หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 115.1 สามีภรรยารับตราประทับทอง (1)
สำนักบัณฑิตกั๋วจื่อเจียนนั้นกว้างขวางเหลือเกิน อวี๋ซงและลุง วั่นใช้เวลาเดินถึงหนึ่งเค่อกว่าจะมาถึงเรือนหลังคาสีดำกำแพงสี ขาวหลังหนึ่ง ด้านในมีระเบียงทางเดิน มีห้องหับ บ่อนํ้าและต้นไผ่ สิ่งที่ต่างออกไปจากที่อวี๋ซงคุ้นเคยก็คือที่นี่ไม่มีเครื่องมือการ เกษตรใดๆ
หากเยี่ยนจิ่วเฉาไม่ได้บังเอิญไปเห็นเขากำลังเขียนตัวอักษร บนพื้นดินเข้า ชั่วชีวิตนี้เขาคงเป็นเพียงชาวนาในหมู่บ้านเหลียนฮ วา เขาไม่เคยคิดฝันว่าจะมีโอกาสได้เรียนหนังสืออย่างคนอื่นบ้าง
อวี๋ซงกอดห่อผ้าเอาไว้ มองไปยังเหล่านักเรียนสวมชุดสีขาวซึ่ง เดินผ่านหน้าเขาไป ลุงวั่นเคยบอกเอาไว้ว่านักเรียนที่ศึกษาใน สำนักบัณฑิตเรียกว่าเจี้ยนเซิง สถานะเหนือกว่านักเรียนทั่วไปอยู่ ระดับหนึ่ง
ลุงวั่นหันหน้าไป ก็พบว่าอวี๋ซงกำลังยืนงง เขาอดหลุดยิ้มออก มาไม่ได้ “หลังจากวันนี้คุณชายรองก็คงคุ้นเคยแล้ว ละ เจ้าก็ เหมือนกับพวกเขา เป็นเจี้ยนเซิงของกั๋วจื่อเจียน”
“เมื่อวานข้ายังทำนาอยู่เลย” อวี๋ซงเกาศีรษะพลางเอ่ยขึ้น
ลุงวั่นรู้สึกขบขันกับท่าทางของเขา คนทั่วไปเมื่อได้มาอยู่ใน ระดับนี้คงจะเดินชูคอไปแล้ว ท่าทางเซ่อซ่าอย่างเขา ไม่รู้ว่าไปเข้า ตาคุณชายของตนได้อย่างไร? คุณชายไม่ได้เป็นคนที่หลงสตรีจน
หน้ามืดตามัว ความเอาใจใส่ที่คุณชายมีต่อแม่นางอวี๋นั้นจริงแท้ แน่นอน กระนั้นเขาก็ยังมองเห็นถึงศักยภาพของอวี๋ซง
“พวกเราเข้าไปกันเถิด” ลุงวั่นพาอวี๋ซงเดินเข้าไปในหอพัก ทุก ห้องมีเจี้ยนเซิงพักอยู่สามคน เพื่อนร่วมห้องของอวี๋ซง คนหนึ่งมา จากโยวโจว อีกคนหนึ่งมาจากหวั่นเฉิง พวกเขาทั้งสองล้วนแต่ใจดี และสุภาพอ่อนน้อม
ในห้องมีเตียงเดี่ยวทั้งหมดสามเตียง เตียงด้านในสุดและด้าน นอกสุดถูกจับจองไว้แล้ว อวี๋ซงจึงได้เตียงตรงกลางไป
ลุงวั่นจะปูเตียงให้ อวี๋ซงจึงบอกว่า “ให้ข้าทำเองเถิด”
เรื่องเล็กแค่นี้ คนจากชนบทอย่างเขาทำเองได้
เมื่อที่นี่ไม่มีธุระอันใดของลุงวั่นแล้ว เขาจึงเอ่ยปากเตือนอวี๋ซง รอบหนึ่ง จากนั้นก็กลับไป
หลังจากที่อวี๋ซงเก็บของเสร็จก็ถือถังเดินออกไปตักนํ้า เพิ่งจะ ก้าวพ้นประตู ก็พบกับจ้าวเหิง
อวี๋ซงรู้จากอวี๋หวั่นมาตั้งแต่แรกแล้วว่าจ้าวเหิงเรียนหนังสือ อยู่ที่นี่ ดังนั้นเขาจึงมิได้รู้สึกประหลาดใจเท่าไรนัก เพียงแต่มีสีหน้า ไม่ค่อยดี
“นี่ เจ้ามาใหม่หรือ? สายตาเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกัน? ” ขณะที่อวี๋ซงเดินสวนกับจ้าวเหิง เพื่อนของจ้าวเหิงก็เข้ามาขวาง ทางเขาไว้ อีกทั้งยังไม่ใช่คนที่จดจำรถม้าของจวนคุณชายได้ หาก แต่เป็นเจี้ยนเซิงแซ่หลิ่ว บิดาของเขาเป็นนายอำเภอระดับแปดใน
อำเภอเล็กๆ แห่งหนึ่ง
อวี๋ซงเหลือบมองเขา “เจ้าต้องการอะไร? ”
หลิ่วเจี้ยนเซิงพูดว่า “ประโยคนี้ข้าควรเป็นคนถามเจ้ามากกว่า เจ้าต้องการอะไร? เจ้ามองเขาด้วยหางตารึ? เจ้ารู้หรือไม่ว่าเขาเป็น ใคร?”
