หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 129.1 พี่จิ่ว : ไม่มีผู้ใดรังแกนางได้ (1)
ดวงตาของซูมู่มิได้งัวเงียแต่อย่างใด เห็นได้ชัดว่านางไม่ได้ เพิ่งตื่น
นางดันมือของเถาเอ๋อร์ซึ่งพาดอยู่บนตัวนางออก ค่อยๆ ลุก ขึ้นนั่ง สวมเสื้อคลุมสีดำ แล้วคลำหามีดสั้นเย็นเฉียบขึ้นมาจากใต้ เตียง
นางถือมีดสั้นแล้วออกจากห้องไป
ราตรีเงียบสงัด ฝีเท้าของนางเบาหวิว
แสงจันทร์สาดส่องลงบนใบหน้าไร้ความรู้สึกของนาง ทำให้ นางดูประหนึ่งรูปสลัก
ชายกระโปรงของนางโบกพลิ้วขึ้นจากพื้นระเบียงทางเดิน เสียงแผ่วเบากลืนหายไปในสายลมแห่งรัตติกาล
นางเดินอ้อมทางเดินไปจนถึงห้องหลักด้านหน้า
นางมองประตูห้องซึ่งปิดสนิท ชักมีดออกจากฝัก แสงสว่าง เย็นเฉียบสาดสะท้อนบนดวงตาของนาง
ซูมู่สอดปลายมีดเข้าไปในช่องประตู จากนั้นจึงค่อยๆ ดัน กลอนประตูขึ้น ในตอนนั้นเอง ฝูหลิงซึ่งนอนขดตัวอยู่บนเก้าอี้ยาว ก็ถูก ‘กระตุ้น’ จนตื่น ที่นอนเช่นนี้ สาวใช้ทั่วไปสามารถนอนได้ แต่ สำหรับนางนั้นแคบเกินไป เมื่อนางยืดขาออกไปก็ชนกำแพง เมื่อ
ยืดแขนออกไปก็ชนหัวเตียง
ฝูหลิงจึงคิดว่าจะออกไปเข้าห้องนํ้า
ฝูหลิงไม่ได้ยินการเคลื่อนไหวจากด้านนอก ทว่าคนจากด้าน นอกได้ยินเสียงของนาง
เสียงสาวเท้ายาวๆ เช่นนี้ แค่ได้ยินก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นฝูหลิง
ฝูหลิงร่างใหญ่แขนขายาว แต่ความคิดของนางไม่ซับซ้อน นางกินเยอะแต่ทำอะไรไม่ได้มาก หลอกนางได้แต่ก็มิได้หลอกง่าย นั่นเป็นเพราะไม่ว่าจะพูดสิ่งใดกับนางก็ล้วนแต่ดูไร้เหตุผลไปเสีย ทุกอย่าง
ซูมู่ชักมีดกลับ นางหันหลังแล้วเดินกลับห้องไป
……
ฟ้าสว่างแล้ว อวี๋หวั่นตื่นขึ้นตามความเคยชิน เมื่อตื่นขึ้นก็พบ ว่าเยี่ยนจิ่วเฉาไม่อยู่ ในตอนนั้นเธอจึงตระหนักได้ว่าเมื่อคืนเขา ออกไปข้างนอก
องครักษ์ที่นำความมารายงานไม่ได้บอกรายละเอียดว่าไปทำ อะไร แต่เธอเดาว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับราชทูตจากหนานจ้าว
อวี๋หวั่นตื่นมาได้ไม่นาน เด็กน้อยทั้งสามก็ตื่นขึ้น อวี๋หวั่นสวม เสื้อผ้าให้ทั้งสาม พวกเขารีบปีนลงจากเตียง เดินไปล้างหน้าบ้วน ปากที่ห้องด้านข้าง จากนั้นก็ไปกินข้าวอย่างรู้ความ
อวี๋หวั่นเห็นว่าพวกเขากินอิ่มแล้ว อวี๋หวั่นเองก็รู้สึกอิ่มเอมใจ
เธอลูบศีรษะน้อยๆ ของพวกเขา “วันนี้แม่ไม่มีคาบเรียน จะพาพวก เจ้าออกไปเที่ยวดีหรือไม่?”
