งเข้า
รับตำแหน่งได้ไม่นาน จึงไม่กล้าทำเสียเรื่อง
ที่พบกับไป๋ถังก็เป็นเรื่องบังเอิญ ทั้งสองเป็นเพื่อนบ้านกัน ทว่า แต่ไหนแต่ไรมาต่างไม่เคยเห็นหน้าค่าตา ไหนเลยเขาจะรู้ว่าโฉม สะคราญผู้นี้จะเป็นคุณหนูไป๋ผู้โหดเหี้ยมแห่งคฤหาสน์สกุลไป๋กัน เล่า?
ไป๋ถังเตะต่อยเขาจนสภาพยับเยินเสียจนอวี๋หวั่นก็ไม่รู้เลยว่า เขาคือนายท่านจวนสกุลเหยียนผู้ยิ่งใหญ่ที่เคยพบในครั้งนั้น
บทที่ 11.2 ปู่หลานพานพบ? (2)
“แม่นางโปรดไว้ชีวิตข้า ข้าไม่กล้าทำอีกแล้ว!” เหยียนเซี่ยอ้อ นวอนขอความเมตตาซํ้าแล้วซํ้าเล่า เขาแอบหนีออกมาจากจวน เพียงคนเดียว มิได้พาบ่าวและองครักษ์ออกมาด้วย ยามเกิดเรื่อง ก็ไม่มีผู้ใดสามารถช่วยปกป้องเขาได้
ไป๋ถังตีเขาอีกครั้งหนึ่ง “หากยังกล้าตามข้ามาอีก ข้าจะถลก หนังเจ้า! ยังไม่รีบไปอีก!”
“พวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่?” ไป๋ถังโยนไม้ทิ้งไปพร้อมกับปัดมือ มองไปยังสองพี่น้องที่ปรากฏตัวอย่างกะทันหัน
อวี๋เฟิงกระแอมด้วยความประหม่า
อวี๋หวั่นยกยิ้มมุมปาก “พวกเรามาดูงานโคมไฟ พี่ใหญ่ข้า ได้ยินเสียงของท่าน นึกว่าท่านเป็นอะไร จึงรีบวิ่งมาเร็วเสียยิ่งกว่า กระต่าย”
อวี๋เฟิงใจกระตุกวูบ
ไป๋ถังร้อง ‘อ้อ’ แล้วกล่าวว่า “ข้าจะเป็นอะไรไปได้เล่า? คนบ้า กามเช่นนี้ ข้าจำต้องจัดการเสียให้เข็ด!”
อวี๋หวั่นหัวเราะ “คุณหนูไป๋ก็มาดูโคมไฟเหมือนกันหรือ?”
ไป๋ถังพึมพำ “ใช่แล้ว แต่กลับมาเจอคนคนนั้น โชคร้ายจริง!”
อวี๋หวั่นเหลือบไปมองอวี๋เฟิง “พวกข้าเพิ่งมา ยังไม่ได้ดูเลย ถ้า คุณหนูไป๋ไม่รังเกียจละก็ ไปด้วยกันไหม?”
ทั้งสามคนเดินไปตามถนนฉีหลินซึ่งประดับประดาไปด้วยโคม ไฟ ไป๋ถังเป็นคนเมืองหลวงโดยกำเนิด งานเช่นนี้นางเคยเห็นมา นักต่อนักแล้ว จึงไม่รู้สึกตื่นเต้นเท่าไร แต่เมื่อมีเพื่อนมาด้วย ก็ได้ อีกบรรยากาศหนึ่ง
ในตอนแรก ทั้งสามคนก็เดินอยู่ด้วยกัน ภายหลังอวี๋หวั่น ค่อยๆ ถอยออกมา โดยที่ทั้งสองมิได้สังเกตแม้แต่น้อย
อวี๋หวั่นทั้งรู้สึกสนุกทั้งขบขัน แม้ว่าเธอจะตั้งใจทำเช่นนั้น เพราะไม่อยากไปเป็นก้างขวางคอของทั้งสองคน แต่ว่าเมินเธอ แบบนี้ มันไม่น่าน้อยใจไปหน่อยหรือ?
“ขายโคมไฟ! โคมไฟทำใหม่! โคมดอกบัว โคมลูกท้อ โคมดอก ซิ่งฮวา ลูกละแปดสิบอีแปะ!”
