หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 118 อดีตและปัจจุบัน (1)
หลังจากที่ความจริงเปิดเผย ก็มีขันทีจากวังหลวงมาไต่ถาม เรื่องราวจากอวี๋หวั่นถึงจวนคุณชาย อวี๋หวั่นได้ยินคำพูดของสวี่ เสียนเฟยมาตั้งแต่แรกแล้ว นางบอกว่าเธอตกลงในนํ้า ทั้งยัง ไม่ทันระวัง จึงดึงหานจิ้งซูลงไปด้วย เธอไม่ทันระวังอะไรกัน? เธอ ตั้งใจดึงหานจิ้งซูลงไปด้วยต่างหากเล่า
“ข้าก็ไม่รู้เช่นกันว่าเกิดอะไรขึ้น คล้ายกับว่ามีคนผลักข้าจาก ด้านหลัง ในตอนนั้นพระสนมยืนอยู่ด้านหลังข้า ไม่สู้ท่านถามพระ สนมดีกว่าว่าพบเห็นผู้ใดน่าสงสัยหรือไม่”
เธอก็แค่ไม่ได้บอกว่าคนร้ายก็คือสวี่เสียนเฟย
อวี๋หวั่นไม่มีหลักฐาน แต่บางเรื่องไม่ต้องมีหลักฐาน ทุกอย่าง ขึ้นอยู่กับว่าอีกฝ่ายต้องการเชื่อแบบใด ได้ยินว่าอัครมหาเสนาบดี เข้าเฝ้าฮ่องเต้ด้วยตนเอง จากนั้นฮ่องเต้ก็ทรงยกให้ฮองเฮาดูแล งานแต่งของเฉิงอ๋องและองค์หญิงซยงหนู ใครจะกล้าพูดได้เล่าว่า ฮ่องเต้และจวนอัครมหาเสนาบดีมิได้เคลือบแคลงสวี่เสียนเฟย?
“ฮูหยิน จะปล่อยให้เรื่องนี้จบเช่นนี้หรือเจ้าคะ? นางเป็นคน ผลักท่านนะเจ้าคะ!” หลีเอ๋อร์ถือตะกร้าอยู่ด้านหลังอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นตัดดอกกุหลาบหนึ่งดอกใส่ตะกร้าที่หลีเอ๋อร์ถืออยู่ “นางผลักข้า ข้าก็ดึงหานจิ้งซูลงไปด้วย ถ้าหากนางถูกลงโทษ ข้า คงจะหนีไม่รอดเหมือนกัน”
ตอนนี้เป็นเช่นนี้นับว่าดีแล้ว ฮ่องเต้สงสัยสวี่เสียนเฟย จวน อัครมหาเสนาบดีไม่ไว้ใจเยี่ยนไหวจิ่ง เธอไม่ได้ศีรษะกระแทกหิน จนหัวโนอย่างไร้ประโยชน์
“ฮูหยิน ตะกร้าเต็มแล้วเจ้าค่ะ เท่านี้พอแล้วหรือไม่เจ้าคะ? ถ้า ไม่พอ บ่าวจะไปหยิบตะกร้ามาเพิ่ม” หลีเอ๋อร์ยกตะกร้าขึ้นมาให้อวี๋ หวั่นดู
อวี๋หวั่นมองไปยังตะกร้าซึ่งเต็มไปด้วยดอกกุหลาบ แล้วพยัก หน้า “น่าจะพอแล้ว”
คุณสามีงอนซะแล้ว อวี๋หวั่นคิดว่าจะทำของที่เขาชอบกินไปง้อ นํ้ากุหลาบนับว่าเป็นตัวเลือกที่ดี แต่ยังไม่ใช่แผนการหลักของวันนี้ เธอให้คนไปหยิบซานจามา ตอนนี้ไม่ใช่ฤดูของซานจา ซานจาเหล่า นี้เป็นเพียงเนื้อซานจาแห้ง แกะเม็ดออกแล้ว ให้รสเปรี้ยวมากกว่า ผงซานจาตามท้องตลาดเล็กน้อย
“ใส่นํ้าตาลหรือไม่เจ้าคะ?” หลีเอ๋อร์ขยับมาข้างๆ พลางเอ่ย ถาม
อวี๋หวั่นแบ่งซานจาซึ่งบดเป็นผงแล้วครึ่งหนึ่งไว้ในชาม “ใส่ นํ้าตาลไปสองก้อน”
หลีเอ๋อร์เคาะนํ้าตาลก้อนใหญ่ออกมาเป็นสองก้อนแล้วใส่ลง ไป แล้วมองไปยังชามที่ยังไม่ได้ใส่นํ้าตาลด้วยความสงสัย แค่มอง ก็รู้สึกเปรี้ยวเข็ดฟันขึ้นมาทันที
อวี๋หวั่นยกยิ้มมุมปากราวกับว่าล่วงรู้ถึงความสงสัยของเธอ
“อยู่ๆ คุณชายก็ชอบกินเปรี้ยว[1]ขึ้นมา”
หลีเอ๋อร์อ้าปากค้าง เหตุใดคำพูดนี้ฟังดูแปลกๆ…คนที่หลัง จากแต่งงานแล้วก็ชอบกินเปรี้ยวควรจะเป็นฮูหยินไม่ใช่หรือ?