นัยน์ตาของเด็กน้อยทั้งสามพลันเป็นประกาย
อวี๋หวั่นมองปฏิกิริยาตอบสนองของพวกเขา ก็คิดในใจว่าเธอ ตัดสินใจถูกแล้ว เธอง่วนอยู่กับการเรียนจนละเลยความรู้สึกของ พวกเขา เธอสามารถขอวั่นมามาลาหยุดได้ หลังจากนี้เธอจะหา เวลาอยู่กับพวกเขามากกว่าเดิม
อวี๋หวั่นเลิกคิ้วแล้วถามว่า “อยากไปไหม?”
อ่านนิยาย
ทั้งสามก้มหน้าน้อยๆ ความสับสนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของ พวกเขา
เห็นได้ชัดว่าอยากไป แต่ที่ลังเลอย่างนี้…เป็นเพราะซูมู่หรือ?
……
เรื่องที่ซูมู่ถูกย้ายไปประจำที่เรือนจู๋เยวี่ยนั้นได้แพร่สะพัดออก ไป ผู้คนล้วนแต่อดรู้สึกตกใจไม่ได้ สาวใช้ที่มีไหวพริบปฏิภาณเช่น นี้ ฮูหยินไม่ยักเก็บนางไว้ข้างกาย กลับส่งนางไปที่เรือนจู๋เยวี่ยเนี่ย นะ?
หากกล่าวให้น่าฟังสักหน่อย เรือนจู๋เยวี่ยเป็นที่พักของคุณชาย รองสกุลอวี๋ แต่ใครบ้างที่ไม่รู้ว่าคุณชายรองอยู่แต่ที่สำนักบัณฑิต กั๋วจื่อเจียน เขาไม่เคยกลับมาพัก ไปอยู่ที่นั่นจะไปทำอันใด? คงได้ แต่นั่งไปวันๆ ไม่มีงานการให้ทำ
“เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้อย่างไรกัน?” ปั้นซย่าถามซูมู่อย่างไม่ เข้าใจ “เมื่อวานที่ฮูหยินน้อยเรียกเจ้าไป ไม่ได้ให้รางวัลเจ้า แต่กลับ ลงโทษเจ้าหรอกหรือ?”
ซูมู่กำลังเก็บของเงียบๆ “ไม่ได้ลงโทษข้า ฮูหยินชมว่าข้าฉลาด เฉลียวมือไม้คล่องแคล่ว จึงให้ข้าไปดูแลแปลงดอกไม้ที่เรือนจู๋เย วี่ย”
“เรือนชิงเฟิงของพวกเราไม่มีแปลงดอกไม้หรืออย่างไร? อีก อย่างถ้าเจ้าไปแล้ว คุณชายน้อยจะทำอย่างไรเล่า?” แม้แต่ปั้นซย่า ยังฟังออกว่านี่หาใช่คำชมจากใจไม่ “เมื่อคืนเจ้าพูดอะไรไม่เข้าหู หรือไม่?”
