หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 14 คนเห่อหลาน
บ้านเดิมสกุลอวี๋ไม่ใหญ่พอ ไม่สามารถจุเหล่าโจรลักม้าถึง ยี่สิบสามสิบคนได้ อาหารจานแพะทั้งหมดถูกยกไปยังทางเข้า หมู่บ้าน และแพะย่างสองตัวก็ถูกนำไปแขวนไว้ข้างบ่อนํ้าเก่า
แพะย่างกรอบนอกนุ่มใน เนื้อแพะชุ่มฉํ่า ฤดูใบไม้ผลิไม่ใช่ช่วง เวลาที่ดีที่สุดที่จะกินเนื้อแพะ หลังจากสารทฤดู แพะตัวเมียจะมี เนื้อมากขึ้น ชั้นไขมันใต้เนื้อจะหนาขึ้น เมื่อย่างออกมาแล้วจึงจะได้ รสชาติที่ดียิ่งยวด
แพะสองตัวนี้ยังไม่นับว่าเป็นแพะที่โตเต็มวัย กระนั้นเมื่อผ่าน ฝีมือของพ่อครัวเทพเป้าแล้ว ก็ย่อมต้องทำออกมาได้ดีหาผู้ใด เปรียบ
ย่างแพะทั้งตัว ต้องย่างสามครั้ง และกินสามครั้ง
กินครั้งแรกคือต้องกินหนังกรอบสีเหลืองทองด้านนอก โรย ด้วยงาขาว หั่นเป็นเส้น จิ้มนํ้าจิ้มสูตรลับ เมื่อกัดเข้าไป ทั้งหอมทั้ง กรอบ ไขมันละลายติดปลายลิ้น นํ้าจิ้มเย็นๆ และหนังแพะร้อนๆ ผสมผสานกันออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม
กลิ่นหอมของงา ระคนกับกลิ่นของมันแพะ หอมหวนเกิน บรรยาย
แน่นอนว่าหัวหน้าโจรลักม้ามิใช่คนโง่ เขาให้พ่อครัวเทพเป้า
และอวี๋หวั่นชิมอาหารก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มียาพิษ จึงจะแจก จ่ายให้บรรดาพี่น้องกิน
ชาวบ้านต่างนั่งตัวสั่นอยู่ด้านข่าง เมื่อได้กลิ่นหอมของแพะ ย่าง ได้ยินเสียงกัด ก็ทำเอานํ้าลายสอไปตามๆ กัน
พ่อครัวเทพเป้าหั่นมันแพะอย่างเป็นระเบียบ มันแพะไม่ควร หั่นชิ้นหนาจนเกินไป แต่ควรหั่นให้อยู่บนเนื้อแพะพอดิบพอดี หั่น ไขมันแพะนุ่มและมันออกมาทั้งชิ้น อวี๋หวั่นรับหน้าที่จัดการแพะ ย่างอีกตัวหนึ่ง พ่อครัวเทพเป้าหั่นอย่างไร อวี๋หวั่นก็หั่นอย่างนั้น ไม่ นาน มันแพะของทั้งสองตัวก็ถูกหั่นออกมาจนหมด
พ่อครัวเทพเป้านำเนื้อแพะขึ้นไปย่างต่อ
ครั้งนี้ ส่วนที่จะกินก็คือเนื้อแพะนั่นเอง ไฟจะแรงหรืออ่อน เกินไปไม่ได้ หากไฟแรงเกินไป เนื้อจะแข็ง หากไฟอ่อนเกินไป เนื้อ จะดิบ พ่อครัวเทพเป้าควบคุมไฟได้อย่างเหมาะสม หลังจากย่าง ออกมาเนื้อยังคงนุ่มและชุ่มฉํ่า เนื้อแดงและมันมีปริมาณใกล้ เคียงกัน กินกับต้นหอมหนึ่งต้น เจวี่ยนปิ่งอีกหนึ่งแผ่น ไม่ต้องใส่ นํ้าจิ้มก็ยังอร่อยเป็นที่สุด
“มารดาเถอะ!” หัวหน้าโจรลักม้ากินไม่หยุด
หลังจากหนังชั้นแรก และเนื้อชั้นที่สองหมด ส่วนต่อไปที่จะนำ ไปย่างเป็นครั้งที่สามก็คือเนื้อติดกระดูก เนื้อส่วนนี้เป็นส่วนที่ รสชาติดีที่สุด และเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดสำหรับแพะย่างทั้งตัวเช่น นี้ เนื้อส่วนนี้มีเส้นเอ็น ทำให้มีความหนึบหนับ ทั้งยังมีกลิ่นหอม