ขนมซานจานํ้ากุหลาบชุดที่ไม่มีนํ้าตาลถูกส่งไปยังห้องหนังสือ ของเยี่ยนจิ่วเฉา ชุดที่มีนํ้าตาลเหลือไว้ให้เด็กน้อยทั้งสาม หลังจาก ทำเสร็จก็ถึงเวลาเรียนกับวั่นมามา เมื่ออวี๋หวั่นเก็บข้าวของ เรียบร้อยแล้วจึงรุดออกไป เพิ่งเดินออกมาจากเรือนชิงเฟิง ก็พบ กับลุงวั่นซึ่งมีท่าทางกระวนกระวาย
“ลุงวั่น” อวี๋หวั่นทักทาย
“ฮูหยิน” ลุงวั่นค้อมกายเล็กน้อย พร้อมกับเอ่ยถามว่า “จะไป เรียนกับวั่นมามาหรือ?”
อวี๋หวั่นพยักหน้า “วันนี้วั่นมามาจะทดสอบกฎระเบียบต่างๆ แล้วก็พงศาวลีราชวงศ์”
พงศาวลีมิใช่ปัญหาใหญ่ เธอจำได้เกือบทั้งหมดแล้ว แต่เรื่อง กิริยามารยาทท่าทางล้วนต้องไปทำด้วยตัวเองนั้น เธอยังจำได้ไม่ หมด กลัวว่าจะต้องถูกวั่นมามาทำโทษอย่างแน่นอน
ลุงวั่นเห็นท่าทางของอวี๋หวั่นก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขบขัน “หลาน ชายของวั่นมามาเข้าเมืองหลวงวันนี้ เมื่อครู่นางบอกข้าว่าให้เจ้า หยุดหนึ่งวัน พรุ่งนี้จะมาทดสอบ”
อวี๋หวั่นโล่งใจ เธอรักษาชีวิตเอาไว้ได้อีกวัน!
“ใช่สิ มีอีกเรื่องหนึ่ง” ลุงวั่นกล่าว “แม่นางชุยมาที่นี่ นำผ้า ต่วนสองพับและใบชาซึ่งเป็นบรรณาการจากเจียงหนานมาให้เจ้า”
“ให้ทำไมหรือ? พวกเขาให้ของกำนัลมาตั้งมากมายแล้วนี่?” อ วี๋หวั่นฉงนใจ
เรื่องที่สระไท่เยี่ยย่อมมิอาจปกปิดลุงวั่น อิ่งลิ่ว และอิ่งสือซัน ลุงวั่นตอบว่า “แปดในสิบส่วน ฮองเฮาต้องทรงคิดว่าฮูหยินลงมือ กับองค์ชายรองและสวี่เสียนเฟยเช่นนั้นก็เพื่อช่วยนางแย่งตรา ประทับเฟิ่งอิ๋นกลับคืนมากระมัง”
เข้าใจผิดแล้ว เธอไม่ได้ทำเพื่อฮองเฮา แต่ที่ทำไปทั้งหมดก็ เพื่อแก้แค้นที่ถูกเยี่ยนไหวจิ่งลักพาตัวไปในวันแต่งงาน
“ไหนๆ ก็ให้มาแล้ว รับไปเถิด” ลุงวั่นบอก
นํ้าเสียงแบบนี้ ฟังดูเหมือนไม่อยากรับความปรารถนาดีจาก ฮองเฮาสักเท่าไร ราวกับว่าได้แผ่นแป้งมาสามสี่แผ่น ไม่จำเป็น ต้องนำมาใส่ใจ
อวี๋หวั่นคิดว่า ทุกวันนี้เธอเป็นนายหญิงของจวนคุณชาย ก็ ต้องมองจากมุมมองของเยี่ยนจิ่วเฉา ไม่อาจตื่นตะลึงเพียงเพราะ ผ้าต่วนสองพับและใบชาสองสามกระป๋องได้อีก
