หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 159.1 ท่านพ่อ ใช่ท่านหรือไม่ (1)
วันนี้เป็นวันที่เก้า อวี๋หวั่นได้รับจดหมายเชิญจากจวนสกุล เซียว เซียวจื่อเยว่จะจัดงานเลี้ยงนํ้าชาภายในบ้าน และได้เชิญเธอ ไปเล่นกันที่นั่น นี่คงมีเพียงเด็กไร้เดียงสาที่ใช้คำว่าเล่นกันใน จดหมายเชิญ นอกจากนี้ในจดหมายเชิญยังกล่าวถึงพี่น้องสตรีคน อื่นด้วยเช่นกัน ทั้งหมดอวี๋หวั่นล้วนเคยพบที่จวนสกุลเซียวมาก่อน นี่เป็นเพราะนางกลัวว่าอวี๋หวั่นจะไม่ชอบและปฏิเสธ
งานเลี้ยงนํ้าชาจัดขึ้นในวันพรุ่ง อวี๋หวั่นเห็นว่าพรุ่งนี้ไม่มีเรื่อง ใดต้องทำพอดี จึงบอกเรื่องนี้กับเยี่ยนจิ่วเฉาระหว่างทานมื้อเย็น
ในจวนไม่มีผู้อาวุโส เยี่ยนจิ่วเฉาบอกอย่างชัดเจนแล้วว่าเรื่อง เล็กน้อยเช่นนี้เธอสามารถตัดสินใจเองได้ แต่เพราะเป็นเรื่องที่ เกี่ยวข้องกับจวนสกุลเซียว อวี๋หวั่นจึงยังต้องการฟังความคิดเห็น ของเขา
เยี่ยนจิ่วเฉาพยักหน้า “ลุงวั่นไม่อยู่ ของขวัญขอบคุณเจ้ารับ เอง”
นี่เป็นการตกลงให้เธอไป อวี๋หวั่นแน่ใจว่าไม่มีร่องรอยความ กดดันใดๆ บนในหน้าของเธอ เมื่อเป็นเช่นนี้เธอจึงให้เจียงไห่ไปที่ จวนสกุลเซียวเพื่อบอกเซียวจื่อเยว่ว่าวันพรุ่งนี้เธอจะไปตามเวลาที่ นัดหมาย
หลังจากมื้อเย็น ทั้งสองก็ไปเดินเล่นในสวนตามปกติ หลังจาก
อากาศเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ อวี๋หวั่นก็ชอบที่จะเดินอยู่ริมสระนํ้า สายลมบนผิวนํ้าพัดมาเอื่อยๆ ช่างไม่สบายใจยิ่งนัก
“เยี่ยนจิ่วเฉา ท่านมีเรื่องในใจหรือ?” อวี๋หวั่นหันไปมองสามีที่ ไม่พูดไม่จาใดๆ ที่ผ่านมาเขาพูดน้อย ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ทว่า ตั้งแต่ทูตแห่งหนานจ้าวจากไป เขาก็จิตใจล่องลอยเป็นครั้งคราว แต่อย่างไรก็เป็นสามีภรรยา ย่อมมีความรู้สึกที่รับรู้ได้ “ท่านกังวล เรื่องการตายของเห้อเหลียนฉีหรือ?”
เห้อเหลียนฉีตายในต้าโจว แม้จะเป็นการตายโดย ‘อุบัติเหตุ’ ทว่าก็ยังเป็นข้ออ้างที่ดีที่หนานจ้าวจะใช้ในการส่งทหารมา
“มิใช่” เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวว่า การตายของเห้อเหลียนฉีเป็นการ หาเรื่องใส่ตัว หากหนานจ้าวยังต้องการรักษาหน้าไว้ ย่อมไม่มีทาง ส่งกองกำลังมาที่ต้าโจว
“แต่ข้ารู้สึกว่าท่านมีบางอย่างในใจ” อวี๋หวั่นครุ่นคิดอย่าง ถี่ถ้วน ในช่วงสองสามวันมานี้ดูเหมือนไม่มีการเปลี่ยนแปลง สำคัญใดๆ หลังจากทูตสองประเทศจากไปเขาก็ถูกแต่งตั้งเป็นซื่อ จื่อ และไปทำงานที่เน่ย์เก๋อ เรื่องของราชสำนักไม่น่าทำให้เขา รำคาญได้ หากเขาชอบเขาก็ทำ หากไม่ชอบก็เดินออกไป ฮ่องเต้ก็ หมดหนทางจัดการกับเขา เช่นนั้น ยังมีสิ่งใดอีก?
