หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 157.1 ราชครูผู้โชคร้าย (1)
เด็กหญิงตัวเล็กๆ ผู้นี้ไม่ใช่ใครที่ไหน นางก็คือเฉินเอ้อร์ยาบุตร สาวของนางหลิวกับอดีตสามี หลังจากอดีตสามีของนางหลิวตาย ไป บ้านก็เหลือเพียงเฉินเอ้อร์ยากับมารดาอดีตสามีที่นอนติดเตียง เท่านั้น หวังหมาจื่อจิตใจกว้างขวางและกตัญญูรู้คุณ รับเฉินเอ้อร์ ยากับมารดาอดีตสามีของนางหลิวมาอยู่ด้วย เขาดูแลราวกับเป็น บุตรสาวและมารดาแท้ๆ ของตนเองเอง ทุกวันในบ้านจะมีต้มจืด ไข่หวานสามฟอง เขาไม่กินเองกลับยกให้ครอบครัวทั้งหมด อีกทั้ง ยังเข้าไปซื้อหมูสามชั้นที่ตำบลมาทำอาหารเสริมร่างกายให้กับ พวกนางอยู่บ่อยครั้ง เอ้อร์ยาโตขึ้นกว่าปีก่อนๆ มาก ยายเฉินก็ สามารถลุกจากเตียงมาเดินไปเดินมาได้แล้ว
วันนี้หวังหมาจื่อและนางหลิวไปทำงานที่โรงฝึกงานของสกุลอ วี๋แต่เช้าตรู่ ส่วนยายเฉินทุบกระเทียมอยู่ที่ลานด้านหลัง นางแก่ ชราแล้ว หูก็ไม่ดี จึงไม่ได้ยินเสียงที่หน้าประตู
เอ้อร์ยามองคนผู้นั้นด้วยสีหน้าราบเรียบ และก้มกลับลงไป เล่นโคลนบนพื้นต่อ
ราชครูคิดว่านางคงไม่รู้ว่าสิ่งของในมือของเขาคืออะไร แต่ก็ ไม่แปลกใจ เด็กหญิงตัวเล็กๆ ในชนบทที่ห่างไกล โตมาถึงเพียงนี้ เกรงว่ากระทั่งขนมโซวทึ้งเป็นอย่างไรก็คงไม่เคยเห็น ราชครูอดทน แกะกระดาษนํ้ามันที่ห่อขนมโซวทึ้ง เผยให้เห็นชิ้นถั่วเหลืองกรอบ
สีทองส่งกลิ่นหอมหวาน
“ขนมชิ้นนี้ข้าให้เจ้า เจ้าช่วยนำทางข้าที” ราชครูกล่าวอย่าง นุ่มนวล
เอ้อร์ยาเหลือบมองขนมในมือเขาและหันไปเล่นโคลนต่อไป อย่างไม่สนใจสิ่งใด
ราชครูคิดว่าตนเองตาฝาด ไม่เช่นนั้นในดวงตาของเด็กหญิง บ้านนอกจะมีแววแห่งความรังเกียจอยู่ได้อย่างไร? นี่เป็นของที่ซื้อ มาจากเมืองหลวง ต้องเป็นเพราะยังไม่รู้จักสิ่งนี้เป็นแน่
“ข้าให้เจ้ากิน” ราชครูยังคงเพียรพยายาม
เอ้อร์ยาทิ้งโคลนแล้วเดินกลับเข้าไปในบ้าน หลังจากนั้นไม่ นานนางก็หยิบขนมถั่วเหลืองออกมายืนพิงกรอบประตูแล้วค่อยๆ กัดกิน มันคือขนมถั่วเหลืองชิ้นใหญ่ที่มีสีทองอร่ามงดงามกว่า ทั้ง ยังมีลูกเกดแห้งและถั่วผสมอยู่ แค่มองดูก็ทราบได้ว่าขนมของ นางมีระดับสูงกว่าขนมถั่วเหลืองของราชครูยิ่งนัก
ราชครูตกตะลึงในทันที
เอ่อ…
นี่เขามาผิดที่หรือ? เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ จากหมู่บ้านยากจนจะ กินของดีเช่นนี้ได้อย่างไร?
ราชครูยังอยากถามอีกอย่าง ทว่านางก็กลอกตาแล้วเดินจาก ไป!
สุภาพบุรุษชราบอกว่า คนที่ใช้ขนมมาหลอกล่อเด็กล้วนเป็น คนเลว! และนางก็ไม่ต้องการเสวนากับคนเลว!
ราชครูที่เพียงต้องการถามทางเท่านั้น “…”
สุภาพบุรุษชราก็คือผู้อาวุโสของครอบครัวอาเว่ย หลังจากผู้ อาวุโสเปิดโรงเรียนในหมู่บ้าน เอ้อร์ยาก็กลายเป็นหนึ่งในนักเรียน ของเขา ทว่าวันนี้โรงเรียนในหมู่บ้านปิด เอ้อร์ยาจึงอยู่เล่นที่บ้าน
“อาม่า!”
