หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 177.1 เจ้าตัวน้อยน่าเกรงขาม (1)
การเดินทางจากซีเฉิงไปถึงเมืองหลวงอย่างเร็วที่สุดต้องใช้ เวลาประมาณสิบวันถึงครึ่งเดือน โดยส่วนใหญ่แล้วพวกเขามักจะ หาโรงเตี๊ยมพักได้ก่อนฟ้ามืด แต่หากไปไม่ทันเวลาปิดเมือง พวก เขาก็ต้องตั้งค่ายค้างแรมด้านนอก
ฟ้ายังไม่สาง อวี๋หวั่นก็ตื่นนอนแล้ว เธอจะต้มยาให้เยี่ยนจิ่วเฉา
ยิ่งเข้าไปในหนานจ้าวมากเท่าไร อากาศก็ยิ่งชื้นมากขึ้นเรื่อยๆ เรื่องนี้ไม่เป็นผลดีต่ออาการป่วยของเยี่ยนจิ่วเฉา
“ฮูหยิน ให้ข้าทำเถิดเจ้าค่ะ” จื่อซูได้ยินเสียงอวี๋หวั่น นางจึง ลืมตาตื่นแล้วรีบเลิกผ้าห่มลุกขึ้นนั่ง
ฝูหลิงก็ตื่นแล้ว นางขยี้ตาแล้วลุกขึ้นมาซักผ้า
อวี๋หวั่นสั่งว่า “ไม่ต้องหรอก พวกเจ้าไปเดินดูในเมืองสักหน่อย เมื่อวานข้าได้ยินอาม่าบอกว่าพวกเราต้องเดินทางผ่านเขาอีกหนึ่ง วัน ไม่มีโรงเตี๊ยมให้เข้าพัก พวกเจ้าไปเตรียมอาหารไว้ให้พอ”
“เจ้าค่ะ” จื่อซูตอบ
หนานจ้าวอากาศร้อน ไม่สามารถเก็บอาหารได้นาน อาหาร ทั้งหมดต้องกินภายในหนึ่งวัน
จื่อซูและฝูหลิงเก็บห้องเรียบร้อย พวกนางล้างหน้าบ้วนปาก เสร็จก็ลงไปซื้อของ
ต่อให้การเดินทางจะรีบร้อนเพียงใด แต่เรื่องอาหารการกิน และเสื้อผ้าของซื่อจื่อ พระชายาก็ไม่เคยปล่อยให้ขาดตกบกพร่อง และหากเอ่ยถึงอาหารแห้ง ก็ไม่ได้มีเพียงอาหารง่ายๆ อย่างหมั่น โถว ซาลาเปา แต่ยังมีผัก ผลไม้ เนื้อและของว่างต่างก็ซื้อมาแล้ว
“อันนี้ราคาเท่าไหร่หรือ?” จื่อซูมองไปยังแผงขายขนมซานจา หากนางจำไม่ผิด ซื่อจื่อเหมือนจะชอบขนมชนิดนี้มาก
คนขายบอกว่า “ชิ้นสุดท้าย ข้าขายให้เจ้าถูกๆ ห้าเหรียญ ทองแดง!”
