หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 125 อดีตของนางเจียง (1)
อวี๋หวั่นตัดสินใจนำขนมไปส่งให้อวี๋ซง เดิมทีอวี๋หวั่นทำไว้ให้อ วี๋ซงแล้วหนึ่งส่วน คิดไว้ว่าจะใส่อิงเถาสดไปด้วย และให้บ่าวนำไป ส่งให้ แต่ตอนนี้เธอกลับอยากไปด้วยตนเอง
สารถีรถม้าคือเจียงเสี่ยวอู่และเจียงไห่
นี่เป็นครั้งแรกที่ได้รับภารกิจสำคัญของจวน เจียงเสี่ยวอู่รู้สึก ตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด เขาพูดเป็นนํ้าไหลไฟดับไปตลอดทาง คอย แนะนำสถานที่ต่างๆ ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนให้เจียงไห่ฟัง ด้วยเหตุนี้อวี๋ หวั่นจึงรู้ว่าเจียงไห่ไม่ใช่คนเมืองหลวง เจียงไห่เงียบกว่าเจียงเสี่ยว อู่ เจียงเสี่ยวอู่พูดไปห้าประโยค เจียงเสี่ยวอู่พูดไปได้เพียงประโยค เดียว
หากเป็นเมื่อก่อน อวี๋หวั่นก็คงอดรู้สึกรำคาญไม่ได้ แต่เมื่อมี เถี่ยตั้นน้อยจอมเจื้อยแจ้วมาทำให้หูของอวี๋หวั่นไม่ได้พัก เธอจึง รู้สึกคุ้นเคยกับเจียงเสี่ยวอู่พอสมควร
สำนักบัณฑิตกั๋วจื่อเจียนอยู่ห่างจากจวนคุณชาย แต่ก็ไม่นับ ว่าไกล หากรถม้าวิ่งเร็วสักหน่อยจะใช้เวลาประมาณสองเค่อ แต่อ วี๋หวั่นอยากซื้อชุดเขียนหนังสือให้เถี่ยตั้นน้อย จึงให้เจียงเสี่ยวอู่ บังคับรถม้าไปยังถนนใหญ่อีกเส้นหนึ่ง
ขณะที่รถม้าเลี้ยวเข้าไปในตรอก ก็มีเงาสีฟ้าพุ่งเข้ามาหยุดรถ ม้าเอาไว้ ผู้มาเยือนถือกระบี่ยาว ดูน่าเกรงขาม ราวกับเป็นพยัคฆ์
ขวางถนน ทันใดนั้นเอง เจียงไห่ซึ่งนั่งอยู่ข้างเจียงเสี่ยวอู่ก็กระโดด ขึ้นกลางอากาศ กำปั้นข้างหนึ่งพุ่งเข้าใส่ศีรษะของอีกฝ่าย
อีกฝ่ายตวัดกระปี่หมายฟาดฟันกำปั้นที่พุ่งมายังตน เจียงไห่ ยื่นอีกมือหนึ่งออกมาอย่างรวดเร็ว แล้วอ้อมผ่านกระบี่ไปยังแขน ของเขา
กำปั้นของเจียงไห่มีพลังมหาศาล เห็นได้ชัดว่าเล็งเข้าที่ศีรษะ ของอีกฝ่าย อีกฝ่ายยื่นมือมาสกัด ทั้งสองประมือกัน จนต่างคน ต่างกระเด็นถอยหลังไปสิบกว่าก้าว
“ฮูฮูฮูฮู…ฮูหยินน้อยท่านอย่าออกมาขอรับ!” เจียงเสี่ยวอู่กลัว จนหน้าซีดเผือด ใจนึกอยากกางแขนออกมาบังตัวรถเอาไว้ น่า เสียดายที่ร่างกายไม่ยอมทำตาม จึงยื่นมือออกมาด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ ดูแล้วน่าหัวร่อยิ่งนัก