บ้านสกุลจ้าว ชิงเหยียนเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ เขาเป็นคนแรก ที่สังเกตเห็นราชครู เขากำลังจะไปโรงฝึก แต่เมื่อเดินไปถึงประตูก็ เห็นรถม้าที่ดูไม่คุ้นตาคันหนึ่ง ธุรกิจสกุลอวี๋ใหญ่โต มักมีพ่อค้ามา เจรจาการค้าอยู่เสมอ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะมีรถม้าที่ไม่คุ้นตา ทว่าสิ่งที่แปลกคือบุรุษผู้มีลักษณะคล้ายกับเทพเซียนที่เดินลงมา แน่นอนว่านั่นคือลักษณะคล้ายเทพเซียนในสายตาของคนนอก ทว่าในสายตาของชิงเหยียนก็แค่แกล้งทำตัวให้เหมือนเท่านั้น
ความรู้สึกแรกของชิงเหยียนคือปรมาจารย์พิษ ความรู้สึกที่ สองคือพ่อมดและความรู้สึกที่สามคือต้องรายงานเรื่องนี้กับอาม่า
ชายชรากำลังตระเตรียมบทเรียน หลังจากฟังจากปากชิงเห ยียน เขาก็เปิดหน้าต่างและมองไปทางบ้านของหวังหมาจื่อ ข้อดี ของบ้านสกุลจ้าวคือสามารถมองเห็นทุกครัวเรือนในหมู่บ้าน อาจ กล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ที่เหมาะแก่การสังเกตการณ์อย่างดี เยี่ยม
หลังจากเห็นลักษณะของราชครู ชายชราก็ฮึดฮัดเสียงเย็นชา “บุรุษผู้นี้น่ะเรอะ”
“อาม่ารู้จักเขา?” ชิงเหยียนถามด้วยความงงงวย
เยว่โกวเดินเข้ามาในห้อง อาเว่ยกำลังหัวหมุนกับเด็กอ้วนทั้ง สามคนจึงไม่มีเวลาสังเกตเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านยามนี้
ชายชรากล่าวนํ้าเสียงเหยียดหยาม “ร่างทรงจอมปลอมแห่ง ราชวงศ์หนานจ้าวคนหนึ่ง”
ราชครูแห่งหนานจ้าว
ราชครูแห่งหนานจ้าวกับนักบวชเผ่าปีศาจ ในความรู้สึก็คือ อาชีพประเภทหนึ่ง พวกเขาทำนายสิ่งที่ดีและไม่ดีให้เจ้านายและ ขณะเดียวกันก็ฝึกเวทมนตร์ด้วย ทว่าหากเทียบกับปรมาจารย์พิษ พวกเขาใกล้เคียงกับพ่อมดมากกว่า ที่แตกต่างกันก็คือราชครูแห่ง รัฐหนานจ้าวรับใช้ประมุขของประเทศ ในขณะที่ชายชรารับใช้ หัวหน้าเผ่า หากว่ากันตามสถานะราชครูอยู่สูงกว่านักบวชมากนัก
แต่หากเทียบในด้านความเก่งกาจ วิชาการร่ายมนตร์มีต้น กำเนิดมาจากเผ่าปีศาจ พวกเขาฝึกฝนการร่ายมนตร์จากถิ่น บรรพบุรุษ ส่วนราชครูหมูหมากาไก่นั่นรํ่าเรียนผิวเผินดั่งเส้นขนก็ วางท่าแสร้งทำเป็นเทพเซียน ชายชรายังไม่คิดจะเอาราชครูมาอยู่ ในสายตา
“แต่ข้าได้ยินว่าตอนจัดการแข่งขันเวทมนตร์ ท่านแพ้ราชครู แห่งหนานจ้าวนี่นา” เยว่โกวเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา
ชายชรากวาดสายตาที่คมดั่งมีด “เจ้าไม่พูดก็ไม่มีผู้ใดคิดว่า เจ้าเป็นใบ้!”