ห้าเหรียญทองแดงไม่ถูกสักนิด แต่เมื่อเห็นว่าเป็นชิ้นสุดท้าย จื่อซูจึงตัดสินใจซื้อ
“ไปซื้อขนมมันปูกรอบกันเถอะ” จื่อซูบอกกับฝูหลิง
พระชายาไม่ชอบกินของเปรี้ยว และไม่กินของหวานมากนัก สุดท้ายแล้วตัดสินใจซื้อขนมรสเค็มไปให้จะดีกว่า
ฝูหลิงไม่มีความคิดเห็น เรื่องซื้อของเป็นหน้าที่ของจื่อซู นาง มีหน้าที่หิ้วของเท่านั้น
จื่อซูซื้อของตามความชอบของเยี่ยนจิ่วเฉาและอวี๋หวั่น จาก นั้นก็ซื้อให้คนอื่นๆ ด้วย หลังจากที่อยู่ด้วยกันมาระยะหนึ่ง ใครกิน อาหารมากน้อยเท่าไร ชอบรสชาติอย่างไร จื่อซูล้วนจดจำได้
ซื่อจื่อบอกนางว่าไม่ต้องตระหนี่ สิ่งใดที่ควรซื้อก็ซื้อมา โดย เฉพาะกับนางและฝูหลิง แต่ไหนแต่ไรมาไม่จำเป็นต้อง กระเหม็ดกระแหม่
จื่อซูรู้สึกโชคดีเหลือเกินที่พบกับเจ้านายที่ดีเช่นนี้
และรู้สึกโชคดีที่ในตอนที่นางออกมาจากหอซือเยวี่ย นางไม่ เชื่อคำพูดของเจ้าของหอซือเยวี่ย
นางเป็นคุณหนูจากตระกูลใหญ่ เป็นเพราะครอบครัวของนาง ทำความผิดจึงมีจุดจบเป็นนักโทษ แต่กิริยาวาจา มารยาทและ ท่าทางของนางนั้นมิใช่ว่าสาวใช้ทั่วไปสามารถเปรียบได้ เมื่อรู้ว่าจะ ถูกขายให้จวนคุณชายเยี่ยน เจ้าของหอซือเยวี่ยก็บอกนางว่า ‘อิ๋ งอิ๋ง เจ้ารู้หรือไม่ว่าคนที่ข้าจะส่งเจ้าไปรับใช้คือใคร? เขาคือเจ้าของ เมืองเยี่ยน เจ้าติดตามเขา หลังจากนี้ชีวิตก็จะมีแต่ความรุ่งเรือง ไม่ใช่เพียงเท่านี้ หากจะทำให้ครอบครัวของเจ้ากลับมารุ่งโรจน์อีก ครั้งก็มิใช่เรื่องยาก’
เรื่องนี้นางไม่เคยเล่าให้ผู้ใดฟัง
เจ้าของหอซือเยวี่ยหวังดีกับนางจริงๆ หรือว่ามีแผนอื่นก็ไม่ อาจรู้ได้
กระนั้นเรื่องที่ไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือ มีครั้งหนึ่งที่นางเคยคิด เช่นกัน นางเป็นถึงคุณหนูเกิดมาใช้ชีวิตสุขสบาย แต่อับโชคต้อง ตกมาเป็นคนใช้ ใครเล่าจะไม่อยากกลับไปมีวันคืนที่ดีเหมือนเมื่อ ก่อน? ใครเล่าจะไม่อยากกลับไปมีครอบครัวที่พร้อมหน้าพร้อมตา อีกครั้ง?
แต่นางไม่ได้ทำเช่นนั้น
บอกไม่ถูกว่าเป็นเพราะไม่กล้าหรือไม่อยากทำ สุดท้ายนางจึง
พับความคิดนี้เก็บไป
โชคดีที่ความคิดนี้ได้มอดไหม้ไปแล้ว
เจ้านายทั้งสองของนาง จะว่าดีก็ดีเหลือเกิน ดีกับบ่าวและ บริวาร ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ดียิ่งกว่า แต่จะว่าร้ายก็ร้ายได้เกิน กว่าจินตนาการไว้
ตราบจนทุกวันนี้ จื่อซูยังไม่เคยลืมว่าซูมู่ถูกพระชายาจัดการ อย่างไร
“ถังหูลู่” ฝูหลิงนํ้าลายสอ
จื่อซูเหลือบมองนาง “รู้แล้ว เดี๋ยวข้าซื้อให้”
จื่อซูซื้อถังหูลู่สิบไม้ แล้วส่งให้ฝูหลิงทั้งหมด
ฝูหลิงกินเข้าไปคำโต
ระหว่างทางกลับโรงเตี๊ยม ขณะที่พวกนางเดินผ่านร้านขาย ข้าวสาร ก็พบกับหัวขโมย เขาชนเข้ากับจื่อซูและเดินจากไปพร้อม กับกระเป๋าเงินของนาง
“เงิน!” จื่อซูหน้าซีดเผือด
มือข้างหนึ่งของฝูหลิงถือห่อของประมาณเจ็ดแปดห่อ มืออีก ข้างหนึ่งถือถังหูลู่อยู่อีกสิบไม้ นางตามไปอย่างรวดเร็ว แล้วถีบหัว ขโมยเข้าเต็มแรง