“คิดถึงท่านพ่อหรือ?” อวี๋หวั่นถามอย่างแผ่วเบา “ข้าได้ยิน อิ่งสือซันเอ่ยว่า ท่านส่งชุดเกราะไปให้แม่ทัพใหญ่เซียวแล้ว”
เพราะเริ่มยอมรับพ่อเลี้ยงจึงรู้สึกละอายต่อท่านพ่อผู้ให้
กำเนิด?
เกี่ยวข้องกับเยี่ยนอ๋องจริง ทว่าไม่ใช่ความรู้สึกผิดที่อวี๋หวั่น คาดเดา
ไป๋เสี่ยวเซิงกล่าวไม่ผิด ศพของบิดาดูผิดแผก ในปีนั้นไม่เพียง แต่คนรับใช้ที่มาพบเห็น เขาเองไม่อยากแยกจากท่านพ่อจึงปีนขึ้น ไปที่โลงศพและได้พบร่องรอยของตะกอนดินทรายเช่นกัน
ตอนนั้นเขายังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจ แต่เมื่อเติบโตขึ้นถึงได้รู้ว่า เกิดอะไรขึ้น
สาเหตุการตายของบิดาเป็นเรื่องเข้าใจผิด หรือศพนั้นไม่ใช่ บิดาของเขากันแน่
เขาไม่รู้ว่าแบบไหนคือความจริง เขาเอาแต่ฝันถึงบิดาที่ยืนอยู่ ด้านล่างของบ่อนํ้าและเรียกให้เขากระโดดลงไป
หลายปีมานี้เขาปฏิเสธที่จะรับตำแหน่งเยี่ยนอ๋องมาตลอด เพราะยังมีความหวังว่าท่านพ่ออาจจะยังมีชีวิตอยู่ และสักวันหนึ่ง เขาก็อาจจะกลับมา
‘คุณชาย ท่านอ๋องอาจเคยไปที่หนานจ้าว’
‘ในปีที่เยี่ยนอ๋องตาย ตี้จีองค์เล็กก็ได้จัดงานแต่งงานกับ ราชบุตรเขย’
‘ฮองเฮาตรัสว่า มีใครบางคนในราชวงศ์หนานจ้าวต้องการ ชีวิตของท่าน’
มือของเยี่ยนจิ่วเฉาค่อยๆ กำแน่นขึ้นทีละน้อย
ท่านพ่อ ราชบุตรเขยแห่งหนานจ้าว ใช่ท่านหรือไม่?
…
งานเลี้ยงชุมนุมเล็กๆ ของเซียวจื่อเยว่ควรจัดขึ้นในช่วงบ่าย ทว่าเมื่อคำนึงถึงสภาพอากาศอันร้อนระอุ การเดินทางยามบ่ายคง ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก นางจึงเปลี่ยนเวลามาเป็นช่วงเช้า
อวี๋หวั่นไม่เคยเข้าร่วมงานเลี้ยงชุมนุมที่คล้ายกับงานเช่นนี้ จึง ไม่รู้ว่าควรมอบของขวัญอะไรให้เซียวจื่อเยว่ เธอจึงให้ฝูหลิงเรียก จื่อซูเข้ามา
“พระชายาซื่อจื่อ” จื่อซูที่เหงื่อหยดเป็นเม็ดๆ เดินเข้ามาใน ห้อง ฤดูร้อนนี้ดูจะร้อนกว่าปีก่อนๆ นางซักผ้าเช็ดหน้าไม่รู้กี่ผืน เสื้อผ้าทั้งชุดของนางชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ
ท่ามกลางความร้อนระอุ นางโชคดีที่ได้เข้ามาอยู่ที่จวน คุณชาย มิฉะนั้นนางคงจะหายใจไม่ออกตายหรือเหม็นตายอยู่ใน สถานที่ค้าทาสไปเสียแล้ว
อวี๋หวั่นมองจดหมายเชิญในมือ “ที่ผ่านมาเจ้าให้ของสิ่งใดกับ พี่น้องสตรีของเจ้าในงานเลี้ยงรวมตัวหรือ?”