ลุงวั่นไหนเลยจะไม่ล่วงรู้ความคิดของอวี๋หวั่น เขายิ้มแล้ว กล่าวว่า “ไม่เป็นไร อีกหน่อยก็ชิน”
“จวนเยี่ยนอ๋อง…ใหญ่กว่าจวนคุณชายหรือไม่?” อวี๋หวั่นถาม
ลุงวั่นตอบด้วยความภาคภูมิใจ “แน่นอนอยู่แล้ว”
หลังจากที่ไปเมืองเยี่ยนมาถึงได้รู้ว่าสวรรค์แห่งทรัพย์ศฤงคาร แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร
“ดังนั้นข้าไม่ควรคิดเล็กคิดน้อยใช่ไหม” อวี๋หวั่นพึมพำ หลัง จากแต่งงานกับเยี่ยนจิ่วเฉา เธอก็ไม่ได้เป็นเพียงนายหญิงของ จวนคุณชาย แต่ยังเป็นภรรยาหลวงของเยี่ยนจิ่วเฉาอีกด้วย เธอ ต้องปรับตัวให้คุ้นชินกับสถานะเช่นนี้
วั่นมามาไม่อยู่ อวี๋หวั่นจึงได้พักหนึ่งวัน เธอคิดว่าจะพาเด็ก น้อยทั้งสามไปเดินเล่น ที่จริงแล้วเธออยากไปหาซั่งกวนเยี่ยนที่ จวนสกุลเซียว อย่างไรนางเป็นแม่สามีของเธอ แต่งงานมาแล้วก็ ควรไปไหว้สักครั้ง เพียงแต่ไม่รู้ว่าเยี่ยนจิ่วเฉาจะยินดีทำอย่างนั้น หรือไม่?
ขณะที่เธอกำลังครุ่นคิดว่าจะหว่านล้อมเยี่ยนจิ่วเฉาอย่างไร บ่าวคนหนึ่งที่ประจำอยู่นอกเรือนก็วิ่งหัวหกก้นขวิดมาที่เรือนชิง เฟิง
“มีเรื่องอะไรหรือ?” หลีเอ๋อร์รั้งเขาไว้หน้าประตู
บ่าวตอบว่า “แม่นางหลีเอ๋อร์ รบกวนท่านไปบอกฮูหยินให้ หน่อยขอรับว่าคุณชายรองเกิดเรื่องแล้ว!”
“พี่รองเกิดเรื่องอะไร?” อวี๋หวั่นเดินออกมา
บ่าวค้อมกายหนึ่งครั้ง แล้วตอบว่า “ข้าน้อยเองก็ไม่กระจ่าง ขอรับ เสมียนของกั๋วจื่อเจียนส่งข่าวมา ได้ยินว่าเป็นเรื่องด่วน ท่าน
ว่าต้อง…”
“เขาอยู่ไหน?” อวี๋หวั่นถาม
บ่าวตอบ “หน้าประตูจวนขอรับ!”
เสมียนที่นำข่าวมาแจ้งเป็นคนแซ่จาง เขาทำงานปัดกวาดใน สำนักบัณฑิต ลุงวั่นกังวลว่าอวี๋ซงจะไม่คุ้นเคยกับที่นั่น แต่ก็ไม่กล้า รบกวนอวี๋หวั่น จึงติดสินบนเสมียนคนหนึ่งว่าให้คอยดูอวี๋ซง หาก เกิดเรื่องอะไรให้มารายงานต่อจวนคุณชายโดยตรง
เสมียนคนนั้นลอบหนีออกมา เมื่อส่งข่าวเสร็จจำต้องรีบกลับ สำนักบัณฑิตไป
อวี๋หวั่นให้เขาสรุปเรื่องให้ฟัง
เสมียนจางตอบว่า “ข้าก็ไม่มั่นใจ สรุปแล้วก็คือคุณชายอวี๋กับ คนจากเฉิงซินถังทะเลาะกันแล้วขอรับ!”