หัวขโมยไม่เคยลิ้มลองฝ่าเท้าที่หนักถึงเพียงนี้มาก่อน เขา ตาเหลือกแล้วหมดสติไป
จื่อซูถอนหายใจอย่างโล่งอก นางเดินเข้าไปหยิบกระเป๋าเงิน
ในตอนนั้นเอง บุรุษคนหนึ่งเดินออกมาจากร้านขายข้าวสาร พอดี เขาเดินมาด้านหน้าหัวขโมย เมื่อเห็นจื่อซูซึ่งเพิ่งหยิบกระเป๋า เงินตนเองออกมา นัยน์ตาของเขาก็พลันปรากฏความประหลาดใจ เขาเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางเกรงอกเกรงใจว่า “ที่แท้แม่นางก็เป็นคนจับ หัวขโมย ต้องขอบคุณแม่นาง”
จื่อซูค้อมกายน้อยๆ อย่างมีมารยาท
บุรุษผู้นั้นนั่งยอง แล้วหยิบกระเป๋าเงินมาจากหัวขโมย “เขาก็ ขโมยของข้าไปเช่นกัน”
เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับจื่อซู ขโมยหรือไม่ขโมยกระเป๋าเงิน ของเขาแล้วอย่างไร จื่อซูคิดเพียงว่าจะรีบผละออกไป
จื่อซูดึงฝูหลิงเดินไป
บุรุษผู้นั้นยิ้ม กล่าวว่า “ขอบคุณแม่นาง ข้าขอถามชื่อของแม่ นางได้หรือไม่?”
จื่อซูขมวดคิ้ว นางไม่สนใจเขา และเดินออกไปพร้อมกับฝูหลิง
อันที่จริงเรื่องก็ควรจะจบลงเพียงเท่านี้ ไหนเลยจะรู้ว่าก่อนที่ พวกเขาจะออกเดินทาง ปรมาจารย์พิษก็มาหาอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นแต่งกายเป็นคุณชายคนหนึ่ง บอกปรมาจารย์พิษไป เพียงว่าเธอแซ่อวี๋
ในสายตาของปรมาจารย์พิษ คุณชายเยี่ยนก็ดี คุณชายอวี๋ก็ดี
ล้วนแต่ไม่ได้เรื่อง เมื่อมาอยู่ต่อหน้าปรมาจารย์พิษที่มีพลังแก่กล้า อย่างเขาแล้ว ไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงด้วยซํ้าไป
เพราะฉะนั้น ปรมาจารย์พิษจึงบอกสิ่งที่เขาต้องการไปอย่าง ปราศจากความเกรงใจ
“ว่าอย่างไรนะ? จะซื้อสาวใช้ของข้ารึ?” อวี๋หวั่นถามยํ้าเขา
“สาวใช้ที่ชื่อจื่อซู” เขายอมรับตามตรง
อวี๋หวั่นแค่นหัวเราะ คนคนนี้มาหาเธอแต่เช้า เขาเห็นเธอเป็น อะไร? ที่แท้ก็อยากจะซื้อตัวจื่อซู เห็นว่าท่าทางน่าจะพอมีเหตุผล อยู่บ้าง แต่เขากลับทึกทักว่าจื่อซูเป็นสาวใช้ของเขาเสียอย่างนั้น
“ข้าไม่ขาย”
“หนึ่งร้อยตำลึง”
อวี๋หวั่นหัวเราะร่วน “ท่านคิดว่าข้าขาดแคลนเงินถึงเพียงนั้น เชียวหรือ?”
ปรมาจารย์มีสีหน้าจริงจัง “นี่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องเงิน เจ้ารู้หรือไม่ ว่าผู้ที่ต้องการซื้อสาวใช้ของเจ้าคือใคร?”
“องค์ประมุขของหนานจ้าวรึ?” อวี๋หวั่นเย้าหยอก
ปรมาจารย์พิษสีหน้าเย็นเยียบ “เจ้าคิดว่าตนเองเป็นตี้จีหรือ อย่างไร องค์ประมุขจะมาสนใจสาวใช้ของเจ้าไปเพื่ออะไร? คนผู้ นั้นเป็นปรมาจารย์พิษอีกคนหนึ่ง ความสามารถของเขาเหนือกว่า ข้าเสียอีก ที่เข้าเมืองหลวงในครั้งนี้ก็เพราะว่าอาจารย์ของเขาได้
รับคำเชิญจากจวนประมุขหญิง เขาถูกใจสาวใช้ของเจ้า ก็นับเป็น โชคของเจ้าแล้ว เจ้าอย่าได้เฉไฉ”
จวนประมุขหญิง? หมายถึงตี้จีองค์เล็กที่เป็นที่พูดถึงคนนั้น หรือเปล่านะ?