“พระชายาซื่อจื่อต้องการมอบของขวัญให้กับแม่นางเซียวหรือ เจ้าคะ?” จื่อซูครุ่นคิดสักพัก “หากสูงค่าสักหน่อยก็ให้เครื่อง ประดับอัญมณี หากเป็นสิ่งแทนใจก็ให้ของเย็บปักที่ทำด้วย ตนเอง”
ยามนี้ของเย็บปักไม่อาจทำได้ทัน ในจวนมีเครื่องประดับอยู่ไม่ น้อย อวี๋หวั่นจึงให้จื่อซูไปนำเครื่องประดับจากห้องเก็บของมาสัก สองสามชุด และเลือกปิ่นมุกดอกไห่ถังมาชิ้นหนึ่ง ปิ่นชิ้นนี้ดูมีชีวิต ชีวาไม่เหมือนชิ้นใด การออกแบบดูทันสมัยไม่โบราณ ช่างดูเหมาะ สมกับอายุและบุคลิกของเซียวจื่อเยว่
อย่างไรคราวนี้ต้องไปเยี่ยมซั่งกวนเยี่ยนที่จวนสกุลเซียว อวี๋ หวั่นจึงเตรียมของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ให้นางเช่นกัน
อวี๋หวั่นเห็นว่าจื่อซูกำลังจะเป็นลมแดด จึงให้นางพักผ่อนอยู่ที่ บ้าน และให้ฝูหลิงติดตามไปเพียงผู้เดียว
“ฮูหยินนั่งดีๆ นะขอรับ!” บนถนนร้อนระอุ เจียงไห่ดึงกระชับ บังเหียน พยายามให้ม้าวิ่งไปให้เร็วที่สุด ผ่านไปเพียงครึ่งชั่วยาม พวกเขาก็มาถึงจวนสกุลเซียว
เซียวจื่อเยว่รู้ว่าเธอกำลังมา จึงสั่งให้คนไปรอที่ประตูจวนล่วง หน้า เมื่อสาวใช้เห็นรถม้าที่มีม้าสี่ตัวกำลังขับมา ก็เดาได้ทันทีว่า เป็นรถม้าของจวนคุณชาย นางรีบเดินไปด้านหน้าด้วยรอยยิ้ม “หม่อมฉันหลิงจือ ขอคารวะพระชายาซื่อจื่อ!”
เจียงไห่หยุดรถม้า พลันนำเก้าอี้ไม้มาวาง ฝูหลิงเดินลงจากรถ ม้าก่อน จากนั้นจึงหันไปช่วยประคองอวี๋หวั่นเดินลงจากรถม้า
อวี๋หวั่นมองไปที่สาวใช้ที่ฉลาดปราดเปรื่อง นางเป็นสาวใช้ ส่วนตัวของเซียวจื่อเยว่ที่เคยพบกันที่จวนเฉิงอ๋องเมื่อคราก่อน คนที่เซียวจื่อเยว่ส่งมาล้วนเป็นคนสนิทของนาง แสดงให้เห็นถึง
ความจริงใจที่นางมีต่ออวี๋หวั่นยิ่งนัก
อวี๋หวั่นเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า “ไม่ต้องมาพิธี”
หลิงจือหัวเราะเบาๆ และหันไปทักทายฝูหลิง “พี่ฝูหลิง!”
ฝูหลิงกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เจ้าแก่กว่าข้าอีก”
เหล่าสาวใช้ได้ถามไถ่ชื่อแซ่และอายุของกันและกันตอนที่อยู่ จวนเฉิงอ๋อง เด็กสาวผู้นี้เพียงแค่ตัวเล็กกว่า ทว่าแก่กว่าฝูหลิง หนึ่งปี เหตุผลที่นางเรียกเช่นนั้นเพราะความอาวุโสและความ เคารพที่มีต่อฝูหลิงเท่านั้น
ไยสาวใช้โง่เขลาผู้นี้ถึงไม่เข้าใจ?
ดูจากรูปร่างแล้ว ฝูหลิงดูโตกว่านางถึงสองสามปี…
ฝูหลิงที่กำยำลํ่าสันปกป้องพระชายาซื่อจื่อเดินเข้าไปในจวน แล้ว เหลือเพียงหลิงจือที่ยืนตะลึงอยู่ตรงนั้น “…”
อวี๋หวั่นบอกหลิงจือว่าจะไปเยี่ยมซั่งกวนเยี่ยนที่เรือนหลักก่อน ความสัมพันธ์ระหว่างซั่งกวนเยี่ยนกับฮูหยินใหญ่เป็นปกติธรรมดา กับเซียวจื่อเยว่ก็นับว่าไปได้ดี และทราบว่าเซียวจื่อเยว่ได้เชิญอวี๋ หวั่นมาด้วย
ซั่งกวนเยี่ยนนั่งดูสมุดบัญชีของเดือนนี้อยู่ในห้อง ก็เห็นสาวใช้ ซิ่งจู๋วิ่งเข้ามาด้วยความตื่นเต้น “ฮูหยิน! พระชายาซื่อจื่อมาแล้ว เจ้าค่ะ!”