อวี๋หวั่นถูกเสียงของคนขายโคมไฟดึงดูด โคมของร้านนี้ไม่เลว เหมือนกัน เธอจึงตัดสินใจซื้อให้เด็กน้อยทั้งสามคนละลูก
ขณะที่อวี๋หวั่นกำลังเลือกโคมให้เด็กน้อยทั้งสามอยู่นั้น ก็มี เสียงหวีดร้องดังขึ้นท่ามกลางฝูงชน “ไอ้หยา! มีคนตกนํ้า!”
อวี๋หวั่นนึกได้ว่าระหว่างทางมาถนนฉีหลินนั้นมีสระนํ้า สระนํ้า นั้นห่างออกไปไม่ไกลนัก
เมื่ออวี๋หวั่นไปถึง สระนํ้านั้นก็รายล้อมไปด้วยผู้คน เพียงแต่ว่า
ไม่มีใครว่ายนํ้าเป็น มีชายฉกรรจ์คนหนึ่งยื่นลำไม้ไผ่ออกมา หมาย จะให้คนที่ตกนํ้าจับเอาไว้ ทว่าคนผู้นั้นกลับค่อยๆ จมลงไปเรื่อยๆ
ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ อวี๋หวั่นไม่ได้ใส่ใจความหนาวเย็น ของนํ้าในแรกฤดูใบไม้ผลิอีกต่อไป เธอกระโดดลงไปช่วยคนขึ้นมา เขาคือชายชราซึ่งมีผมสีขาวแกมดำ
อวี๋หวั่นกดหน้าอกของเขา ชายชราสำลักนํ้าออกมา
สตรีสูงวัยคนหนึ่งกล่าวว่า “เมื่อครู่ข้ายังเห็นเขายืนอยู่ตรงนี้ ที่แท้ก็ฆ่าตัวตายหรอกหรือ”
อายุมากเช่นนี้ยังคิดฆ่าตัวตาย ต้องเจอกับเรื่องร้ายมาเป็นแน่ ผู้คนต่างเห็นอกเห็นใจเขา
ไหนเลยจะรู้ว่าชายชราสูดลมหายใจเข้า แล้วด่ากราดสตรีคน นั้นว่า “เจ้าน่ะสิตาย! ไปตายทั้งบ้านเลยไป!”
สตรีสูงวัยตะลึง “จะ…จะ…เจ้าแก่ไร้สติ!”
ชายชราสวนกลับ “เจ้านั่นแหละแก่ไร้สติ!”
สตรีสูงวัยโทสะพลุ่งพล่าน!
ฝูงชนรู้สึกว่าพูดเพียงครั้งเดียวก็พอแล้ว ไม่ได้ฆ่าตัวตายก็ไม่ ได้ฆ่าตัวตาย ไยต้องบริภาษกันเช่นนี้?
ผู้คนซึ่งเดิมทีรู้สึกเห็นใจเขา ต่างแยกย้ายกันเดินออกไปด้วย ท่าทางรังเกียจ
คนแก่ประเภทนี้ อยากตายที่ไหนก็ไปตายเถอะ!
“ข้าหิว” ชายชราเนื้อตัวเปียกปอนบอกกับอวี๋หวั่น เขาตัวสั่น เทิ้ม นํ้าเสียงก็สั่นเล็กน้อย “ข้ายืนไม่ไหว จึงตกนํ้า”
อวี๋หวั่นตอบเพียง “อ้อ”
ชายชราตัวสั่นระริกด้วยความหนาว เขาถามอวี๋หวั่นว่า “มี ของกินหรือไม่?”
อวี๋หวั่นหยิบขนมนํ้าตาลกรอบออกมาจากกระเป๋า แกะเปลือก ออกแล้วส่งให้เขา “ขนมนี้ได้หรือไม่?”
ชายชราหยิบขนมมา รีบสวาปามลงไปจนไม่เหลือให้อวี๋หวั่น แม้แต่ชิ้นเดียว “ไม่อร่อยเลย!”
อวี๋หวั่น “…”
ด้วยความยินดี
ช่างเป็นคนแก่ที่ประหลาดเหลือเกิน อวี๋หวั่นไม่อยากสนใจเขา เธอลุกขึ้นจะเดินออกไป
“เจ้าจะไปเช่นนี้รึ?” เขาเรียกอวี๋หวั่น
ฉันยังต้องรับผิดชอบอะไรคุณอีก?
ชายชรากล่าวว่า “ที่ที่ข้าอยู่ไม่ไกล เจ้าพยุงข้าไปหน่อย”
อวี๋หวั่นตอบว่า “ถ้าข้าไม่พยุงท่านไปล่ะ?”