เมื่อสามสิบปีก่อน เผ่าปีศาจและหนานจ้าวได้มีโอกาส ประลองเวทมนตร์กัน ชายชราในวัยกลางคนเป็นตัวแทนของเผ่า ปีศาจตอบรับคำท้าจากหนานจ้าว ในขณะนั้นราชครูไม่ใช่ร่างทรง จอมปลอม หากแต่เป็นอาจารย์ของเขา
ราชครูและนักบวชแข่งขันกันเป็นเวลาสามวันสามคืน ในที่สุด ก็ได้ผู้ชนะ
แน่นอนว่านี่คือผลการแข่งขันที่ประกาศสู่ภายนอก ทว่าความ จริงแล้วชายชราคือผู้ที่ได้รับชัยชนะที่แท้จริง ทว่าเนื่องจาก อาจารย์ของราชครูค้นพบความลับของชายชรา ชายชราจึงยอม แพ้เพื่อรักษาความลับไว้เท่านั้น
“อาม่า ท่านมีความลับอันใดรึ?” เยว่โกวถามด้วยความสงสัย
ความลับนี้ถูกเก็บงำอยู่ในใจของชายชรามานานหลายปี แม้แต่ราชาแห่งชนเผ่าก็ยังไม่รู้
ตี้จีองค์โตที่จากหนานจ้าวไปตั้งแต่เล็ก เติบโตมาในเผ่าปีศาจ เด็กหญิงอายุเพียงสามสี่ขวบที่ไม่รู้ว่าได้ยินเรื่องของบิดามารดามา จากที่ใด นางรู้ว่านักบวชกำลังจะไปหาที่ที่มีบิดามารดาของนางอยู่ นางจึงแอบซ่อนตัวอยู่ในกล่องของนักบวช นางซ่อนมาตลอดทาง โดยที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น เมื่อชายชราพลิกกล่องเปิดหาของบาง สิ่ง ก็เห็นเด็กหญิงขดตัวนอนหลับอยู่ในกองขวดโถ
หน้าผากของนางบวมไปหมด หัวเข่าก็บวมเช่นกัน คงเป็น เพราะรถม้าเคลื่อนผ่านเส้นทางที่เป็นหลุมเป็นบ่อ แต่เพื่อมาพบ บิดามารดา นางไม่ปริปากร้องสักคำ
นักบวชอุ้มเด็กหญิงออกมา
เด็กหญิงก็ตื่นขึ้นมาและเบิกตากว้างมองเขาด้วยแววตาไร้ เดียงสา สายเกินไปที่จะส่งนางกลับไปที่ชนเผ่า เขาทำได้เพียงแค่ ซ่อนนางไว้ เขารู้ว่านางอยากพบบิดามารดาของนาง ทว่าเขาทำ เช่นนั้นไม่ได้ หนานจ้าวมีพันธะสัญญากับเผ่าปีศาจมาเนิ่นนาน ภัย พิบัติตัวน้อยของหนานจ้าวผู้นี้ไม่อาจกลับไปบ้านของนางได้อีก ตลอดชีวิต
“อาม่า นั่นคือท่านพ่อท่านแม่ของข้าใช่หรือไม่?” เด็กหญิงตัว น้อยนอนซบบนไหล่ของเขา เฝ้ามองบิดามารดาที่กำลังอุ้มสตรีที่ ตัวพอๆ กับนางจากที่ไกลๆ สตรีตัวเล็กผู้นั้นสวมเสื้อผ้าที่งดงาม ที่สุด มีคนรับใช้ที่ดูมีสง่าราศีเดินตาม ผู้คนต่างชื่นชอบนาง เด็ก หญิงตัวน้อยรู้สึกอิจฉายิ่งนัก
นักบวชสวมหน้ากากผีให้เด็กหญิงตัวน้อย และพานางไปอยู่ ต่อหน้าองค์ประมุข “นี่คือบุตรสาวตัวน้อยที่เติบโตในเผ่าของเรา เมื่อครู่นางเห็นท่านและบอกว่าท่านเป็นบุรุษที่ทรงอำนาจและดูดี ที่สุดเท่าที่นางเคยเห็นมา”
องค์ประมุขหัวเราะฮ่าๆ
เด็กหญิงสวมหน้ากากน่าเกลียดอัปลักษณ์ ทว่าตัวเล็กของ
นางช่างน่ารัก องค์ประมุขกำลังจะย่อกายลงกอดนาง ขณะนั้นตี้จี องค์เล็กก็เดินข้ามาและผลักนางลงกับพื้น “อย่าแตะต้องบิดาของ ข้า!”
“อย่าเสียมารยาท” องค์ประมุขดุบุตรสาว
ตี้จีองค์เล็กเริ่มร้องไห้
องค์ประมุขหัวใจคล้ายจะแตกสลาย รีบอุ้มบุตรสาวที่งดงาม หยาดเยิ้มขึ้นมาปลอบเบาๆ เขาลืมเด็กหญิงตัวน้อยที่ถูกนางผลัก ลงกับพื้นอย่างเสียมารยาทไปแล้ว
“อาม่า เหตุใดท่านพ่อท่านแม่ถึงไม่ต้องการข้า?”
“เพราะข้าไม่เชื่อฟังใช่หรือไม่?”
