หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 123 พี่จิ่วปกป้องภรรยา
เรือนชิงเฟิงไฟไหม้ ทั้งยังมิได้ไม่น้อยๆ ห้องด้านหลังไหม้ไป ครึ่งหนึ่ง ห้องด้านหลังล้วนแต่เป็นที่พักของบ่าว แต่บ่าวก็คือคน อ วี๋หวั่นและเยี่ยนจิ่วเฉารีบจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วเรียกลุงวั่นมา สอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น
ลุงวั่นเห็นสีหน้าของคุณชายก็รู้ทันทีว่าเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นแล้ว คิดในใจว่าไฟไหม้ตอนไหนไม่ไหม้ ดันมาไหม้ในคํ่าคืนอันแสน พิเศษของคุณชายและฮูหยินน้อย เขาเป็นขันทียังรู้เลยว่าเรื่อง พรรค์นี้ บุรุษนั้นยากที่จะอดกลั้นไว้ได้
เขากัดฟันกล่าวออกไปว่า “ห้องด้านหลังไม่รู้ว่าไฟไหม้ได้ อย่างไร ข้ากำลังจะไปสืบหาต้นเพลิง”
“ดับไฟก่อน” เยี่ยนจิ่วเฉาบอก
“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” ลุงวั่นเอ่ย
เยี่ยนจิ่วเฉามองตามลุงวั่นไปด้วยสายตาเย็นเยียบ ลุงวั่นปาด เหงื่อ ไม่เกิดเหตุเหนือความคาดหมายเช่นนี้มาหลายปีแล้ว หาก เกิดเรื่องแบบนี้อีก เกรงว่าเขาคงจะรักษาตำแหน่งหัวหน้าพ่อบ้าน เอาไว้ไม่ได้เสียแล้ว
เรือนชิงเฟิงวุ่นวายกันยกใหญ่
ไฟครั้งนี้มิได้ลามมาถึงห้องด้านหน้าและห้องปีก ทว่ากลิ่น
ควันไฟที่พวยพุ่งทำให้แสบจมูกเหลือเกิน นอกจากนั้นแล้วอวี๋หวั่น ก็ยังกังวลว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝัน อวี๋หวั่นจึงให้แม่นมอุ้มเด็กๆ ซึ่ง กำลังหลับสบายไปพักที่เรือนเล็กซึ่งอยู่ไม่ไกลออกไป
เธอเข็นเก้าอี้ของเยี่ยนจิ่วเฉาออกมาข้างนอก แล้วสอบถาม สาวใช้ที่หนีออกมาได้
เถาเอ๋อร์เป็นคนแรกที่พบว่าไฟไหม้ นางตกใจกลัว ตอนนี้นั่ง ร้องไห้ โดยมีหลีเอ๋อร์คอยปลอบ
ซูมู่ จื่อซู และปั้นซย่ายืนตกใจอยู่ด้านข้าง พวกนางล้วนแต่รีบ หนีออกมา จึงไม่ทันเปลี่ยนเสื้อผ้า สวมเพียงชุดนอนบางๆ ก็ เท่านั้น อวี๋หวั่นจึงให้คนไปนำชุดคลุมไปให้พวกนางใส่
ส่วนฝูหลิงรุดรีบไปช่วยดับไฟทันที นางยกนํ้าสองถังอย่าง ง่ายดาย วิ่งอย่างรวดเร็วจนทิ้งห่างจากเหล่าบ่าวชายด้านหลัง
“เจ้ารู้ว่าไฟไหม้ได้อย่างไร?” อวี๋หวั่นถามเถาเอ๋อร์
เถาเอ๋อร์รํ่าไห้ด้วยความกลัว “ซูมู่รู้เป็นคนแรกเจ้าค่ะ นาง ปลุกข้า…บอกว่าด้านหลังเหมือนมีบางอย่างไหม้… ข้าจึงเปิด หน้าต่างดู…ก็เห็นไฟไหม้สูง…”
“เจ้าไม่ได้นอนหรือ?” อวี๋หวั่นถามซูมู่
ซูมู่ส่ายหน้า “เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่เช่นนี้ ข้านอนไม่หลับ”
อวี๋หวั่นพยักหน้า