ในใจของอวี๋ซงตอบว่าทำไมเขาจะไม่รู้ว่าคนผู้นี้คือใคร คนที่ เคยหักหาญนํ้าใจน้องสาวของเขา จนถึงวันนี้ยังติดเงินน้องสาว เขาถึงสามร้อยตำลึงอย่างไรเล่า!
หลิ่วเจี้ยนเซิงถกแขนเสื้อขึ้น จ้าวเหิงจึงเอ่ยปากขึ้นว่า “พอ เถอะ พวกเราไปได้แล้ว”
หลิวเจี้ยนเซิงถลึงตาใส่อวี๋ซงแล้วเดินจากไป
ในตอนนั้นเอง เพื่อนร่วมห้องของอวี๋ซงก็หอบหนังสือมากอง ใหญ่ เขามองอวี๋ซง แล้วมองไปยังจ้าวเหิงและหลิ่วเจี้ยนเซิง กล่าว ถามว่า “เจ้ามาใหม่หรือ? เจ้าไปมีเรื่องกับเขาได้อย่างไร? จ้าวเหิง เป็นเจี้ยนเซิงอันดับหนึ่งของที่นี่ ได้ยินว่าเขาได้รับการแนะนำจาก สกุลเซียวให้เข้าเรียน เป็นนักเรียนคนสำคัญของหัวหน้าสำนัก บัณฑิต เจ้าห้ามไปล่วงเกินเขาเชียวนะ!”
เจี้ยนเซิงอันดับหนึ่ง…อวี๋ซงมองไปยังแผ่นหลังของจ้าวเหิง ซึ่งเดินออกไปไกลแล้ว เขากำหมัดแน่น
……
เพื่อให้พิธีสมรสของเฉิงอ๋องและองค์หญิงซยงหนูเป็นไปได้
อย่างราบรื่น ลุงวั่นเชิญนางกำนัลมากประสบการณ์มาสอนอวี๋ หวั่นโดยเฉพาะ นางเป็นคนแซ่วั่นเช่นกัน ลุงวั่นบอกว่าต้นตระกูล ของพวกเขาเมื่อห้าร้อยปีที่แล้วเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน
วั่นมามาเคยอยู่ในวังหลวง รับผิดชอบการฝึกกิริยามารยาท และกฎต่างๆ ให้กับหญิงงาม บัดนี้ได้รับการปูนบำเหน็จเลี้ยงดูเป็น อย่างดี นางจึงมิได้ขาดแคลนเงิน แต่นางตอบตกลงมาที่จวนคุณ ชายเยี่ยนก็เพราะลุงวั่นเป็นคนเชิญ
เมื่อรู้ว่าผู้ที่นางจะสอนเป็นแม่นางจากชนบท นางก็ส่งสายตา ดุดันให้ลุงวั่น
ลุงวั่นถูจมูกด้วยความขุ่นเคืองใจ
วั่นมามาเป็นคนเคร่งครัดและจริงจัง หากผ่านก็คือผ่าน ผิดก็ ต้องลงโทษ ต่อให้อวี๋หวั่นจะสูงศักดิ์ถึงกับเป็นฮูหยินของเยี่ยนจิ่ว เฉา ก็ยังถูกวั่นมามาลงโทษให้คัดกฎของวังหลวงหลายรอบ
ช่วงเช้าอวี๋หวั่นเรียนเกี่ยวกับพงศาวลีของราชวงศ์และกฎใน วัง ช่วงบ่ายฝึกฝนการพูดและท่วงท่า ตกเย็นเธอก็ไม่ได้หยุดพัก ยังต้องเรียนศิลปะการชงชากับวั่นมามาหรือศิลปะการชงชาของ ลุงวั่น ผ่านไปหนึ่งวัน อวี๋หวั่นรู้สึกเหนื่อยยิ่งกว่าการทำนาเสียอีก