ในปีแรกๆ ยังคงได้ยินคำพูดเช่นนี้ แต่หลังจากนั้นไม่รู้ว่าเมื่อ ใดที่ไม่เคยได้ยินนางเอ่ยอีกเลย
ในคืนนั้น หน้ากากของนางหลุด อาจารย์ของราชครูก็เห็นเข้า โดยบังเอิญ ในตอนแรกบุรุษผู้นั้นไม่ได้ปริปากเอ่ย กระทั่งช่วง สุดท้ายของการแข่งขันถึงได้ยกเรื่องนี้ขึ้นมาต่อรองกับนักบวช หากเขาไม่ยอมแพ้ ตี้จีองค์โตก็จะถูกองค์ประมุขกับราชินีจัดการ
นักบวชจึงยอมแพ้ในที่สุด
ตี้จีองค์โตเติบโตขึ้นจนเป็นผู้ใหญ่ จำเรื่องราวเมื่อครั้นยังเป็น เด็กไม่ได้อีกแล้ว กลับจากกลับไปที่เผ่าในครั้งนั้น นักบวชก็ย้าย เข้าไปที่ห้องผู้อาวุโส ตี้จีองค์โตก็ได้รับการเลี้ยงดูจากสาวใช้ที่เข้ม
งวด เขาเห็นตี้จีองค์โตหลายครั้งจากที่ไกลๆ ทว่าตี้จีองค์โตกลับไม่ เคยได้เห็นเขาอีกเลย ยามนี้นางจึงไม่รู้จักเขาแล้ว
พวกอาเว่ยสามคนนี้ ตี้จีองค์โตยิ่งไม่รู้จัก
เดิมทีภารกิจจับตี้จีองค์โตกลับไปยังเผ่ามีโอกาสสำเร็จสูงยิ่ง นัก…หากไม่ได้ใช้ค่าเดินทางจนหมดเสียก่อน
ชายชราฉุดความคิดที่ล่องลอยไปไกลกลับมา เขาเหลือบมอง ราชครูที่อยู่ข้างนอกอย่างเฉยเมย อาจารย์ยังถ่อยเพียงนั้น จะ สอนศิษย์ให้เป็นผู้เป็นคนได้อย่างไร?
“อย่าให้เขาพบตี้จีองค์โต” ชายชรากล่าว
หากพบเข้า พวกเขาคงจับนางไปและไม่ปล่อยให้กลับมาอีก เป็นแน่
ชิงเหยียนกันเยว่โกวก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ตี้จีองค์โตซึ่งควร จะถูกคุมขังอยู่ในเผ่าปีศาจกลับมาปรากฏตัวที่หมู่บ้านเล็กๆ ในต้า โจว ทั้งยังมีบุตรกับคนของต้าโจว หากข่าวแพร่ออกไปราชวงศ์ หนานจ้าวคงได้ร้อนรนกระวนกระวายอีกครั้งเป็นแน่
ตี้จีองค์โตต้องถูกพวกเขาพาไปเท่านั้น คนอื่นอย่างได้หวัง!
เยว่โกวถาม “อาม่า ทำอย่างไรดี? อีกไม่นานเขาก็จะเจอบ้าน ของสกุลอวี๋แล้ว”
หมู่บ้านใหญ่ถึงเพียงนี้ แค่มองปราดเดียวก็เห็นสตรีผู้นั้น
ชายชราเอ่ยด้วยเสียงเย็นชา “ฝันไปเถิด!”
ชายชราบอกแผนการของเขากับทั้งสองคน และทั้งสาม ตัดสินใจเป็นเอกฉันท์ที่จะไม่บอกอาเว่ย เด็กคนนั้นล้มเหลว มากกว่าสำเร็จ หากให้เขามาร่วมด้วยก็อาจพาให้แผนการล่มไม่ เป็นท่า
แผนของทั้งสามง่ายดายยิ่งนัก ราชครูมาหาฮูหยินอวี๋มิใช่ หรือ? เช่นนั้นก็หาฮูหยินอวี๋ให้เขาสักคนก็สิ้นเรื่อง!
บทที่ 157.2 ราชครูผู้โชคร้าย (2)
อย่างแรกชิงเหยียนไปที่บ้านสกุลอวี๋ อวี๋เซ่าชิงไปเหมืองแล้ว นางเจียงก็ไปนั่งคุยเล่นที่บ้านเรือนหลังอื่น ส่วนเถี่ยตั้นน้อยฝึกคัด อักษรอยู่ในห้อง มันคือการบ้านที่ชายชราสั่งไว้ เมื่อคืนเถี่ยตั้นน้อย ยังไม่ได้ทำ เมื่อทำเสร็จแล้วก็ต้องไปเข้าเรียน
ราชครูมาที่บ้านหลังใหม่สกุลติง “ขอถามหน่อย ที่นี่ใช่บ้าน สกุลอวี๋หรือไม่?”
เมื่อได้ยินเสียง เถี่ยตั้นน้อยก็วางพู่กันและเดินออกไป “ใช่ แล้ว! นี่คือบ้านของข้า! ท่านเป็นใครหรือ?”
ราชครูรู้มาก่อนแล้วว่าครอบครัวอวี๋หวั่นมีน้องชายอายุราวๆ หกเจ็ดขวบ คิดว่าคงเป็นเด็กคนนี้ ลักษณะหน้าตาของเถี่ยตั้นได้อ วี๋เซ่าชิงมา ไม่มีเค้าโครงที่เหมือนนางเจียงเลยแม้แต่น้อย
ราชครูถาม “แม่ของเจ้าอยู่หรือไม่?”
เถี่ยตั้นน้อยตอบ “ไม่อยู่! นางออกไปแล้ว!”