แสงเพลิงโชติช่วง ส่องสว่างท้องฟ้าเหนือจวนคุณชาย คืนนี้
ลมแรง ควันหนาปกคลุมไปครึ่งค่อนจวน อวี๋หวั่นค้อมกาย แกะผ้า คลุมของตนแล้วคลุมให้เยี่ยนจิ่วเฉา
เยี่ยนจิ่วเฉาจ้องหน้าเธอ
เธอผูกเชือกของผ้าคลุมไปพลางพูดว่า “ข้าไม่หนาว”
เหล่าสาวใช้ต่างอดรู้สึกอิจฉาไม่ได้ คุณชายและฮูหยินรักกัน เหลือเกิน ที่เรียกกันว่าคู่ข้าวใหม่ปลามันก็คงเป็นพวกเขาสินะ เมื่อ คิดแล้ว ฮูหยินมีชาติกำเนิดที่ไม่สูง แต่โชคเช่นนี้มิใช่ว่าสตรีทุกคน จะมีได้
สายตาของซูมู่จับจ้องอยู่ที่ทั้งสอง สายตาของทั้งสองคู่มีเพียง กันและกัน ราวกับไม่มีผู้ใดแทรกกลางระหว่างพวกเขาได้
ซูมู่เบือนสายตาไปทางอื่น
พวกเขาสามารถควบคุมเพลิงได้แล้ว ต้นเพลิงก็สืบจนรู้แล้ว เป็นเพราะสาวใช้สองคนซึ่งเฝ้าประตูด้านหลังเรือนต้มเหล้ากินใน ห้องข้างประตู ทว่าในตอนนั้นประตูทั้งสองบานเปิดเอาไว้ ลมแรง พัดพาสะเก็ดไฟไป ทั้งสองมิได้สนใจ คิดเพียงว่าสะเก็ดไฟลอยไป ประเดี๋ยวก็คงมอด ไหนเลยจะรู้ว่าสะเก็ดไฟจะลอยไปตกที่กองฟืน ของห้องด้านหลัง กองฟืนมีหญ้าแห้ง สะเก็ดไฟเพียงน้อยนิดก็ เป็นต้นเพลิงได้
กว่าทั้งสองจะรู้ตัว ไฟจากกองฟืนก็ลุกไหม้แล้ว และเมื่อลม แรง ไฟก็ลุกลามไปห้องด้านหลังอย่างรวดเร็ว
“มีใครได้รับบาดเจ็บไหม?” อวี๋หวั่นถาม
ลุงวั่นตอบว่า “มีองครักษ์ที่ไฟลวกแขนขณะดับไฟ บาดเจ็บ เล็กน้อยเท่านั้น นอกจากนี้ก็ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ”
สาวใช้ทั้งสองถูกเยี่ยนจิ่วเฉาเรียกตัวมา จวนคุณชายไม่มีวัน รับบ่าวเช่นนี้เอาไว้อีกแล้ว
เรือนชิงเฟิงถูกเก็บกวาดจนเสร็จในครึ่งคืน ห้องด้านหลังไหม้ ไปครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งยังอยู่รอดปลอดภัย กระนั้นสาวใช้ล้วนแต่ อยู่ในภาวะตื่นตระหนก เกรงว่าเมื่อเข้าไปในห้องตอนนี้ก็คงมิอาจ ข่มตานอน อวี๋หวั่นจึงให้พวกนางเข้าไปอยู่ในห้องปีกที่ด้านหน้า นอนกันห้องละสามคนดังเดิม
เมื่อเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น ทั้งสองก็หมดอารมณ์ อวี๋หวั่นลาก สังขารอันอ่อนแรงไปล้มตัวลงนอนข้างเยี่ยนจิ่วเฉา คิ้วโก่งของเขา ก็เผยความเหน็ดเหนื่อยให้เห็น อวี๋หวั่นยกมือขึ้นมาลูบมือของเขา เบาๆ “นอนเถอะ”
เยี่ยนจิ่วเฉาจับมือของเธอเอาไว้
เมื่อได้ยินเสียงลมหายใจสมํ่าเสมอ เยี่ยนจิ่วเฉาก็หลับตาลง
……
อวี๋หวั่นนอนหลับเต็มอิ่ม ลืมตาตื่นขึ้นมาก็สายแล้ว เมื่อขยับ ตัวก็พบว่ามือของเธอถูกฝ่ามือใหญ่กอบกุมเอาไว้ เธอ เลิกผ้าห่ม ออก ผู้ชายคนนี้จับมือของเธอไว้ทั้งคืนเลยหรือ?