ตกกลางคืน อวี๋หวั่นเลิกเรียน เธอลากร่างกายอันอิดโรยของ ตัวเองกลับเรือนชิงเฟิง อาบนํ้าร้อนอย่างสบายใจ เธอเกือบหลับใน ถังนํ้าร้อนเสียแล้ว
เด็กน้อยทั้งสามเล่นอยู่บนเตียง อวี๋หวั่นถือหนังสือพงศาวลี
ราชวงศ์พลางนั่งลงบนเตียง เรื่องนี้คล้ายกับวิชาประวัติศาสตร์ที่อ วี๋หวั่นเคยเรียนในชีวิตก่อนหน้า หนังสือบรรยายเรื่องราวของราช วงศ์ก่อนๆ มาจนถึงราชวงศ์ปัจจุบัน ราชวงศ์ปัจจุบันมีฮ่องเต้มากี่ พระองค์แล้ว ประวัติชีวิตของฮ่องเต้แต่ละพระองค์เป็นอย่างไร รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ล้วนบันทึกไว้ทั้งหมด นี่ไม่ใช่พงศาวลีของ ราชวงศ์แล้ว เหมือนกับหนังสือประวัติราชวงศ์เสียมากกว่า
เมื่ออ่านมาถึงประวัติของฮ่องเต้องค์ก่อน อวี๋หวั่นก็นึกสงสัย ขึ้นมา แม้ว่าเยี่ยนจิ่วเฉาจะบอกว่าฮ่องเต้ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของ อาณาจักรหนานจ้าว เธอก็ยังรู้สึกเคลือบแคลงใจเล็กน้อย ถ้าไม่ใช่ เพราะเยี่ยนอ๋องรับความผิดของ ‘องค์ชายแห่งหนานจ้าว’ แทน ฮ่องเต้ ทำไมลูกหลานของเขาถึงถูกราชวงศ์หนานจ้าวทำร้ายเล่า?
ทว่าจากบันทึกเกี่ยวกับฮ่องเต้องค์ก่อน เขาไม่เคยพาฮองเฮา ไปอาณาจักรหนานจ้าว กษัตริย์ของหนานจ้าวเองก็ไม่เคยมายังต้า โจว เมื่อดูจากเหตุและผลแล้วน่าจะไม่ใช่
เมื่อดูจากอายุแล้วยิ่งไม่ได้เข้าไปใหญ่
กษัตริย์แห่งหนานจ้าวอายุห้าขวบ เยี่ยนอ๋องอายุเก้าขวบ ไม่ ว่าอย่างไรก็ทำให้ผู้หญิงตั้งท้องไม่ได้
ดังนั้นสิ่งที่เยี่ยนจิ่วเฉาพูดย่อมถูกต้อง ฮ่องเต้ไม่ใช่เชื้อสาย กษัตริย์อาณาจักรหนานจ้าว เยี่ยนอ๋องก็ไม่ได้รับผิดแทนฮ่องเต้ เช่นนั้นทำไมราชวงศ์หนานจ้าวต้องคิดจัดการเยี่ยนจิ่วเฉาด้วย?
เสี่ยวเป่าปีนขึ้นมาด้วยความสงสัย ขยับก้นเล็กน้อย ศีรษะ
เหงื่อออก เขามองไปยังหนังสือในมืออวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นมองเขาอย่างขบขัน “อยากดูหรือ?”