“รู้หรือไม่ว่านางไปที่ใด?” ราชครูถาม
“ข้ารู้ ท่านกำลังตามหาฮูหยินอวี๋อยู่ใช่หรือไม่? ข้าจะพาท่าน ไปเอง”
จู่ๆ ชายหนุ่มท่าทางเรียบร้อยสุขุมสง่างามผู้หนึ่งก็เดินเข้ามา
ดวงตาของเถี่ยตั้นน้อยทอประกายแวววาว “พี่ชิงเหยียน!”
ชิงเหยียนไม่ใช่ทั้งปรมาจารย์พิษหรือพ่อมด ไม่มีกลิ่นอายที่ ทำให้ผู้คนรู้สึกสงสัยในตัวเขา อย่างมากก็มีเพียงวรยุทธ์เล็กน้อย ทว่าก็ถูกเขากดเก็บไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ดูไม่ต่างจากผู้ ดูแลบัญชีธรรมดาๆ คนหนึ่ง
ราชครูคำนับมือไปทางเขา
ชิงเหยียนก็คำนับกลับและยิ้มให้อย่างสุภาพ “ท่านมาเจรจา การค้ากับสกุลอวี๋ใช่หรือไม่? เช่นนั้นมาหาฮูหยินอวี๋ถูกต้องแล้ว ฮู หยินอวี๋เจรจาดีที่สุด”
ราชครูส่งเสียงตอบรับไปอย่างไม่ชัดเจน
ชิงเหยียนลูบหัวเถี่ยตั้นน้อย “เจ้าทำการบ้านเสร็จแล้วหรือ?”
เถี่ยตั้นน้อยแลบลิ้นและรีบวิ่งกลับไปทำการบ้านในห้องต่อ
“รบกวนท่านช่วยนำทางแล้ว” ราชครูเอ่ยกับชิงเหยียน
ชิงเหยียนถูนิ้วมือไปมาให้เขา “ข้าคือผู้ดูแลบัญชีของโรง ฝึกงาน ฮูหยินอวี๋เชื่อใจข้ามาก ข้าสามารถช่วยท่านเจรจาเรื่อง ราคาได้นะ”
หากกระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือมากเกินไปคงน่าสงสัย ทว่า หากทำเพื่อหารายได้พิเศษแล้วอย่างไรก็ย่อมได้ ราชครูหยิบเงิน ตำลึงจีนออกมาชิ้นหนึ่ง
ชิงเหยียนรับมาเก็บไว้ในแขน จากนั้นก็แบมือยื่นออกไปอีก ครั้ง ราชครูก็หยิบเงินตำลึงจีนออกมาอีกชิ้นหนึ่ง
ชิงเหยียนแสดงท่าทางพึงพอใจ และนำทางราชครูไปที่ภูเขา ด้านหลัง
“ฮูหยินอวี๋ไปขุดผักป่าที่ภูเขาด้านหลัง” ชิงเหยียนเอ่ยด้วย สีหน้าเรียบเฉย
ฮูหยินอวี๋ไปขุดผักป่าที่ภูเขาด้านหลังจริงๆ ทว่าไม่ใช่ฮูหยินอวี๋ บ้ามสาม แต่เป็นฮูหยินอวี๋บ้านใหญ่
ฮูหยินอวี๋กับป้าหลัวที่อยู่ข้างบ้าน ป้าไป๋ที่อยู่หน้าหมู่บ้าน และ ชุ่ยฮวาจากบ้านนายพรานกำลังนั่งยองๆ ขุดผักป่าที่พื้น และเก็บ ผลไม้ป่าตามรายทางไปเรื่อยๆ ต่อไปภูเขาลูกนี้ก็จะถูกเปิดเป็น เหมืองแร่ ยังไม่รู้ว่ามีที่ขุดไปแล้วหรือยัง ตอนนี้ก็ขุดมากหน่อย
พวกนางกำลังขุดกันอย่างแข็งขัน จึงไม่ได้สังเกตว่ามีผู้ใด กำลังมาทางนี้
ชิงเหยียนหยุดเดินและชี้นิ้วออกไป “สตรีที่สวมชุดสีเขียวที่อยู่ ตรงนั้นคือฮูหยินอวี๋”
ฐานะของป้าสะใภ้ใหญ่แตกต่างจากเดิม เสื้อผ้ามีราคาแพง กว่าสตรีทั่วไปในหมู่บ้าน เมื่อมองแวบแรกก็รู้ได้ว่าเป็นเนื้อผ้าชั้นดี แม้ป้าสะใภ้ใหญ่อายุเกือบสี่สิบแล้ว ทว่าไม่นานมานี้นางได้รับการ ดูแลอย่างดี ใบหน้าเปล่งปลั่งสดใส มีสีแดงเลือดฝาด ดูอ่อนเยาว์ ลงไปหลายปี ราวกับสตรีอายุเพียงสามสิบต้นๆ
ตอนนี้เองเยว่โกวก็เดินมาตามทางเล็กๆ จากอีกฟากหนึ่ง ‘อย่างไม่ตั้งใจ’ และตะโกนทักทายป้าสะใภ้ใหญ่ “ฮูหยินอวี๋!”