ของกระดูกแพะระคนอยู่ด้วย
“ซู้ด~” เถี่ยตั้นน้อยนํ้าลายไหล
หัวหน้าโจรลักม้าหมายจะพาเถี่ยตั้นน้อยไปฝึกเป็นโจรลักม้า เมื่อเห็นว่าเขาอยากกิน จึงกวักมือเรียกเขามา
เถี่ยตั้นน้อยเดินเข้าไปหา
คนสกุลอวี๋ยังมิทันได้มีปฏิกิริยาตอบสนอง เมื่อจะหันไปคว้า เขาเอาไว้ ก็พบว่าเถี่ยตั้นน้อยเดินไปอยู่ตรงหน้าหัวหน้าโจรลักม้า แล้ว
“อยากกินรึ?” หัวหน้าโจรลักม้าเอ่ยถาม
เถี่ยตั้นน้อยพยักหน้า
หัวหน้าโจรลักม้าแบ่งเนื้อติดกระดูกให้เถี่ยตั้นน้อย
เถี่ยตั้นน้อยรับจานมาและหันหลังหมายจะเดินไป เขาจะไม่ กินคนเดียว
หัวหน้าโจรลักม้าจับเขาเอาไว้ “กินที่นี่แหละ!”
เนื้อนี้มีไว้สำหรับโจรลักม้าตัวน้อย คนอื่นต้องการส่วนแบ่งรึ ไม่มีทาง!
“แต่น้องสาวข้าก็หิวเหมือนกัน” เถี่ยตั้นน้อยสีหน้าเศร้าสร้อย “แม่ข้าก็หิว ลุงใหญ่ข้าก็หิว ป้าสะใภ้ใหญ่กับพี่ใหญ่พี่รองข้าก็… ฮึก…”
หัวหน้าโจรลักม้ายัดเนื้อแพะชิ้นหนึ่งใส่ปากของเขา
เถี่ยตั้นน้อยมีเนื้อแพะเต็มปาก จึงพูดไม่ค่อยชัด “พวกเขา ก็…”
หัวหน้าโจรลักม้าไม่ทนอีกต่อไป “ถ้าพูดมาก ข้าจะฆ่าเจ้าทิ้ง!”
เถี่ยตั้นน้อยเงียบลงทันทีอย่างรู้ความ
หัวหน้าโจรลักม้าใช้เท้าเกี่ยวเก้าอี้เล็กๆ แล้วเตะส่งให้เถี่ยตั้น น้อย
เถี่ยตั้นน้อยจับเก้าอี้ตั้งขึ้น เขานั่งลง เคี้ยวเนื้อแพะในปากจน หมดแล้วเอ่ยขึ้นว่า “ที่จริงแล้ว…”
หัวหน้าโจรลักม้าเงื้อดาบขึ้นมา
เถี่ยตั้นน้อยรีบกลืนคำพูดลงคอไปทันที
เขาเพียงอยากบอกว่า เนื้อแพะอร่อยเหลือเกิน ขออีกสองจาน ไม่ได้หรือ
เถี่ยตั้นน้อยกอดจานเอาไว้ มือหนึ่งถือเนื้อแพะ กัดเข้าปากคำ โต
เถี่ยตั้นน้อยถูก ‘จับ’ ไปแล้ว ลุงใหญ่และป้าสะใภ้ใหญ่รู้สึก กระวนกระวายใจ แม้แต่พวกเขายังร้อนรนเช่นนี้ น้องสะใภ้ย่อม ต้องกังวลยิ่งกว่าอีกกระมัง?
ขณะที่ทั้งสองกำลังจะเอ่ยปากปลอบนางเจียง ก็พบว่าสายตา
ของนางจับจ้องไปยังแพะย่าง ดวงตาเป็นประกาย นํ้าลายไหลย้อย
“…”
น้องสะใภ้ ลูกชายเจ้าถูกจับไป รู้หรือไม่…
อวี๋หวั่นมองไปยังเถี่ยตั้นน้อยที่อยู่ไม่ไกลออกไป แล้วก็เหลือบ มองพ่อครัวเทพเป้าซึ่งอยู่ด้านข้าง
พ่อครัวเทพเป้าย่อมต้องสังเกตเห็นว่าเถี่ยตั้นน้อยกำลังกิน เนื้อแพะอยู่เช่นกัน ทว่าสีหน้าของเขามิได้ผิดแผกไปจากเดิม แม้แต่น้อย ยังคงก้มหน้าก้มตาหั่นเนื้อแพะต่อไป
อวี๋หวั่นหลุบตาลง เธอไม่เชื่อว่าพ่อครัวเทพเป้าจะทำร้าย เถี่ยตั้นน้อย ดังนั้นอาหารเหล่านี้ล้วนแต่ไม่มียาพิษ เขายอมให้โจร ลักม้าพวกนี้กินอาหารอย่างอิ่มหนำสำราญจริงๆ หรือ?