อวี๋หวั่นแง้มม่านดู
ให้ตายเถอะ อวี้จื่อกุยตามมารังควานไม่เลิกราสักที
ดูแล้วอาการบาดเจ็บของอวี้จื่อกุยไม่ได้เป็นอุปสรรคแล้ว บาด เจ็บหนักขนาดนั้น อวี๋หวั่นยังคิดว่าเขาคงไปตายที่ไหนสักแห่งแล้ว ไม่คิดเลยว่าผ่านไปเพียงไม่กี่วันเขาก็กลับมาเป็นปกติ สมแล้วที่ เป็นมือกระบี่อันดับหนึ่งในใต้หล้า
แต่ว่า มือกระบี่อันดับหนึ่งก็ไม่ยักจะได้เปรียบเมื่อประมือกับ สารถีรถม้าของเธอ
อวี้จื่อกุยเคลื่อนไหวได้เฉียบขาดหมายเอาชีวิต เจียงไห่ก็มิได้
ด้อยกว่ากัน อวี้จื่อกุยใช้กระบี่ เจียงไห่ใช้มือเปล่า แต่ถึงจะเป็นเช่น นี้ พวกเขาก็สู้กันได้อย่างสูสี
อวี้จื่อกุยเห็นว่าเจียงไห่ไม่มีทางถอยง่ายๆ จึงหันไปอีกทางเพื่อ หลอกล่อเขา ใช้วิชาตัวเบาพุ่งเข้าไปคว้าเจียงเสี่ยวอู่เอาไว้
“มารดามัน——”
อวี้จื่อกุยจ่อปลายประบี่เข้าที่คอของเจียงเสี่ยวอู่
“หยุดเดี๋ยวนี้!” อวี๋หวั่นเปิดม่านออก
อวี้จื่อกุยและเจียงไห่หยุดมือพร้อมกัน
อวี๋หวั่นบอกกับเจียงไห่ว่า “พาเจียงเสี่ยวอู่ออกไป กันปาก ตรอกเอาไว้ ถ้าข้าไม่ได้สั่ง ห้ามใครเข้ามาใกล้”
“ขอรับ” เจียงไห่ตอบรับ เขาเดินไปหยุดตรงหน้าอวี้จื่อกุยด้วย สีหน้าเย็นเยียบ ในตอนนี้อวี้จื่อกุยสามารถใช้โอกาสนี้โจมตีเขา กลับได้ กระนั้นเขาก็ยังเดินเข้าไปโดยไม่ลังเล
อวี้จื่อกุยเพ่งพินิจเจียงไห่อยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็มิได้โจมตีเขา แต่อย่างใด และโยนเจียงเสี่ยวอู่ให้เขา
เจียงไห่พาร่างอ่อนระทวยไร้เรี่ยวแรงของเจียงเสี่ยวอู่ออกไปที่ ปากตรอก
ในตรอกร้างผู้คน อวี๋หวั่นนั่งอยู่บนรถม้า มองไปยังอวี๋จื่อกุยซึ่ง ยืนอยู่ด้านนอก ห่างออกไปสิบก้าวเห็นจะได้ เธอพูดกับเขาด้วย สีหน้าเรียบเฉยว่า “ข้าไม่ได้บอกเจ้าไปแล้วหรือว่าอย่าได้มาให้ข้า
เห็นหน้าอีก?”
อวี้จื่อกุยยกกระบี่ขึ้นชี้อวี๋หวั่นพร้อมกับเดินเข้ามา
เจียงไห่กำหมัดแน่น
อวี้จื่อกุยหยุดฝีเท้าลงเมื่อเขาอยู่ห่างจากอวี๋หวั่นประมาณสาม ก้าว เขามองอวี๋หวั่น “ราชันสัตว์พิษอยู่ที่เจ้าใช่หรือไม่?”
ผู้ชายคนนี้รู้เข้าจนได้
อวี๋หวั่นพูดด้วยสีหน้าราบเรียบ “เจ้าเอาอะไรมาบอกว่าเป็น ข้า?”
อวี้จื่อกุยนัยน์ตากระตุกวูบ “เพราะเจ้ามีเลือดพลังหยินเข้ม ข้นอย่างไรเล่า!”