ป้าสะใภ้ใหญ่เคยชินกับการถูกเรียกว่าฮูหยินอวี๋มานานแล้ว เมื่อได้ยินคนเรียกนางก็เงยหน้าขึ้น “พี่รองของอาเว่ยเองหรือ เจ้า ก็มาที่ภูเขาด้วยหรือ?”
เมื่อเห็นป้าสะใภ้ใหญ่ตอบรับเสียงเรียกฮูหยินอวี๋ ราชครูก็เชื่อ ในคำพูดส่วนใหญ่ของชิงเหยียน ทว่าทันใดนั้นเขาก็นึกบางสิ่งขึ้น มาได้ “ข้าได้ยินมาว่ามีฮูหยินสองคนในสกุลอวี๋”
“ท่านต้องการหาฮูหยินใหญ่หรือ?” ชิงเหยียนมีสีหน้า ประหลาดใจ “ท่านบอกให้เร็วกว่านี้สิ! ข้าจะได้พาท่านไปหานาง! แต่เห็นแก่ที่ข้ารับเงินของท่านมาแล้ว ข้าจะขอเตือนท่านไว้ก่อนว่า ฮูหยินใหญ่มิได้เจรจาดีเช่นฮูหยินสาม หากท่านต้องการทำการค้า อย่างไรก็ต้องไปหาฮูหยินสาม!”
ราชครูไม่ได้ต้องการพบฮูหยินคนใด เขาเพียงต้องการทราบ ว่านี่คือมารดาผู้ให้กำเนิดของอวี๋หวั่นหรือไม่ก็เท่านั้น
ราชครูเป็นคนที่ระมัดระวังตัวอย่างมาก ชิงเหยียนคนเดียวไม่ เพียงพอที่จะโน้มน้าวเขาได้ ทันใดนั้น ชายชราที่ถือตะกร้าก็เดิน เข้ามาและเอ่ยด้วยนํ้าเสียงแหบแห้ง “ไยเจ้ายังมาอยู่ที่นี่? เสี่ยวเฟิ งกำลังตามหาเจ้าอยู่! เจ้าไม่ต้องไปโรงฝึกงานแล้วเรอะ?”
“แค่กๆ!” ชิงเหยียนกระแอมในลำคอและเอ่ยกับราชครู “คุณชายใหญ่ตามข้าแล้ว ข้าต้องไปที่โรงฝึกงาน ท่านยังต้องการ เจราจาการค้าอยู่หรือไม่? ต้องรีบแล้ว”
“นี่ใครเรอะ?” ชายชราถามพร้อมกับชี้ไปที่ราชครู
ราชครูกล่าว “ข้าแค่ผ่านมา”
ชายชราโบกมือและย่อกายนั่งยองๆ เก็บผลไม้ป่า
“เจ้าไปทำธุระก่อนเถิด ข้าจะไปหาฮูหยินอวี๋เอง” ราชครูกล่าว
“เช่นนั้นก็ได้ ข้าจะบอกราคากับท่าน” ชิงเหยียนรายงานราคา เต้าหู้เหม็นกับหน่อไม้ดองอยู่ข้างหูของราชครู “ด้านนอกราคาไม่ ตํ่าขนาดนี้ อย่าบอกว่าข้าเป็นคนบอกเชียวนะ!”
ละครต้องแสดงจนจบ เมื่อชิงเหยียนแสดงจนพอแล้วก็ลง จากภูเขาไปอย่างเร่งรีบ
ราชครูมองชายชราที่อยู่ด้านข้างและถามว่า “ข้าขอถามท่าน หน่อย”
“อะไร?” ชายชราเงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตาว่างเปล่า
“คนผู้นั้นเป็นใครหรือ?” ราชครูชี้ไปที่ป้าสะใภ้ใหญ่
“เสี่ยวเจียง ภรรยาของเจ้าสามสกุลอวี๋” ชายชรามองเขาด้วย ความประหลาดใจ “ไยเจ้ามาถามเรื่องคนอื่น?”
ราชครูกล่าว “ไม่มีอันใด ข้าเพียงต้องการทำการค้า ข้าได้ยิน มาว่าบุตรสาวของนางแต่งงานไปอยู่เมืองหลวง เป็นความจริงหรือ ไม่?”