ซูมู่ตอบเสียงค่อย “ข้าก็ไม่รู้”
จื่อซูอยากพูดบางอย่างแต่ก็ห้ามใจไว้ เรื่องบางเรื่องนางก็ไม่ ควรออกความเห็น
ไม่นาน เถาเอ๋อร์และหลีเอ๋อร์ก็มาเช่นกัน
หลังจากเกิดเรื่องของจื่อซู ทั้งสองยังคิดเสียอีกว่าฮูหยินจะตบ รางวัลให้ซูมู่ ไม่แน่ว่าอาจเลื่อนตำแหน่งให้ซูมู่เป็นหัวหน้าสาวใช้ ลำดับสอง ไหนเลยจะรู้ว่าในเวลาชั่วข้ามคืน ซูมู่กลับถูกลด ตำแหน่งเสียแล้ว
“ฮะ…ฮูหยินไม่ชอบ…ไม่ชอบซูมู่ใช่หรือไม่?” เถาเอ๋อร์อายุ น้อยที่สุด จึงพูดออกมาโดยมิทันได้ยั้งคิด แต่ว่าเหตุใดจึงไม่ชอบ นั้น ทุกคนล้วนแต่มีข้อสันนิษฐานอยู่ในใจ ซึ่งก็คือซูมู่ประจบประ
แจงคุณชายน้อยมากเกินไป ภายภาคหน้าก็คงประจบประแจง คุณชาย และไม่เห็นฮูหยินอยู่ในสายตา
หากซูมู่มีความคิดเช่นนั้นจริง ทุกคนก็คิดว่านางหาเรื่องใส่ตัว เอง แต่ซูมู่เป็นคนเรียบง่าย จิตใจดี ทั้งยังมีนํ้าใจ ไม่มีผู้ใดกล้าพูด ว่านางคิดจะหลอกล่อคุณชายน้อยและยั่วยวนคุณชาย
สุดท้ายแล้วอวี๋หวั่นก็ไม่ได้พาเด็กทั้งสามออกไปข้างนอก เธอ เก็บของเพื่อไปเรียนกับวั่นมามาที่หลันฟางเก๋อ เดินไปได้ครึ่งทาง ก็พบกับลุงวั่นซึ่งกำลังรอเธออยู่
ลุงวั่นมีสีหน้าซับซ้อน เขาคำนับเธอหนึ่งครั้งแล้วพูดว่า “ฮู หยินน้อย”
อวี๋หวั่นมองไปรอบๆ แล้วถามว่า “ลุงวั่นตั้งใจมารอข้าที่นี่ หรือ?”
ลุงวั่นมิได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ข้าได้ยินว่า…ฮูหยินน้อยให้ซูมู่ไปอยู่ที่เรือนจู๋เยวี่ยหรือ?”
คลิก
อวี๋หวั่นยิ้มน้อยๆ “ลุงวั่นมาเพื่อเรื่องนี้หรอกหรือ? ข้าย้ายนาง ไปที่เรือนจู๋เยวี่ยไม่เหมาะสมหรือ?”
ลุงวั่นกล่าวด้วยความเกรงใจว่า “มิใช่ว่าไม่เหมาะ เพียงแต่ข้า อยากถามว่าเพราะเหตุใด”
อวี๋หวั่นมองเขา แล้วพูดว่า “หากเยี่ยนจิ่วเฉาเป็นคนทำเรื่องนี้
ท่านจะถามหรือไม่ว่าเพราะเหตุใด?”
“…”
ลุงวั่นอ้าปากค้าง แน่นอนว่าไม่ถาม
การตัดสินใจของคุณชาย ไม่มีผู้ใดกล้าสงสัย
“ข้าทำเพื่อฮูหยิน ฮูหยินเพิ่งมาได้ไม่นาน ไม่เหมือนคุณชาย ที่…”
“ไม่เหมือนคุณชายที่เป็นเจ้านายที่แท้จริงของพวกท่าน แต่ ข้าเป็นเพียงแขกคนหนึ่ง”
นี่เป็นเรื่องจริง แต่ก็เป็นคำพูดที่เกิดจากโทสะเช่นกัน อวี๋หวั่น รู้อยู่แก่ใจว่าตนเป็นผู้มาใหม่ ภูมิหลังไม่ดี การเอาชนะใจคนย่อม สำคัญกว่าการเชือดไก่ให้ลิงดูเป็นไหนๆ ลุงวั่นคิดแทนอวี๋หวั่นจึง พูดกับเธอตามตรง แต่ลุงวั่นไม่ได้มีใจปกป้องซูมู่จริงหรือ?
ลุงวั่นบอกด้วยความจริงใจ “ฮูหยิน ท่านเป็นภรรยาที่แต่งเข้า มาตามธรรมเนียม ทั้งยังให้กำเนิดบุตรชายแก่คุณชายถึงสามคน หนึ่งในนั้นเป็นบุตรชายคนโต ตำแหน่งของท่านย่อมไม่สั่นคลอน ง่ายๆ ท่านทำใจให้กว้างอีกสักหน่อย สาวใช้เพียงคนเดียว ไม่ควร ค่าให้ท่านมีโทสะ”
อวี๋หวั่นฟังคำพูดเช่นนี้กลับยิ่งโมโหกว่าเดิม ในความคิดของ ลุงวั่น เธอหาวิธีจัดการสาวใช้คนหนึ่งเพียงเพราะเธอไม่ชอบนาง หรือ?