เสี่ยวเป่าพยักหน้า
อวี๋หวั่นใช้ผ้าเช็ดเหงื่อให้เขา แล้วอุ้มเขาขึ้นมาบนตัก แขนโอบ ลำตัวเขาไว้ แล้วค่อยๆ อ่านให้เขาฟังพลางไล่นิ้วไปตามตัวอักษร
ทุกคำที่เธออ่าน เสี่ยวเป่าก็ขยับปากตามไปด้วย หากไม่ใช่ เพราะไม่มีเสียง อวี๋หวั่นคงคิดว่าเขากำลังอ่านไปพร้อมกับเธอ
อวี๋หวั่นหอมหน้าผากของลูกชาย “เสี่ยวเป่าจะพูดหรือ?”
เสี่ยวเป่าไม่ตอบ
อวี๋หวั่นก้มหน้าลงไปมอง เสี่ยวเป่าหลับคอพับไปในอ้อมอก ของเธอแล้ว
ที่จริงเขาไม่ได้อยากอ่านหนังสือ แต่เพราะง่วงนอนจึงปีนมา หาเธองั้นหรือ?
อวี๋หวั่นหัวเราะอย่างขบขัน เธอเปลี่ยนเสื้อใหม่ให้เสี่ยวเป่า ใน ตอนนั้นเอง ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าก็นิ่งไปแล้ว พวกเขานอนตาปรือ อยู่บนผ้าห่ม อีกนิดเดียวก็คงผล็อยหลับไป
เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าเช่นกัน เยี่ยนจิ่วเฉา ยังไม่กลับห้อง อวี๋หวั่นตัดสินใจอ่านหนังสือต่อ ไหนเลยจะรู้ว่าตัว เธอเองก็เหนื่อยเหลือเกิน เพียงครู่เดียวก็ผล็อยหลับไปเช่นกัน
อวี๋หวั่นตื่นขึ้นเพราะเสียงกระซิบข้างหู เธอมองไปด้วยสายตา
งัวเงีย “เยี่ยนจิ่วเฉา?” จากนั้นก็ยกมือขึ้นคลำข้างกาย “ลูกละ?”
“ลุงวั่นอุ้มไปแล้ว” เยี่ยนจิ่วเฉาตอบ
ในมือของอวี๋หวั่นถือหนังสือซึ่งเพิ่งอ่านไปได้ครึ่งเดียว
เยี่ยนจิ่วเฉาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นว่า “ยังไม่หมด อีกหรือ?”
“ยังเลยเจ้าค่ะ เพิ่งจำไปได้ครึ่งเดียว” อวี๋หวั่นหยิบหนังสือขึ้น มาแล้วบิดขี้เกียจ แล้วเหลือบไปมอง ก็พบว่าเยี่ยนจิ่วเฉาหูแดงกํ่า อวี๋หวั่นตื่นเต็มตาแล้ว จึงใช้แขนดันตัวเองลุกขึ้น แล้วหันข้างไป มองเขา
“ทะ…ท่านพูดถึงนี่หรือ?”
ประจำเดือนสินะ
เยี่ยนจิ่วเฉากะพริบตาปริบๆ
อวี๋หวั่นถอนหายใจด้วยความเสียดาย “เหลืออีกสักวันสองวัน เจ้าค่ะ”
คงเป็นเพราะตั้งแต่ที่มาอยู่จวนคุณชาย เธอก็กินดีอยู่ดี ระดู จึงมามากและนานกว่าเดิม
แต่เธอรู้สึกว่านั่นเป็นเรื่องของพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้แล้ว
คุณสามีใจร้อนเหลือเกิน แม้แต่ลูกๆ ที่เป็น ‘อุปสรรค’ เขาก็ อุ้มออกไปแล้ว
อวี๋หวั่นดวงตาเป็นประกาย เท้าคางแล้วพูดว่า
“ข้าช่วยท่านเอง”
เธอไม่รีรอให้เยี่ยนจิ่วเฉามีปฏิกิริยาตอบสนอง
กับคำว่า ‘ช่วย’ อวี๋หวั่นก็สอดมือเข้าไปใต้ผ้าห่มของเขาแล้ว
เยี่ยนจิ่วเฉาตัวแข็งทื่อ “อวี๋อาหวั่น!”