ชายชราตอบโดยมิได้หยุดคิด “ข้าก็จะบอกคนอื่นว่าเจ้าผลัก
ข้าตกนํ้า”
อวี๋หวั่นจะบ้าตาย “…ท่านผู้เฒ่า ท่านจะมาเล่นแง่แบบนี้ไม่ ได้นะ”
ชายชราประหนึ่งรู้ว่าสิ่งที่ตนทำต่อผู้มีพระคุณนั้นออกจะมาก เกินไปสักหน่อย เขาหยิบถุงเงินออกมาจากอกเสื้อ แล้วหยิบกล่อง กำมะหยี่ซึ่งผนึกด้วยขี้ผึ้งออกมา โยนให้อวี๋หวั่น “ให้เจ้า!”
“อะไรหรือ?”
อวี๋หวั่นแกะขี้ผึ้งออก แล้วเปิดกล่องดู “บัวหิมะเทียนซาน?”
ดอกใหญ่กว่าของเป่าจือถังเสียอีก เป็นบัวหิมะดอกเต็มและ หอมกว่า หากกล่าวว่าบัวหิมะของเป่าจือถังเป็นบัวหิมะชั้นหนึ่ง บัว หิมะที่ชายชราให้มานี้ก็เป็นบัวหิมะชั้นเลิศยิ่งกว่า ถ้านำมาทำยา ย่อมต้องได้ผลดีกว่าอย่างแน่นอน!
เพื่อบัวหิมะแล้ว อวี๋หวั่นจึงตัดสินใจเข้าไปพยุงชายชรา “ท่าน ผู้เฒ่า บ้านท่านอยู่ที่ไหนหรือ?”
……
ราตรีหนาวเหน็บดุจสายนํ้า รถม้าคันหนึ่งค่อยๆ เคลื่อนมายัง หน้าเรือนอย่างเงียบเชียบ
ม่านเปิดออก เหยียนหรูอวี้ก้าวลงมาจากรถม้า
ประตูสีชาดปิดสนิท นางก้าวไปด้านหน้า ยกมือขึ้นเคาะประตู เบาๆ
กลุกกลัก
จากนั้นไม่นาน ประตูบานหนาก็เปิดออกจากด้านใน บ่าววัยรุ่น คนหนึ่งโผล่ออกมา เมื่อเห็นว่ามีแม่นางสวมผ้าคลุมหน้าและ อาภรณ์ชั้นดี ความหวาดระแวงของเขาก็ลดลงไปไม่น้อย และเอ่ย ถามด้วยความสงสัยว่า “มีเรื่องอะไรหรือขอรับ?”
เหยียนหรูอวี้ถามอย่างอ่อนโยน “ขอถามหน่อย พ่อครัวเทพ เป้าอยู่หรือไม่?”
บ่าวขมวดคิ้ว
เหยียนหรูอวี้ดูออกว่าเขาสงสัย จึงอธิบายอย่างใจเย็นว่า “แม่ นางตู้บอกกับข้า ว่าพ่อครัวเทพเป้าพำนักอยู่ที่นี่”
บ่าวตกใจเล็กน้อย
เหยียนหรูอวี้จึงหยิบจดหมายซึ่งเขียนด้วยลายมือของแม่นาง ตู้ออกมา นี่เป็นสิ่งที่แม่นางตู้ทิ้งเอาไว้ นับว่าเป็นเรื่องสุดท้ายที่แม่ นางตู้ทำให้นาง หลังจากนี้ นางและแม่นางตู้ไม่มีสิ่งใดติดค้างต่อ กัน
หลังจากที่บ่าวอ่านจนจบ ก็ส่งกระดาษคืนให้เหยียนหรูอวี้ “เป็นลายมือของแม่นางตู้จริงๆ แต่ว่า นายท่านบ้านข้าไม่อยู่ หรอก”
เหยียนหรูอวี้ถามว่า “เช่นนั้นข้ารอเขาที่นี่ได้หรือไม่?”
“แล้วแต่ท่าน” พูดจบ บ่าวผู้นั้นก็หันหลัง ดึงบานประตูปิด
ทันที
เหยียนหรูอวี้ตะลึงงัน
ลี่จือซึ่งยืนอยู่ด้านหลังก็บ่นขึ้นว่า “อะไรกัน? ไม่รู้จักเชิญคุณ หนูเข้าไปรอด้านในหรืออย่างไร?”