“อยู่ๆ คุณชายน้อยชื่นชอบคนแปลกหน้าเช่นนี้ ลุงวั่นไม่คิดว่า
แปลกหรือ? ไม่สงสัยหรือว่านางใช้ลูกไม้อะไร?”
ลุงวั่นถอนหลายใจ “ก่อนหน้านี้ที่อยู่ๆ คุณชายน้อยก็สนิทสน มกับฮูหยินขึ้นมา ก็เป็นเพราะฮูหยินใช้ลูกไม้อะไรเช่นกันหรือ?”
อวี๋หวั่นรู้สึกหายใจไม่ออกขึ้นมา
ลุงวั่นตระหนักได้ว่าตนพูดผิดไป จึงรีบขอโทษขอโพย “ข้ามิได้ ตั้งใจ ฮูหยินโปรดอย่าถือโทษ”
อวี๋หวั่นเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าขื่นขม “ตอนนั้นในสายตาของพวก ท่าน เป็นเพราะข้าใช้ลูกไม้อะไรจึงสนิทสนมกับลูกแท้ๆ ของตนเอง สินะ?”
ลุงวั่นไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น เขาเพียงเปรียบเปรย เพื่อ บอกอวี๋หวั่นว่าไม่ใช่ทุกคนที่เข้าใกล้คุณชายน้อยจะมีเจตนาร้าย ก่อนหน้านี้คืออวี๋หวั่น ตอนนี้ก็คือซูมู่
“ข้าไม่รู้แล้ว จัดการจัดสาวใช้เพียงคนเดียว…ยากเสียเหลือ เกิน” พูดจบ อวี๋หวั่นก็เดินเข้าหลันฟางเก๋อไป
ลุงวั่นยังอยากจะกล่าวบางอย่างอีก วั่นมามาก็เดินออกมา พอดี นางถลึงตาใส่ลุงวั่น “นางเป็นทาสที่ขายขาดสัญญาไถ่ตัว เจ้า นายให้นางตาย นางก็ต้องตาย แต่นี่กลับกล้าทำให้เป็นเรื่องใหญ่ ข้าว่าพระชายาจากไปนานเกินไป คนจากจวนเยี่ยนอ๋องไม่รู้กฎเสีย แล้ว!”
ลุงวั่นส่ายหน้า นี่ไม่ได้เรียกว่าไม่รู้กฎสักหน่อย แต่แม่นางซู… นางเป็นคนดีจริงๆ นี่
ยิ่งไปกว่านั้น หากฮูหยินทนสาวใช้เพียงคนเดียวไม่ได้ ต่อไป หากคุณชายมีอนุจะทำอย่างไรเล่า?