“อย่าเอะอะสิ ข้าก็อายเหมือนกันนะ”
ราตรีหวานละมุน ดุจเสียงกระซิบของคู่รัก
บทที่ 115.2 สามีภรรยารับตราประทับทอง (2)
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม พวกเขาก็เรียกคนยกนํ้าร้อนมา
เถาเอ๋อร์และหลีเอ๋อร์เดินหน้าแดงเข้ามา ในห้องคละคลุ้งไป ด้วยกลิ่นอายที่ทำให้อดรู้สึกขวยเขินไม่ได้ ทั้งสองวางนํ้าร้อนลง โดยมิได้เหลือบตามอง แล้วถอยไปที่ด้านหลังฉากกั้น รอจน คุณชายใช้เสร็จ พวกนางก็ยกนํ้าออกไปด้วยใบหน้าแดงกํ่า ประหนึ่งมีเลือดหยดลงมาได้ก็มิปาน
แสงสลัวส่องสะท้อนลงบนใบหน้าแดงระเรื่อของเยี่ยนจิ่วเฉา เขาดูงดงามเหลือเกิน
“ยังจะอ่านหนังสืออยู่หรือไม่?” เขาถามพลางกระแอม
อวี๋หวั่นตอบว่า “ไม่ละ ข้าปวดมือ ปวดมาก”
“แค่กๆ! ” เยี่ยนจิ่วเฉาหน้าแดง
……
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น อวี๋หวั่นเดินไปยังหอเก็บหนังสือเพื่อเรียนกับวั่ นมามา เดินไปได้เพียงครึ่งทาง ก็มีคนมารายงานว่ามีคนจากวัง หลวงมาขอพบ
อวี๋หวั่นบอกกับเถาเอ๋อร์ว่า “เจ้าไปบอกวั่นมามา อีกเดี๋ยวข้า ตามไป”
“เจ้าค่ะ” เถาเอ๋อร์ตอบรับ
อวี๋หวั่นเดินไปยังโถงบุปผาพร้อมกับหลีเอ๋อร์
ผู้ที่มาคือแม่นางชุย สาวใช้ข้างกายของฮองเฮา อวี๋หวั่นเคย พบหน้านางในตอนที่ข้าเฝ้าฮ่องเต้ เพียงแต่เธอไม่รู้ว่านางเป็นใคร
แม่นางชุยมียศตำแหน่ง อีกทั้งนางยังมาตามคำสั่งของ ฮองเฮา นางเป็นตัวแทนของฮองเฮา ตามหลักแล้วนางไม่จำเป็น ต้องคำนับอวี๋หวั่น กระนั้นนางก็ยังกล่าวอย่างรู้มารยาทว่า “ข้าเคย พบฮูหยินน้อยมาก่อน”
กฎระเบียบต่างๆ ที่วั่นมามาสอนสั่งนั้นแล่นปราดเข้ามาใน สมองของอวี๋หวั่น เธอรู้ว่าตนไม่จำเป็นต้องรับการคำนับของนาง จึงหันข้างแล้วบอกกับนางว่า “แม่นางชุยเชิญนั่ง”
แม่นางชุยประหลาดใจกับสิ่งที่อวี๋หวั่นทำ ในระยะเวลาเพียง สองวัน ฮูหยินน้อยท่านนี้ดูเหมือนจะเรียนรู้กฎระเบียบต่างๆ มาก ขึ้นกว่าเดิมแล้ว
หลังจากที่แม่นางชุยนั่งลง นางก็บอกสาเหตุที่นางมาวันนี้ “ฮองเฮาทรงรับสั่งให้ข้านำตราประทับทองมาให้ฮูหยินเยี่ยน”
อวี๋หวั่นกำลังจะยื่นมือเข้าไปรับของ ทันใดนั้นก็นึกถึงสิ่งที่วั่ นมามาเคยสอน จึงขยิบตาให้หลีเอ๋อร์ซึ่งยืนอยู่ด้านข้าง หลีเอ๋อร์ ก้าวขึ้นมาข้างหน้า แล้วรับตราประทับทองจากแม่นางชุยไป