ซั่งกวนเยี่ยนวางสมุดบัญชี “รีบไปเชิญมา”
“เชิญมาแล้วเจ้าค่ะ!” ซิ่งจู๋เอ่ยด้วยรอยยิ้ม พลางเปิดผ้าม่าน และอวี๋หวั่นก็ก้าวเข้ามาในห้อง
ซั่งกวนเยี่ยนมองไปที่เธอด้วยรอยยิ้ม
อวี๋หวั่นก้าวไปข้างหน้าและโค้งคำนับ “ท่านแม่”
คำว่าท่านแม่ที่เธอเรียก ทำให้ซั่งกวนเยี่ยนถึงกับตกตะลึง โชคดีที่นางยังไม่เสียกิริยา ซั่งกวนเยี่ยนยิ้มร่าอย่างมีความสุขแล้ว ดึงเธอไปนั่งที่เก้าอี้ตัวเล็ก “ซิ่งจู๋ ไปหาอ่างนํ้ามา แล้วก็ ไปเอานํ้า แข็งในห้องมาใส่สองก้อน”
“เจ้าค่ะ!” ซิ่งจู๋เดินไปอย่างมีความสุข
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อวี๋หวั่นมาที่จวนสกุลเซียว ทว่าเป็นครั้งแรก ที่เธอเข้ามาที่เรือนของซั่งกวนเยี่ยนกับเซียวเจิ้นถิง เดิมทีเธอคิด ว่าที่นี่คงจะเหลืองอร่ามแวววาวเหมือนกับรถม้าของซั่งกวนเยี่ยน ไม่คิดว่าจะใช้หินซ้อนกับสายนํ้าในการจัดภูมิทัศน์ ทั้งยังมีศาลาริม นํ้าและไผ่เขียวชอุ่ม แต่แฝงด้วยความรู้สึกสง่างามและเงียบสงบ
ซั่งกวนเยี่ยนมองไปด้านหลังของอวี๋หวั่น “เด็กๆ เล่า มากับเจ้า ด้วยหรือไม่?”
อวี๋หวั่นกล่าว “เมืองหลวงร้อนยิ่งนัก จึงให้ไปหลบร้อนที่ชนบท แล้วเจ้าค่ะ”
ซั่งกวนเยี่ยนรู้จักบ้านพักเชิงเขาในฤดูร้อนแห่งหนึ่ง ทว่านางรู้ ดีว่าบุตรชายไม่วางใจให้นางพาเด็กๆ ไป แต่ซั่งกวนเยี่ยนไม่อยาก บ่นกับสะใภ้ จึงเพียงยิ้มแล้วเอ่ยว่า “เจ้ากับฉงเอ๋อร์สบายดีหรือ?”
อวี๋หวั่นกล่าวแต่เพียงเรื่องที่ดี “สบายดีเจ้าค่ะ ซื่อจื่อไปว่า ราชการทุกวัน อยู่ที่เน่ย์เก๋อก็ขยันขันแข็งยิ่งนัก”
ปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างขยันขันแข็ง หรือให้อาหารสุนัขแก่ ขุนนางอย่างขยันขันแข็งก็ไม่อาจทราบได้
ในอดีตซั่งกวนเยี่ยนเคยบอกว่าขอให้บุตรชายของนางอยู่รอด ก็พอแล้ว ทว่ายามนี้บุตรชายของนางรอดแล้ว จึงหวังให้เขามาพบ นางบ่อยๆ ก็คงดี
แน่นอนนางรู้ว่ามันคือความหวังที่ขอมากเกินไป นับตั้งแต่ นางแต่งงานกับเซียวเจิ้นถิง ความสัมพันธ์ระหว่างมารดากับบุตร ก็ไม่มีวันย้อนกลับไปดังเช่นอดีตอีกแล้ว
ทว่ามีสะใภ้ที่จริงใจก็นับว่าไม่เลว
อวี๋หวั่นวางกล่องผ้าที่เธอนำมาลงบนโต๊ะ
“มันคืออันใดรึ?” ซั่งกวนเยี่ยนถาม
บทที่ 159.2 ท่านพ่อ ใช่ท่านหรือไม่ (2)
อวี๋หวั่นเปิดฝากล่องออก มันคือภาพของเด็กชายตัวอ้วนๆ สามคนที่อ้วนขึ้นกว่าเดิมถึงหนึ่งรอบตัว ซั่งกวนเยี่ยนหัวเราะเบาๆ ใต้ภาพมีหยกสีม่วงเนื้อดี อวี๋หวั่นไม่รู้ว่ามันคือหยกชนิดใด รู้เพียง มันอบอุ่นในฤดูหนาวและเย็นสบายในฤดูร้อน เหมาะแก่การนำ ติดตัวเป็นอย่างยิ่ง
นอกจากนี้อวี๋หวั่นยังเก็บแตงหวานจากสวนผลไม้มาด้วย จวนสกุลเซียวไม่ขาดแคลนอาหาร ทว่าแตงของเธอหวานกว่าแตง ที่ขายด้านนอกยิ่งนัก
ซิ่งจู๋นำอ่างนํ้ามาแล้ว อวี๋หวั่นจึงล้างหน้าล้างตา ซั่งกวนเยี่ย นก็ให้ซิ่งจู๋นำแตงหวานไปหั่น
แม่สามีกับสะใภ้นั่งกินแตงหวานฉํ่าอย่างเอร็ดอร่อย ทันใด นั้นซั่งกวนเยี่ยนก็เอ่ยขึ้น “เจ้ารู้หรือไม่ว่าสวนผลไม้ในจวนคุณชาย มาได้อย่างไร?”