เยี่ยนจิ่วเฉากลับมาในตอนสายของวันที่สาม เขามีธุระเร่ง ด่วนจริงๆ มิเช่นนั้นคงไม่ทิ้งภรรยาที่เพิ่งแต่งงานใหม่ไว้หลายวัน เมื่อเขาทำภารกิจเสร็จก็รีบห้อตะบึงกลับจวนทันที หายใจยังไม่ทัน ทั่วท้องก็รีบตรงไปยังเรือนชิงเฟิง แต่เมื่อเข้าไปในลานบ้านแล้วก็ รู้สึกคล้ายกับขาดบางอย่างไป เขามองไปรอบๆ ก็ไม่พบลูกลิงน้อย ทั้งสาม
ลานบ้านที่เคยครึกครื้นบัดนี้กลับเงียบสงัด
บทที่ 129.2 พี่จิ่ว : ไม่มีผู้ใดรังแกนางได้ (2)
เยี่ยนจิ่วเฉากลับห้องไป อวี๋หวั่นนั่งเงียบๆ อยู่บนเตียง ไม่เจอ กันไม่กี่วัน นางคล้ายกับผอมลงกว่าเดิม ร่างผอมบางของนางพาด อยู่บนเตียง ราวกับเป็นเด็กน้อยน่าสงสารที่ถูกทิ้งขว้าง
แม้ว่าจะเป็นแม่ของเด็กน้อยสามคน แต่นางก็เพิ่งอายุสิบเจ็ด มืออันบอบบางต้องแบกรับความรับผิดชอบที่ไม่พึงได้รับ ทำให้ บ่อยครั้งผู้คนมักจะหลงลืมไปว่านางเป็นเด็กสาวคนหนึ่งเท่านั้น
ไม่มีผู้ใดเคยถามนางว่าในตอนที่คลอดลูกเจ็บปวดหรือไม่ เลี้ยงลูกยากหรือไม่ แต่งงานแล้วรู้สึกเปล่าเปลี่ยวหรือไม่ นั่นคง เป็นเพราะว่านางเป็นสตรี เพราะฉะนั้นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนเป็น บัญชาสวรรค์
เยี่ยนจิ่วเฉาเข็นเก้าอี้ไปตรงหน้าของอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นรู้ว่าเขามาแล้ว เธอเหลือบตาไปมอง แต่ก็ไม่ได้เงยหน้า ขึ้น เอาแต่มองปลายเท้าของตนเองอยู่อย่างนั้น
เก้าอี้มีล้อของเยี่ยนจิ่วเฉาเคลื่อนไปหยุดที่เบื้องหน้าของเธอ เขามองเธอ ทว่ามิได้รีบร้อนพูดอะไร
แต่แม้ว่าเขาจะไม่ได้พูดออกมา ผู้ชายคนนี้เพียงมายืนอยู่ที่นี่ ตรงหน้าเธอ ขอบตาของอวี๋หวั่นก็ค่อยๆ ร้อนผ่าวขึ้นมา
“เยี่ยนจิ่วเฉา…”
ทันทีที่เธอเอ่ยปากพูด นํ้าเสียงของเธอก็สั่น ความโศกเศร้าที่ หลายวันมานี้ไม่อาจแสดงให้ผู้ใดเห็น บัดนี้กลับพรั่งพรูออกมา ราวกับสายนํ้า เอ่อล้นท่วมร่างของเธอ
เยี่ยนจิ่วเฉายื่นมือไป ค่อยๆ ดึงเธอเข้ามาในอ้อมอก แล้วเอ่ย ขึ้นเบาๆ ว่า “ข้าไปเพียงไม่กี่วัน เจ้าก็เป็นเช่นนี้เสียแล้ว อวี๋อาหวั่น ถ้าวันใดข้าไม่อยู่แล้ว เจ้าจะทำอย่างไร?”
……
อวี๋หวั่นร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของเขาครู่หนึ่ง ดวงตาของเธอ บวม จมูกแดง ทว่าสภาพจิตใจของเธอดีขึ้นมาก ในตอนนี้เองเธอ สังเกตเห็นว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาใกล้ชิดกันมากขึ้น เมื่อ ก่อนแม้แต่จะจับมือเขาตอนกลางวันยังทำไม่ได้
อวี๋หวั่นยังคงสะอึกสะอื้นเล็กน้อย “ทำเรื่องอย่างว่าตอนกลาง วันแสกๆ…ท่านไม่กลัวแล้วหรือ?”
“เงียบ!”
อวี๋หวั่นไม่ตอบ สองมือจับแขนเสื้อของเยี่ยนจิ่วเฉาขึ้นมาเช็ด นํ้าตา ขณะที่กำลังจะเช็ดนํ้ามูกนั้น
“ห้ามเช็ดนํ้ามูก!”
อวี๋หวั่นวางแขนเสื้อเขาลงอย่างขุ่นเคืองใจ
เยี่ยนจิ่วเฉาหยิบผ้าเช็ดหน้าสะอาดขึ้นมาผืนหนึ่ง หมายจะ เช็ดหน้าให้อวี๋หวั่น แต่อวี๋หวั่นหยิบผ้าไป
“ลุกขึ้น” เยี่ยนจิ่วเฉาบอกด้วยนํ้าเสียงจริงจัง
ในเมื่อไม่เป็นไรแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องมานั่งโอบกอดกันอีก กลางวันแสกๆ มะ…ไม่เข้าท่าเอาเสียเลย
อวี๋หวั่นไม่ลุก
“อวี๋อาหวั่น!”