หัวหน้าโจรลักม้ากินจนพอใจ เขาหยิบไหสุราขึ้นมา หมายจะ ลิ้มลองรสชาติ สุราไหนี้ไม่เพียงพอกับคนถึงสามสิบคน เขาจะแบ่ง ให้กับลูกน้องคนสนิทเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
สุราไหนี้ช่างหอมหวน กลิ่นหอมลอยไปไกลถึงสิบหลี่ กลบกลิ่น หอมของเนื้อแพะย่างไปสิ้น
แพะย่างรสอร่อยลํ้า อาหารจานต่อๆ มาคงมิอาจเทียบได้ แต่ เมื่อได้ลองชิมอาหารเหล่านี้แล้ว เหล่าโจรลักม้าก็พบว่าชายชราผู้ นี้เป็นพ่อครัวเซียนหรืออย่างไร เหตุใดอาหารที่ทำมาล้วนอร่อย กว่าจานก่อนหน้า?
โจรลักม้าแย่งกันกินเนื้อแพะนํ้าแดงจนหมด นํ้าแกงปลาและ เนื้อแพะก็ไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว อาหารจานเย็นซึ่งทำจากตับ กระเพาะ และขาแพะยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง หมดไปครึ่งหนึ่งตั้งแต่ ก่อนจะยกมาตั้งบนโต๊ะ เนื่องจากโจรลักม้าซึ่งยกอาหารมาจัดวาง ได้ขโมยกินขาแพะไปแล้ว!
พ่อครัวเทพเป้าใส่สมุนไพรลดความร้อนในหม้อไฟสันหลัง แพะ กินแล้วเผ็ดร้อนสดชื่น ไม่รู้สึกคอแห้ง
หลังจากได้กินเนื้อกันไปแล้ว ก็ตามติดมาด้วยนํ้าแกงหัวใจ และปอดต้มกับหัวไช้เท้า กินคู่กับต้นหอมและเต้าหู้เพื่อตัดเลี่ยน บรรดาโจรลักม้าก็รู้สึกว่าพวกตนสุขกายสบายท้อง
โจรลักม้ารู้สึกไม่อยากสังหารชายชราผู้นี้ขึ้นมาจับใจ ฝีมือดี ถึงเพียงนี้ ถ้าจับตัวเขากลับไปทำอาหาร พวกเขาก็จะได้กินอย่างมี ความสุขทุกวัน
เมื่อคิดว่าหลังจากนี้ก็จะมีอาหารพรั่งพร้อมบริบูรณ์ เหล่าโจร ลักม้าก็นั่งไม่ติด อยากจะขี่ม้ากลับขึ้นเขาทันที!
“หัวหน้า!” โจรลักม้าตาเดียวรุดเข้ามา “ปล่อยคนแก่ไว้ เถอะ?”
หัวหน้าโจรลักม้าตอบ ‘อืม’ ด้วยความพอใจ “คนแก่ สตรี และ เด็กปล่อยไว้ ผู้ชายฆ่าทิ้ง!”
“ทราบ!” โจรลักม้าตาเดียวกวัดแกว่งดาบ เดินตรงเข้าไปหา
ชาวบ้านซึ่งตัวนั่งคุดคู้ตัวสั่น
ผู้ใหญ่บ้านทำใจดีสู้เสือลุกขึ้นยืน “พวกเจ้า…ชักจะมากแล้ว นะ! ใต้อาณัติของโอรสสวรรค์ พวกเจ้ายังกล้าปล้นชิงของชาวบ้าน สร้างความเดือนร้อน ทางการไม่ปล่อยพวกเจ้าไว้แน่!”