อวี๋หวั่นดึงมือออก แต่กลับดึงไม่ออก
จับไว้แน่นเหลือเกิน
จะว่าไป เขาเคยชินกับการตื่นเช้า หาได้ยากมากที่จะนอน เพลินและตื่นพร้อมเธอ
อวี๋หวั่นจับมือเขาแน่นเช่นกัน เธอนอนตะแคงมองเขา สายตา ไปหยุดที่หูแดงระเรื่อของเขา แล้วหยอกเย้าว่า “เยี่ยนจิ่วเฉา ท่าน ตื่นแล้วใช่ไหม?”
ขนตาของเยี่ยนจิ่วเฉาไหวเล็กน้อย ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
อวี๋หวั่นลอบบ่นในใจว่าสวรรค์ช่างไม่ยุติธรรม ทำไมประทาน ใบหน้าเช่นนี้ให้ผู้ชาย ที่บอกว่าตื่นมาผมเผ้ากระเซอะกระเซิง หน้า มันแผล็บอะไรเทือกนั้น…เขาไม่ยักจะเคยมี ใบหน้าของเขาขาวใส เนียนนุ่ม ราวกับเป็นเทพเซียนลงมาเกิด
อวี๋หวั่นเม้มปาก ขยับเข้าไปใกล้เขา แล้วกระซิบว่า “เยี่ยนจิ่ว เฉา ทำไมท่านถึงจับมือข้าเอาไว้? ท่านชอบข้ามากจนถอนตัวไม่ขึ้น ใช่ไหม?”
เยี่ยนจิ่วเฉาจ้องหน้าเธอเขม็ง ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ดึงผ้าห่ม ออก
อวี๋หวั่นมองไป จึงเห็นว่ากระดุมเสื้อของเขาไม่ได้ติดอยู่
เอ…
เธอคงไม่ได้เป็นคนปลดหรอกมั้ง…
อวี๋หวั่นกระแอมเล็กน้อย “งั้น…งั้นข้าก็ไม่ได้ทำอย่างอื่นกับ ท่านใช่ไหม?”
เยี่ยนจิ่วเฉาตอบอย่างเย็นชา “เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า!”
หลับไปแล้วยังคิดไม่ซื่อ มือยังไปลูบๆ คลำๆ เขาอีก
อวี๋หวั่นหน้าแดง
นั่นมัน…นั่นมันน่ากระอักกระอ่วนเกินไปแล้ว แต่ว่าเธอหลับ ไปแล้ว เธอไม่ได้ตั้งใจทำอย่างนั้นนี่ ใช่ไหม?
อวี๋หวั่นดึงมือกลับมา แต่ก็ยังคงไม่หลุด
“ข้าไม่ได้ตั้งใจสักหน่อย” เธอพูด
เยี่ยนจิ่วเฉาปล่อยมืออย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
อวี๋หวั่นลุกขึ้นนั่ง แล้วติดกระดุมเสื้อที่ตนเองปลดไว้ ช่วงที่เขา ล้มป่วย ร่างกายซูบผอมกว่าปีที่แล้วอยู่บ้าง ทว่ายังคงมีกล้ามเนื้อ แน่น เห็นได้ชัดเจน
เขาต้องแอบออกกำลังกายอย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ หุ่นดีขนาดนี้ อวี๋หวั่นคิดในใจ
เมื่อติดกระดุมเสื้อให้เขาเรียบร้อยแล้ว อวี๋หวั่นก็ผูกผ้าคาด เอวให้เขา ทันทีที่เธอจับผ้า เยี่ยนจิ่วเฉาก็ยื่นมือมา “ข้าทำเอง”
“โอ้” อวี๋หวั่นเลิกคิ้ว มองเขาอย่างมีเลศนัย “ที่จริงข้าก็เห็น หมดแล้ว”
เยี่ยนจิ่วเฉาอยากจะมุดหน้าหนีจริงๆ!
อวี๋หวั่นเข้ามากระซิบเย้าหยอกข้างหู “ที่ท่านตื่นแต่เช้าทุกวัน ก็เพราะกลัวข้าเห็นใช่ไหม?”