อวี๋หวั่นรู้ดีว่าวันนั้นตนถามมากเกินไป ในตอนนั้นอวี้จื่อกุยกำ ลังโกรธจนหน้ามืดตามัว แต่เมื่อใจเย็นลงแล้วเขาก็ตระหนักได้ว่า หมอชาวจงหยวนจะรู้เรื่องของหนอนพิษมากถึงเพียงนี้ได้อย่างไร
เพียงแต่อวี๋หวั่นไม่คิดว่าเขาจะเดาออกว่าเธอมีเลือดพลังหยิน เข้มข้น
บนสนทนาดำเนินมาถึงตรงนี้ ก็คงจะไม่มีความจำเป็นต้อง ปิดบังแต่อย่างใด อวี๋หวั่นเลิกคิ้วเล็กน้อย “แล้วอย่างไร? เจ้ายัง อยากจะนำของกลับไปอีกหรือ? อย่าหาว่าข้าไม่เตือน เจ้ายังสู้สารถี รถม้าของข้าไม่ได้ด้วยซํ้า”
อวี้จื่อกุยนัยน์ตาเย็นเยียบ “ใครบอกว่าข้าสู้ไม่ได้!”
เพียงแต่เอาชนะได้ไม่ง่ายก็เท่านั้น แต่หากอวี๋หวั่นวางแผน โจมตีเขาอีก เขาก็ไม่มีโอกาสชนะ
อวี้จื่อกุยจึงยอมแพ้ที่จะใช้กำลังต่อสู้ เขาถอนหายใจ กล่าวว่า “มันไม่ใช่ของที่เจ้าสามารถครอบครองได้ ข้าอยากให้เจ้ารู้ ราษฎร เดิมทีไร้ความผิด แต่ผิดเมื่อครอบครองหยก หากไม่อยากนำ หายนะมาสู่ตนก็จงคืนของนั่นมาให้ข้า”
อวี๋หวั่นมองไปยังอวี๋จื่อกุยอย่างปราศจากความร้อนรน เธอไม่ ได้คิดว่าจะเชื่อเขาตั้งแต่แรก
อวี้จื่อกุยขมวดคิ้วแน่น “เจ้าคิดว่าข้าจะทำร้ายเจ้าจริงหรือ?”
อวี๋หวั่นตอบด้วยนํ้าเสียงราบเรียบว่า “พูดอย่างกับว่าเจ้าไม่ เคยทำร้ายข้า”
อวี้จื่อกุยชะงักไป “เจ้าไม่พูดเรื่องในอดีตได้หรือไม่เล่า?”
อวี๋หวั่นพูดต่อ “แต่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นเป็น ผลที่เกิดจากเหตุการณ์ในอดีต เจ้านึกอยากให้ของข้าก็ให้ นึก อยากมาเอาคืนก็มา เจ้าเห็นข้าเป็นอะไร?”
ความหวาดกลัวพาดผ่านดวงตาของอวี้จื่อกุย เขาอยากให้อวี๋ หวั่นรู้ว่าเขาไม่ได้โกหก “เจ้ารู้หรือไม่ว่าราชันสัตว์พิษคืออะไร?”
“คืออะไร?” อวี๋หวั่นถามโดยมิได้เกรงกลัว
อวี้จื่อกุยตอบว่า “เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักรหนานจ้าว” วิชาพิษเป็นที่เลื่องลือในหนานเจียง คนอาณาจักรหนานจ้าว
ทั้งหมด ตั้งแต่ฮ่องเต้ไปจนถึงชาวบ้านทั่วไปต่างก็ให้ความสำคัญ กับราชันสัตว์พิษเป็นอย่างมาก
เรื่องนี้ไม่เคยได้ยินเยี่ยนจิ่วเฉาพูดถึง อวี๋หวั่นมองไปยังอวี้จื่ อกุยด้วยความสงสัย
“เจ้าต้องเชื่อข้า” อวี้จื่อกุยบอก “เจ้าคงรู้เกี่ยวกับที่มาของ ราชันสัตว์พิษสินะ?”