“มาได้อย่างไรหรือเจ้าคะ?” อวี๋หวั่นถาม
ซั่งกวนเยี่ยนยิ้มและเอ่ยว่า “ท่านอ๋องเป็นคนปลูก”
“ท่านอ๋อง… ปลูกสิ่งนี้?” อวี๋หวั่นไม่เคยได้ยินเยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ย ถึงเรื่องนี้เลย อันที่จริงเยี่ยนจิ่วเฉาก็ไม่ค่อยเอ่ยถึงเยี่ยนอ๋องอยู่ แล้ว อวี๋หวั่นก็กลัวไปสะกิดโดนบาดแผลในใจของเขาจึงไม่คิดจะ
เอ่ยปากถาม
ใบหน้าของซั่งกวนเยี่ยนหวนนึกถึงความทรงจำในอดีต “จวน คุณชายเคยเป็นตำหนักขององค์ชายหก ก่อนขึ้นเป็นอ๋อง ท่านอ๋อง ก็อยู่ที่นั่น ยามนั้นฉงเอ๋อร์ยังเด็ก ท่านอ๋องถามเขาว่าชอบสิ่งใด เดิมทีท่านอ๋องคิดว่าบุตรชายชอบดอกไม้พืชพันธุ์ใด เขาจะปลูก ดอกไม้พืชพันธุ์นั้น แต่ไหนเลยจะรู้ว่าเมื่อเด็กน้อยเอ่ยปากก็ล้วน เป็นของกิน ท่านอ๋องจึงเปลี่ยนสวนดอกไม้เป็นสวนผลไม้แทน”
ดูไม่ออกเลยว่าเยี่ยนจิ่วเฉาก็เคยเป็นเด็กช่างกินเหมือนกัน ตอนนี้คงไม่อาจโทษว่าความตะกละของเหล่าเด็กอ้วนเป็นความ ผิดของเธอได้อีกแล้ว!
อวี๋หวั่นไม่เคยพบเยี่ยนอ๋อง แต่ว่ากันว่าบิดากับบุตรมีความ คล้ายคลึงกันมาก อวี๋หวั่นจินตนาการถึงภาพเยี่ยนจิ่วเฉาถือจอบ ขุดดิน เหงื่อออกท่วมกายราวกับตากฝน ก็น่าขำขันและดูอบอุ่นอยู่ เช่นกัน
ซั่งกวนเยี่ยนกล่าวต่อว่า “บ่อปลานั้นท่านอ๋องก็ขุดเช่นกัน ข้า บอกว่าให้คนรับใช้ขุดก็พอ ทว่าท่านอ๋องก็ยังยืนยันจะทำเอง ฉงเอ๋ อร์เกาะบิดาของเขาตลอด ไม่ว่าบิดาไปที่ใด เขาก็จะไปที่นั่น ผล สุดท้าย เขาก็ขี่คอท่านอ๋อง ท่านอ๋องก็หัวเราะไปพลางขุดบ่อปลาไป พลาง”
เยี่ยนอ๋องผู้ไม่คลุกคลีกับเรื่องทางโลกจะมีท่าทางโง่เขลา เฉพาะตอนอยู่ต่อหน้าภรรยาและบุตรเท่านั้น ซั่งกวนเยี่ยนระลึก
ถึงความหลัง ริบฝีปากหยักพลันยกยิ้ม
“อะแฮ่ม!” เสียงของเซียวเจิ้นถิงดังมาจากประตู
ซั่งกวนเยี่ยนสะดุ้งก่อนจะหันกลับมามองเขา “วันนี้ท่านฝึก ซ้อมเสร็จแต่เช้าเลยหรือ?”