“พระวรกายของฮองเฮาเป็นอย่างไรบ้าง?” อวี๋หวั่นเอ่ยถาม อย่างผึ่งผาย
แม่นางชุยกล่าวด้วยสีหน้าผ่องแผ้ว “ฝ่าบาททรงรับสั่งว่าไม่
ว่าอย่างไรหมอหลวงก็ต้องรักษาฮองเฮาให้หาย ฮองเฮาก็ทรงไม่ ยอมแพ้ ในที่สุดก็พ้นจากช่วงวิกฤตได้แล้ว ต้องพักรักษาตัวอีกสัก พักหนึ่งจนร่างกายฟื้นฟูดังเดิม ฮองเฮาทรงเฝ้ารอแสดงความ ยินดีกับเฉิงอ๋องและองค์หญิงซยงหนูเจ้าค่ะ”
เช่นนั้นก็หมายความว่าฮ่องเต้ทรงต้องการให้ฮองเฮาเสด็จไป ร่วมงานแต่งงานของทั้งสอง ถือโอกาสประกาศให้ใต้หล้ารู้ว่า ฮองเฮากลับมาแล้ว
“ขอแสดงความยินดีกับฮองเฮาด้วย” อวี๋หวั่นยิ้ม
และยินดีกับสวี่เสียนเฟยด้วย ไม่รู้จริงๆ ว่าถ้าหากนางได้ยิน ข่าวนี้แล้วจะโมโหถึงกับลมจับหรือไม่
แม่นางชุยยิ้มพร้อมกับกล่าวว่า “ฮองเฮาบอกไว้ว่าเรื่องนี้ต้อง ขอบคุณคุณชายและฮูหยินน้อยเป็นอย่างมาก ฮองเฮาทรง แยกแยะบุญคุณและความแค้นได้ ผู้ใดดีต่อนาง นางล้วนแต่ จดจำใส่ใจ ภายภาคหน้าจะไม่ทำให้คุณชายและฮูหยินน้อยต้องผิด หวัง”
อย่างไรก็ตาม ข้อแลกเปลี่ยนได้สิ้นสุดลงแล้ว ต่างฝ่ายต่างได้ สิ่งที่ตนปรารถนา หลังจากนี้จะยังมีการไปมาหาสู่กันอีกหรือ? เกรงว่าอาจเป็นเพราะฮองเฮารู้สึกว่าฮ่องเต้มิได้โปรดปรานตน อย่างที่คิด จึงมาเข้าทางจวนคุณชายกระมัง
อวี๋หวั่นมองออกแต่ไม่ได้พูดออกไป จึงตอบไปตามมารยาทว่า “ขอบพระทัยฮองเฮา”
แม่นางชุยกล่าวว่า “ฮองเฮาทรงเจ็บหนัก ฮูหยินน้อยสามารถ เข้าวังไปเยี่ยมได้”
แม่นางชุยมิได้อยู่นาน นางเพียงมอบตราประทับทองและของ กำนัลให้อวี๋หวั่น จากนั้นกกลับเข้าวังไป
…………..
ณ ตำหนักเสียนฝู สวี่เสียนเฟยโทสะพลุ่งพล่าน นางไม่เคยคิด เลยว่าฮองเฮาซึ่งถูก ‘คุมขัง’ เป็นเวลานานนับสิบปีจะถูกปล่อยออก มาจากตำหนักเฟิ่งชี
“เป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไร? นางสารภาพเองว่าทำร้ายคนจน ตาย ฝ่าบาทยังทรงปล่อยออกมาได้อย่างไร?” สวี่เสียนเฟยนั่งอยู่ บนเก้าอี้ด้วยสายตาเกรี้ยวโกรธ
นางกำนัลไปส่งคนจากวังหลวง จากนั้นก็รินชาให้นาง “พระ สนม”
สวี่เสียนเฟยดันถ้วยชาที่นางส่งให้ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลง รุนแรงด้วยความโกรธ
นางกำนัลเอ่ยขึ้นว่า “ไฟไหม้ตำหนักเฟิ่งชีจนเสียหายยับเยิน ฮองเฮาจำต้องออกมาเพคะ”
สวี่เสียนเฟยแผดเสียง “แต่ก็ไม่ควรย้ายไปอยู่ในตำหนักเจา หยาง!”