อวี๋หวั่นไม่ได้มีความรู้สึกที่ดีต่อนางเท่าไรนัก
ครั้งนี้ไม่ต้องพูดถึงสาวใช้หรอก ต่อให้เป็นผ้าขาดๆ ผืนหนึ่ง อ วี๋หวั่นก็จะไม่ขายให้อีกฝ่าย
ปรมาจารย์พิษต้องการใช้สาวใช้ไปผูกมิตรกับอีกฝ่าย แม้ว่า เขาจะถูกเชิญไป แต่ว่าครอบครัวที่เชิญเขาไปนั้นไม่อาจเทียบได้กับ ประมุขหญิงแห่งหนานจ้าวผู้ยิ่งใหญ่ หากเขาสามารถประจบประ แจงอีกฝ่ายได้ ภาคภาคหน้าก็อาจมีโอกาสได้เข้าไปถึงจวนของ ประมุขหญิง และเมื่อเป็นเช่นนั้นเขาก็คงมีอนาคตที่สดใสกว่านี้ อย่างแน่นอน
ปรมาจารย์พิษบอกว่า “ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ต้องขาย!”
“โอ้? อย่างนั้นหรือ?” อวี๋หวั่นเลิกคิ้ว
ปรมาจารย์พิษตอบอย่างได้ใจว่า “เจ้าอย่าลืมสิว่าพวกเจ้า ทั้งหมดล้วนแต่ได้รับพิษของข้า หากเจ้าไม่ยอม
ขายสาวใช้คนนั้นให้ ข้าก็จะทำให้พวกเจ้าทั้งหมดตาย!”
อวี๋หวั่นถอนหายใจยาวๆ “เฮ้อ ดูแล้วสามีข้าสายตาแม่นยำ เหลือเกิน เจ้านิสัยแย่จริงๆ ด้วย”
สามีอะไรกัน? ปรมาจารย์ไม่เข้าใจ แต่ประโยคหลังเขาเข้าใจ อย่างถ่องแท้ เจ้าเด็กคนนี้กำลังด่าเขาอยู่! เขาเป็นปรมาจารย์พิษ เชียวนะ! เจ้าเด็กคนนี้กล้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร?!
เขาพูดด้วยโทสะว่า “ข้าคงจะต้องแสดงพลังให้พวกเจ้าดูสัก หน่อยแล้ว พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือว่าพวกเจ้าเป็นใคร!”
บทที่ 177.2 เจ้าตัวน้อยน่าเกรงขาม (2)
อวี๋หวั่นรอชมการแสดงของเขาอย่างใจเย็น
เขาหยิบกระดิ่งทองแดงออกมาค่อยๆ โบก
นั่นคือกระดิ่งควบคุมหนอนพิษ ทุกครั้งที่หนอนพิษได้ยินเสียง กระดิ่ง มันจะอยู่ไม่สุขและเคลื่อนไหวตลอดเวลา ผู้ที่มีหนอนพิษ อยู่ในร่างจะรู้สึกประหนึ่งถูกมดนับหมื่นกัดกินหัวใจ เจ็บปวดจนไม่ อยากมีชีวิตอยู่
แน่นอนว่าเขาเพียงแต่ต้องการจะสั่งสอนอีกฝ่ายก็เท่านั้น ไม่ ได้มีเจตนาสังหารผู้ใด เพราะฉะนั้นเขาจึงสั่นกระดิ่งเบาๆ
แต่ถึงแม้จะสั่นกระดิ่งเบาๆ ก็นับว่าเพียงพอที่จะทำให้อีกฝ่าย เจ็บปวดจนแดดิ้น
ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาตื่นตะลึงก็คือ อย่าว่าแต่แดดิ้นเลย หนัง ตาของอวี๋หวั่นไม่กระตุกด้วยซํ้าไป
“เป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไร?”