เซียวเจิ้นถิงพักผ่อนอยู่กับบ้าน ทว่าสิบปีไม่เคยห่างจาการฝึก วรยุทธ์แม้แต่วันเดียว เมื่อรู้ว่าวันนี้อวี๋หวั่นจะมา เขาจึงเริ่มฝึกให้ เร็วกว่าเดิมครึ่งชั่วยาม
“แม่ทัพใหญ่เซียว” อวี๋หวั่นลุกขึ้นค้อมคำนับให้ผู้อาวุโสกว่า และใช้คำเรียกตามเยี่ยนจิ่วเฉา
เซียวเจิ้นถิงยิ้มอย่างเปิดเผย “นั่งลงเถิด”
ไม่รู้ว่าเธอคิดไปเองหรือไม่ อวี๋หวั่นรู้สึกว่าวันนี้แม่ทัพใหญ่ เซียวดูแข็งแรงกว่าที่เคย
อวี๋หวั่นนั่งลง
เซียวเจิ้นถิงนั่งลงข้างซั่งกวนเยี่ยน ใช้ไม้จิ้มจิ้มแตงหวานขึ้น มากินหนึ่งชิ้น เขาเป็นผู้บัญชาการทหาร ไม่ชอบใช้ของน่ารักจุ๋มจิ๋ม เช่นนี้ของเหล่าอิสตรี ทว่าสะใภ้อยู่ต่อหน้า เขาจำต้องไม่ทำตัว หยาบคายจนเกินไป
“หวานยิ่งนัก! ซื้อมาจากที่ใดหรือ? รสชาติดีกว่าครั้งก่อนเสีย อีก”
หากไม่มีบทสนทนาก่อนหน้านี้ การตอบไปตามตรงคงไม่ใช่
ปัญหา ทว่ากลับเล่าเรื่องอดีตสามีให้สะใภ้ฟังต่อหน้าและถูกเขา ได้ยินเข้า แล้วยังบอกว่าผลไม้เหล่านี้เยี่ยนอ๋องเป็นคนปลูก ไม่รู้ว่า เขายังจะกินลงอยู่หรือไม่
“ข้านำมาเองเจ้าค่ะ” อวี๋หวั่นกล่าว
“เจ้าก็เลือกเป็นด้วยรึ” เซียวเจิ้นถิงจิ้มอีกสองสามชิ้น
เซียวเจิ้นถิงเป็นบุรุษ อวี๋หวั่นไม่ได้สนทนากับเขามากนัก หลัง จากทั้งสองทักทายกันไม่นาน เธอก็ลุกขึ้นเดินไปเรือนของเซียว จื่อเยว่
ยามนี้ภายในห้องเหลือเพียงสามีภรรยา ซั่งกวนเยี่ยนเอ่ยปาก อธิบาย “เมื่อครู่…”
“คาดไม่ถึงว่าเด็กนั่นไม่ใช่หนอนหนังสือเท่านั้น แต่ยังเพาะ ปลูกเป็นด้วย” เซียวเจิ้นถิงลูบคางอย่างครุ่นคิด
เมื่อซั่งกวนเยี่ยนได้ยินนํ้าเสียงที่ไร้ซึ่งความไม่พอใจของเขา จึงรีบถามด้วยความประหลาดใจ “ท่าน ท่านไม่โกรธหรือ?”
เซียวเจิ้นถิงยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะรีบถอดเสื้อออก ซั่งกวนเยี่ยน สะดุ้งตัวโยนกับสิ่งที่เขาทำอย่างกะทันหัน คิดว่าเขาจะซี้ซั้วโอ้โลม นางกลางวันแสกๆ แต่ไหนเลยจะรู้ว่ามีชุดเกราะอยู่ภายใต้เสื้อผ้า ของเขา
“ท่าน…ใส่ชุดเกราะอันใดอยู่ในบ้านอากาศร้อนเช่นนี้??” แล้วยังแอบใส่ไว้ใต้เสื้อ! ไม่กลัวหายใจไม่ออกตายรึ?!
เซียวเจิ้นถิงหัวเราะฮ่าๆ “ฉงเอ๋อร์ส่งมันกลับมาให้ข้า”
ซั่งกวนเยี่ยนพูดไม่ออก นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้ว ทว่าบุรุษผู้นี้ ยังคงจมอยู่กับความสุขที่ฉงเอ๋อร์มอบชุดเกราะให้แก่เขา? กระทั่ง ความหึงหวงต่อนางกับอดีตสามีก็ยังไม่เก็บมาคิด?
