หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 179 จัดการปรมาจารย์ (2)
“แต่ว่า…แต่ว่า…” จื่อซูกำมือแน่นจนนิ้วจิกเข้าไปในเล็บ
ปรมาจารย์พิษมองความตั้งใจแรกเริ่มของนางออกอย่างนั้น หรือ? คนเราล้วนมีความรู้สึก ถ้าเจ้านายของนางอยากจะขาย นาง ก็คงไม่จำเป็นต้องมานั่งสนใจเรื่องนี้ แต่เพื่อที่จะปกป้องนาง พวก เขากลับไม่กลัวที่จะเป็นศัตรูกับปรมาจารย์พิษถึงสองคน ตัวนาง มิได้มีค่าอะไร แต่ก็ไม่อาจทนดูพวกเขาทุกข์ทรมานได้
“เอาเถอะ ข้าจะไม่บังคับเจ้า อำนาจในการตัดสินใจอยู่ในมือ ของเจ้า ข้าก็เพียงยํ้าเตือนเจ้าว่าใต้เท้าท่านนั้นไม่อาจล่วงเกินได้ พลังของเขาก็ไม่อาจดูเบา ต้องรอให้เขาสังหารคุณชายของเจ้า ก่อน เจ้าก็จะตกอยู่ในกำมือของเขาอยู่ดี เจ้าไปเถิด คิดให้ดีแล้ว มาบอกข้า หากเจ้าคิดไม่ได้ข้าก็จนปัญญา พวกเจ้าเป็นผู้คุ้มกัน ของข้า แต่ตัวข้าเองก็ไม่อาจปกป้องพวกเจ้าได้”
ปรมาจารย์พิษพูดออกไปเช่นนี้ก็เพียงเพื่อให้แน่ใจว่าจื่อซูยัง คงมีจิตสำนึกอยู่ นางไม่อาจปล่อยให้คุณชายบ้านตนตกอยู่ใน อันตรายได้
และเป็นดังคาด จื่อซูเดินไปถึงหน้าประตู ทันใดนั้นนางก็ กัดฟัน แล้วคุกเข่าลง “ใต้เท้าได้โปรดปกป้องคุณชายทั้งสองของ ข้าด้วย!”
“เอ้อ” ปรมาจารย์พิษยื่นมือออกมา “เมื่อเป็นเช่นนี้ จะรีรอ
ทำไมแต่แรก? เอาเถอะๆ เห็นแก่ความจริงใจของเจ้า ข้าจะทำให้ดี ที่สุด”
ที่ปรมาจารย์พิษกล่าวเช่นนี้ก็เพราะเขาไม่อยากทำให้จื่อซูไม่ พอใจ มิเช่นนั้นหากภายภาคหน้าจื่อซูได้รับความรักความเอ็นดู แล้วเป่าหูใต้เท้าเฟ่ยหลัว เขาเองก็คงไม่รอด “เจ้าคงมีวิธีให้ คุณชายปล่อยเจ้าไปกระมัง?”
จื่อซูส่ายหน้า “คุณชายทั้งสองมีพระคุณต่อข้ามากเหลือเกิน มิได้รังเกียจที่ข้าเป็นบ่าว ข้าคิดว่าพวกเขาคงมองออกว่าข้าไม่ จริงใจ”
ปรมาจารย์พิษทอดถอนใจ “เช่นนั้นก็ทำได้เพียงปิดบังพวก เขาไว้ก่อน”
ความสงสัยปรากฏบนใบหน้าของจื่อซู “ใต้เท้าหมายความ ว่า…”
ปรมาจารย์พิษกล่าวว่า “ข้าจะแอบส่งเจ้าไปหาใต้เท้าเฟ่ยหลัว กว่าพวกเขาจะรู้ก็สายไปเสียแล้ว ทำได้เพียงแต่ยอมรับความจริง”
จื่อซูเงียบงัน
ปรมาจารย์พิษบอกอย่างจริงใจ “ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่บังคับ เจ้า หากเจ้าจะเปลี่ยนใจก็ยังทัน…”
จื่อซูกัดฟัน “ไม่ ข้าไม่เปลี่ยนใจ! ข้าจะไปกับใต้เท้า!”