แน่นอนว่าอวี๋หวั่นไม่รู้ เธอไม่รู้ด้วยซํ้าว่าราชันสัตว์พิษคือสัตว์ ศักดิ์สิทธิ์
“เดิมทีราชันสัตว์พิษเป็นของเผ่าปีศาจแห่งหนานเจียง ราชา เผ่าปีศาจมอบให้กับอาณาจักรหนานเจ้าเพื่อเป็นสินสอดสำหรับ แต่งพระธิดาของฮ่องเต้หนานจ้าว”
“เจ้าหมายถึงประมุขหญิงของหนานจ้าวหรือ?” อวี๋หวั่นถาม
“ไม่ใช่” อวี้จื่อกุยส่ายหน้า “เป็นตี้จีองค์โตคนที่ถูกฮ่องเต้ทอด ทิ้งแต่เด็ก”
“แล้วนางยินยอมแต่งงานหรือ?” อวี๋หวั่นรู้สึกแปลกใจว่า ตนเองถามคำถามเช่นนี้ไปทำไม คนที่ไม่รู้จักกัน จะยินยอมหรือไม่ ยินยอมแล้วเกี่ยวอะไรกับเธอด้วย?
อวี้จื่อกุยมิได้ใส่ใจ เขาคิดเพียงว่าดรุณีน้อยเกิดความสงสัย จึงตอบคำถามอย่างใจเย็น “ถ้าหากนางยินยอม…ก็คงไม่หนีงาน แต่งงานหรอก”
ตี้จีองค์โตคนนั้นน่าสงสารเหลือเกิน เกิดมาก็เป็นกาลกิณี ถูก ตระกูลของตนทอดทิ้ง เมื่อเติบโตขึ้นมาก็ถูกครอบครัวที่ไม่เคย แม้แต่จะเลี้ยงนางขายทิ้ง สำหรับคนพวกนั้นแล้ว นางก็เป็นเพียง แมลงตัวหนึ่ง
เมื่อคิดขึ้นตรงนี้ อวี๋หวั่นก็พลันรู้สึกปวดใจแทนตี้จีองค์นี้เหลือ เกิน
เธอโชคดีที่ไม่มีพ่อแม่อย่างนี้ และโชคดีที่แม้ว่าในบ้านมีลูก สองคน แต่ท่านแม่ของเธอก็มีความยุติธรรม ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าหาก ถามว่าท่านแม่รักใครมากกว่ากัน คำตอบก็คงจะเป็นตัวเธอ
ในภาวะที่ครอบครัวตกระกำลำบาก ท่านไม่ก็ไม่ขายเธอทิ้ง เพียงเพื่อให้น้องชายมีชีวิตที่ดีขึ้น
อวี๋หวั่นใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง
อวี้จื่อกุยเอ่ยปากขึ้นอีกครั้งว่า “ราชวงศ์หนานจ้าวจะมาแล้ว พวกเขามาเพื่อตามหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมื่อพวกเขาตามมาถึงตัวเจ้า เมื่อนั้นเจ้าก็จะตกอยู่ในอันตราย”
อวี๋หวั่นมองออกว่าอวี้จื่อกุยไม่ได้โกหก ผู้ชายคนนี้ทำให้เธอ เดือดร้อนมาไม่รู้กี่ครั้ง ครั้งนี้เขาคงอยากช่วยจริงๆ แต่น่าเสียดาย ที่อวี๋หวั่นไม่สามารถส่งมอบราชันสัตว์พิษให้เขาได้
อวี๋หวั่นพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ข้าต้องการใช้มันชั่วคราว รอ ให้ข้าใช้เสร็จแล้วข้าจะหาวิธีจัดการเอง”
“เจ้า…”
อวี้จื่อกุยยังมีบางอย่างอยากพูดต่อ แต่อวี๋หวั่นก็ปิดม่านลงไป แล้ว
บทที่ 125 อดีตของนางเจียง (2)
เจียงไห่คอยสังเกตการณ์อยู่ตลอด เมื่อเห็นว่าอวี๋หวั่นแยก ออกไปแล้ว จึงรุดเข้าไปขวางหน้ารถม้า มองอวี้จื่อกุยด้วยสายตา ดุดัน
อวี้จื่อกุยรู้อยู่เต็มอกว่าวันนี้เขาคงไม่ได้ราชันสัตว์พิษคืนอย่าง แน่นอน จึงมองไปยังรถม้าที่ปิดม่านไว้ “เจ้านำสิ่งที่ข้าพูดไป ทบทวนให้ดี รีบโยนสิ่งที่ตนไม่อาจครอบครองได้ทิ้งไปแต่เนิ่นๆ ย่อมดีกว่า!”