เขาจ้องไปยังอวี๋หวั่นด้วยความประหลาดใจ จากนั้นก็มอง กระดิ่งในมือของตน แล้วเขย่ามันด้วยแรงที่มากขึ้น
กระนั้นไม่ว่าจะสั่นแรงถึงเพียงใด อวี๋หวั่นก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบ สนองแม้แต่น้อย
อวี๋หวั่นหาว “เขย่าพอแล้วหรือยัง? ถ้ายังไม่พอเจ้าก็เขย่าต่อ
ไปแล้วกัน ข้าจะไปนอนรอบนรถม้า”
“เป็นไปไม่ได้…เป็นไปไม่ได้…” ปรมาจารย์พิษทำตาโตอย่าง ไม่อยากเชื่อ กระดิ่งของเขาถูกเขย่าจนอีกนิดเดียวคงหักแล้ว เหตุ ใดหนอนพิษไม่ทำอะไรเลยเล่า?
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
ปรมาจารย์พิษสาวเท้าเข้าไปคว้าไหล่อวี๋หวั่นอย่างเกรงใจ
อวี๋หวั่นหันมาโดยสัญชาตญาณ คว้าคอแล้วตวัดเขาลงบนพื้น
เรื่องนี้จะโทษอวี๋หวั่นก็ไม่ได้ ใครให้เขาพุ่งมาโดยไม่ให้สุ้มให้ เสียงกันเล่า?
ปรมาจารย์พิษร้องโอดโอยอย่างน่าสงสารมาจากทางเดิน
เจียงไห่ ชิงเหยียนและเยว่โกวตกใจเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ปรมาจารย์พิษใบหน้าเบี้ยวบูด แล้วร้องเสียงดังลั่น “จับเขาเอาไว้!”
จับใคร? อวี๋หวั่นหรือ? เจ้าสมองกลับไปแล้วกระมัง?
ทั้งสามคนไม่มีใครขยับ
ในตอนนั้นปรมาจารย์พิษจึงนึกขึ้นได้ว่าคนกลุ่มนี้เป็นพวก เดียวกัน เจ้าเด็กคนนี้เป็นคนในครอบครัวของผู้คุ้มกันสินค้าของ เขา คิดจะรวมหัวกันรังแกเขาใช่ไหมเล่า? ได้ เขาจะแสดงความ เก่งกาจให้พวกเขาดูสักครา!
ปรมาจารย์พิษท่องมนต์ หยิบกระดิ่งออกมา แล้วกระโดดอยู่ กับที่
หนอนพิษทั้งหมดเอ๋ย จงตื่นขึ้นบัดเดี๋ยวนี้!
ทั้งสามคนมองเขาด้วยความตะลึงงัน
เจียงไห่กระซิบว่า “เขาเป็นอะไร? ถูกคุณชายอวี๋ฟาดจนเสีย สติไปแล้วรึ?”
ปรมาจารย์พิษ: เจ้าน่ะสิเสียสติ! พวกเจ้าทั้งหมดล้วนเสียสติ!
เขากระโดดไปเรื่อยๆ กระโดดจนหน้าแดงตาเหลือก ชุยเฒ่า ได้ยินเขาทำเสียงดัง เขาเดินมาพร้อมกับกัดเนื้อแพะ แล้วกล่าวอ ย่างหมดความอดทนว่า “ยังเช้าอยู่พวกเจ้าเอะอะโวยวายอะไรกัน! อยู่เงียบๆ ไม่ได้รึไง!”
ปรมาจารย์พิษกำลังเป็นบ้าจริงๆ แล้ว!
คนอายุน้อยเหล่านี้ทนต่อหนอนพิษของเขายังพอเข้าใจได้ ทว่าแม้แต่คนแก่ใกล้ลงโลงอย่างนี้ก็ไม่เป็นไรรึ?
“ชิ” ชุยเฒ่ากลอกตาแล้วเดินกลับห้องไป
พวกเจียงไห่ส่งสายตาเวทนาให้ปรมาจารย์พิษ จากนั้นก็แยก ย้ายไปเก็บของ
ปรมาจารย์พิษมีสารถีคนหนึ่ง เป็นผู้ที่ติดตามเขามาตลอด เขาเข้ามาแล้วบอกว่า “ปรมาจารย์ขอรับ ต้องออกเดินทางแล้ว”
ปรมาจารย์พิษกัดฟัน บอกว่า “เจ้าบอกให้พวกเขารอ ข้าจะไป ที่หนึ่งก่อน”
“ขอรับ”
ปรมาจารย์พิษเป็นผู้ว่าจ้าง เขาบอกให้รอ พวกเขาก็ต้องรอ เรื่องนี้ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ เพราะฉะนั้นเขาก็ไม่จำเป็นต้อง กังวลว่าพวกเขาจะหนีไป อย่างไรเสียพวกเขาก็ไม่มีหนังสือผ่าน ทาง จะหนีไปไหนได้?