“เหตุใดจะไม่จริง? เจ้าก็ไปถามนางสิ!” ชายชราเอ่ยอย่างไม่ สบอารมณ์
ถึงตอนนี้ ความสงสัยสุดท้ายในใจของราชครูก็ถูกชะล้างไป
จนหมดสิ้น สตรีผู้นั้นแค่ดูคล้ายกับตี้จีองค์โต แต่หาได้มีความ เกี่ยวข้องใดๆ กับตี้จีองค์โต เขาเพียงคิดมากไปเองเท่านั้น
ราชครูหันหลังเดินลงจากภูเขา
ชายชราโยนผลไม้ป่าครึ่งลูกที่เก็บมาและพยุงตัวลุกขึ้นยืน อย่างเฉยเมย หลังที่เคยง่อนแง่นพลันเหยียดตรง
ไม่อาจโทษว่าราชครูโง่เขลา แต่เพราะไม่มีผู้ใดคาดคิดว่ายอด ฝีมือทั้งสามของเผ่าปีศาจและนักบวชจะมารวมตัวกันอยู่ที่ หมู่บ้านยากจนในต้าโจวแห่งนี้ หลังจากนี้ก็รอให้เขาออกจาก หมู่บ้าน กลับไปยังเมืองหลวง นับจากนี้ก็จะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ อีก
แต่สิ่งที่แผนการนี้ไม่อาจเปลี่ยนได้ทันคือนางเจียงกำลังออก มาจากบ้านหลังเก่า! เพียงแค่เลี้ยวอีกครั้งก็จะพบกับราชครูที่ กำลังเดินลงจากเขา!
สีหน้าของชายชรากับเยว่โกวเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง หากจะหยุด พวกเขาก็สายไปแล้ว นางเจียงเดินเลี้ยวผ่านหัวมุมและราชครูก็ เดินลงจากภูเขาไปแล้ว
“ทำแบบนี้ รวบรวมพลัง จากนั้นเคลื่อนมาที่ตันเถียน[1] แล้ว จึงปล่อยหมัดออกไป!” ณ ลานด้านหลังบ้านสกุลจ้าว อาเว่ยที่ เลี้ยงเด็กอ้วนทั้งสามจนอิ่มหนำ กำลังเริ่มสอนวรยุทธ์ให้พวกเขา
เขาพุ่งหมัดออกไป เหล่าเด็กอ้วนก็พุ่งหมัดออกไป หลังจาก สอนจบหนึ่งรอบ เขาก็ให้เด็กอ้วนฝึกฝนด้วยตนเอง ทว่าเหล่าเด็ก
อ้วนก็จ้องมองเขาด้วยท่าทางออดอ้อน
อาเว่ยถอนใจ กุมขมับด้วยความทุกข์ยาก แค่กระบวนท่า ง่ายๆ เท่านั้นก็จำไม่ได้ ศิษย์ของเขาคงจะไม่ได้เรื่องได้ราว
เด็กอ้วนที่ถูกทอดทิ้ง “…”
หากวรยุทธ์ไม่ได้ ฝึกวิชาตัวเบาก็พอ
ตอนที่อาเว่ยฝึกวิชาตัวเบา เขาขอให้อาจารย์โยนเขาลงมา จากหน้าผา แต่เมื่อพิจารณาแล้วว่าศิษย์เหล่านี้ไม่เอาไหน อาเว่ย จึงตัดสินใจโยนพวกเขาลงจากหลังคาก็พอ
อาเว่ยใช้วิชาตัวเบาพาเด็กอ้วนทั้งสามขึ้นไปบนหลังคา จาก นั้นก็โยนพวกเขาลงมา
เด็กอ้วนยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาจึงร้องและร่วงลงอย่าง อิสระ
นางเจียงเดินผ่านตรอกเล็กๆ ที่อยู่ระหว่างบ้านสกุลจ้าวกับ บ้านสกุลจาง ขณะนั้นเองราชครูก็เลี้ยวเข้ามาในตรอกเช่นกัน พวกเขาสองคนกำลังจะพบกัน แต่ทันใดนั้นเด็กอ้วนคนหนึ่งก็ร่วง ลงมาใส่ศีรษะของราชครูพอดิบพอดี
ราชครูถูกทุบหัวจนล้มลงกับพื้น ขณะที่กำลังจะลุกขึ้น เด็ก อ้วนอีกคนก็ร่วงลงมา
ราชครูตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาเป็นครั้งที่สาม เด็กอ้วนคนที่ สามก็ร่วงลงมาอีก
หลังจากถูกร่างของเด็กอ้วนกระแทกกลางศีรษะอย่างเต็ม แรงถึงสามครั้ง ราชครูก็รู้สึกว่าสมองของเขาจะแตกเป็นเสี่ยงๆ
นางเจียงเดินไปอีกฟากหนึ่งของตรอกแล้ว
ราชครูกับตี้จีองค์โตคลาดกันไปต่อหน้าต่อตา
อาเว่ยไม่คาดคิดว่าการสอนวิชาตัวเบาให้ศิษย์ของเขาจะไปถูก ผู้อื่น ในฐานะวายร้ายอันดับหนึ่งของเผ่าปีศาจการทำชั่วเป็นหน้าที่ ของเขา แต่หากอาม่ารู้เข้าคงจะแย่ อาม่าบอกว่าเขาต้องไม่สร้าง ปัญหาอีก ไม่เช่นนั้นเขาจะถูกปล่อยให้อยู่ที่นี่คนเดียว ไม่พากลับไป เผ่าปีศาจอีก
อาเว่ยตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต : ต้องช่วยเขา!
หากช่วยเขาไว้ได้แล้ว อาม่าก็คงจะไม่ตำหนิ!