ในบรรดาตำหนักทั้งหก ตำหนักเจาหยางเป็นรองเพียงตำ หนักเฟิ่งชี พระธิดาองค์โตเคยประทับอยู่ที่นั่นก่อนแต่งงานออกไป
เดิมทีนางก็หมายปองตำหนักเจาหยาง น่าเสียดายที่ฮ่องเต้ยังทรง คิดถึงพระธิดาองค์โต จึงปฏิเสธอย่างอ้อมๆ และยกตำหนักเสีย นฝูให้นางแทน
แม้ว่าตำหนักเสียนฝูไม่นับว่าแย่ แต่อยู่ห่างจากห้องบรรทม ของฝ่าบาทไปสักหน่อย
สิ่งที่นางปรารถนากลับถูกสตรีเฒ่านั่นฉกชิงไป คิดว่านางจะ ยอมง่ายๆ หรือ?
สวี่เสียนเฟยครองอำนาจในวังหลวงมานาน นางเกือบลืมไป แล้วว่าตนเป็นเพียงพระสนม ไม่ใช่ฮองเฮา ฮองเฮาเป็นนายใหญ่ ของตำหนักทั้งหก แน่นอนว่านางมีคุณสมบัติมากพอที่จะเข้าไป อยู่ในตำหนักเจาหยาง
นางกำนัลไม่ได้พูดอะไร นางค่อยๆ วางถ้วยชาลงบนโต๊ะ
“ในวังว่าอย่างไรกันบ้าง?” สวี่เสียนเฟยเอ่ยถามเสียงเย็น เยียบ
นางกำนัลตอบว่า “ล้วนแต่บอกว่า เรื่องของหลิวกุ้ยเหรินใน ตอนนั้นมีส่วนที่ผิดปกติ ผู้ที่สังหารนางมิใช่ฮ่องเฮา หากแต่เป็น พระสนม พระสนมรู้ว่ามีคนวางยาพิษ แต่กลับจงใจทำให้นางตาย ตอนนี้ความจริงเปิดเผย พระสนมกังวลว่านางจะกลับมาเป็นที่ โปรดปรานของฝ่าบาท ดังนั้นจึงเผาตำหนักเฟิ่งชี…”
สวี่เสียนเฟยตบโต๊ะเสียงดัง “เหลวไหล! ข้าจะไปโง่เพียงนั้นได้ อย่างไรกัน นางไม่เป็นที่โปรดปรานมานับสิบปี ข้าไม่ต้องทำอะไร
นาง นางก็แห้งเหี่ยวตายอยู่ในตำหนักอยู่ดี ไฉนข้าต้องลงมือเอง ด้วย!”
“ยังมีคนคิดว่าพระสนมอดรนทนไม่ไหวอยากเป็นฮองเฮา เพคะ” นางกำนัลบอก
สวี่เสียนเฟยกล่าวด้วยความเดือดดาล “ข้าอยากเป็น ฮองเฮา…แต่ข้าก็รอมานานถึงเพียงนี้ ข้าจะลงมือตอนงานแต่ง องค์ชายกับคุณหนูจวนอัครมหาเสนาบดีหรือ? หากข้าไม่มีสมอง เช่นนั้น ข้าก็คงจะตายไปตั้งนานแล้ว!”
“พระสนมอย่าได้โมโหไปเพคะ ไม่ดีต่อสุขภาพ” นางกำนัล ปราม
สวี่เสียนเฟยลูบอก “จะไม่ให้ข้าโมโหได้อย่างไร? ก็เห็นอยู่ว่าข้า กำลังจะปล่อยให้นางตาย แต่กลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลัง มือ…เจ้าคิดว่าฝ่าบาทจะเชื่อคนเหล่านั้นแล้วสงสัยข้าหรือไม่?”
นางกำนัลถอนหายใจ
สวี่เสียนเฟยทุบโต๊ะ “ทำไมนางต้องออกมา! ทำไมนางไม่ถูกไฟ ไหม้ตายอยู่ในนั้นไปเลย!”
นางกำนัลพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “พระสนม นางเป็นฮองเฮา ก็เพียงในนาม อำนาจสูงสุดในวังหลวงก็ยังคงเป็นของท่าน พระ สนมเพียงทำเรื่องที่ต้องทำ อย่าให้ผู้ใดมายึดตราประทับคืนไปก็ เพียงพอแล้ว อีกอย่างองค์ชายใหญ่ก็มิได้รับความโปรดปรานเท่า องค์ชายรองของพวกเรา ญาติฝั่งมารดาขององค์ชายใหญ่ก็มิอาจ
เทียบอัครมหาเสนาบดี บัลลังก์จะต้องตกเป็นขององค์ชายรอง อย่างแน่นอนเพคะ ท่านยังต้องกังวลเรื่องใดอีกหรือ?”