เหยียนหรูอวี้ตวัดสายตาเยียบเย็นมองนาง “เจ้าอย่าพูดจา เหลวไหล”
ลี่จือก้มหน้าด้วยความขุ่นเคือง
แม่นางตู้เชิญมายากถึงเพียงนั้น เป็นถึงอาจารย์ของแม่นางตู้ ย่อมต้องมิใช่ทุกคนที่มีคุณสมบัติพอจะได้พบเขาเป็นแน่ แต่นางก็ ยังสามารถใช้อำนาจของจวนแม่ทัพได้ ทว่าหากเรื่องนี้แพร่งพราย ออกไป นางก็คงเสียหายและกลายเป็นที่โจษจันได้
ผู้มีพรสวรรค์เลิศลํ้า มักจะมีนิสัยแปลกประหลาดและทระนง ตน แต่ไม่เป็นไร เหยียนหรูอวี้มีความอดทนมากพอ
“ท่านผู้เฒ่า พวกเราเดินผ่านถนนมาสองสายแล้ว ตกลงว่า ท่านอยู่ที่ไหนหรือ?”
เสียงนี้!
เหยียนหรูอวี้ตื่นตระหนก นางหันหลังไปมองในความมืด ก็ เห็นอวี๋หวั่นเนื้อตัวเปียกปอน กำลังพยุงชายชราซึ่งตัวเปียกไม่ต่าง กันเดินมา
เหยียนหรูอวี้นึกสงสัยว่าตนตาฝาดไปแล้วหรือไม่
มิได้ถูกคุณชายเยี่ยนลงโทษไปแล้วหรอกหรือ? จะมาอยู่ที่นี่ได้ อย่างไรกัน?
“มะ…แม่นางอวี๋?” เหยียนหรูอวี้ลองเรียกออกไป
อวี๋หวั่นเงยหน้าขึ้น นัยน์ตากระตุกวูบหนึ่ง “เหยียนหรูอวี้?”
เจอกันถึงสองครั้งในวันเดียว เธอกับผู้หญิงคนนี้มีชะตาผูก กันหรือยังไง?
เหยียนหรูอวี้มิได้มองชายชราที่อวี๋หวั่นพยุง แล้วพูดด้วย ความเหลือเชื่อว่า “จะ…เจ้าไม่ได้…”
“ข้าไม่ได้อะไร?” อวี๋หวั่นเอ่ยถาม แม้จะรู้คำตอบอยู่แล้ว
เหยียนหรูอวี้ไม่ได้พูดออกไป แล้วจึงเปลี่ยนเรื่อง “ข้าไปที่ใดก็ เจอเจ้า อย่างกับเป็นวิญญาณตามวอแวไม่เลิก! ถามจริงๆ เจ้าไป ได้ยินข้อมูลอะไรมาใช่หรือไม่ จึงสะกดรอยตามข้ามา?”
“ข้าสะกดรอยตามเจ้า? มาที่นี่?” อวี๋หวั่นมองไปยังถนนอัน วังเวงเส้นนี้ สองข้างล้วนเป็นเรือนเก่า แทบจะไร้เงาผู้คน เธอจะ ตามเหยียนหรูอวี้มาในที่แบบนี้ทำไม?
เหยียนหรูอวี้คิดว่าอวี๋หวั่นสะกดรอยตามตนมา มิเช่นนั้นคงไม่ บังเอิญถึงเพียงนี้ “เจ้าตามข้ามาก็ไร้ประโยชน์ พ่อครัวเทพเป้าไม่ มาพบเจ้าหรอก!”
“พ่อครัวเทพเป้า?” อวี๋หวั่นลูบคาง
บ่าวในเรือนได้ยินเสียงเอะอะด้านนอก จึงเปิดประตูออกมา
ชะเง้อมอง แล้วรีบเปิดประตูใหญ่ออกมาทันที
เหยียนหรูอวี้คิดว่าในที่สุดพวกเขาก็จะเชิญนางเข้าไปด้านใน เสียที จึงจัดอาภรณ์ด้วยความเย่อหยิ่ง ทว่านางมิได้คาดคิดเลยว่า เขาจะเดินผ่านหน้านางไป เดินลงจากบันไดไปสองสามก้าว เขา เดินไปยังเบื้องหน้าของอวี๋หวั่น แล้วโค้งคำนับชายชราซึ่งอวี๋หวั่น กำลังพยุงอยู่ “นายท่าน ท่านกลับมาแล้ว!”