อวี้จื่อกุยจากไปแล้ว
เจียงไห่ยังคงหยุดอยู่ที่เดิม รอให้อวี๋หวั่นถาม
บ่าวที่ซื้อมาจากหอซือเยวี่ยกลับมีวิทยายุทธ์ลํ้าเลิศเพียงนี้ เป็นใครก็ต้องเกิดความสงสัย
อย่างไรก็ดี สิ่งที่เหนือความคาดหมายก็คืออวี๋หวั่นไม่ได้พูด อะไร เพียงแต่ให้เขาไปพาเจียงเสี่ยวอู่กลับมา ประเดี๋ยวจะต้องไป สำนักบัณฑิตต่อ
เจียงไห่มองไปยังม่านของรถม้าด้วยความประหลาดใจ
อวี๋หวั่นเอ่ยขึ้นอย่างไม่รีบร้อน “เมื่อครู่เจ้าใช้พลังทั้งหมดหรือ ไม่?”
เจียงไห่ชะงักไป แล้วรีบตอบว่า “ไม่ขอรับ ใช้วิทยายุทธ์ไปเพียง
สามส่วน”
อวี้จื่อกุยกลับใช้พลังไปเจ็ดส่วน เมื่อครู่ที่เห็นว่าทั้งสองฝีมือ สูสีกัน ก็เห็นได้ชัดว่าแท้จริงแล้ววิทยายุทธ์ของเจียงไห่เหนือกว่าอ วี้จื่อกุยมาก ยอดฝีมือเช่นนี้ ขายตัวเองที่หอซือเยวี่ยมาเป็น แรงงาน ใช้คนได้ไม่เหมาะกับงานจริงๆ
“ฮูหยินน้อย…” ขณะที่เจียงไห่เอ่ยปากพูดบางอย่าง อวี๋หวั่นก็ พูดขึ้นว่า “ข้าไม่สนอดีตของเจ้า ข้าสนแค่ว่าเจ้าซื่อสัตย์ต่อข้าหรือ ไม่”
“เจียงไห่ซื่อสัตย์” เขาพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “เจียงไห่สาบานว่า จะภักดีต่อฮูหยิน”
เขาพูดว่า ‘ฮูหยิน’ ไม่ใช่ ‘ฮูหยินน้อย’ ต่างกันเพียงคำเดียว แต่ ความหมายต่างกันราวฟ้ากับดิน
……
หลังจากที่อวี๋หวั่นนำขนมอิงเถากรอบหนึ่งจานและอิงเถาอีก หนึ่งตะกร้าไปส่งให้ถึงมืออวี๋ซง เธอก็กลับจวน
อวี๋หวั่นไปยังห้องหนังสือเพื่อบอกกับเยี่ยนจิ่วเฉาว่าเธอพบกับ อวี้จื่อกุย อิ่งสือซันและอิ่งลิ่วก็อยู่ตรงนั้นด้วย
เธอมองสีหน้าพวกเขาอย่างพินิจพิจารณา “เดี๋ยวนะ พวก ท่านก็รู้หรือว่ามันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักรหนานจ้าว?” งั้น ก็หมายความว่าอวี้จื่อกุยไม่ได้โกหกจริงๆ
รู้สิ เอ๊ะ…เจ้าไม่รู้หรือ? อิ่งลิ่วและอิ่งสือซันมองอวี๋หวั่น อวี๋หวั่น
รู้แล้วว่าตนครอบครองราชันสัตว์พิษ พวกเขาก็ยังคิดเสียอีกว่า นางรู้มากกว่าพวกเขา
อวี๋หวั่นกุมขมับ ดูๆๆๆ ที่ข้อมูลคาดเคลื่อนก็เพราะอย่างนี้ แหละ
ไม่ทันระวังก็ได้ของขวัญชิ้นใหญ่มาอยู่ในมือ เธอไม่รู้ว่าควรพูด ว่าอย่างไรดี ส่วนเรื่องของราชทูตจากหนานจ้าว อวี๋หวั่นไม่ได้ใส่ใจ เท่าไร ขอเพียงอวี้จื่อกุยไม่พูดออกไป ใครจะรู้ว่าราชันสัตว์พิษอยู่ที่ เธอ?