อวี๋หวั่นได้ยินเรื่องจากสำนักบัณฑิตมาบ้าง รู้ว่ากั๋วจื่อเจียน แบ่งเป็นหกห้อง เจิ้งอี้ถัง ฉงจื้อถัง และก่วงเยี่ยถัง นับเป็นชั้นปีที่ หนึ่ง ซิวเต้าถังและเฉิงซินถังคือชั้นปีที่สอง ชั้นปีที่สูงที่สุดเรียกว่า ซ่วยซิ่งถัง หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าซั่งเส่อ เมื่อเจี้ยนเซิงของซั่งเซ่อ สอบผ่าน ก็จะมีคุณสมบัติไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ หากฮ่องเต้ทรง อนุญาต ก็จะสามารถพระราชทานตำแหน่งให้ได้โดยตรง
เจี้ยนเซิงของสำนักบัณฑิตมิได้แบ่งชั้นปีจากอายุ แต่ใช้ คะแนนในการแบ่ง เมื่อตอนที่อวี๋ซงเข้าไปในสำนักบัณฑิต พื้นฐาน ความรู้ของเขาไม่มาก จึงสอบได้เพียงก่วงเยี่ยถังห้องสอง
อวี๋หวั่นคิดแล้วก็ไม่เข้าใจว่าทำไมอวี๋ซงถึงไปมีเรื่องกับคนจาก เฉิงซินถังได้ นั่นมันข้ามชั้นมากไปแล้ว
“อีกประเดี๋ยวคุณชายออกมาจากห้องหนังสือ เจ้าช่วยบอก เขาทีว่าข้าไปกั๋วจื่อเจียน” จะไปไหนมาไหนก็ควรบอกเยี่ยนจิ่วเฉา สักหน่อย แต่ตอนนี้บอกกับเจ้าตัวคงไม่ทันแล้ว เพราะฉะนั้นอวี๋ หวั่นจึงบอกกับเถาเอ๋อร์ แล้วพาหลีเอ๋อร์ขึ้นรถม้าออกไป
ณ สำนักบัณฑิตกั๋วจื่อเจียน อวี๋ซงและคู่กรณี รวมไปถึงเจี้ยน เซิงที่มามุงดูเหตุการณ์ต่างถูกเรียกออกมานอกหอพัก อาจาร ย์เลี่ยวและอาจารย์แซ่ซุนอีกคนหนึ่งยืนอยู่ด้านนอกป่าไผ่ จ้อง พวกเขาด้วยสีหน้าดุดัน
อวี๋หวั่นเดินเข้าไป ก็ได้ยินเสียงของอาจารย์สักท่านดังขึ้นจาก ไกลๆ นํ้าเสียงของเขาเย็นเยียบ “เกิดอะไรขึ้นกันแน่? พวกเจ้าทั้ง สองคนทะเลาะกันได้อย่างไร?”
“เขาขโมยของข้า!” คนที่ทะเลาะกับอวี๋ซงตอบ ดูจากรอยแผล ก็รู้ว่าผู้ใดเสียเปรียบ ใบหน้าของเขาบวมไปซีกหนึ่ง กำปั้นของเขาก็ มีรอยแผล
“ข้าไม่ได้ขโมย!” อวี๋ซงบอก
เจี้ยนเซิงคนนั้นชี้หน้าอวี๋ซง “เจ้านั่นแหละที่ขโมย! ข้าหาของ เจอที่ใต้เตียงเจ้า! ถ้าไม่เชื่อเจ้าก็ถามพวกเขาได้! พวกเขาเข้าไปใน ห้องพร้อมข้า! พวกเจ้า…พวกเจ้าเห็นข้าหาตั๋วแลกเงินเจอจากใต้ เตียงของเขาใช่หรือไม่?”
เหล่าเจี้ยนเซิงซึ่งยืนอยู่โดยรอบต่างก็พยักหน้า
…………………………………………..