เยี่ยนจิ่วเฉาเรียกเธอด้วยนํ้าเสียงดุดัน อวี๋หวั่นไม่มีปฏิกิริยา ตอบสนองแม้แต่น้อย เมื่อเยี่ยนจิ่วเฉาก้มลงไปมอง ก็พบว่าอวี๋ หวั่นหลับไปเสียแล้ว
คิ้วซึ่งขมวดอยู่ของเขาพลันคลายลง เยี่ยนจิ่วเฉาค่อยๆ จับ เธอวางลงบนเตียง ถอดรองเท้าและถุงเท้า จากนั้นก็ดึงผ้าห่มมา ห่มให้เธอ
ลมหายใจของอวี๋หวั่นสมํ่าเสมอ เธอกำลังหลับสบาย
เยี่ยนจิ่วเฉามองเธอเงียบๆ ทันใดนั้นเขาก็ค้อมตัวลง จุมพิต บนหน้าผากของอวี๋หวั่นอย่างแผ่วเบา
ในตอนนั้นเอง ใบหูของเขาก็เปลี่ยนเป็นสีแดงกํ่า
……
เยี่ยนจิ่วเฉาต้องการรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในจวน แน่นอนว่าเขาย่อม มีวิธี เมื่อได้ฟังสิ่งที่อิ่งลิ่วรายงานจนจบ เยี่ยนจิ่วเฉาก็หน้าดำครํ่า เครียดขึ้นมา
เขาไม่รู้เลยว่า ตั้งแต่เมื่อไรที่ฮูหยินจวนคุณชายจะถึงกับโมโห
สาวใช้ได้
ทั้งยังมีเจ้าลิงน้อยทั้งสาม เกรงว่าพวกเขาก็คงดื้อเองกระมัง
ไม่มีใครทำให้เธอเสียใจได้ เด็กทั้งสามก็ทำไม่ได้
ผ่านไปครึ่งเค่อ เยี่ยนจิ่วเฉาก็นั่งลงบนเก้าอี้ในเรือนชิงเฟิง เหล่าแม่นมต่างช่วยกันยกชามโจ๊กร้อนๆ ออกไป เมื่อเห็นเยี่ยนจิ่ว เฉา พวกนางก็รีบคำนับ
“จะไปไหนกัน?” เยี่ยนจิ่วเฉามองไปยังชามโจ๊กในมือของทั้ง สามพลางเอ่ยถาม
นางหลี่ซึ่งอาวุโสที่สุดในบรรดาแม่นมสามคนก้าวขึ้นมาด้าน หน้า ยิ้มน้อยๆ แล้วกล่าวว่า “เรียนคุณชาย ไปเรือนจู๋เยวี่ย คุณชาย น้อยไม่ยอมกินข้าวเจ้าค่ะ”
เยี่ยนจิ่วเฉาถามด้วยนํ้าเสียงราบเรียบ “กินข้าวไยต้องไปถึง เรือนจู๋เยวี่ยด้วย?”
นางหลี่ยิ้มแดกดัน “คุณชายน้อย…ไม่กินข้าว ต้องให้แม่นาง ซูป้อนเจ้าค่ะ”
เยี่ยนจิ่วเฉากับอิ่งสือซันมองหน้ากัน อิ่งสือซันก้าวออกไป อีก ครู่หนึ่งก็กลับมาพร้อมกับเด็กน้อยที่แยกเขี้ยวยิงฟันใส่
“วางลง” เยี่ยนจิ่วเฉาบอก
อิ่งสือซันวางเด็กน้อยทั้งสามลง
เยี่ยนจิ่วเฉาสั่งให้แม่นมออกไปก่อน เก้าอี้และโจ๊กล้วนแต่อยู่
ข้างเขา เยี่ยนจิ่วเฉาพูดด้วยนํ้าเสียงไม่บังคับแต่ก็มิได้ใจดี “กิน ข้าว”
เด็กทั้งสามไม่กิน
เยี่ยนจิ่วเฉาจึงขู่ว่า “กินข้าว หรือจะกินกำปั้น?”