“เอ้อ ไม่ต้องรีบร้อน” ดวงตาของปรมาจารย์พิษเป็นประกาย
เดิมทีใต้เท้าเฟ่ยหลัวต้องการเพียงจื่อซู แต่ว่าตอนนี้น่ะหรือ…
“มีอะไรหรือใต้เท้า?” จื่อซูมองไปยังเขาอย่างไม่เข้าใจ
ปรมาจารย์พิษตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “อันที่จริงใต้เท้า เฟ่ยหลัวมีแผนร้ายกับคุณชายทั้งสองของเจ้า แต่เจ้าวางใจเถิด ข้าได้โน้มน้าวเขาแล้ว เพียงแต่ว่า…”
ไม่จำเป็นต้องให้ปรมาจารย์พิษเอ่ยปากเอง จื่อซูก็เดาได้ว่า เรื่องเป็นอย่างไร
จื่อซูอ้อนวอนว่า “ใต้เท้าโปรดบอก ขอเพียงปกป้องคุณชายทั้ง สองได้ ให้ข้าทำอะไรข้าก็จะทำ!”
“ไม่ยาก” ปรมาจารย์พิษหยิบไข่มุกลูกกลมออกมาจากแขน เสื้อ แล้วส่งให้จื่อซู “นี่คือไข่มุกพิษ ข้าต้องการให้เจ้าใช้มันหาของที่ เหมือนกันมา ของชิ้นนั้นอยู่กับคุณชายบ้านเจ้าไปก็ไร้ประโยชน์ แต่ใต้เท้าเฟ่ยหลัวชื่นชอบ หากเจ้าสามารถนำของนี้ไปส่งมอบให้ เขาได้ เจ้าก็จะสามารถยื่นเงื่อนไขเพื่อไว้ชีวิตคุณชายบ้านเจ้าได้ อย่างแน่นอน”
จื่อซูรับไข่มุกพิษไป
ผ่านไปสองเค่อ จื่อซูก็กลับมาอย่างลับๆ ล่อๆ
ใบหน้าของปรมาจารย์พิษเต็มไปด้วยความคาดหวัง “เจอแล้ว หรือ?”
จื่อซูส่ายหน้า “ไม่มีของที่ท่านว่า”
“เจ้าดูอย่างที่ถ้วนแล้วหรือยัง?” ปรมาจารย์พิษถาม
จื่อซูตอบอย่างจริงจังว่า “ข้าหาแล้ว ท่านบอกว่าเมื่อลูกแก้ว พิษเข้าใกล้ของสิ่งนี้แล้วจะสว่างขึ้นมา แต่มันไม่สว่างเลย”
ปรมาจารย์พิษพึมพำ “หรือว่าใต้เท้าเฟ่ยหลัวจะเดาผิดไป? พวกเขาไม่ได้มีราชันสัตว์พิษอยู่ในครอบครอง?”
“ใต้เท้าท่านพูดอะไรหรือ?” จื่อซูจ้องมองเขา คล้ายกับได้ยิน ไม่ชัด
ปรมาจารย์พิษกระแอม “ไม่มีอะไร เจ้าลองไปหาที่ตัวคุณชาย มาแล้วใช่หรือไม่?”
จื่อซูก้มหน้าลงทันที “ข้าจะไปกล้าได้อย่างไร? หากมันส่อง แสงขึ้นมาแล้วคุณชายเห็น เกิดถามข้าขึ้นมา ข้าจะตอบว่า อย่างไร?”
เมื่อคิดเช่นนั้น ก็หมายความว่าเป็นไปได้ที่ของจะอยู่ที่ คุณชาย…ปรมาจารย์พิษลูบคาง ย่อมได้ ใต้เท้าเฟ่ยหลัวเดิมทีก็ เพียงให้เขาส่งแม่นางจื่อซูไปให้ เขาใจร้อนอยากจะสร้างความดี ความชอบ จึงคิดจะส่งมอบราชันหนอนพิษไปให้พร้อมกัน อีก ประเดี๋ยวใต้เท้าเฟ่ยหลัวลงมือด้วยตนเองก็ไม่ต่างกัน เขาปักหลัก อยู่ที่นี่ ไยจะต้องกลัวพวกเขาหนีด้วย?