อวี๋หวั่นกลับห้องไป
ทั้งสามคนในห้องหนังสือจึงเผยสีหน้าเหลือเชื่อออกมา
อิ่งลิ่วตกตะลึงจนอ้าปากค้าง “คุณชาย…ถ้าสิ่งที่อวี้จื่อกุยพูด ไม่ผิด สิ่งศักดิ์สิทธิ์คือสินสอดที่เผ่าปีศาจมอบให้ตี้จีองค์โต เช่น นั้น…เจ้าสาวจากเผ่าปีศาจที่หนีงานแต่งมาไม่ใช่…ฮูหยินนาง เป็น…ไอ้หยานี่มัน…”
“ใช่ๆๆ ใช่แล้ว!” อิ่งสือซันรู้ว่าอิ่งลิ่วจะพูดอะไร จึงรีบตอบเขา ทันที
อิ่งลิ่วรู้สึกราวกับตนจะเป็นลมล้มพับไป ทำหน้าที่สืบข่าวมา หลายปี แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยเจอเรื่องที่น่าตกใจเท่านี้มาก่อน เขา…เขาไม่รู้จะพูดอะไรจริงๆ
ปลายนิ้วของเยี่ยนจิ่วเฉาเคาะโต๊ะเบาๆ หนานจ้าวยอมใช้พระ ธิดาคนหนึ่งแลกเพื่อให้ได้มันมา แต่ของนั้นกลับจับพลัดจับผลูมา
อยู่ที่อวี๋หวั่น ไม่รู้ว่าควรเรียกว่าเป็นความบังเอิญ…หรือบัญชา สวรรค์
“ราชทูตของอาณาจักรหนานจ้าวมีใครบ้าง?” เยี่ยนจิ่วเฉา ถาม
อิ่งลิ่วตอบ “ได้ยินว่ามีราชเลขาธิการของหนานจ้าว พาฮูหยิน มาด้วย ราชทูตที่เหลือยังไม่ได้ข่าวมาขอรับ”
“ไปสืบมา” เยี่ยนจิ่วเฉาสั่ง
“ขอรับ” อิ่งลิ่วตอบ
เยี่ยนจิ่วเฉานั่งอยู่ในห้องหนังสืออีกสักพัก เพื่อขบคิดเกี่ยวกับ ข้อมูลที่ได้รับมา กว่าจะกลับถึงห้องก็มืดแล้ว อวี๋หวั่นรอกินข้าว สุดท้ายก็ผล็อยหลับไปกับโต๊ะ
เยี่ยนจิ่วเฉาดันเก้าอี้ติดล้อของเขาไป เขาคิดว่าจะอุ้มอวี๋หวั่น ไปนอนบนเตียง แต่เมื่อเข้าจับขาของเธอ ก็พบว่าเธอเหงื่อโทรม กาย เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นบนหน้าผาก คิ้วขมวดแน่น
ไม่สบายหรือ หรือว่า…
เยี่ยนจิ่วเฉาโอบอวี๋หวั่นเอาไว้ มือยื่นออกไปแตะหน้าผาก อวี๋ หวั่นตัวสั่น ทันใดนั้นเองก็ลืมตาขึ้น
อวี๋หวั่นหอบเอาอากาศเข้าปอด ในดวงตายังคงหลงเหลือ ความตื่นตระหนกและหวาดกลัว เมื่อเห็นว่าตนอยู่ในอ้อมแขนของ เยี่ยนจิ่วเฉา สีหน้าก็ผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย
“ฝันร้ายหรือ?” เยี่ยนจิ่วเฉาถาม
อวี๋หวั่นพยักหน้า
เยี่ยนจิ่วเฉาหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดเหงื่อบนหน้าผากให้ เธอ “ได้ยินว่าคณะทูตจากหนานจ้าวจะมา กลัวเลยหรือ?”