[1] กินเปรี้ยว นอกจากจะหมายถึงกินอาหารที่มีรสเปรี้ยวแล้ว ยังเป็น
คำแสลงหมายถึงหึงหวงหรือขี้หึงได้อีกด้วย
บทที่ 118 อดีตและปัจจุบัน (2)
ที่แท้ก็เป็นการขโมยของ อวี๋หวั่นฟังมาถึงตรงนี้ก็ลอบถอน หายใจ นิสัยของอวี๋ซงเป็นอย่างไรเธอรู้ดี เขาอาจจะทะเลาะเบาะ แว้งกับผู้อื่นบ้าง แต่ไม่มีทางขโมยของ ถ้าหากเกิดเรื่องด้วย เหตุผลนี้ ก็หมายความว่าอวี๋ซงถูกใส่ร้าย และเรื่องนี้ย่อมมี ทางออก
อวี๋หวั่นเดินไปข้างหน้า แล้วพูดกับทั้งสองท่านด้วยท่าทาง เกรงอกเกรงใจว่า “…ข้าเป็นน้องสาวของอวี๋เจี้ยนเซิง สามีข้าแซ่ เยี่ยน”
สายตาของเจี้ยนเซิงทั้งหลายต่างจับจ้องไปยังอวี๋หวั่น ในหมู่ บ้านอวี๋ซงนับว่าหล่อเหล่า แต่เมื่อเข้ามาในเมืองหลวง ท่ามกลาง เหล่าคุณชายเจ้าสำราญ เขากลับมิได้นับว่าเป็นที่สะดุดตาเท่าไร กระนั้นพวกเขาก็ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าอวี๋ซงจะมีน้องสาวที่งดงามถึง เพียงนี้
อวี๋ซงไม่ได้เป็นคนจากชนบทหรอกหรือ? เหตุใดรูปลักษณ์และ ท่าทางของน้องสาวเขาไม่ยักเหมือนเลยเล่า!
เจี้ยนเซิงเหล่านี้อาจไม่รู้ฐานะของอวี๋หวั่น หากแต่อาจาร ย์เลี่ยวและอาจารย์ซุนย่อมกระจ่างดี ทั้งสองขมวดคิ้ว ความคิด แรกของพวกเขาคือ ฮูหยินคนใหม่ของจวนคุณชายเยี่ยนผู้นี้กำลัง ใช้อำนาจข่มขู่พวกเขาอยู่
อาจารย์เลี่ยวกล่าวด้วยนํ้าเสียงเป็นปกติว่า “ข้าแซ่เลี่ยว เป็น อาจารย์ของอวี๋ซง ท่านนี้คืออาจารย์ซุน เป็นอาจารย์ของหลิ่วเจี้ยน เซิง”
หลิ่วเจี้ยนเซิง? เขาก็คือคนที่ถูกอวี๋ซง ‘ขโมย’ ตั๋วแลกเงินใช่ ไหม?
อวี๋หวั่นหันไปมองเขา บังเอิญว่าหลิ่วเจี้ยนเซิงกำลังมองอวี๋ หวั่นอยู่พอดี ทั้งสองมองตากัน หลิ่วเจี้ยนเซิงท่าทางประหม่า ราวกับถูกจับได้ เขาหลุบตาลง เพียงเพราะอวี๋หวั่นงดงามเหลือเกิน จนเขาอดไม่ได้ที่จะมองสักครา
อวี๋ซงขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ถ้าเจ้ามองน้องสาวข้าอีก! ข้าจะควัก ลูกตาเจ้าออกมา!”
หลิ่วเจี้ยนเซิงขนลุกซู่
อวี๋หวั่นเดินไปหยุดอยู่ด้านหน้าหลิ่วเจี้ยนเซิง “เจี้ยนเซิงท่านนี้ ท่านบอกว่าพี่ชายข้าขโมยตั๋วแลกเงินของท่านไป ท่านเห็นกับตา หรือไม่ว่าเขาขโมย? หรือว่าท่านเพียงแต่เจอของจากใต้เตียงของ เขา? ถ้าหากเป็นเช่นนั้น ไม่แน่ว่าผู้อื่นอาจขโมยมา แล้วมาซ่อนไว้ ใต้เตียงของพี่ชายข้าก็เป็นได้”
ลมโชยมาอย่างแผ่วเบา พัดพากลิ่นหอมจากกายของอวี๋หวั่น หลิ่วเจี้ยนเซิงรู้สึกว่าหัวใจของเขาเต้นระรัว
อวี๋ซงยกเท้าขึ้นถีบเขาทีหนึ่ง!