ปรมาจารย์พิษไปพบคนที่โรงเตี๊ยมอีกแห่งหนึ่ง คนผู้นั้นก็คือ บุรุษที่ถูกตาต้องใจจื่อซูบนถนนนั่นเอง
บุรุษผู้นี้มีชื่อว่าเฟ่ยหลัว เป็นปรมาจารย์พิษอันดับหนึ่งเมืองอู เขานับว่ามีชื่อเสียงมาก เฟ่ยหลัวนั้นแข็งแกร่งกว่าผู้ว่าจ้างพวก เจียงไห่มาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่ายังมีปรมาจารย์พิษระดับสูงที่แข็ง แกร่งกว่าเฟ่ยหลัวอีกไม่รู้เท่าไร
ต่างกันเพียงคำเดียว แต่ความแข็งแกร่งนั้นต่างราวฟ้ากับดิน
มีเพียงปรมาจารย์พิษระดับสูงเท่านั้นที่มีคุณสมบัติเพียงพอที่ จะเป็นแขกของราชวงศ์
“ใต้เท้าเฟ่ยหลัว” ปรมาจารย์พิษคำนับ
ดวงตาเรียวราวกับนกเฟิ่งหวงของเฟ่ยหลัวหรี่ลง “คนเล่า?”
ปรมาจารย์พิษรู้สึกละอายใจ “พวกเขาไม่ยินดีจะขายให้”
เฟ่ยหลัวแค่นเสียง ‘หึ’ ขึ้นจมูกแล้วกล่าวว่า “เป็นแค่สาวใช้ คนหนึ่ง พวกเขายังไม่ยอมขายให้อีกรึ? เจ้าพูดกับพวกเขาอย่าง จริงจังแล้วใช่หรือไม่? จะเรียกราคาเท่าไหร่ก็ได้”
“พวกเขามิได้ขาดแคลนเงิน” ปรมาจารย์พิษบอก
“อ้อ?” เฟ่ยหลัวเลิกคิ้ว “เจ้าได้บอกพวกเขาหรือไม่ว่าข้าเป็น ปรมาจารย์พิษของจวนประมุขหญิง?”
ปรมาจารย์พิษตอบด้วยความสับสน “ข้าบอกแล้ว ข้าลงมือ จัดการพวกเขาแล้วด้วย แต่…หนอนพิษของข้าคล้ายกับจะทำ อะไรไม่ได้ไร ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”
เฟ่ยหลัวหัวเราะถากถาง “จะเป็นอะไรไปได้ เจ้าเจอกับ ปรมาจารย์พิษที่เก่งกว่าเข้าแล้วน่ะสิ”
ปรมาจารย์พิษส่ายหน้า “เป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครในพวกเขาที่ เป็นปรมาจารย์พิษ” ถ้าหากมีละก็คงไม่มาเป็นผู้คุ้มกันให้เขาเพียง เพื่อหนังสือผ่านทางหรอก
เฟ่ยหลัวครุ่นคิด แล้วบอกว่า “เช่นนั้นก็หมายความว่าพวก เขามีราชันสัตว์พิษในครอบครอง หนอนพิษของพวกเจ้าจึงถูกกด เอาไว้”
“เรื่องนั้น…”
“เดิมทีข้าต้องการเพียงสาวใช้เท่านั้น ไม่คิดเลยว่าจะได้มาพบ กับราชันสัตว์พิษอีกด้วย” เฟ่ยหลัวโบกขวดมรกตโปร่งแสงในมือ “ลูกรักของข้าไม่ได้กินอะไรมานานแล้ว ข้าควรจะหาของอร่อยให้ มันกินบ้างแล้ว”
ทันทีที่ปรมาจารย์พิษเห็นขวดมรกตนั้น เขาก็ตกตะลึง
หากเขาไม่ได้มองผิดไป ในขวดนั้นมีคางคกทองพิษ!
