หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 150.1 เด็กอ้วนใสซื่อแสนเจ้าเล่ห์ อัดเห้อเห
ลียนฉีให้น่วม (1)
“ตํ่าช้า! เจ้ากล่าวอันใด!” อิ่งลิ่วเอ่ยด้วยความโกรธเกรี้ยว
รู้อยู่ว่าชายผู้นี้เป็นคนตํ่าทราม ทว่าไม่คิดว่าจะตํ่าทรามได้ถึง เพียงนี้ เซียวเจิ้นถิงเป็นบุรุษ แล้วเรื่องตบหน้าก็เป็นเรื่องระหว่าง บุรุษด้วยกัน หากจะกล่าวให้ใหญ่กว่านี้ ก็คือเรื่องของขุนนางสอง ประเทศ ทว่ากลับใช้วาจาล่วงเกินอิสตรีย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ควรอย่าง ยิ่ง
และวาจาเช่นนี้ก็ไม่ควรออกมาจากปากของขุนนาง
อิ่งลิ่วชักดาบเล่มยาวออกมาทันที
เห้อเหลียนฉีไม่แม้แต่เหลือบสายตา เขาเพียงเอื้อมมือออกไป จับใบมีดของอิ่งลิ่วไว้ได้อย่างแม่นยำ
ดาบเล่มยาวของอิ่งลิ่วถูกหนีบไว้แน่น สีหน้าของอิ่งลิ่วดูยํ่าแย่ เกินบรรยาย ทว่าเมื่อมองกลับไปที่เห้อเหลียนฉีซึ่งอยู่ด้านข้าง เขา กลับมีท่าทีสงบนิ่งและสบายๆ
แม้วิทยายุทธ์ของอิ่งลิ่วจะไม่ดีเท่าอิ่งสือซัน ทว่าเขาก็เป็นยอด ฝีมือชั้นหนึ่งเช่นกัน เห้อเหลียนฉีสามารถควบคุมเขาได้อย่าง ง่ายดายเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าเห้อเหลียนฉีก็มีความสามารถอยู่ บ้าง
อิ่งสือซันแอบรวบรวมกำลังภายใน
เห้อเหลียนฉีเย้ยหยัน “ข้าแนะนำว่าเจ้าอย่าได้ทำผลีผลาม ไม่ เช่นนั้นข้าจะตัดมือเขา”
อิ่งสือซันกำหมัดแน่น
สีหน้าของเห้อเหลียนฉีตั้งแต่ต้นจนจบอยู่ในสายตาของเยี่ยน จิ่วเฉา ไม่ว่ายามที่เอ่ยวาจาร้ายกาจ หรือหยุดยั้งดาบของอิ่งลิ่ว ใน แววตาของเขาไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆ
เห้อเหลียนฉีคลี่ยิ้มเย็นชา “ไยไม่เอ่ยสิ่งใดต่อ? นี่เจ้าเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย? หากเจ้าอยากได้ชุดเกราะคืน ทว่าไม่ต้องการจ่าย สิ่งใด…มันคงเป็นไปไม่ได้ ช่างไม่มีเหตุผลเสียเลย”
เหตุผล? อิ่งลิ่วอยากตบเขาสักครา คนที่ไร้ศีลธรรมจรรยาเฉก เช่นสัตว์เดรัจฉานเยี่ยงเขามีสิทธิ์เอ่ยคำนี้ด้วยรึ?
“แม่ทัพเห้อเหลียนจริงจังหรือไม่?” เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวเบาๆ
เห้อเหลียนฉีหัวเราะ “โดยธรรมชาติข้าเป็นคนจริงจัง ทว่าไม่รู้ ว่าคุณชายเยี่ยนจะจริงใจเพียงใด อย่างที่ทุกคนทราบดี แม่ทัพ ใหญ่เซียวเห็นเจ้าเป็นบุตรแท้ๆ ของเขา เพื่อเจ้าแล้ว หลายปีมานี้ เขาไม่ต้องการมีบุตรของตนเองเลยสักคนเดียว เมื่อเทียบกับ มารดาแท้ๆ ของเจ้าที่ทำได้แค่แต่งงานใหม่ พ่อเลี้ยงผู้นี้ยังดูมี ประโยชน์มากกว่า เจ้าลองคิดดูสิ หากนำชุดเกราะไปเป็นเกียรติ แก่เขาเพื่อแสดงความกตัญญู หลังจากเขาจากไปทุกอย่างของ สกุลเซียวก็จะเป็นของเจ้าทั้งหมด”
อิ่งสือซันกำหมัดดังกร๊อก
เห้อเหลียนฉีชำเลืองมองเขา “ครึ่งหน่วยกล้าตาย ข้างกาย คุณชายเยี่ยนไม่มีผู้ใดให้ใช้แล้วหรือ? ถึงได้เก็บขยะเช่นนี้ไว้ ให้ข้า ส่งหน่วยกล้าตายไปให้สักสองสามคน เพื่อแสดงวามจริงใจในการ ทำข้อตกลงของเราดีหรือไม่?”
“ก็ลองดูสิ” เยี่ยนจิ่วเฉาข่มขู่
เห้อเหลียนฉีหัวเราะออกมา และยกมือขึ้นตบไหล่ของเยี่ยนจิ่ว เฉา สายตาเยียบเย็นของเยี่ยนจิ่วเฉากวาดมอง แขนของเขาก็ พลันหยุดชะงัก
เขาหัวเราะและละมือออก พลางเอ่ยกับเยี่ยนจิ่วเฉาว่า “ข้าก็ ไม่ได้บังคับ เอาแบบนี้แล้วกัน ข้าจะให้เวลาเจ้าคิดสักสามวัน หลัง จากสามวัน ข้าจะเอาชุดเกราะนั่น…ไปทำลายทิ้งด้วยตัวข้าเอง!”