โจรลักม้าตาเดียวพูดขึ้นอย่างมั่นอกมั่นใจว่า “พวกข้ากล้า เป็นโจรลักม้า ไหนเลยจะกลัวทางการ หรือจะให้ข้าฆ่าพวกเจ้าซะ จะได้ไม่มีใครไปแจ้งทางการ?”
สตรีก็ขายให้หอโคมเขียว ส่วนเด็กก็ขายให้พวกโจร คนพวกนี้ มีสารพัดวิธีที่จะปิดปากพวกเขา!
ยังมีโจรลักม้าอีกสามคนซึ่งเดินไปพร้อมกับโจรตาเดียว พวก เขาลากผู้ชายออกมา สามีและบุตรชายของป้าไป๋ก็ถูกจับไปเช่นกัน ป้าไป๋จึงถอดรองเท้าขนาด 39 ออก “ข้าจะสู้กับเจ้าเอง!”
ตึง!
โจรลักม้าตาเดียวล้มลงไป
มือซึ่งถือรองเท้าของป้าไป๋วาดค้างกลางอากาศ เอ๋? นางยังไม่ ได้ลงมือเลยนี่!
หลังจากนั้น โจรลักม้าที่เหลืออีกสามคนก็ล้มลงไปเช่นกัน
ทั้งสี่คนนอนคุ้ดคู้ กดท้องเอาไว้ รู้สึกทรมานจนเกลือกกลิ้งอยู่ บนพื้น
ชาวบ้านต่างตกตะลึงกับภาพเหตุการณ์ตรงหน้า คนพวกนี้
เป็นอะไร? ทำไมถึงล้มลงไปอย่างนั้นเล่า? กินมากจนปวดท้อง หรือ?
ป้าไป๋ตกใจกลัวสุดขีด นางสวมร้องเท้าพลางมือไม้สั่นเทิ้ม ชุ่ย ฮวาซึ่งอยู่ด้านข้างวิ่งกลับมารวมกลุ่มกับชาวบ้าน
โจรลักม้าล้มลงไปทีละคนๆ หัวหน้าโจรก็อาเจียนเป็นเลือดสด และล้มลงไปกองกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง
เมื่อเถี่ยตั้นน้อยซึ่งก่อนหน้านี้ถูกจับให้นั่งกินเนื้อแพะเห็น เหตุการณ์ ก็ตัดสินใจวิ่งกระวีกระวาดไปหาอ้อมอกของอวี๋หวั่น
ใบหน้าและเล็บของบรรดาโจรลักม้าเปลี่ยนเป็นสีคลํ้า เห็นได้ ชัดว่าถูกวางยาพิษ ในทางกลับกันเถี่ยตั้นน้อยยังแก้มแดงระเรื่อ หายใจสมํ่าเสมอ สีหน้าเป็นปกติ ยังคงแข็งแรงเหมือนเดิม ไฉนจึง เป็นเช่นนี้? ของที่พวกเขากิน เถี่ยตั้นน้อยก็กิน…สิ่งที่เถี่ยตั้นน้อย ไม่ได้กินเพียงอย่างเดียวก็คือสุราและอาหารมังสวิรัติสามจานแรก แต่อาหารเหล่านั้น พวกโจรลักม้าก็บังคับให้อวี๋หวั่นและพ่อครัว เทพเป้ากินนี่นา ทำไมเธอกับพ่อครัวเทพเป้าถึงไม่โดน
ยาพิษเล่า!
อวี๋หวั่นมั่นใจเกินร้อยว่าเธอไม่ได้ทำอะไร มีเพียงพ่อครัวเทพ เป้า อย่าว่าแต่โจรลักม้าที่จ้องพวกเขาจนตาแทบถลน แม้แต่อวี๋ หวั่นที่อยู่ข้างกายเขาตลอดก็ยังไม่รู้เลยว่าเขาลงมือเมื่อไร และยัง ไม่เห็นการเคลื่อนไหวใดที่ดูคลับคล้ายคลับคลากับการวางยาพิษ เลยสักนิด
อวี๋หวั่นไม่รู้จริงๆ ว่าเขาลงมือตอนไหน!
หัวหน้าโจรลักม้ามองไปยังพ่อครัวเทพเป้า “เจ้า…เจ้าทำอะไร กันแน่?”