อาเว่ยอุ้มราชครูเข้าไปในห้อง
เด็กอ้วนทั้งสามเดินเตาะแตะตามเข้าไป
ราชครูถูกเด็กอ้วนทั้งสามกระแทกจนสมองกระทบกระเทือน ทั้งยังถูกอาเว่ยแกว่งไกวไปมา จึงเป็นลมสลบไป
ยามเมื่อราชครูลืมตาตื่นขึ้นอีกทีฟ้าก็มืดแล้ว แสงสลัวยาม พลบคํ่าลอดเข้ามาทางช่องหน้าต่าง เด็กชายตัวอ้วนทั้งสามเฝ้า เขาอยู่ในห้อง เฝ้าไปเฝ้ามาก็ผล็อยหลับไปบนโต๊ะ
เขาไม่ได้สังเกตเห็นเด็กอ้วนที่อยู่ด้านข้าง สงสัยแต่ว่าตอนนี้ ตนเองอยู่ที่ใด
ทันใดนั้นเสียงสนทนาก็ดังมาจากลานด้านหลัง
“อาม่า มันตื่นแล้ว”
ราชครูหยุดชะงัก กำลังเอ่ยถึงเขาหรือไม่? ยังไม่เข้ามาดูก็รู้ว่า เขาตื่นแล้ว? เป็นยอดฝีมือระดับใดกัน? ช้าก่อนเสียงนั้นช่างดูคุ้น เคย ทว่าปวดหัวเกินกว่าจะนึกออกว่าเป็นผู้ใด
“ตื่นแล้วก็ตื่นแล้ว ไม่เห็นมีสิ่งใดน่าตกใจ”
เสียงของชายชรา
“ยามนี้ทำเยี่ยงไรดี? จะฆ่าเลยหรือไม่?”
เสียงของบุรุษวัยหนุ่ม
ราชครูคิ้วกระตุก!
หลังจากนั้น ราชครูก็ได้ยินเสียงของชายชราเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ฆ่าก็ได้ ไม่ฆ่าก็ได้ แก่แล้ว ขายไปคงได้ราคาไม่มากนัก แต่ก็นับว่า ดูดีใช้ได้”
ราชครูสัมผัสใบหน้าตนเอง แน่นอนว่าเขาดูดี เขาเป็นบุรุษที่ รูปงามเป็นอันดับหนึ่งในตำหนักราชครู! ก่อนหน้านี้ราชครูยังแค่ สงสัย ทว่ายามนี้มั่นใจเสียยิ่งกว่าอะไรว่ากำลังเอ่ยถึงเขา!
เขาถูกโจรจับตัวมาหรือ?
ชายชรากล่าว “ที่ยังหนุ่มยังแน่นบนรถนั่นเก็บไว้ ฆ่าตัวที่แก่ ก่อนแล้วกัน”
สารถีของเขาก็ถูกจับมาด้วย! แล้วยังบอกว่าจะฆ่าเขาก่อน?!
สมองราชครูยังคงกระทบกระเทือนอยู่ หมดหนทางที่จะใช้ พลังวิเศษได้ เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของโจรกลุ่มนี้ เขารู้ว่าตนเองไม่ สามารถอยู่ที่นี่ต่อไปได้ ไม่เช่นนั้นต้องถูกคนพวกนี้จัดการอย่าง โหดเหี้ยมเป็นแน่ ราชครูยกผ้านวมขึ้น และใช้มือกดศีรษะที่แทบ จะระเบิดของเขาด้วยความเจ็บปวด เดินโซซัดโซเซออกมา
ท้องฟ้ามืดสนิท
ทางด้านชิงเหยียน เดาว่าราชครูน่าจะตื่นแล้ว จึงพาอาเว่ย ที่มาล่าไก่ฟ้าบนภูเขากลับไปที่บ้าน แต่ก็ต้องพบว่าราชครูหายตัว ไปแล้ว
“อ้าว? เหตุใดถึงออกไปแล้ว? ยังคิดว่าจะฆ่าแม่ไก่แก่มาบำรุง ร่างกายให้เขาเสียหน่อย” ชิงเหยียนเดินไปที่รถม้าด้วยความ งงงวย และอุ้มลูกเจี๊ยบตัวน้อยลง
ราชครูหวาดกลัวหัวหด วิ่งหนีตาย ทั้งล้มทั้งกระแทกจน ใบหน้าเขียวชํ้า ในที่สุดก็วิ่งหนีออกมาจากหมู่บ้านได้สำเร็จ เขา หยุดมองขึ้นไปฟ้าแล้วถอนใจด้วยความโล่งอก ทว่ายังไม่ทัน หายใจออกจนสุด รถม้าคันหนึ่งก็กระแทกเขาลอยไปในอากาศ
อิ่งสือซันที่ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวความคิดว่าจะมีใครบางคนพุ่ง มาจากทางเข้าหมู่บ้าน “…”
…………………………………………
[1] ตันเถียน 丹⽥ จุดตันเถียน อยู่เป็นจุดเลือดลมที่อยู่ใต้สะดือ
ประมาณสามนิ้ว