“อาจารย์ ท่านดู! เขาถีบข้า!” หลิ่วเจี้ยนเซิงฟ้อง
อาจารย์มองเห็นความหยาบคายในดวงตาของเขา จึงมิได้ ออกหน้าแก้ต่างแต่อย่างใด
หลิ่วเจี้ยนเซิงรู้เต็มอกว่าตนผิด เขาถูจมูกด้วยความขุ่นเคือง แล้วพูดว่า “แม้ว่าข้าจะไม่เห็นว่าเขาขโมย แต่มีคนเห็นว่าเขาเดิน เข้าห้องของข้าไป ก่อนที่ข้าจะออกมา ตั๋วแลกเงินยังอยู่ พอข้ากลับ ไปก็หายไปแล้ว”
“ผู้ใดเห็นว่าเขาเข้าไปในห้องหรือ?” อวี๋หวั่นถาม
“จ้าวเหิง” หลิ่วเจี้ยนเซิงตอบ
อวี๋หวั่นมองอวี๋ซง อวี๋ซงพยักหน้า เขาไปห้องของหลิ่วเจี้ยนเซิง และจ้าวเหิงจริง ทว่าไม่ใช่เพื่อไปขโมยของ หากแต่เป็นเพราะเขา เดินไปผิดห้อง กว่าจะรู้ตัวก็ตอนที่เห็นจ้าวเหิงเดินเข้าห้องมา เขา จึงรีบออกไป
อวี๋หวั่นถามหลิ่วเจี้ยนเซิงว่า “เหตุใดท่านไม่สงสัยจ้าวเหิง? เขาก็เดินเข้าห้องไปเหมือนกัน เขามีแนวโน้มที่จะทำเรื่องนี้ มากกว่าอีก พี่ชายข้าเข้าไปแล้วก็ออกมา เขาไม่คุ้นเคยกับท่าน ไม่รู้ ว่าท่านเก็บตั๋วแลกเงินไว้ที่ใด เช่นนั้นในระยะเวลาอันแสนสั้น เขา จะไปขโมยได้อย่างไร?”
หลิ่วเจี้ยนเซิงอึ้งไป
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็ตอบตะกุกตะกักว่า “…จ้าว…จ้าวเหิง ไม่มีทางขโมยของข้า…”
อวี๋หวั่นถามต่อ “จ้าวเหิงไม่มีทางขโมย แล้วพี่ชายข้ามีทาง
ขโมยอย่างนั้นรึ? คงไม่ใช่เพราะท่านเห็นพี่ชายข้าแล้วรู้สึกไม่ถูก ชะตา จึงใส่ร้ายเขาหรอกกระมัง?”
“ข้าเปล่า!” หลิ่วเจี้ยนเซิงโมโห
“พี่หลิ่ว! พี่หลิ่ว!” เพื่อนร่วมห้องอีกคนหนึ่งของหลิ่วเจี้ยนเซิง และจ้าวเหิงวิ่งกระหืดกระหอบมา “เจอแล้ว เป็นติงกุ้ยเอ๋อร์นั่น! เขา…เขาสารภาพแล้ว!”
ทันทีที่เขาพูดจบ อวี๋หวั่นก็เห็นอิ่งสือซันหิ้วบุรุษหนุ่มตัวสั่น เทิ้มคนหนึ่งมา
ติงกุ้ยเอ๋อร์เป็นเจี้ยนเซิงคนหนึ่ง เขามีนิสัยลักเล็กขโมยน้อย เพียงแต่ไม่เคยถูกจับได้คาหนังคาเขา ครั้งนี้เป้าหมายของเขาคือ หลิ่วเจี้ยนเซิง จึงถือโอกาสที่หลิ่วเจี้ยนเซิงและเพื่อนร่วมห้องคน อื่นๆ ไม่อยู่ เข้าไปในหอพักของพวกเขา หลังจากที่เขาขโมยตั๋วแลก เงินไป และหลิ่วเจี้ยนเซิงหามันไม่เจอ ด้วยความตื่นตระหนก ติ งกุ้ยเอ๋อร์จึงเข้าไปในห้องของอวี๋ซง แล้วยัดตั๋วแลกเงินที่ตนขโมย มาไว้ใต้เตียงเจี้ยนเซิงผู้มาใหม่
ติงกุ้ยเอ๋อร์ทำเรื่องเหล่านี้อยู่เป็นนิจ เขามือไม้ว่องไว มีทักษะ ในการหลบเลี่ยงดีเยี่ยม เพียงแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าอิ่งสือซัน ความ สามารถเพียงเท่านี้นับว่าไม่เพียงพอ
อิ่งสือซันเป็นมือสังหาร น่ากลัวเสียจนทำให้ติงกุ้ยเอ๋อร์กลัว หัวหด ติงกุ้ยเอ๋อร์ไม่กล้าปิดบัง จึงสารภาพออกมาทั้งหมด
มลทินของอวี๋ซงถูกชำระล้าง เป็นหลิ่วเจี้ยนเซิงที่ใส่ความเขา
และเป็นหลิ่วเจี้ยนเซิงที่หาเรื่องอวี๋ซงก่อน จนทั้งสองวิวาทกัน ถึง แม้ว่าอวี๋ซงจะมือหนัก แต่นั่นก็ไม่ใช่เพราะหลิวเจี้ยนเซิงหาเรื่องใส่ ตัวเองหรอกหรือ?