“ทำอย่างไรดี ใต้เท้า? ข้าไม่ได้ของมา แล้วข้าจะช่วยคุณชาย ได้อย่างไร?” จื่อซูเอ่ยถามด้วยความร้อนรน
ปรมาจารย์พิษกล่าวด้วยเสียงสูงตํ่าว่า “เรื่องนั้น…ขึ้นอยู่กับ
ว่าเมื่อเจ้าอยู่ต่อหน้าใต้เท้าเฟ่ยหลัวเจ้าจะขอร้องเขาอย่างไร เจ้า วางใจเถิด ขอเพียงเจ้าเอาอกเอาใจใต้เท้าเฟ่ยหลัว ใต้เท้าเฟ่ยหลัว ไม่ทำให้คุณชายบ้านเจ้าเดือดร้อนหรอก”
จื่อซูกัดริมฝีปาก “เช่นนั้น…เช่นนั้นใต้เท้านำทางข้าไปเถิด ข้า จะไปพบหน้าใต้เท้าเฟ่ยหลัว”
เข้าทางพอดิบพอดี ไม่เสียแรงที่พูดจนนํ้าลายแห้ง
ปรมาจารย์พิษสวมผ้าคลุมสีดำ พาจื่อซูเดินผ่านป่า เดินตาม เส้นทางคดเคี้ยวซึ่งนัดแนะกับเฟ่ยหลัว จนไปถึงหน้ากระโจมหลัง หนึ่ง
กระโจมหลังนี้หรูหรากว่ากระโจมของพวกอวี๋หวั่นเป็นไหนๆ สามารถเทียบกับกระโจมหลังใหญ่สำหรับตั้งกลางทุ่งหญ้า นั่น แสดงให้เห็นว่าฐานะของเจ้าของกระโจมนั้นสูงมาก
ด้านนอกกระโจมมีองครักษ์คอยอารักขา ทุกคนล้วนแต่สวม ชุดเกราะเต็มยศ พวกเขาไม่ได้ถอดชุดเกราะออกแม้ว่าจะออกมา จากเมืองหลวงแล้วก็ตาม
“พวกเขาเหล่านี้คือองครักษ์ที่ประมุขหญิงทรงส่งมา” ปรมาจารย์พิษเห็นว่าจื่อซูตกใจกลัว จึงอดไม่ได้ที่จะอธิบายแกม โอ้อวดให้นางฟัง
“อ้อ” จื่อซูก้มหน้า
นี่มันปฏิกิริยาตอบสนองแบบไหนกัน? งงหรือ? ปรมาจารย์ พิษขมวดคิ้วพร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า “อีกประเดี๋ยวเจ้าอยู่ต่อหน้าใต้เท้า
เฟ่ยหลัว เจ้าต้องตั้งสติให้ดี อย่าคิดเล่นตุกติก นึกไว้เสมอว่า คุณชายบ้านเจ้าจะเป็นหรือตายขึ้นอยู่กับเจ้า”
“อืม” จื่อซูพยักหน้า
อย่างน้อยก็ทำให้นางรู้สึกกลัวได้ ปรมาจารย์พิษคิดในใจ
ปรมาจารย์พิษมิได้นำเรื่องนี้มาใส่ใจ เขาให้คนไปแจ้งเฟ่ยหลัว ไม่นานลูกศิษย์ของเขาก็ออกมา แล้วบอกว่า “เจ้าไปได้แล้ว อย่า ลืมว่าทำตามแผนเดิมทั้งหมด”
ปรมาจารย์พิษส่งสายตาไปยังจื่อซูอย่างแนบเนียน มุมปาก ของเขายกขึ้นพลางบอกว่า “ฝากไปบอกใต้เท้าเฟ่ยหลัวด้วยว่าทุก สิ่งล้วนอยู่ในมือข้า”
“เจ้า เข้ามา!”