“วางยาไงเล่า” พ่อครัวเทพเป้าตอบด้วยนํ้าเสียงราบเรียบ “ยา รักษาคนได้ แต่ก็ฆ่าคนได้เหมือนกัน กล้ากินอาหารที่ข้าทำ ก็ย่อม มีราคาที่ต้องจ่าย”
หัวหน้าโจรลักม้าคิดไม่ออกสักทีว่าเขาทำได้อย่างไร ตนก็มอ งอยูู่ตลอด อาหารเหล่านั้นล้วนเป็นอาหารที่คนครอบครัวนั้นกินไป แล้ว เหตุใดพวกเขาไม่เป็นไร แต่เขาและพี่น้องของเขาจึงถูก วางยาเช่นนี้ได้
“เจ้า…เจ้าแก่ชั่วช้า…”
พ่อครัวเทพเป้าถลึงตาใส่เขา “เจ้าน่ะสิเจ้าแก่ชั่วช้า! พวกเจ้า ทั้งหมดล้วนชั่วช้า!”
หัวหน้าโจรลักม้ากระอักเลือดอย่างหนัก!
อวี๋หวั่นจึงถือโอกาสซักไซ้ไล่เลียงเรื่องนี้ “ทำไมพวกเจ้าถึงมา ปล้นที่หมู่บ้านเหลียนฮวา?”
หมู่บ้านเหลียนฮวายากจนถึงเพียงนี้ แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคย ตกเป็นเป้าหมายของพวกโจร
หัวหน้าโจรลักม้ากัดฟันกรอดไม่ตอบคำถาม แต่เมื่อเขาไม่พูด ก็หมายความว่าคนอื่นๆ ก็จะไม่พูด โจรตาเดียวซึ่งเป็นลูกน้องคน
สนิทก็เอ่ยขึ้นว่า “ขะ…ขออนุญาตตอบแม่นาง…พวกข้าได้ยินคน หมู่บ้านซิ่งฮวาพูดกันว่าพวกท่านมีกิจการใหญ่…พวกข้า…พวก ข้าก็เลยมาปล้นที่นี่!”
ป้าสะใภ้ใหญ่บริภาษขึ้นมาทันที “ที่แท้ก็เป็นพวกสารเลวนั่น!”
หมู่บ้านซิ่งฮวาชื่อเสียงโด่งดัง หมู่บ้านแรกที่ถูกโจรลักม้าปล้น สะดมก็คือพวกเขา เพื่อที่จะเอาตัวรอด พวกเขาจึงต้องยืมมือผู้อื่น โดยอ้างว่าหมู่บ้านเหลียนฮวามั่งคั่งและมีสตรีที่งดงามกว่า หมู่บ้านของพวกเขา
ทั้งยังบอกทางพวกโจรลักม้าอีกด้วย!
ป้าไป๋กัดฟันกรอดพลางถกแขนเสื้อขึ้น “พวกชั่ว! วันนี้ข้าจะ ต้องเอาเลือดหัวพวกมันออก!”
อวี๋หวั่นบอกกับนางว่า “ป้าไป๋ หมู่บ้านซิ่งฮวาไว้ค่อยคิดบัญชี ตอนนี้จัดการเรื่องโจรลักม้ากลุ่มนี้ก่อนดีกว่า”
“เจ้าพูดถูก! พวกชั่วนี่ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไหร่!” ป้าไป๋ยก เท้าขึ้นเตะโจรลักม้าตาเดียวเข้าหนึ่งที
โจรตาเดียวนอนร้องโอดโอย
หัวหน้าโจรลักม้ารู้สึกสะใจอยู่ลึกๆ ใครให้เจ้าขี้ขลาดตาขาว หัก หลังข้ากันเล่า!
ผ่านไปชั่วประเดี๋ยวเดียว หัวหน้าโจรลักม้าก็หัวเราะไม่ออก
“จะจัดการพวกเขาอย่างไรดีล่ะ?” ซวนจื่อถามขึ้น
ผู้ใหญ่บ้านครุ่นคิด จากนั้นก็พูดว่า “รายงานทางการเถอะ”
อวี๋ซงไม่เห็นด้วย “ไม่ได้หรอก เมื่อครู่ใช้ทางการมาขู่พวกเขา พวกเขาไม่กลัวเลยสักนิดเดียว ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะร่วมมือกับ ทางการไปแล้วก็ได้ ถ้าพวกเขาใช้เงินติดสินบนทางการจะทำ อย่างไรเล่า? ถ้าถามข้า ข้าว่าฆ่าพวกเขาไปเลยดีกว่า!”