สำนักบัณฑิตขับไล่ติงกุ้ยเอ๋อร์ออกไป หลิ่วเจี้ยนเซิงถูกลงโทษ ให้คัดหนังสือ ปัญหาครั้งนี้ก็ได้ผ่านพ้นไป
อวี๋หวั่นเข้าไปขอบคุณและขอโทษอาจารย์ทั้งสองท่าน
แม้ว่าการทะเลาะวิวาทระหว่างอวี๋ซงและหลิวเจี้ยนเซิงจะเป็น หลิวเจี้ยนเซิงก่อเรื่องขึ้น ทว่าอวี๋ซงก็ลงไม้ลงมือหนักเกินไป หาก ไม่ใช่เพราะอาจารย์มาทัน หลิ่วเจี้ยนเซิงคงจะพิการ อีกทั้งโต๊ะและ เก้าอี้ก็คงแตกกระจายไปหมดด้วย
อวี๋ซงรู้สึกไม่สบายใจ เขาไม่รู้สึกว่าตนเองทำอะไรผิด หากย้อน กลับไปเขาก็ยังจะต่อยคนแซ่หลิ่วนั่นให้เละ แต่ท่าทาง ‘โอบอ้อม อารี’ ของน้องสาวต่อหน้าผู้คนนั้นทำให้เขารู้สึกแย่เหลือเกิน
อวี๋ซงกำหมัดแน่น
อวี๋หวั่นรออาจารย์เดินไป จากนั้นก็หยิบยาจินชวงขวดหนึ่งให้ อวี๋ซง
อวี๋ซงรู้สึกอดสูจนต้องก้มหน้า ไม่ยอมยื่นมือไปรับ
เขาไม่ใช่บัณฑิต ไม่ได้ถูกเลี้ยงดูมาอย่างเหล่าผู้รู้หนังสือ เมื่อ เจอกับเรื่องแบบนี้ เขาจึงใช้กำปั้นแก้ปัญหา…
อวี๋หวั่นยิ้มน้อยๆ มองไปยังป่าไผ่แล้วเอ่ยขึ้นว่า “สถานะใหม่
ปรับตัวยากว่าไหมพี่รอง ข้าเองก็กำลังเรียนรู้ที่จะเป็นฮูหยินที่ดีอยู่ ข้าก็ถูกมามาลงโทษเหมือนกัน”
อวี๋ซงไม่อยากเชื่อ น้องสาวของเขาเป็นคนเฉลียวฉลาดที่สุด เท่าที่เขารู้จัก นางจะถูกลงโทษได้อย่างไร?