หลังจากที่ปรมาจารย์พิษกลับไปแล้ว ลูกศิษย์ก็นำจื่อซูเจ้าไป ในกระโจม
ด้านในกระโจมโอ่โถงหรูหรา จื่อซูไม่จำเป็นต้องค้อมตัวเมื่อ เดินเข้าไป แม้แต่เมื่อเดินเข้าไป นางก็ยังยืนตัวตรงได้
สายตาของจื่อซูไปหยุดอยู่ที่บุรุษซึ่งนั่งอยู่ที่พื้น เบื้องหน้าของ เขามีโต๊ะเตี้ยสี่เหลี่ยมวางอยู่ บนโต๊ะตัวนั้นมีสุราชั้นดี ขนมและผล ไม้จัดวางอยู่พร้อมพรั่ง
เฟ่ยหลัวเป็นบุรุษท่าทางคงแก่เรียนและนุ่มนวล ดูแล้วคงจะ อายุไม่ถึงสามสิบปี สวมชุดหยกปักดิ้นทอง เคราน้อยๆ บนใบหน้า
มิได้ทำให้เขาดูแก่ชรา แต่กลับทำให้เขาดูมีเสน่ห์อย่างบุรุษหนุ่ม
หากเป็นดรุณีน้อยวัยแรกแย้มที่เพิ่งก้าวออกมาสู่โลก ภายนอก รูปร่างหน้าตาของเขาคงทำให้ชวนหลงใหลอยู่ไม่น้อย
บ่าวในกระโจมล้วนแต่ถอยออกไป
จื่อซูก้มหน้าไม่พูดไม่จา
เป็นเฟ่ยหลัวที่ทำลายบรรยากาศน่าอึดอัดนี้ลง เขาวางแก้ว เหล้าในมือลง มองไปยังจื่อซูด้วยรอยยิ้ม “ได้พบกันอีกครั้ง คงไม่ ได้ทำให้แม่นางตกใจหรอกกระมัง?”
จื่อซูส่ายหน้า
เฟ่ยหลัวชี้ไปยังเบาะรองนั่งที่โต๊ะ บอกเป็นนัยให้จื่อซูไปนั่ง
จื่อซูเดินไปนั่งคุกเข่าลงบนเบาะรองนั่ง
เฟ่ยหลัวมองไปยังจื่อซูอย่างมีเลศนัย
จื่อซูยกกานํ้าชาขึ้นมารินสุราให้เขาจนเต็ม “ใต้เท้าเชิญดื่ม เจ้าค่ะ”
สายตาของเฟ่ยหลัวอ่อนโยนขึ้นมากโข “เจ้าไม่ต้องกลัวข้า ข้า ไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อเจ้า ข้าเพียงชื่นชอบเจ้า หากเจ้าไม่ยินดี ข้าก็ จะปล่อยเจ้าไป”
“ข้า…ข้าไม่ได้ไม่ยินดี” จื่อซูหลุบตาลง
เฟ่ยหลัวยกสุราขึ้นมาดื่มคำหนึ่ง
จื่อซูเอ่ยขึ้นเสียงเบาว่า “ปรมาจารย์พิษได้บอกข้าแล้วว่าใต้ เท้าเฟ่ยหลัวเป็นแขกของจวนประมุขหญิง ให้ข้ารับใช้ท่านให้ดี หากท่านมีความสุข ข้าก็จะได้ดีไปด้วย”
“ฮ่าๆ!” เฟ่ยหลัวหัวเราะออกมาเพราะความเถรตรงของนาง ใต้หล้านี้มีพวกชอบประจบประแจงอยู่มากมาย แต่คนที่เป็นเช่นนี้ นั้นหาได้น้อยนัก จะมีอะไรดีไปกว่าคำชมจากสาวใช้ที่ใช้กามพา ตนเองไต่เต้าได้อีกเล่า? เพราะนั่นมิได้หมายความว่าวันหนึ่งเขาจะ มีอำนาจล้นฟ้าหรอกหรือ?
“ข้ามองคนไม่ผิดจริงๆ เจ้าควรค่าแก่ความทุ่มเทของข้า จริงๆ!” เฟ่ยหลัวกล่าวความคิดของเขาออกมาด้วยความจริงใจ
จื่อซูรินสุราให้เขาอีกครั้ง
“เจ้าเองก็ดื่มด้วยสิ” เฟ่ยหลัวส่งจอกสุราให้นาง
จื่อซูส่ายหน้า “ข้าดื่มสุราแล้วผื่นจะขึ้น ข้ากินอะไรได้หรือไม่ เจ้าคะ?”