อวี๋หวั่นส่ายหน้า เธอฝันร้ายถึงอีกเรื่องหนึ่ง
“ฝันถึงอะไรหรือ?” เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยถามเสียงเบา
อวี๋หวั่นยังคงตื่นตระหนกกับความฝัน ไม่ทันสังเกตว่าเสียง ของเยี่ยนจิ่วเฉาอ่อนโยนกว่าแต่ก่อนมาก แต่เธอก็สัมผัสได้ว่านํ้า เสียงของเยี่ยนจิ่วเฉาคล้ายกับปลอบประโลมให้จิตใจของเธอสงบ ขึ้น
“เยี่ยนจิ่วเฉา” อวี๋หวั่นนั่งอยู่ในอ้อมอกของเยี่ยนจิ่วเฉา เธอ พูดด้วยนํ้าเสียงเศร้าสร้อย “ข้าฝันว่าพวกท่านจากข้าไป ตอนแรก ก็เป็นท่าน หลังจากนั้นก็เป็นต้าเป่า เอ้อร์เป่า แล้วก็เสี่ยวเป่า”
เธอจำความฝันของตนแทบไม่ได้ จำได้เพียงเขานั่งอยู่บนเรือ ลำหนึ่งซึ่งแล่นออกสู่ทะเล จากนั้นก็ไม่กลับมาอีก
สามพี่น้องก็เติบโตขึ้น พวกเขามองไม่เห็นเธอ ไม่ได้ยินที่เธอ พูด พวกเขาจากไปพร้อมกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง
เยี่ยนจิ่วเฉาจึงบอกว่า “สมองของเจ้าคิดมากเรื่องอะไรกัน?”
อวี๋หวั่นก้มหน้าแล้วจับนิ้วเรียวของเขา “ข้าไม่ได้คิดอะไรสัก หน่อย”
เธอมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักรหนานจ้าวไว้ในครอบครอง ฝันถึงตนเองวิ่งหนีเอาชีวิตรอดถึงจะเหมาะ ใครจะไปรู้ว่าเธอฝันว่า สี่พ่อลูกจากเธอไปได้อย่างไร? หรือว่าลึกๆ แล้วในใจของเธอคิดไม่ ตกเรื่องที่พวกเขาไม่ยอมกินขนมที่เธอทำ?
“แล้วขนมอิงเถากรอบของเจ้าอยู่ที่ใด?” เยี่ยนจิ่วเฉาไม่เห็น ขนมอยู่บนโต๊ะ
อวี๋หวั่นขมวดคิ้ว “เอาไปให้พี่รองของข้ากินแล้ว”
เยี่ยนจิ่วเฉาหน้าบูดบึ้ง
อวี๋หวั่นยังคงเล่นกับนิ้วมือของเขาต่อไป “ก็ท่านกินอิ่มแล้ว ข้า เอาไปให้พี่รองไม่เห็นเป็นไรนี่?”