อวี๋หวั่นยัดขวดยาใส่มือของอวี๋ซง “ข้าต้องกลับไปทำการบ้าน แล้ว พรุ่งนี้มามาจะทดสอบข้า”
เห็นชัดๆ ว่าเขากำลังสร้างปัญหาให้นาง แต่นางกลับไม่กล่าว โทษเขาแม้แต่คำเดียว…
นัยน์ตาของอวี๋ซงสั่นเล็กน้อย “อาหวั่น…”
“หืม?” อวี๋หวั่นหันกลับมา
อวี๋ซงกำขวดยาแน่น หายใจเข้าลึกๆ “…ข้าจะไม่สร้างเรื่องอีก แล้ว”
อวี๋หวั่นยิ้มน้อยๆ พลางพยักหน้า “ต่อให้พี่รองสร้างเรื่องก็ไม่ เป็นไร”
……
ขณะที่อวี๋หวั่นเดินออกมาจากกั๋วจื่อเจียนและกำลังจะขึ้นรถ ม้า ก็สวนกับบุรุษคนหนึ่ง ข้างกายของเขามีเด็กหนุ่มสวมเสื้อผ้า สีนํ้าเงิน
อวี๋หวั่นออกไปแล้ว แต่ทั้งสองยังคงมองตามเธอไป พวกเขา ขมวดคิ้ว
“ท่านปู่ขอรับ ท่านคิดว่าฮูหยินเมื่อครู่คุ้นหน้าหรือไม่?” ฉีหลิน เอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
เกาหย่วนครุ่นคิด “…เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน”
“อ้อ! ข้านึกออกแล้ว!” ฉีหลินตบหน้าผากตนเองเบาๆ “แม่ นางที่รักษาม้าเหงื่อโลหิตอย่างไรเล่าขอรับ!”
เกาหย่วนขมวดคิ้ว ในวันนั้นเขาสนใจเพียงว่าเกิดอะไรขึ้น มิได้ สังเกตว่าผู้ใดเป็นคนช่วยชีวิตม้าตัวนั้นเอาไว้
“เอ๋? นั่นไม่ใช่รถม้าจวนคุณชายหรอกหรือขอรับ?” ฉีหลิน มองตามอวี๋หวั่นไป จนไปเห็นรถม้าของเยี่ยนจิ่วเฉา “ใช่สิ เยี่ยนจิ่ว เฉาแต่งงานแล้ว ฮูหยินคนใหม่เป็นแม่แท้ๆ ของลูกเขา คงไม่ใช่ นางหรอกกระมัง…”
เป็นไปได้แปดในสิบส่วน เกาหย่วนคิดในใจ
เท่าที่เขาจำได้ เยี่ยนจิ่วเฉาไม่ได้แต่งงาน เขาอยู่คนเดียวมาถึง อายุยี่สิบห้า หาลูกไม่พบ ไม่ได้แต่งชายา
ฉีหลินโพล่งขึ้นมาว่า “ท่านปู่ ท่านจำเรื่องที่ปีก่อนลูกของ เยี่ยนจิ่วเฉาหายตัวไปได้หรือไม่ขอรับ?”
“ทำไมหรือ?”
“นางเป็นคนช่วยเด็กๆ กลับมา” ฉีหลินตอบ
เกาหย่วนถามต่อ “เจ้าไปฟังใครมา?”
ฉีหลินตอบว่า “ข้าก็ไปสืบความมาน่ะสิขอรับ! ผู้ที่ช่วยลูกของ
เยี่ยนจิ่วเฉาเป็นคนหมู่บ้านเหลียนฮวา ชายาของเยี่ยนจิ่วเฉาก็เป็น คนหมู่บ้านเหลียนฮวา จะเป็นคนละคนกันไปได้อย่างไร?”
หมู่บ้านเหลียนฮวาหาใช่หมู่บ้านใหญ่ไม่ ไม่มีทางเป็นคนละคน กันไปได้
ม้าที่สถานีส่งสารมีชีวิตรอด คุณชายน้อยซึ่งหายตัวไปก็หาพบ แล้ว เยี่ยนจิ่วเฉาแต่งชายา เรื่องราวทั้งหมดล้วนเกี่ยวโยงกับสตรี ผู้นี้…เมื่อคิดได้ดังนั้น นัยน์ตาของเกาหย่วนก็กระตุกวูบหนึ่ง “นาง แซ่อวี๋ใช่หรือไม่?”
ฉีหลินพยักหน้า “อื้ม ท่านพ่อของนางคืออวี๋เซ่าชิง หัวหน้า กองพันที่แย่งความดีความชอบของเหยียนฉงหมิงขอรับ!”
เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเยี่ยนจิ่วเฉา ฉีหลินล้วนแต่ไปสืบมาแล้ว รวมไปถึงเรื่องของชายาของเขาด้วย
และเป็นอีกคนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับนาง
เกาหย่วนจมอยู่ในภวังค์ความคิด