…กินข้าววว
เด็กน้อยทั้งสามนั่งลงด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย ยกช้อนขึ้นมา ภายใต้การควบคุมของท่านพ่อ เด็กน้อยทั้งสามกินข้าวจนหมด เกลี้ยง
กินหมดแล้ว ไปได้แล้วใช่ไหม?
“หยุดก่อน” เยี่ยนจิ่วเฉาเรียกพวกเขาไว้ “เล่นที่นี่แหละ”
ทั้งสามคนร้อง ‘โอ้’ ออกมา แล้วเดินไปยังชิงช้าที่ซูมู่ผูกไว้ เยี่ยนจิ่วเฉาเพียงส่งสายตา อิ่งสือซันก็เข้าไปตัดชิงช้าออกทันที
เด็กน้อยทั้งสามมองท่านพ่อด้วยใบหน้ามึนงง ไม่มี…ไม่มี ชิงช้าแล้ว จะเล่นอะไรเล่าทีนี้?
ในตอนนั้นเอง อิ่งลิ่วก็ถือม้าไม้เก่าๆ สามตัวออกมา ทั้งผุทั้งพัง หนึ่งนั้นไม่มีหัวด้วย
เด็กทั้งสามตัวสั่น แง้! น่าเกลียดถึงเพียงนี้! พวกเขาไม่เอา หรอก!
เยี่ยนจิ่วเฉาสายตาเย็นเยียบ “จะขี่ม้า หรือจะถูกตี?”
…ขะ…ขี่ม้าาาา
ทั้งสามขึ้นไปขี่ม้าไม้ด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
เยี่ยนจิ่วเฉาเหยียบบนม้าไม้ “ทำหน้าให้มีความสุขหน่อย อย่า ทำให้ท่านแม่เห็นท่าทางโศกเศร้าของพวกเจ้า”
ฮือๆ บังคับให้เล่นม้าไม้ไม่พอ ยังบังคับให้มีความสุขอีก…พวก ข้ายังเด็กอยู่นะ…
……
อวี๋หวั่นนอนหลับไปจนตะวันตกดิน เด็กน้อยทั้งสามเล่นจน เหนื่อยและหลับไปแล้ว เพียงแต่พวกเขาตื่นมาก่อนอวี๋หวั่น
เยี่ยนจิ่วเฉานั่งอยู่บนเก้าอี้มีล้อ เด็กน้อยทั้งสามยืนอยู่ข้างเขา ดูแล้วเด็กๆ น่าจะถูกอบรมไปยกหนึ่ง
อวี๋หวั่นมองทั้งสี่คนด้วยความมึนงง “นี่มัน…เกิดอะไรขึ้น?”
เยี่ยนจิ่วเฉาเหลือบตามองพวกเขา พร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า “พวก เจ้าบอกท่านแม่เอง สรุปแล้วหลายวันมานี้เกิดอะไรขึ้นกับพวก เจ้า”
อวี๋หวั่นมองเด็กน้อยที่น่าสงสารทั้งสาม แล้วพูดขึ้นอย่างปวด ร้าวใจว่า “ท่านลงโทษพวกเขาหรือ?”
เยี่ยนจิ่วเฉาแค่นเสียง ‘หึ’ อย่างเย็นชา “ถ้าไม่ลงโทษจะยอม บอกความจริงหรือ?”
อวี๋หวั่นหายใจเข้าดัง ‘เฮือก’ แล้วกล่าวว่า “ท่าน…”
เด็กๆ เผชิญกับความยากลำบากมามากครั้นอยู่กับเหยียนหรู
อวี้ ทำไมเขาต้องลงโทษพวกเขาด้วย?