สวี่เสียนเฟยยิ้มออกมา “พูดได้ถูกต้อง องค์ชายใหญ่ถูก หางเลขฮองเฮา ฝ่าบาทพระราชทานบุตรสาวของข้าราชการระดับ ห้าให้เป็นพระชายา ไหนเลยจะเหมือนจิ่งเอ๋อร์ที่ได้แต่งงานกับ แก้วตาดวงใจของขุนนางระดับหนึ่งอย่างอัครมหาเสนาบดี เมื่อมี งานแต่งในครั้งนี้แล้ว ข้าก็จะได้ครอบครองตราประทับเฟิ่งอิ๋น[1] และไม่ต้องเกรงกลัวผู้ใดอีก!”
นางกำนัลกล่าวว่า “พระสนมเข้าใจก็ดีแล้วเพคะ”
วันรุ่งขึ้น อวี๋หวั่นขอลาหยุดการเรียนกับวั่นมามา เธอเข้าวังไป เยี่ยมฮองเฮาซึ่งป่วยหนัก เมื่อมาถึงสวนดอกไม้ ก็บังเอิญพบกับสวี่ เสียนเฟยซึ่งนั่งอยู่บนเกี้ยว
‘โลกกลมเหลือเกิน’ ประโยคนี้ปรากฏขึ้นในสมองของอวี๋หวั่น
ในตอนแรกสวี่เสียนเฟยจดจำอวี๋หวั่นไม่ได้ นางเพียงแต่รู้สึก คุ้นตา เมื่อเกี้ยวผ่านไปนางจึงยกมือขึ้นบอกให้ขันทีหยุดเกี้ยว
นางเอ่ยถามนางกำนัลที่ติดตามมาด้วย นางกำนัลมองไปยังอ วี๋หวั่น “ผู้ใดมาหรือ?”
อวี๋หวั่นก้าวขึ้นมาข้างหน้า คำนับด้วยท่วงท่าตามแบบแผน “หม่อมฉันคือนางอวี๋ เคยพบพระสนมแล้วเพคะ”
“ที่แท้ก็เป็นเจ้า!” สวี่เสียนเฟยหรี่ตา “เปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์ ใหม่เสียจนข้าจำไม่ได้”
จะไปจำได้ได้อย่างไร? ดูงดงามถึงเพียงนี้ ตอนที่สวมเสื้อผ้า ป่านธรรมดาก็งามจนหาผู้ใดเปรียบ ทว่าบัดนี้สวมอาภรณ์หรูหรา หากบอกว่าเป็นองค์หญิงก็คงเชื่อ
สวี่เสียนเฟยกำผ้าเช็ดหน้าแน่น แค่นหัวเราะ “ข้าได้ยินว่าเจ้า แต่งงานกับคุณชายเยี่ยน วิธีของเจ้านี่ดีเหลือเกิน หว่านเสน่ห์ใส่ ลูกข้า หลังจากนั้นก็มาแต่งงานกับทายาทของเยี่ยนอ๋อง”
อวี๋หวั่นถอนหายใจ “หม่อมฉันไหนเลยจะมีวิธี? หม่อมฉันแค่ สาวและสวยก็เท่านั้นเพคะ”
“เจ้า!”
สำหรับสนมที่นับวันจะมีแต่แก่ชราลงเรื่อยๆ ไม่มีเรื่องใดน่า ปวดใจไปมากกว่านี้แล้ว
สวี่เสียนเฟยหน้าถอดสี นางชี้หน้าอวี๋หวั่น “เจ้า คุกเข่าให้ข้า เดี๋ยวนี้!”
“พระสนม หม่อมฉันไม่ใช่แม่ครัวอีกแล้ว หม่อมฉันคุกเข่าให้ แต่เพียงฮองเฮา ไม่คุกเข่าให้สนมเพคะ”
…………………………………………..
[1] เฟิ่งอิ๋น หรือตราประทับรูปเฟิ่งหวง (นกฟินิกซ์) เป็นตราประทับ
ของผู้มีอำนาจสูงสุดในวังหลวง ซึ่งมักหมายถึงฮองเฮา