หลิงจือพาอวี๋หวั่นกับคนรับใช้ไปที่ศาลาจื่อเวย เซียวจื่อเยว่กับ บรรดาพี่น้องสตรีนั่งอยู่ในศาลา แต่สิ่งที่ทำให้อวี๋หวั่นต้อง ประหลาดใจคือพระชายาเฉิงอ๋องก็อยู่ที่นั่นด้วย
เมื่อเห็นความประหลาดใจในแววตาของอวี๋หวั่น เซียวจื่อเยว่ จึงเดินไปจับมืออวี๋หวั่นแล้วกระซิบข้างหู “ข้า…ข้าลืมบอกท่าน ไป…”
ไม่ใช่นางลืมบอก ทว่านางไม่ได้ส่งจดหมายเชิญไปให้พระชายา เฉิงอ๋องด้วยซํ้า พระชายาเฉิงอ๋องไม่ได้รับเชิญ นางเป็นพระชายา อ๋อง คนรับใช้ของจวนสกุลเซียวจึงไม่กล้าขวางนาง เซียวจื่อเยว่เอง ก็ไม่อาจทำตัวไม่ต้อนรับ ได้แต่เชิญเข้ามาด้วยความเกรงใจ
เซียวจื่อเยว่ได้ยินว่าพระชายาจากซยงหนูท่านนี้นิสัยไม่ค่อยดี นัก ทั้งยังไม่มีเพื่อนในเมืองหลวงแม้แต่คนเดียว นางกังวลว่าอวี๋ หวั่นจะไม่มีความสุขเพราะไม่ชอบพระชายาเฉิงอ๋อง
แต่ไหนเลยอวี๋หวั่นจะไม่มีความสุข? อย่างไรเสียคนที่ถูกทุบ จนเป็นหัวหมูก็ไม่ใช่เธอ
อวี๋หวั่นเดินเข้าไปทักทายพระชายาเฉิงอ๋องด้วยความใจกว้าง “พระชายาอ๋อง”
“ฮึ!” พระชายาเฉิงอ๋องฮึดฮัดทำหน้าตาหงิกงอ
เมื่อเห็นพระชายาเฉิงอ๋องสะบัดหน้าใส่พี่สะใภ้ เซียวจื่อเยว่ พลันรู้สึกอับอายกลืนไม่เข้าคายไม่ออก หากรู้แต่แรกว่านางจะทำ กิริยาเช่นนี้กับพี่สะใภ้ คงไม่เชิญนางเข้ามาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว!
อวี๋หวั่นสืบเท้าประจันหน้าพระชายาอ๋องและกระซิบเบาๆ “ยัง อยากถูกตีอีกรึ?”
พระชายาเฉิงอ๋องเบิกตากว้างจ้องถมึง “เจ้ากล้า?”
อวี๋หวั่นคลี่ยิ้มแผ่วเบา “แม้พี่ชายเจ้าอยู่ข้าก็กล้า ยามนี้พี่ชาย เจ้าไปแล้ว ยังมีสิ่งใดที่ข้าต้องกลัว”
เมื่อพระชายาเฉิงอ๋องคำนวณโอกาสที่นางจะชนะอวี๋หวั่น ก็ ต้องยอมถอยด้วยความคับแค้นใจ
อวี๋หวั่นดึงข้อมือของพระชายาเฉิงอ๋องอย่างสนิทสนม
เซียวจื่อเยว่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมื่อเห็นทั้งสอง เปลี่ยนการต่อสู้เป็นสันติภาพ ทว่าพี่สะใภ้ยังไม่เคยดึงมือนางก่อน เลย…
เด็กหญิงรู้สึกน้อยอกน้อยใจ
อวี๋หวั่นไม่รู้เลยว่าเซียวจื่อเยว่กำลังหึงเธอ เธอเดินไปทักทาย พี่น้องสตรีของเซียวจื่อเยว่รอบหนึ่ง แล้วจึงนั่งลงข้างพระชายาเฉิ งอ๋อง และถามไถ่ด้วยความสุภาพ “พระชายาอ๋องกับเฉิงอ๋อง สบายดีหรือ?”
พระชายาเฉิงอ๋องกล่าวอย่างเย่อหยิ่ง “หึ! ไก่อ่อนตัวนั้นมีอะไร ดี ข้าใช้แส้ทีเดียวก็ล้มลงไปนอนแล้ว!”