เอ่ยจบ เขาก็ปล่อยอิ่งลิ่วแล้วเดินออกไป
กำลังภายในของคนผู้นี้ช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก แขนอิ่งลิ่วชาไป ครึ่งหนึ่ง
อิ่งลิ่วถูแขนพร้อมกับก่นด่า “ไอ้แก่สมควรตาย ไม่ช้าก็เร็วข้า จะฆ่าเขา!”
สีหน้าอิ่งสือซันไม่สู้ดี
อิ่งลิ่วกำลังจะเอ่ยบางอย่างกับเขา ทว่าเขากลับมองไปที่เยี่ยน จิ่วเฉาที่อยู่ข้างๆ “คุณชาย วาจาของเห้อเหลียนฉีท่านอย่าได้เก็บ
ไปใส่ใจ…”
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวว่า “วางใจเถิด ข้าไม่ถูกยั่วให้โกรธง่ายเพียง นั้น”
หากคนเขลาทำให้เขาโกรธได้ ก็ไม่รู้ว่าปีนี้เขาจะโกรธไปกี่ครั้ง แล้ว บางคนก็สมควรถูกจัดการ เรื่องธรรมดา ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับความโกรธของเขา
ตนเองอยากหาเหาใส่หัว เช่นนั้นก็โทษเขาไม่ได้
เยี่ยนจิ่วเฉาเดินลงไปชั้นล่าง
หลังจากขึ้นรถม้า อิ่งลิ่วเห็นว่าสีหน้าของอิ่งสือซันไม่ค่อยดี จึง เริ่มดึงบังเหียน และถามเยี่ยนจิ่วเฉาที่อยู่ในรถม้า “คุณชาย ยามนี้ จะกลับจวนเลยหรือไม่?”
“เข้าวังหลวง”
เมื่อก่อนอิ่งสือซันเป็นคนบังคับรถม้า อิ่งลิ่วบังคับรถม้าไม่เก่ง เท่าเขา เส้นทางเป็นหลุมเป็นบ่อมาก โชคดีที่คุณชายไม่ได้สนใจ เยี่ยนจิ่วเฉาเดินออกจากรถม้าและตรงไปยังห้องทรงพระอักษร ของฮ่องเต้ อิ่งลิ่วจอดรถม้าที่ประตูวังด้านนอก
“เฮ้ เจ้าก็อย่าเก็บไปใส่ใจเลย” อิ่งลิ่วใช้ศอกดันแขนของอิ่งสือ ซัน เขารู้ดีว่าอิ่งสือซันกำลังคิดสิ่งใด อิ่งสือซันเกิดมาเป็นหน่วย กล้าตาย สิ่งที่เขาเกลียดที่สุดในชีวิตคือการถูกเรียกว่าครึ่งหน่วย กล้าตาย ไม่ต่างจากการด่าผู้ใดสักคนว่าเป็นหญิงก็ไม่ใช่เป็นชายก็ ไม่เชิง
อิ่งลิ่วเอ่ยอีกครั้ง “ชายที่เอ่ยวาจาเหลวไหลนั่นจะไปรู้อะไร?”
อิ่งสือซันหลุบตาลง “ที่เขากล่าวก็ไม่ผิด ข้าเป็นครึ่งหน่วยกล้า ตาย ข้าไม่ได้แข็งแกร่งเยี่ยงหน่วยกล้าตาย”
อิ่งลิ่วเอ่ย “เจ้าฆ่าหน่วยกล้าตายของสวี่ส้าวได้เลยนะ”
อิ่งสือซันกล่าว “นั่นเป็นเพียงกลุ่มหน่วยกล้าตายระดับแรก สุดเท่านั้น”
อิ่งลิ่วอ้าปากค้าง ไม่รู้ว่าจะปลอบโยนเขาอย่างไร กล่าวตาม ตรงเขาก็เป็นหน่วยกล้าตายเช่นกัน ทว่าก็ไม่นานเท่าอิ่งสือซัน และ ไม่ได้มีอิทธิพลมากเท่ากับอิ่งสือซัน ดูจากภายนอกเหมือนอิ่งสือ ซันยอมรับตัวตนในปัจจุบันได้ ทว่าในใจกลับคิดอยู่เสมอว่าตนเอง ไม่แข็งแกร่งพอ ทว่าหากเขากลายเป็นหน่วยกล้าตายอย่างจริงจัง ก็คงไม่มีอิ่งสือซันในยามนี้
“หากได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง” อิ่งลิ่วกล่าวอย่างเบาใจ “ทว่า อย่างไร ข้าก็เชื่อว่าวันหนึ่ง เจ้าจะสามารถเอาชนะพวกเขาได้”
ณ จวนคุณชาย
หลังจากที่อวี๋หวั่นทานมื้อกลางวันกับไป๋ถังและเด็กชายตัว อ้วนทั้งสามแล้ว ไป๋ถังก็เสนอว่าจะพาเด็กอ้วนทั้งสามไปเดินเล่น ร้านขนมแห่งใหม่ที่เปิดอยู่ตรงข้ามหอจุ้ยเซียนมีรสชาติดียิ่ง ทว่า ทันใดนั้นจื่อซูก็เดินเข้ามาในห้อง พร้อมกับถือกล่องขนมที่ทำสด ใหม่จากครัว “ฮูหยินน้อย ของสำหรับคุณชายอวี๋พร้อมแล้ว เจ้าค่ะ”
พี่รอง?