เยี่ยนจิ่วเฉาหูแดงกว่าเดิมเสียอีก
อวี๋หวั่นคิดในใจว่านี่เป็นเรื่องธรรมดามาก สามีของเธอรู้สึก เขินอายเพราะเรื่องนี้ ไม่รู้ว่าทำไม ในใจของอวี๋หวั่นจึงแอบรู้สึกดีใจ
“เยี่ยนจิ่วเฉา ก่อนหน้านี้ท่านไม่เคยแตะต้องสตรีเลยหรือ?” อ วี๋หวั่นเอ่ยถาม
“เจ้าเป็นสุขบนความทุกข์ของข้าหรืออย่างไร?” เยี่ยนจิ่วเฉา ถามด้วยนํ้าเสียงเย็นชา
“ไม่เคยจริงด้วย” อวี๋หวั่นลอบยิ้มมุมปาก ดีจังเลย ผู้ชายคนนี้ เป็นของเธอ เป็นของเธอทั้งตัวและหัวใจ
เยี่ยนจิ่วเฉาผูกผ้าคาดเอว แล้วใช้มือพยุงตนเองขึ้นนั่ง
สองนิ้วของอวี๋หวั่นไต่ไปบนเตียง ไต่ไปจนถึงขาของเขา ไต่ไป ไต่มา…ก็ถูกเขาจับไว้
อวี๋หวั่นถอนหายใจ “รู้แล้วๆ ไม่ทำตอนกลางวันก็ได้”
……
แม้จะตื่นสาย แต่อวี๋หวั่นก็ไม่รู้สึกหิวเท่าไร จึงนั่งกินโจ๊ก ฟักทองเป็นเพื่อนเยี่ยนจิ่วเฉา กินไปได้ครึ่งชามก็กินไม่ลง เยี่ยนจิ่ว เฉายังคงชอบกินเปรี้ยวเป็นชีวิตจิตใจดังเคย กินหัวผักกาดดองไป สองสามจาน อวี๋หวั่นกลัวเหลือเกินว่าเขาจะท้องเสีย
หลังจากกินอาหารเช้า พ่อบ้านจากจวนสกุลเซียวก็มาที่จวน เขาแซ่เซียวเช่นกัน เป็นคนสนิทของเซียวเจิ้นถิงและซั่งกวนเยี่ยน
อวี๋หวั่นเคยพบเขาที่หมู่บ้านเหลียนฮวา และแน่นอนว่าเขาก็ เคยพบอวี๋หวั่น แต่เขาจำเธอไม่ได้
แม้รูปร่างหน้าตาของอวี๋หวั่นตอนอยู่ในหมู่บ้านจะนับว่า งดงามโดดเด่น แต่ก็มิได้ทำให้คนไม่อาจละสายตาได้เฉกเช่นตอน นี้ ดูสูงส่งราวกับกลับมาเกิดใหม่ก็มิปาน
“ฮูหยิน” พ่อบ้านคำนับครั้งหนึ่ง
อวี๋หวั่นกล่าวทักทายด้วยความเกรงอกเกรงใจ “พ่อบ้านเซียว ไม่ต้องมากพิธี เชิญนั่งเถิด”
พ่อบ้านเซียวนั่งลง “อิงเถาที่ฮูหยินส่งไปให้ นายท่านและฮู หยินได้ชิมแล้ว ชื่นชอบมาก บอกว่าลูกใหญ่และหวานกว่าของวัง หลวงเสียอีก ข้าก็ได้ลองชิมไปบ้าง อร่อยจริงๆ”
อวี๋หวั่นยิ้มแล้วตอบว่า “ที่จวนยังมีอยู่ ประเดี๋ยวพ่อบ้านเซียว นำกลับไปอีกสักหน่อย”
พ่อบ้านเซียวรีบตอบว่า “ไม่ต้องหรอกขอรับ ที่จวนสกุลเซียว ยังกินไม่หมด วันนี้ฮูหยินให้ข้ามา เพราะอยากรู้ว่าสุขภาพของ คุณชายเป็นอย่างไรบ้างขอรับ”
เขากำลังถามเธออยู่ว่าถอนคำสาปให้เยี่ยนจิ่วเฉาหรือยัง อวี๋ หวั่นไหนเลยจะไปกล้าบอกเขา ทั้งสองแต่งงานกันมานานถึงเพียง นี้แต่กลับได้ร่วมหอกันเพียงสองครั้ง ครั้งแรกมีเพียงเธอที่กินอิ่ม ครั้งที่สองแม้แต่เธอก็ยังไม่ทันได้กินด้วยซํ้า
“ร่างกายข้าแข็งแรงดี เจ้าบอกนางว่าไม่ต้องกังวลไป”
เยี่ยนจิ่วเฉาเข็นเก้าอี้มีล้อเข้ามา
พ่อบ้านเซียวรีบยืนขึ้นมา “คุณชาย”
อวี๋หวั่นเดินเข้าไปหา แล้วรับเก้าอี้ของเยี่ยนจิ่วเฉา เข็นรถเขา เข้ามา “ท่านมาทำไมหรือ?”