อวี๋หวั่นมุมปากกระตุก เฉิงอ๋องผู้น่าสงสาร คงไม่ใช่ว่าแต่งงาน มานานถึงเพียงนี้แต่ยังไม่ได้ร่วมหอกับเจ้าสาวกระมัง? ต้องบอก ว่าโชคดีที่องค์หญิงแห่งซยงหนูได้แต่งงานกับเฉิงอ๋องที่มีมารยาท และสุภาพเรียบร้อย ไม่เช่นนั้นหากเป็นอ๋องผู้อื่น เกรงว่านางคง ต้องทนทุกข์ทรมานจากนิสัยของตนเอง
ทุกคนมาถึงครบแล้ว เซียวจื่อเยว่จึงให้คนรับใช้นำชาหอมมา ให้ทุกคนดื่มรอบหนึ่ง จากนั้นก็ไปที่สวนผลไม้ของจวนสกุลเซียว เพื่อเก็บองุ่น ยามนี้ยังไม่ใช่ฤดูกาลที่องุ่นชุ่มฉํ่ามากที่สุด ทว่าก็ เพียงพอสำหรับการทำสุรา
“ทำสุราหรือ” พี่น้องสตรีผู้หนึ่งประหลาดใจ
เซียวจื่อเยว่ยิ้มเริงร่าพลางเอ่ยว่า “ใช่แล้ว ข้าเชิญผู้ชำนาญ ด้านสุราในหมู่ชาวบ้านมาสอนวิธีทำสุราให้กับพวกเรา”
การนัดรวมตัวของพี่น้องสตรีส่วนใหญ่เป็นการเพลิดเพลินกับ ดอกไม้และทิวทัศน์ หรือการละเล่นปาลูกดอกลงเป้าและหมาก ล้อม ไม่เคยได้ยินเรื่องการเก็บองุ่นทำสุรามาก่อน สตรีบางส่วน อยากรู้อยากเห็น หยิบตะกร้าเดินเข้าไปในสวนผลไม้พร้อมกับ เซียวจื่อเยว่
ครั้งนี้เซียวจื่อเยว่เดินข้างอวี๋หวั่น พลางจับแขนของเธอ
อวี๋หวั่นก็ปล่อยให้นางจับแขนแต่โดยดี เซียวจื่อเยว่จึงไม่ได้
รู้สึกหึงหวงอีก
เซียวจื่อเยว่ถูกเซียวจื่อหลินทำร้ายจนทุกข์ทรมาน เป็นเวลา หลายวันกว่าตุ่มแดงและผดผื่นจะเลือนหายไปจากร่างกายของ นาง ฮูหยินใหญ่ปิดประตูลงโทษบุตรอนุภรรยาอย่างรุนแรง และไม่ ให้บุตรสาวอยู่กับนางอีก งานเลี้ยงรวมตัววันนี้จึงไม่เห็นนางอยู่ที่นี่
แต่อย่างไรจวนสกุลเซียวก็เป็นที่อยู่ของเซียวจื่อหลินด้วยเช่น กัน เซียวจื่อหลินกับเมิ่งอี๋เหนียงบังเอิญเก็บดอกไม้อยู่ในสวนใกล้ๆ เมื่อกลุ่มสตรีหลายคนเดินมา เซียวจื่อหลินก็หันไปเห็นอวี๋หวั่นที่ เดินอยู่ข้างกายพี่สาวของตน
นางจับมือเมิ่งอี๋เหนียง “อี๋เหนียง นั่นไงนาง!”
“นางที่ใด?” เมิ่งอี๋เหนียงงวยงง
เซียวจื่อหลินตอบ “คนที่แย่งเสื้อผ้ากับข้าที่อวิ๋นสุ่ยเจียน และ คนที่ทำร้ายท่านพี่ที่จวนเฉิงอ๋อง!”
คนที่ทำร้ายเซียวจื่อเยว่เห็นได้ชัดว่าเป็นนาง ทว่าในสายตา ของเซียวจื่อหลิน คนที่นางพุ่งเป้าคืออวี๋หวั่น และต้องเป็นเพราะอ วี๋หวั่นจงใจดึงพี่สาวของนางเข้ามารับเคราะห์แทน
เดิมทีฮูหยินใหญ่ไม่ชอบมารดาและบุตรสาวคู่นี้ ทว่าเห็นแก่ สถานะความสัมพันธ์ของเซียวจื่อหลินกับเซียวจื่อเยว่ จึงทำให้ พวกเขามีความเป็นอยู่ที่ดี แต่เมื่อเกิดเรื่องเซียวจื่อหลิน ‘วางแผน ทำร้าย’ เซียวจื่อเยว่ ฮูหยินใหญ่ก็มีท่าทีหมางเมินในทันที
เมิ่งอี๋เหนียงนึกถึงช่วงเวลาที่ยากลำบากในครึ่งเดือนที่ผ่านมา
ร่องรอยความแค้นพลันฉายชัดในดวงตาทั้งสองของนาง