อวี๋หวั่นตีหัวตนเอง พี่รองของเธออยู่ในสำนักบัณฑิตกั๋วจื่อ เจียนมานานกว่าหนึ่งเดือนแล้ว วันนี้เป็นวันที่กั๋วจื่อเจียนจัดสอบ ประจำเดือน เธอบอกว่าจะไปเยี่ยมเขา ทว่าพอเกิดเรื่องของเห้อเห ลียนฉี เธอก็ลืมไปเสียสนิท
“ข้าลืมแม้กระทั่งเรื่องสำคัญเช่นนี้ไปได้อย่างไร?” อวี๋หวั่น พึมพำ
“เจ้าคงมิใช่ว่ามีแล้วกระมัง?” ไป๋ถังเอนตัวลงมาดูหน้าท้อง แบนราบของเธอ “ท้องหนึ่งคนโง่สามปี”
อวี๋หวั่นแปลกใจ “แค่เดือนแรกจะท้องได้อย่างไร”
“เดือนแรกรึ” ไป๋ถังส่งสายตาที่แฝงรอยยิ้มให้อวี๋หวั่น แค่คืน แรกก็ท้องแล้ว ทว่ายามนี้ทั้งเดือน ยังไม่พอจะเก็บเกี่ยวผลผลิตอี กรึ?
อวี๋หวั่นลูบท้องของเธอ ช่วงนี้เธอเบื่ออาหาร คงไม่ใช่ว่ามีจริงๆ กระมัง? ระดูของเธอก็เหมือนจะไม่มา แต่รอบเดือนของเธอมักมา ไม่สมํ่าเสมออยู่แล้ว มาบ้างไม่มาบ้างก็คงไม่ได้ผิดปกติอะไร…
สรุปแล้วท้องหรือไม่ท้องเนี่ย?
เธอเป็นมารดาของบุตรสามคนแล้ว แม้พวกเขาจะน่ารักมาก ทว่าเธอก็ยังไม่พร้อมจะมีท้องที่สองจริงๆ…
เมื่อเห็นใบหน้าซีดเซียวของเธอ ไป๋ถังก็หัวเราะเบาๆ “เอาละๆ
ข้าแค่แกล้งเจ้า ไหนเลยจะไปท้องง่ายดายเพียงนั้น? เด็กๆ เป็น ของขวัญจากสวรรค์ ให้มาตั้งสามคนแล้ว ควรจะให้คนอื่นบ้างนะ! รีบไปเยี่ยมพี่รองของเจ้าเถิด ไม่ต้องไปกับข้าละ”
โดยปกติ พวกนางก็ไปสำนักบัณฑิตด้วยกันได้ ทว่าไป๋ถังยังไม่ ได้เข้าพิธีสมรส ดังนั้นการไปเยี่ยมน้องสามีในอนาคตจึงไม่ค่อย เหมาะสมนัก อาจกลายเป็นที่นินทาได้
แล้วยังมีหนุ่มน้อยอีกสามคน ซึ่งเธอสัญญาไว้แล้วว่าจะพา พวกเขาไปเที่ยว
อวี๋หวั่นมองบุตรชายของเธอ
ไป๋ถังเข้าใจดี พลางแย้มยิ้มและเอ่ยว่า “ข้าจะพาพวกเขาไป ซื้อขนม”
“ท่านไหวหรือ?” อวี๋หวั่นถาม
ไป๋ถังจ้องกลับด้วยตากลมโต “ข้าจะไม่ไหวได้อย่างไร? อย่าได้ ดูถูกข้า! แล้วอีกอย่างพวกเขาก็ว่าง่ายเพียงนี้ คงไม่มีทางวิ่งซุกซน ได้หรอกกระมัง?”
นางเอ่ยพลางยิ้มและบีบแก้มเด็กอ้วนทั้งสาม
เด็กอ้วนพยักหน้าด้วยท่าทีบ้องแบ๊ว แสดงออกว่าพวกเขาว่า นอนสอนง่ายยิ่งนัก
ไป๋ถังเป็นพี่สะใภ้ในอนาคตของเธอ หากจะให้บุตรชายตาม นางไปข้างนอกก็ไม่มีสิ่งใดต้องกังวล ทว่าเพื่อไม่ให้เด็กๆ ดื้อรั้น อวี๋
หวั่นจึงให้เจียงไห่กับจื่อซูติดตามไปด้วย
หลังจากนั้น อวี๋หวั่นก็นำขนมและผลไม้ที่เพิ่งเก็บมาเดินทาง ไปกั๋วจื่อเจียน ไป๋ถังก็พาเด็กน้อยทั้งสามขึ้นรถม้ามุ่งไปยังทางหอ จุ้ยเซียน
ในที่สุดก็ฉกเด็กทั้งสามออกมาได้แล้ว ไป๋ถังอารมณ์ดียิ่ง!