เยี่ยนจิ่วเฉาตอบอย่างเย็นชาว่า “ข้าไม่มาแล้วเจ้าจะตอบเขา ว่าอย่างไร?”
สิ่งที่แม่สามีกังวลก็คงไม่พ้นทั้งสองเข้าหอกันแล้วหรือยัง ไม่ ว่าจะเพื่อถอนคำสาปก็ดี สืบทอดวงศ์ตระกูลก็ดี แต่งงานกันมา นานแต่ยังมิได้หลับนอนกัน หากเรื่องนี้แพร่สะพัดออกไปจะไม่ดี นัก
อวี๋หวั่นเข้าใจเหตุผลของนาง แต่ว่าเธอไม่ใส่ใจเรื่องนี้ เพียง แต่ว่าการที่เธอไม่ใส่ใจ ไม่ได้หมายความว่าเยี่ยนจิ่วเฉาก็ไม่ใส่ใจ เหมือนกัน
เยี่ยนจิ่วเฉาทำสีหน้าจริงจัง “เจ้าบอกนางว่าไม่ต้องแทรกแซง เรื่องของข้า ข้ารู้ว่าข้าควรทำอย่างไร”
“เอ่อ…ขอรับ เข้าใจแล้วขอรับ” พ่อบ้านเซียวตอบ นายน้อย ปกป้องฮูหยินถึงเพียงนี้ ความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่มีปัญหา กลับ ไปเขาก็เพียงใช้คำพูดให้ดีสักหน่อย เพื่อให้ฮูหยินสบายใจ
“จริงสิขอรับ” เมื่อนึกเรื่องหนึ่งได้ พ่อบ้านก็เอ่ยขึ้น “ฮูหยิน บอกว่านางคิดถึงคุณชายน้อย ให้ข้ารับคุณชายน้อยไปค้างด้วย สามสี่วัน ฮูหยินยังบอกอีกว่า คุณชายกับฮูหยินเป็นคู่ข้าวใหม่ปลา
มัน มีเด็กๆ อยู่ด้วยคงไม่สะดวก”
เยี่ยนจิ่วเฉาบอกว่า “ไม่ต้องหรอก จวนนี้กว้างขวางนัก จะไม่มี คนดูแลเด็กๆ เลยหรือ?”