ซวนจื่อตะลึงไป แล้วพูดว่า “พวกเขาตายไปก็จะยิ่งแย่เข้าไป ใหญ่ พวกเราฆ่าพวกเขา ก็ไม่ได้หมายความว่าผิดแบบเดียวกับ พวกเขาหรอกหรือ? หากทางการสืบความมาละก็…”
อวี๋ซงพยักหน้า “ถูกของเจ้า งั้นไม่ฆ่า”
หัวหน้าโจรลักม้าใจชื้นขึ้นมาทันที
วินาทีถัดมา ก็ได้ยินอวี๋ซงพูดว่า “ส่งไปบนเขาให้สัตว์กินดีไหม เช่นนี้ก็ไม่ใช่พวกเราที่เป็นคนฆ่าแล้ว!”
หัวหน้าโจรลักม้าประสาทจะกิน!
เจ้าหนู เจ้าดูใสซื่อบริสุทธิ์ ไฉนใจดำถึงเพียงนี้…
จะแบกโจรลักม้าสามสิบคนขึ้นเขาไปนับว่ายุ่งยากมาก โดย เฉพาะเมื่อหมู่บ้านเหลียนฮวาแทบไม่มีชายฉกรรจ์ จะแบกขึ้นไป แบบหนึ่งต่อหนึ่งก็คงไม่เพียงพอ สุดท้ายแล้วก็เป็นอวี๋หวั่นที่คิดวิธี ที่เหมาะสมขึ้นมาได้ “ผู้ใหญ่บ้าน พวกเราจะบุกเบิกที่ดินรกร้าง ปลูกพืชไม่ใช่หรือ? ไม่สู้ให้พวกเขาอยู่ทำงานที่นี่ แบบนี้ก็จะได้ไม่ ต้องไปเสียเงินจ้างแรงงานจากข้างนอกด้วย!”
ผู้ใหญ่บ้านขมวดคิ้ว “แต่พวกเขากินเยอะ หากผลผลิตที่ได้ไม่ พอให้พวกเขากินจะทำอย่างไร?”
เหล่าโจรลักม้าซึ่งนั่งเงียบมาตลอด “…”
สิ่งที่พวกเจ้าต้องกังวลก็คือ พวกข้าโหดเหี้ยมน่ากลัวถึงเพียง นี้ ตกดึกจะลุกขึ้นมาปาดคอพวกเจ้าหรือไม่มิใช่รึ?
อวี๋หวั่นตอบว่า “ก็ให้พวกเขากินน้อยสักหน่อย ดูพวกเขาแข็ง แรงขนาดนี้ ไม่กินก็ไม่ถึงกับหิวตายหรอก!”
เจ้าหนูนั่นจะให้พวกเขาถูกสัตว์ป่ากัดตาย แต่แม่นางน้อยคน นี้จะให้พวกเราทำงานจนหิวตาย เป็นคนแบบไหนกัน? ไฉนเมื่อ ลองเทียบกันดูแล้ว โหดเหี้ยมยิ่งกว่าโจรลักม้าเสียอีก?!
โจรลักม้าอยากร้องไห้จริงๆ
ปล้นของผู้อื่นจนกลายเป็นเช่นนี้ เรียกได้ว่าชีวิตการเป็นโจร ลักม้าของพวกเขาน่าเวทนายิ่งนัก…
สุดท้ายแล้ว พ่อครัวเทพเป้าก็ส่งยาถอนพิษให้อวี๋หวั่น “หนึ่ง เดือนใช้เพียงหนึ่งครั้ง หนึ่งครั้งหนึ่งเม็ด ใครไม่เชื่อฟัง ก็ไม่ต้องให้ ยาถอนพิษ ปล่อยให้ไส้เน่าตายไปอย่างนั้นแหละ!”
“ตายเร็วไหม?” อวี๋หวั่นถาม
พ่อครัวเทพเป้าตอบว่า “เร็วมาก นับตั้งแต่ไส้เน่าจนตาย ก็ ราวๆ สามถึงห้าเดือนกระมัง”
นะ…เน่าไปสามถึงห้าเดือนเชียวรึ?!
บรรดาโจรลักม้าที่เดิมทีคิดว่าจะรอพิษแพร่ไปทั่วร่างและตาย อย่างสมเกียรติ บัดนี้กลับยอมแพ้เสียราบคาบ
“พวกข้าจะขึ้นเขา!” “พวกข้าจะไถที่ดินรกร้าง!”
“พวกข้าจะปลูกพืช!” “พวกข้าไม่กินข้าว!”