เถาเอ๋อร์เดินถือกลีบดอกไม้ที่เพิ่งเด็ดมา ขณะที่ก้าวข้ามธรณี ประตูก็เห็นคุณชายนั่งอยู่บนเก้าอี้ ส่วนฮูหยินบ้านตนนั่งอยู่ในอ้อม กอดของเขา แม้จะเห็นเพียงด้านหลัง แต่ก็ทำให้เถาเอ๋อร์รู้สึกเขิน จนตัวบิด
เถาเอ๋อร์รีบปิดตาแล้วเดินออกมา ทั้งยังไม่ลืมที่จะปิดประตูให้ ทั้งสองด้วย
เถาเออร์เดินออกมา เมื่อเลี้ยวตรงระเบียงทางเดินก็พบกับซูมู่
“ท่านพี่ซู” เถาเอ๋อร์ดึงนางไว้ “ท่าน…ท่านอย่าเพิ่งไป”
“มีอะไรหรือ?” ซูมู่ถามอย่างไม่เข้าใจ
เถาเอ๋อร์มีสีหน้าลำบากใจ “คุณชาย…กับฮูหยิน…เอ่อ…
สรุปแล้วอย่าเพิ่งไปจะดีกว่า…รอให้พวกเขาเรียกนํ้าร้อนก่อนค่อย ว่ากัน…”
ห้องของพวกนางอยู่อีกฝั่งของห้องด้านหน้า หากจะกลับห้อง ก็ย่อมต้องผ่านห้องของอวี๋หวั่นและเยี่ยนจิ่วเฉา เถาเอ๋อร์เป็นบ่าว ที่ซื่อสัตย์ จึงปิดประตูให้ฮูหยินเรียบร้อยแล้ว
ซูมู่จ้องไปยังห้องด้านหน้า ทันใดนั้นนางก็เดินตรงไปยังลาน บ้าน
……
ในห้อง ดวงตาของทั้งสองมีเพียงกันและกัน
ทันใดนั้นเอง ด้านนอกประตูก็มีเสียงเตาะแตะๆ ตามมาด้วย เสียงดัง ‘ปึง’ มีคนทุบประตูห้องของทั้งคู่
“อื้อๆๆๆๆ!”
เป็นเสี่ยวเป่าที่ใช้มือเล็กๆ เคาะประตู แถมยังส่งเสียงจากจมูก ด้วย
ไม่นาน ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าก็ตามมา
ทั้งสามอยากเข้ามาในห้อง แต่ประตูปิดอยู่ อีกทั้งพวกเขายัง พูดไม่ได้ จึงกระวนกระวายจนจะร้องไห้แล้ว
“คุณชายน้อย คุณชายน้อย!”
แม่นมวิ่งกระหืดกระหอบตามมา หมายจะอุ้มเด็กน้อยทั้งสาม คนไป พวกเขากลับไม่ยอม และร้องไห้ออกมา!
อวี๋หวั่นกุมขมับ
บัดนี้เยี่ยนจิ่วเฉารู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ส่งลูกลิงทั้งสามไปหาซั่ งกวนเยี่ยนให้รู้แล้วรู้รอด
อวี๋หวั่นทำได้เพียงจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วไปเปิดประตู ให้พวกเขาเข้ามา
ทั้งสามโผเข้าหาอ้อมอกของอวี๋หวั่น ดวงตาโตมีนํ้าตารื้น
“…เล่นสนุกกันอยู่ ทำไมอยู่ๆ ก็จะหาท่านพ่อกับท่านแม่กัน นะ”
นางหลี่ซึ่งเป็นแม่นมอธิบายจากด้านนอกห้อง
“เข้าใจแล้ว พวกท่านไปก่อนเถิด”
อวี๋หวั่นจูงเด็กน้อยทั้งสามเข้ามาในห้อง
ทั้งสองถูกขัดจังหวะ ก็ไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไรนัก จึงคิดว่าจะ รอให้เด็กๆ หลับแล้วค่อยจัดการต่อ
แต่ไม่รู้ว่าพวกเขาไปกินอะไรมา กระโดดโลดเต้นไปมาในห้อง ไม่หยุด จนอวี๋หวั่นและเยี่ยนจิ่วเฉาหลับไปแล้ว พวกเขาก็ยังมี เรี่ยวแรงเหลือเฟือ