“วันนี้พวกเจ้าเป็นของข้า!” ไป๋ถังบีบแก้ม บีบแก้ม แล้วก็บีบ แก้มพวกเขาอย่างตื่นเต้น
ไม่นาน รถม้าก็มาถึงหอจุ้ยเซียน ผู้คนก็มากันแล้ว จึงไม่อาจ ไปทักทายนายท่านฉินได้ ไป๋ถังพาเด็กๆ ลงจากรถม้า ทว่าวันนี้นาย ท่านฉินไม่อยู่ ผู้จัดการรู้จักไป๋ถัง และรู้ว่านางเป็นคนสนิทของรอง ผู้ดูแล อีกทั้งยังพาบุตรของรองผู้ดูแลมาด้วย จึงรีบต้อนรับนาง และพาไปยังห้องบัญชีของอวี๋หวั่น
ส่วนเจียงไห่ไปซื้อขนม
หลังจากชื่อเสียงของหอจุ้ยเซียนโด่งดังแล้ว แม้แต่ธุรกิจร้าน ค้าต่างๆ บนถนนก็รุ่งเรืองไปตามๆ กัน ร้านค้าร้านนั้นที่เปิดมาได้ ไม่นาน ก็กลับมีคนต่อแถวยาวเหยียดเสียแล้ว
ไป๋ถังนั่งรออยู่เงียบๆ ในห้อง ทว่าเด็กอ้วนทั้งสามไม่อาจทนกับ ความเหงาที่ถาโถมได้ พวกเขานอนควํ่าหัวอยู่บนขอบหน้าต่าง หัว เล็กๆ ส่งสายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างตลอดเวลา
“ไอ้หยา! ระวังตก!” ไป๋ถังรีบก้าวไปข้างหน้าและดึงเด็กอ้วนทั้ง สามออกมาทีละคน
ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน ทั้งสามคนก็คลานขึ้นไปที่ขอบ หน้าต่างอีกครั้ง
ไป๋ถังจ้องมองพวกเขาอย่างจนปัญญา “เอาละๆ ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะพาพวกเจ้าไปเดินเล่นรอบๆ”
เด็กชายตัวอ้วนทั้งสามลงจากขอบหน้าต่างและจับมือไป๋ถัง
ไป๋ถังและจื่อซูพาทั้งสามลงไปชั้นล่าง
พวกเขาไม่ได้มาเดินเที่ยวนานแล้ว ดวงตาของพวกเขาเบิก กว้างและมองไปรอบๆ
“ถังหูลู่ ถังหูลู่หวานๆ ใหญ่ๆ จ้า”
ห่างออกไปไม่ไกล มีพ่อค้าเร่คนหนึ่งเดินผ่านมาพร้อมกับ ตะโกนเสียงดัง
เด็กอ้วนทั้งสามจ้องมองไม้ถังหูลู่ที่หวานเยิ้มพราวระยับ แล้ว นํ้าลายของพวกเขาก็ไหล “ซู้ด~”
ไป๋ถังหัวเราะเสียงดัง
จื่อซูก็ยิ้มและเอ่ยกับไป๋ถัง “ข้าน้อยจะไปซื้อมาสักสองสามไม้”
ไป๋ถังยิ้มอย่างควบคุมตนเองไม่ได้ “ไปเถิด”
พ่อค้าเร่ขายถังหูลู่อยู่ห่างไปไม่ไกล จื่อซูเดินไปหาด้วยก้าว เล็กๆ แม้ว่าวันนี้จะมีลมแรง ทว่าแสงแดดก็ร้ายแรงไม่แพ้กัน หลัง จากร่างรับแดด ไป๋ถังก็เริ่มรู้สึกร้อนเล็กน้อย นางใช้ผ้าเช็ดหน้าพัด พลันก้มมองลงไปอย่างไม่ได้ตั้งใจ และเห็นเด็กทั้งสามที่ร่างกาย
เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
ไป๋ถังจึงคุกเข่าลง และใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อให้พวกเขา
ทันใดนั้น รถม้าคันหนึ่งก็แล่นเข้ามา
ไป๋ถังไม่สนใจ ขณะที่รถม้าแล่นผ่านนาง ล้อรถก็ไปชนกับก้อน หิน จนเกิดเสียงดังลั่น ไป๋ถังตกใจ ผ้าเช็ดหน้าในมือปลิวเข้าไปใน รถม้าที่มีม่านปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง
รถม้าหยุดลง
ไป๋ถังลุกขึ้นยืนและกำลังจะขอผ้าเช็ดหน้าของนางอย่างสุภาพ ก็เห็นว่าม่านรถที่ปิดไม่ถึงครึ่ง ถูกเปิดออกด้วยฝ่ามืออันทรงพลัง ใบหน้าที่มีเครายาวปรากฏออกมาต่อหน้าไป๋ถัง
ไป๋ถังไม่ได้ตัดสินคนด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ทว่าอีกฝ่าย มีหน้าตาที่ดูดุร้าย เผยให้เห็นสายตาหยาบโลนจาบจ้วงที่ไม่อาจ บรรยาย ไป๋ถังไม่ชอบ และไม่ต้องการผ้าเช็ดหน้าคืนแล้ว ถึง อย่างไรมันก็ไม่ได้ปักชื่อของนางไว้ แม้จะปลิวหายไปก็ไม่อาจ ทำลายชื่อของนางได้
ไป๋ถังพาเด็กๆ หมุนตัวเดินกลับไป
คนในรถกลับหัวเราะและเอ่ยปาก “แม่นางโปรดหยุดก่อน เมื่อครู่มีผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งตกเข้ามาในรถ ไม่ทราบว่าเป็นของแม่ นางใช่หรือไม่?”
ไป๋ถังหยุดชะงัก และมองจากหางตา เมื่อเห็นว่าเขายื่น
ผ้าเช็ดหน้าออกมาแล้ว นางจึงเอื้อมมือไปหยิบ
โดยไม่รู้เลยว่า ทันใดนั้นอีกฝ่ายจะจับข้อมือของนางไว้
ไป๋ถังสีหน้าเย็นเยียบ “เจ้าจะทำอันใด ปล่อย!”
เห้อเหลียนฉียิ้มอย่างขี้เล่นและเอ่ยเบาๆ ว่า “ข้าได้ยินมาว่าใน เมืองหลวงมีร้านอาหารที่ชื่อหอจุ้ยเซียน เป็นร้านอาหารชั้นหนึ่งใน เมืองหลวง แม่นางถูกชะตากับข้า ข้าจึงอยากชวนแม่นางไปร่วม โต๊ะด้วย ไม่ทราบว่าแม่นางจะยินยอมหรือไม่?”
“ผู้ใดถูกชะตากับเจ้า เอามือสกปรกของเจ้าออกไป!” ในเมือง หลวง กลางวันแสกๆ ไป๋ถังไม่เคยเห็นผู้ใดไร้ยางอายถึงเพียงนี้ เขา กล้าลวนลามสตรีกลางถนน! ไป๋ถังพยายามบิดข้อมือเล็กไปมา ทว่าดิ้นเท่าใดก็ดิ้นไม่หลุด
เห็นทีจะไม่ได้การ ชายผู้นี้มีวิชายุทธ์ ตะโกนร้องขอความช่วย เหลือบนถนนหรือ? แล้วหากอันธพาลผู้นี้บอกว่าทั้งสองรู้จักกัน เล่า? นางจะเอ่ยอันใดได้
ดวงตาของไป๋ถังสั่นไหว เกิดความคิดขึ้นในใจ พลันแย้มยิ้ม “เจ้าแน่ใจหรือว่าอยากเชิญข้าไปร่วมโต๊ะด้วย? ข้าไปกับเจ้าเฉยๆ ไม่ได้หรอก!”