ราชันสัตว์พิษที่เก่งกาจในสุดที่เขาเคยเห็นในชีวิตก็คือหนอน ไหมทองพิษ แต่ต่อให้เก่งกาจเท่าใดก็เป็นเพียงราชันร้อยสัตว์พิษ ทว่าคางคกทองพิษนั้นไม่เหมือนกัน มันแทบเทียบชั้นกับราชัน หมื่นสัตว์พิษได้เลยทีเดียว!
เฟ่ยหลัวมีสัตว์พิษที่เก่งกาจถึงเพียงนี้ในครอบครอง เขาคิดไม่ ผิดจริงๆ ที่ประจบประแจงคนผู้นี้
ปรมาจารย์พิษคุกเข่าลงทันที “ใต้เท้าเฟ่ยหลัวต้องการให้ข้า ทำอะไร ได้โปรดบอกมาเถิดขอรับ ต่อให้ต้องบุกนํ้าลุยไฟข้าก็จะไป ทำให้! ”
ทางด้านอวี๋หวั่นและคนอื่นๆ ต่างก็เก็บของขึ้นรถม้ารอออก เดินทาง แต่รออยู่นานปรมาจารย์พิษก็ยังไม่มา แต่ละคนก็เริ่มมี สีหน้าไม่สู้ดี
ขณะที่เจียงไห่กำลังจะออกตามหาเขานั้นเอง ปรมาจารย์พิษก็ ปรากฏตัวพร้อมกับสีหน้าเปี่ยมความมั่นใจ
ปรมาจารย์พิษเหลือบมองรถม้าของอวี๋หวั่น แล้วกล่าวด้วย ความเย่อหยิ่งว่า “เตรียมตัวกันแล้วก็ออกเดินทางได้ เราต้องเดิน ทางให้ถึงเมืองหลิ่วก่อนตะวันตกดิน ไม่เช่นนั้นก็คงต้องค้างแรม ข้างนอก”
พรึ่บ!
อวี๋หวั่นดึงม่านลง
คิดซะว่าเขากำลังผายลม
ปรมาจารย์พิษมุมปากกระตุก
อีกไม่นานใต้เท้าเฟ่ยหลัวก็จะลงมือแล้ว ข้าจะรอดูว่าเจ้ายังจะ โอหังเช่นนี้ได้อีกหรือไม่!
“พระชายา…” จื่อซูมองไปยังอวี๋หวั่นด้วยความกังวล นางรู้ดี ว่าตนสร้างเรื่องเสียแล้ว นางไม่ควรจับหัวขโมย สุดท้ายก็มาเจอ กับคนบ้ากาม ยิ่งไปกว่านั้นคนบ้ากามคนนั้นกลับเก่งกาจ เก่งกาจ กว่าผู้ว่าจ้างพวกเขาเสียอีก และตอนนี้ก็เป็นเพราะว่าฮูหยินไม่ ยอมขายนาง ผู้ว่าจ้างจึงโมโห…
อวี๋หวั่นเหลือบมองจื่อซู กล่าวว่า “ไม่ใช่ความผิดของเจ้า เจ้า ไม่ต้องคิดมาก อีกอย่างข้าก็ไม่มีทางยกเจ้าให้ใครหรอก นอกเสีย จากว่าเจ้าอยากไป”
จื่อซูคุกเข่าลง “บ่าวไม่อยากไปเจ้าค่ะ! บ่าวจะรับใช้พระชายา ไปตลอดชีวิต!”
“ย่อมได้” อวี๋หวั่นมองออกไปนอกผ้าม่าน “เจ้าไปเถอะ”
จื่อซูได้สติ หลังจากที่จัดอาหารใส่จานแล้ว นางก็ลงจากรถม้า แล้วไปนั่งบนรถม้าของตนกับฝูหลิง
รถม้าเคลื่อนไปทางทิศใต้
ครึ่งวันเช้า ปรมาจารย์พิษง่วนอยู่กับการบอกให้สารถีเร่ง ความเร็วของรถม้า เพื่อจะได้เข้าเมืองทัน แต่ครึ่งวันบ่ายเขากลับ ปวดท้องกะทันหัน รถม้าจึงต้องหยุดลง และสุดท้ายก็ไปไม่ทัน เวลาปิดประตูเมือง