เด็กน้อยทั้งสามยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา ไม่กล้าเงยหน้า มองอวี๋หวั่น
“นี่คืออะไรหรือ?” อวี๋หวั่นมอง กระดาษในมือของพวกเขา เธอ ไม่ได้ให้พวกเขาเขียนหนังสือมาตั้งนานแล้วนี่ เด็กทั้งสามคนไม่ได้ ถูกท่านพ่อทำให้กลัวจนวิ่งไปเขียน ‘คนเกิดม้า’ มาหรอกนะ?
ทั้งสามมิได้ส่งเสียงใดๆ
“ขอข้าดูหน่อยได้ไหม?” อวี๋หวั่นถามด้วยนํ้าเสียงอ่อนโยน
เด็กทั้งสามลังเล
อวี๋หวั่นลูบศีรษะน้อยๆ ของพวกเขา “ไม่อยากให้แม่ดูก็ไม่ เป็นไร…”
ยังไม่ทันพูดจบ ทั้งสามก็ยื่นกระดาษสีขาวออกมา
นํ้าหมึกบนกระดาษนั้นดูคล้ายกับรอยหนอนคลาน ยึกๆ ยือๆ แต่ก็ยังมีเค้าโครงของของตัวอักษรอยู่ เป็นคำที่พวกเขาเพิ่งเรียน มา…
สุขสันต์วันเกิด ท่านแม่
หัวใจของอวี๋หวั่นราวกับกระตุกวูบ
เยี่ยนจิ่วเฉาตื่นตะลึงไปตั้งแต่แรกแล้ว บัดนี้เขาใจเย็นลงแล้ว เขาแค่นเสียง ‘หึ’ แล้วกล่าวว่า “วันเกิดของตัวเองใกล้เข้ามาแล้ว ไม่รู้หรือ?”
นางคิดว่าเขาห้อตะบึงกลับมาเร็วถึงเพียงนี้เพื่ออะไรกัน? ตาก ลมเล่นรึ?
แน่นอนว่าอวี๋หวั่นไม่รู้ว่าใกล้ถึงวันเกิดของตนแล้ว ในความ ทรงจำของเธอไม่มีเรื่องราวเกี่ยวกับวันเกิดหลงเหลืออยู่เลย
อย่างไรก็ดี อวี๋หวั่นไม่ได้สนใจวันเกิดของตนเองแต่อย่างใด เธอสนใจแต่คำว่าท่านแม่ พวกเขาเรียกเธอว่าท่านแม่ สำหรับ พวกเขา เธอไม่ใช่หวั่นหวั่นหรือแม่นางอวี๋อีกต่อไป แต่เธอคือแม่ ของพวกเขา พวกเขายอมรับเธอแล้ว…
เป็นเพราะพวกเขาพูดไม่ได้ จึงต้องเขียนบนกระดาษ
เธอไม่ให้พวกเขาคัดตัวหนังสือ คนในจวนจึงไม่มีผู้ใดกล้าสอน พวกเขาเขียนหนังสือ เว้นแต่…ซูมู่
เยี่ยนจิ่วเฉาแค่นเสียงขึ้นจมูก แล้วพูดว่า “เดิมทีข้าคิดว่าจะ รออีกสองสามวันแล้วค่อยบอกเจ้า แต่เห็นเจ้าเศร้าสร้อยเช่น นี้…”
อวี๋หวั่นหลุดหัวเราะออกมา เธอไม่เศร้าแล้ว ไม่เศร้าเลยสักนิด
“พวกเจ้าก็ไม่ต้องเศร้าไป” อวี๋หวั่นมองไปยังลูกๆ
เด็กน้อยทั้งสามอยากทำให้อวี๋หวั่นประหลาดใจ แต่แผนการ กลับถูกท่านพ่อทำลายสิ้น ย่อมต้องรู้สึกแย่เป็นธรรมดา
เป็นไปดังคาด สีหน้าของพวกเขายํ่าแย่เหลือเกิน
แต่หลังจากถูกท่านพ่ออบรมไปยกหนึ่ง พวกเขาก็รู้ว่าแท้จริง
แล้วการกระทำของพวกเขาทำร้ายจิตใจของอวี๋หวั่น ทั้งสามได้แต่ ทำคอตก