ประโยคปฏิเสธประโยคแรกทำให้ผู้ฟังต้องขมวดคิ้ว แต่ ประโยคขอร้องประโยคที่สองกลับทำให้เขาต้องยิ้มออกมา
เฟ่ยหลัวรู้สึกว่าวิธีการพูดจาของแม่นางผู้นี้ถูกจริตเขาเหลือ เกิน เขาจึงชี้ไปยังของบนโต๊ะอย่างใจกว้าง “อยากกินอะไรไม่ต้อง เกรงใจ”
จื่อซูปอกลิ้นจี่ลูกใหญ่แล้วใส่เข้าปากไป
ลิ้นจี่เหล่านี้ล้วนเป็นของพระราชทานจากจวนประมุขหญิง ไม่ ต้องบอกก็รู้ว่ามีรสหวานเพียงใด
ท่าทางการกินของนางนั้นน่ารักน่าเอ็นดู เขาจึงดันถาดผลไม้ ไปตรงหน้านาง “ค่อยๆ กิน เป็นของเจ้าทั้งหมด”
“หลังจากนี้…ข้าจะได้กินทุกวันเลยหรือเจ้าคะ?” จื่อซูกะพริบ ตาปริบๆ
เฟ่ยหลัวหัวเราะออกมา “ขอเพียงเจ้าติดตามข้าไปจวนประมุข หญิง ประมุขหญิงเสวยอะไร เจ้าก็กินอย่างนั้น”
นี่เป็นคำพูดที่ออกจะเกินจริงไปสักหน่อย แต่เพื่อปลอบสตรี เขาก็ต้องโอ้อวดสักหน่อยมิใช่หรือ? มิเช่นนั้นจะพูดกันหรือว่ายอม เชื่อว่าบนโลกนี้มีผี ดีกว่าเชื่อลมปากของบุรุษ?
เฟ่ยหลัวใช้สายตาหิวกระหายมองไปยังจื่อซูซึ่งกำลังกินลิ้นจี่ อย่างเอร็ดอร่อย
“ใต้เท้าเฟ่ยหลัวเจ้าคะ” อยู่ๆ จื่อซูก็มองไปที่เขา “ท่านกับ ประมุขหญิงสนิทสนมกันหรือไม่เจ้าคะ? ข้าเป็นเพียงสาวใช้จาก ชนบท ข้ากลัวว่าจะไม่รู้กฎและทำให้ประมุขหญิงไม่พอพระทัย”
ลำพังสถานะของเฟ่ยหลัวยังไม่สูงพอให้ได้เข้าเฝ้าประมุข หญิง ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงสาวใช้แสนต้อยตํ่า หากครานี้มิใช่เพราะ อาจารย์ต้องการลูกศิษย์ไปสองคน ประมุขหญิงไหนเลยจะส่ง องครักษ์มารับเขา
องครักษ์ข้างนอกนั้นเป็นคนที่ประมุขหญิงส่งมาก็จริง ทว่า
ไม่ใช่องครักษ์ประจำตัวของประมุขหญิง
แน่นอนว่าเป็นบุรุษย่อมต้องรักษาหน้า เขาไม่อาจยอมรับว่า ตนมีสถานะไม่สูงพอ
เฟ่ยหลัวตอบว่า “ประมุขหญิงทรงใจกว้าง แต่ไหนแต่ไรมาไม่ เคยได้ยินว่านางลงโทษสาวใช้”
“ที่แท้ประมุขหญิงก็ดีถึงเพียงนี้…” จื่อซูพึมพำ
ดวงตาของเฟ่ยหลัวเปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใส
“ประมุขหญิงทรงห่วงใยใต้หล้า อุ้มชูประชาราษฎร์ ไม่มีทาง ทำให้ผู้ใดลำบากใจ”
จื่อซูยังคงมีสีหน้าไม่ไว้วางใจ
“ข้าได้ยินว่า…ประมุขหญิงทรงมีพระสวามี พระสวามีของ นางเป็นอย่างไรหรือเจ้าคะ?”
เฟ่ยหลัวหัวเราะออกมาอีกครั้ง
“พระสวามีเจ้ายิ่งไม่ต้องวิตกไป เขาใจกว้างยิ่งกว่าประมุข หญิงเสียอีก”
จื่อซูถามต่อ
“โอรสของพวกเขาละเจ้าคะ? พระโอรสก็เป็นคนดีเช่นกันใช่ หรือไม่?”
เฟ่ยหลัวยิ้มพลางตอบว่า
“เจ้าหมายถึงองค์ชายใหญ่สินะ ประมุขหญิงเข้มงวดกับองค์ ชายใหญ่มาก ทรงไม่ยอมให้ทำเรื่องเสื่อมเสียใดๆ เป็นอันขาด เพราะฉะนั้นเจ้าวางใจได้ ขอเพียงเจ้าไม่ทำความผิด เจ้าจะไม่เป็น ทุกข์เมื่ออยู่ในจวนประมุขหญิง”