อวี๋หวั่นเข้าใจได้ทันที เยี่ยนจิ่วเฉายังคงติดใจเรื่องที่ซั่งกวน เยี่ยนปล่อยให้เหยียนหรูอวี้พาเด็กๆ ไป ครั้งนั้นทำเด็กทั้งสามตกใจ กลัวแทบแย่ เหยียนหรูอวี้เกือบโยนเสี่ยวเป่าลงนํ้า จวบจนทุกวันนี้ เสี่ยวเป่าก็ยังไม่กล้าเข้าใกล้สระนํ้า อาบนํ้าก็ใช้กะละมังหรือถังนํ้า ไม่ได้ ไม่เช่นนั้นเขาจะร้องไห้งอแง
เมื่อพ่อบ้านเซียวถูกปฏิเสธทางอ้อมหลายครั้ง เขาก็ยกของ ขวัญที่ซั่งกวนเยี่ยนนำมาให้แล้ว แล้วลุกขึ้นกล่าวอำลา
พ่อบ้านเซียวคาดคิดเอาไว้แล้วว่าคุณชายเจรจาด้วยไม่ง่าย ดังนั้นจึงมาหาฮูหยินเพียงคนเดียว เดิมทีคิดว่าฮูหยินจะคุยด้วย ง่าย ไหนเลยจะรู้ว่าคุณชายกลับไม่วางใจ และตามเข้ามาเช่นนี้
พ่อบ้านเซียวส่ายหน้า แล้วกลับจวนไปอย่างจนปัญญา
อวี๋หวั่นค้อมกายลงเพื่อให้อยู่ในระดับเดียวกับเยี่ยนจิ่วเฉา เธอยิ้มออกมา “ขอบคุณท่านมากนะ เยี่ยนจิ่วเฉา”
“เจ้าดีใจมากรึ?” เยี่ยนจิ่วเฉาถามด้วยความแปลกใจ
อวี๋หวั่นพยักหน้า “ท่านรักข้าถึงเพียงนี้ ข้าก็ต้องดีใจสิ”
“เรื่องเล็กแค่นี้ก็ต้องดีใจด้วยรึ!” เยี่ยนจิ่วเฉาพูดด้วยสีหน้าไร้ อารมณ์ แล้วจึงเข็นเก้าอี้ออกไปด้วยตนเอง
อวี๋หวั่นมองตามหลังเขาออกไป รอยยิ้มวาดผ่านใบหน้าของ เธอ
……
วันนี้ต้องเรียนกับวั่นมามา ก่อนคาบเรียนเธอจึงต้องแบ่งงาน ของสาวใช้ที่มาใหม่
ลุงวั่นรีบหาคนมา นอกจากเพราะว่าอวี๋หวั่นต้องการสาวใช้ที่มี พละกำลังมากแล้ว ฝางมามาซึ่งประจำที่เรือนชิงเฟิงกำลังจะ ลากลับบ้านเกิด ลุงวั่นต้องการเลือกสาวใช้ที่มีแรงมาช่วยพ่อบ้าน จัดการเรื่องต่างๆ
เถาเอ๋อร์และหลีเอ๋อร์ตัวเล็กเกินไป ทางที่ดีจึงควรเลือกระ หว่างฝูหลิง จื่อซู ปั้นซย่าและซูมู่
จื่อซูเคยเป็นคุณหนูสกุลใหญ่มาก่อน นางเป็นคนที่รู้งานมาก ที่สุด ปั้นซย่ารับใช้นางมาหลายปี ย่อมมีประสบการณ์ ทว่าคนที่ หนักแน่นมากที่สุดเห็นจะเป็นซูมู่
ซูมู่มีความคล้ายคลึงกับอวี๋หวั่น มิใช่ด้วยรูปร่างหน้าตา หาก แต่เพราะนางค่อนข้างเย็นชา และดูไม่ธรรมดาจนสามัญเกินไป
อวี๋หวั่นขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เลือกระหว่างซูมู่และจื่อซูก็แล้วกัน ฝางมามาจะอยู่ถึงเมื่อไหร่หรือ?”
“ถึงสิ้นเดือนนี้” ลุงวั่นตอบ
“งั้นก็อีกไม่กี่วันแล้ว” อวี๋หวั่นพูด
ไม่มีเวลาค่อยๆ คิดแล้วสิ
“จื่อซูก็แล้วกัน” อวี๋หวั่นบอก
ลุงวั่นตกใจ “เหตุใดไม่ใช่แม่นางซู?”
นั่นสิ ทำไมไม่ใช่ซูมู่? เมื่อคืน คนแรกที่เห็นว่าไฟไหม้ก็คือนาง นางสร้างความดีความชอบเอาไว้ เธอก็ควรจะให้ความสำคัญกับ นางถึงจะถูก
“แม่นางจื่อซูอารมณ์เสียง่าย” ลุงวั่นเตือน
“จื่อซูนั่นแหละ” อวี๋หวั่นตอบ
ลุงวั่นชอบแม่นางซูมากกว่า ในความคิดของเขา แม่นางซู หนักแน่น อารมณ์ไม่แปรปรวน แม่นางจื่อซูดีก็จริงแต่ยังมีความ เย่อหยิ่ง ทว่าในเมื่อฮูหยินตัดสินใจไปแล้ว เขาก็ทำได้เพียงเตือน เท่านั้น