เห้อเหลียนฉีหยิบแท่งทองคำออกมาจากแขน
ไป๋ถังทำทีฮึดฮัด “เจ้าขอทาน! ปิ่นปักผมทองบนหัวข้ายังมี ทองมากกว่านี้!”
บทที่ 150.2 เด็กอ้วนใสซื่อแสนเจ้าเล่ห์ อัดเห้อเห
ลียนฉีให้น่วม (2)
เห้อเหลียนฉียิ้มกว้าง พลางหยิบตั๋วทองคำสองใบออกมาจาก แขน โดยมีมูลค่าหน้าตั๋วหนึ่งร้อยตำลึง หนึ่งร้อยตำลึงเพียงพอที่ จะซื้อคนดังที่สุดในเมืองหลวงได้ ความงามของไป๋ถังก็ยังต่างจาก คนดังที่สุดของหอนางโลมอยู่บ้าง ทว่านางใสซื่อบริสุทธิ์ราวกับ ดอกกล้วยไม้ อ่อนโยนดั่งลูกท้อที่หอมหวาน และกลิ่นอายที่ สะอาดของดรุณีแรกแย้ม ชายใดต่างหลงใหลในสตรีเช่นนี้ได้อย่าง ง่ายดาย
ไป๋ถังเอื้อมมือไปรับตั๋วทองคำ ทว่าเห้อเหลียนฉีก็ชักมือขึ้น และเอ่ยอย่างเนิบนาบ “ขึ้นรถม้าก่อน”
ไป๋ถังเชิดคางขึ้นพลางเอ่ย “เพียงไม่กี่ก้าว เดี๋ยวข้าก็เดินไป เอง!”
เห้อเหลียนฉีมองนาง จากนั้นมองไปเด็กที่นางกำลังอุ้ม พลัน ยิ้มออกมาอย่างรู้เท่าทัน “เจ้าอย่าได้เล่นลูกไม้กับข้า”
ไป๋ถังคว้าตั๋วทองคำและพึมพำ “เจ้ากลัวว่าข้าเล่นลูกไม้กับ เจ้ารึ?”
เห้อเหลียนฉียิ้ม “แน่นอนว่าไม่ เพราะหากเจ้าเล่นไม่ซื่อ ผลที่ ตามมาคือหายนะ”
สตรีที่ยังไม่แต่งงานกับเด็กสามคน ลักษณะดูไม่เหมือนพี่น้อง กัน มารดากับบุตรยิ่งเป็นไปไม่ได้ คิดแล้วก็เหลือเพียงสาวใช้ นาง แต่งตัวดี คงเป็นสาวใช้คนโปรดของตระกูลขุนนาง ทว่าแล้วมัน อย่างไร? อย่างไรก็เป็นเพียงแค่คนรับใช้เท่านั้น เอื้อมถึงแม่ทัพเวย หย่วนได้ก็นับว่าเป็นบุญของนางแล้ว!
หากสาวใช้ผู้นี้ปรนนิบัติได้ดี เขาก็ไม่รังเกียจที่จะพานางกลับ ไปที่หนานจ้าว แม้ว่าเขาจะมีภรรยาที่อาจหาญยิ่ง ทว่าตราบใดที่ เขาซ่อนไว้อย่างดี ไม่ให้ภรรยารู้ก็เพียงพอแล้ว
ในช่วงเวลาสั้นๆ เห้อเหลียนฉีก็คิดไปถึงอนาคตแล้ว แสดงให้ เห็นว่าเขาโปรดปรานไป๋ถังมากเพียงใด
รถม้าอยู่ห่างจากไป๋ถังสามก้าวตั้งแต่เริ่มจนยามนี้ ราวกับ กังวลว่าไป๋ถังจะหลุดมือไป ไป๋ถังเอ่ยในใจ ข้าไม่ปล่อยเจ้าแน่ สวรรค์มีทางเจ้าไม่เดิน กลับบุกเข้าไปในนรกที่ไม่มีประตู หอจุ้ย เซียนเป็นดินแดนของข้าครึ่งหนึ่ง ได้เห็นดีกันแน่!
หลังออกจากรถม้าเห้อเหลียนฉีก็เข้าไปในหอจุ้ยเซียน
ไป๋ถังพาเด็กน้อยทั้งสามเดินตามไป เมื่อเดินผ่านโต๊ะด้านหน้า นางก็ยัดเด็กๆ ให้ผู้จัดการ “ช่วยดูแลให้ข้าที!”
ผู้จัดการผงะ
ไป๋ถังดุ “มองอันใด? มากินข้าวที่นี่ แค่เด็กก็ยังช่วยดูแลให้ไม่ ได้รึ?”
ไยคุณหนูไป๋เปลี่ยนไปโหดได้ถึงเพียงนี้…
ผู้จัดการพยักหน้าด้วยความงุนงง “ได้ ได้ขอรับ!”
บุตรของนายคนที่สอง ต้องได้อยู่แล้ว!
หลังจากไป๋ถังส่งเด็กให้ผู้จัดการแล้ว นางก็ขึ้นไปชั้นบน
เห้อเหลียนยิ้มและเอ่ยว่า “หากเจ้าไม่สบายใจ ให้พวกเขาอยู่ กับสารถีของข้าก็ได้”
“ไม่ต้องแล้ว!” ไป๋ถังกล่าว
เห้อเหลียนฉียิ้มและไม่กล่าวสิ่งใดอีก สิ่งที่เขาต้องการคือนาง เด็กจะอยู่ที่ใดไม่เกี่ยวข้องกับเขา หากมีคนดูแลย่อมดีที่สุด ทว่า หากไม่มีเขาก็มีวิธีของตนเองที่จะทำให้พวกเขาเชื่อฟัง
ทั้งสองเข้าสู่ห้องรับรองชั้นหนึ่ง ไป๋ถังสั่งอาหารที่แพงที่สุดใน หอจุ้ยเซียนมาทั้งหมดด้วยท่าทางที่อยากจะฆ่าเขาให้ตาย เห้อเหลี ยนฉีเข้าใจดีแต่ไม่ปริปาก หญิงงามอยู่ข้างกาย หากโดนฆ่าสักที แล้วมันอย่างไร? หากนางชอบเขาก็ซื้อร้านอาหารทั้งร้านให้นางได้
ไป๋ถังกล่าวด้วยรอยยิ้มสดใส “อาหารจานเด็ดของหอจุ้ยเซียน คือเต้าหู้เหม็นและหลัวซือเฝิ่น รสชาติค่อนข้างเข้มข้น เกรงว่านาย ท่านจะไม่คุ้นเคย”
เห้อเหลียนฉีมองนางด้วยความรู้สึกลึกซึ้ง “คนงามสวยจน อยากกลืนกิน ก็เพียงพอแล้ว”
จะอ้วก!
ไป๋ถังลอบกลอกตา และในที่สุดก็ไม่ได้สั่งอาหารสองจานนี้มา
นางกลัวว่าตนเองจะง่วนกับการกิน จนหลงลืมที่จะต่อสู้เพื่อ เอาชนะบุรุษผู้นี้ นางจึงเปลี่ยนไปสั่งเหล้าฮวาเตียวที่หมักนานกว่า สามสิบปี
เหล้าฮวาเตียวของหอจุ้ยเซียนล้วนมาจากเจียงจั่ว ไม่เพียงแต่ มีรสชาติเข้มข้น ทว่ายังแรงและออกฤทธิ์ได้ดีอีกด้วย
หลังจากสั่งอาหาร ไป๋ถังก็อ้างว่าไปเข้าห้องสุขา ซึ่งความจริง นางต้องการใส่ยาในอาหาร
นางเผชิญโลกภายนอกมาหลายปีแล้ว จะไม่มีวิธีป้องกัน ตนเองได้อย่างไร?
เห้อเหลียนฉียิ้มอย่างใจกว้าง “แม่นางโปรดทำตัวตามสบาย”
ไป๋ถังหรี่ตา “ท่านไม่กลัวข้าหนีแล้วรึ?”
เห้อเหลียนฉีส่งสายตาให้ไป๋ถังให้มองลงไป
ไป๋ถังเปิดหน้าต่างออกไปด้วยความสงสัย เมื่อโผล่หัวออกไปดู ก็เห็นว่าเด็กน้อยทั้งสามที่ควรจะอยู่กับผู้จัดการ วิ่งไปด้านหลัง และยังเล่นอย่างสนุกสนานกับสมุนรับใช้แปลกๆ ผู้หนึ่ง
สมุนรับใช้ผู้นั้นคือ…สารถีของเจ้าบ้านี่!
มือของไป๋ถังกำแน่นภายใต้แขนเสื้อกว้าง
“แม่นางยังต้องการไปเข้าห้องสุขาอยู่หรือไม่?” เห้อเหลียนฉี ถามด้วยรอยยิ้ม
ไป๋ถังเอ่ยทักบรรพบุรุษทั้งสิบแปดรุ่นของเขาในใจไปแล้วหนึ่ง
รอบ จากนั้นก็หันตัวกลับแล้วแสร้งยิ้ม “แน่นอนข้าจะไป รบกวน นายท่านโปรดรอข้าสักประเดี๋ยว แล้วข้าจะกลับมาปรนนิบัติรับใช้ ท่าน”
เห้อเหลียนฉีคลี่ยิ้มพลางผายมือเชิญ
ไป๋ถังเดินออกไปอย่างเยือกเย็น
ไป๋ถังปะปนเข้าไปในห้องครัว จากนั้นก็ใส่ยานอนหลับสองสาม หยดลงในอาหารจานที่เพิ่งทำเสร็จสองสามอย่าง ยานอนหลับ ประเภทนี้ไร้สี ไร้รสชาติและจะละลายในนํ้า ทำให้ดูเหมือนนํ้าแกง เพียงไม่กี่หยดเท่านั้น
ไป๋ถังกลับไปยังห้องปีกหลังจากเสร็จสิ้นการวางหมาก
ไป๋ถังมาตรว่าหากชายผู้นี้ไม่กินกับข้าว นางก็จะรินสุราให้เขา ทว่าหากเขาไม่ดื่มสุรา นางก็จะป้อนกับข้าวให้เขา ในเหล้าไม่มียา เพราะไป๋ถังคิดว่านางเองก็คงอยากดื่มเช่นกัน สำหรับกับข้าว นาง ใส่ยาลงในจานที่มีเนื้อสัตว์เท่านั้น ถึงตอนนั้นนางก็เลือกกินแต่ จานที่ไม่มีเนื้อก็พอ
สุราและอาหารถูกนำขึ้นโต๊ะอย่างรวดเร็ว
แน่นอน เห้อเหลียนฉีรินสุราให้ไป๋ถังก่อน จากนั้นจึงรินให้ ตนเอง
จิ้งจอกเฒ่า! ไป๋ถังแย้มยิ้มละไม พลางยกแก้วสุราขึ้นและ กล่าวว่า “นายท่าน หากเราดื่มกันเช่นนี้เกรงว่าคงจะน่าเบื่อเกินไป มิสู้มาแข่งดื่มสุรากันดีกว่า ผู้ใดแพ้ผู้นั้นดื่ม”
“ข้าแข่งดื่มสุรา…ของคนในเมืองหลวงไม่เป็น” เห้อเหลียน ฉีกล่าว
ไป๋ถังคลี่ยิ้ม “นายท่านมิใช่คนในเมืองหลวง ย่อมเข้าใจได้ ข้า จะสอนท่านเอง”
เฮอะ นางเป็นเจ้าของร้านอาหาร ผู้ใดจะแข่งดื่มสุราได้ดีเท่า นาง
เห้อเหลียนฉีพ่ายแพ้อย่างน่าสังเวช เหล้าฮวาเตียวหมักถูก เขาดื่มไปมากกว่าครึ่งไห หากเป็นคนธรรมดาดื่มเท่านี้ก็คงจะล้ม ไปนาน ทว่าเห้อเหลียนฉีกลับไม่ได้เมาเลยแม้แต่น้อย
ดวงตาของไป๋ถังเป็นประกาย พลันถามเห้อเหลียนฉี “เหตุใด นายท่านไม่ทานกับข้าวเล่า?”
เห้อเหลียนฉีจับมืออันบอบบางของนางและเอ่ยว่า “เจ้าช่วย คีบให้ข้าที”
ไป๋ถังแทบอดใจไม่ไหวที่จะสับกรงเล็บจิ้งจอกของเขาออก!
“ได้สิเจ้าคะ” ไป๋ถังคีบเนื้อหมูสามชั้นตุ๋นให้เขา นางจำได้ว่า ใส่ยานอนหลับลงในจานนี้มากที่สุด “นายท่าน รีบชิมเถิด หาก ปล่อยไว้นานจะเย็นได้”
“เจ้าก็กินด้วย” เห้อเหลียนฉีกล่าว
ไป๋ถังกล่าวว่า “ข้ากินเจตามท่านมารดามาตั้งแต่เด็ก ไม่กิน เนื้อ”
เห้อเหลียนฉีมองลำคอระหงของไป๋ถังอย่างชั่วร้ายและเอ่ยว่า “มิน่าถึงได้เกิดมางดงามเพียงนี้”
ไป๋ถังแย้มยิ้มสดใส “นายท่าน เชิญ”
เห้อเหลียนฉีกินเข้าไปด้วยรอยยิ้มที่ดวงตา ท่าทางที่ดูชั่วร้าย ที่ไม่เหมือนกับกินเนื้อสัตว์ ทว่าเหมือนกำลังกลืนกินไป๋ถัง
ไป๋ถังขยะแขยงยิ่งนัก ทว่ายังคงคีบอาหารให้เขาอีกหลายคำ เห้อเหลียนฉีก็รับไว้ทั้งหมด ในที่สุดเมื่อเขากินคำหก ร่างกายก็แน่ นิ่ง ดวงตาเหลือก และสลบลงกับโต๊ะเสียงดังสนั่น!
เหอะ!
ในที่สุดก็ล้มแล้ว!
กินไปมากถึงเพียงนั้น เกือบจะคิดว่ายานอนหลับไม่ได้ผลเสีย แล้ว!
ไป๋ถังผลักร่างเขาและแน่ใจว่าสลบไปแล้วจริงๆ จึงปรบมือ ด้วยความพึงพอใจ และลุกขึ้นหมายจะเดินออกจากประตู ทว่า ก้าวไปได้ไม่กี่ก้าว นางก็รู้สึกวิงเวียนตาพร่ามัว
“เกิดอันใด…”
ยังมิทันสิ้นประโยค ไป๋ถังก็สลบไป
ชายที่ฟุบอยู่บนโต๊ะกลับยกหัวขึ้นช้าๆ “โอ้ แค่ยานอนหลับก็ คิดว่าจะทำให้แม่ทัพผู้นี้สลบได้อย่างนั้นรึ?”
เห้อเหลียนฉีลุกขึ้นอย่างไม่รีบร้อน เดินไปข้างกายไป๋ถัง เขา
ก้มลงหอบร่างอันบอบบางของเด็กสาวขึ้นมา กลิ่นหอมอ่อนๆ ของ ดรุณีผสมกับกลิ่นสุราจางๆ ยิ่งทำให้เขามีความสุข
“แม่ทัพผู้นี้เล่นละครกับเจ้ามานานแล้ว เจ้าตอบซิ ว่าแม่ทัพผู้ นี้ควรทะนุถนอมเจ้าหรือไม่?”
เห้อเหลียนฉีเดินอ้อมฉากกั้นอย่างร้อนอกร้อนใจ และวางไป๋ ถังลงบนเตียงอ่อนนุ่ม เขาเอื้อมมือปลดเสื้อผ้าของไป๋ถัง ทว่าทันใด นั้น ก็รู้สึกถึงบางอย่างที่ผิดปกติ เขาขมวดคิ้วหันมอง ก็เห็นเด็ก ชายตัวอ้วนสามคนที่มีใบหน้าเหมือนกันยืนอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าไร้ เดียงสา
เห้อเหลียนฉีอ้าปากค้าง!
เจ้าตัวน้อยเหล่านี้มิได้อยู่ในลานด้านหลังหรอกหรือ? ไยวิ่งมา ถึงห้องของเขาได้?
คนอื่นเล่า?
หายไปที่ใดกัน?!
เห้อเหลียนฉีดึงผ้าห่มมาคลุมไป๋ถังไว้อย่างมิดชิด และหันมา ส่งยิ้มให้เด็กอ้วนตัวน้อยทั้งสาม “ออกไปเล่นข้างนอกดีหรือไม่?”
ทั้งสามเอียงศีรษะมองเขา
หรือว่าจะฟังตนไม่เข้าใจ? ดวงตาของเห้อเหลียนฉีเปล่ง ประกาย เขาพาเด็กน้อยทั้งสามไปที่ลานด้านหลัง ไม่ได้หาสารถี ไม่ ได้หาผู้จัดการ เพียงแต่โยนพวกเขาเข้าไปที่ลานเท่านั้น
เขาร้อนใจอยากจะแนบชิดกับหญิงงาม รีบก้าวขายาวขึ้นไป ชั้นบน ทว่าหารู้ไม่ เมื่อเดินไปด้านหลังฉากกั้นก็เห็นเด็กอ้วนตัว น้อยสามคนยืนอยู่หน้าเตียงด้วยท่าทางน่ารัก เห้อเหลียนฉีสะดุ้ง ตกใจ!
เอ๊ะ…ไม่ได้ทิ้งไว้ที่ลานรึ? ไยมาโผล่ในห้องอีก
เห้อเหลียนฉีกะพริบตาด้วยความสับสน มองหน้าทั้งสามอยู่ ครู่หนึ่ง เหล่าเด็กอ้วนตัวเล็กก็มองเขากลับอย่างน่ารัก เขาคิดในใจ ว่าตนเองเมามากเกินไป และเมื่อครู่ก็มิได้พาเด็กๆ ลงไปหรือ?
เห้อเหลียนฉีอุ้มพวกเขาขึ้นมาอีกครั้งและลงไปชั้นล่าง ครานี้ เขาไม่เพียงแต่โยนพวกเขาเข้าไปในลานด้านหลังเท่านั้น ทว่ายัง เก็บวัชพืชในลานด้านหลังมาหนึ่งกำมือด้วย จากนั้นก็รีบเดินขึ้นไป ชั้นบน
เขาเดินอ้อมฉากกั้น
แล้วก็เห็นเด็กชายตัวอ้วนที่น่ารักสามคน
เขาสูดหายใจ!
ให้ตาย! นี่มันเรื่องบ้าอันใดกัน!
เห้อเหลียนฉีก้มมองวัชพืชในมือ เขาก็ไปที่ลานมาแล้วนี่…
เห้อเหลียนฉีแทบบ้า!
จ๊อก~
ท้องของเด็กน้อยคำราม
เห้อเหลียนฉีรวบรวมสติ พาพวกเขาไปที่โต๊ะอาหารด้านนอก ฉากกั้น แล้วชี้ไปบนโต๊ะ “อยากกินหรือไม่?”
ทั้งสามกลืนนํ้าลายและส่ายศีรษะ
เห้อเหลียนฉีเกลี้ยกล่อม “มิต้องกลัว มันกินได้ ข้าไม่ใช่คนเลว อาหารเหล่านี้ข้าก็กินแล้ว หากพวกเจ้าไม่เชื่อข้า ข้าจะกินให้พวก เจ้าดู”
เด็กน้อยทั้งสามเบิกตากว้างมองเขา
เห้อเหลียนฉีไม่ลังเลที่จะคีบหมูสามชั้นที่มีสัดส่วนเนื้อกับมัน พอดีกันเข้าปาก
เขามีกำลังภายในที่แข็งแกร่ง แม้จะกินยานอนหลับทั้งหมดนี้ ก็ยังไม่มีผลกับเขา ทว่าไม่เหมือนกับเด็กๆ แค่พวกเขากินไปเพียง นิดเดียว สามวันห้าวันก็ยังไม่มีวี่แววจะตื่นขึ้นมา เช่นนี้ก็จะไม่มีผู้ ใดมาขัดเรื่องดีๆ ของเขากับหญิงงามได้อีก
เห้อเหลียนฉียิ่งคิดเรื่องนี้ก็ยิ่งภาคภูมิใจ ทว่าทันใดนั้นเอง การ เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันก็เกิดขึ้น
เขารู้สึกเจ็บปวดราวกับว่ามีบางอย่างจุกอยู่ในลำคอ วินาทีต่อ มา เขาจับคอแน่น ร่างกายแข็งทื่อและล้มลงกับพื้นอย่างเหม่อ ลอย
เป็นไปได้อย่างไร?
อาหารมื้อนี้เขาก็กินไปแล้วนี่?
จุดอิ้นถัง[1]ของเห้อเหลียนฉีเปลี่ยนเป็นสีดำ ใบหน้าเป็นสี ม่วง เล็บและมุมปากเป็นสีเขียวคลํ้า
กำลังภายในทั้งหมดของร่างกายคล้ายกับถูกขับออกไปสิ้นใน ชั่วพริบตา
ดวงตาของเขาเบิกกว้างอย่างไม่เชื่อตนเอง
นี่ไม่มีทางเป็นยานอนหลับ…
หากแต่เป็น…ยาพิษ?
ไยพิษจึงรุนแรงถึงเพียงนี้? มีผู้ใดวางยาเขาอีกหรือ?
ไม่มีทางเป็นสตรีผู้นั้น การกระทำของสตรีผู้นั้น เขาเห็น ทั้งหมดอย่างชัดเจน!
ทว่าหากไม่ใช่สตรีผู้นั้น แล้วจะเป็นผู้ใด?
เด็กอ้วนทั้งสามเอียงศีรษะมองเขาด้วยท่าทางน่ารัก
“ตาม…ตาม…ตามคน… ” เห้อเหลียนฉีสั่นไปทั้งร่าง
เด็กทั้งสามเดินไปที่ประตูอย่างเชื่อฟัง เห้อเหลียนฉีคิดว่าพวก เขากำลังจะไปตามผู้ใดสักคนมา ทว่าพวกเขากลับพยายาม ออกแรงสุดกำลัง ปิดประตู!
หลังจากนั้น เด็กอ้วนตัวน้อยที่น่ารักก็จากไป หลงเหลือไว้ เพียงปีศาจน้อยที่แสนร้ายกาจ!
ปีศาจน้อยทั้งสามหยิบท่อนไม้ขึ้นฟาดหัวหมูของเห้อเหลี ยนฉี…
…………………………………………………….
[1] จุดอิ้นถัง คือ จุดระหว่างคิ้วสองข้าง ซึ่งหากเปลี่ยนไปสีดำเป็น
อาการที่อันตราย