หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 182 พานพบ (2)
อวี๋หวั่นพูดต่อ “ที่ข้ากล้าพูดเช่นนี้ ก็เพราะเหตุผลที่สำคัญ เหตุผลหนึ่ง นั่นคือท่านพ่อข้าเป็นท่านโหวแห่งต้าโจว เขาเป็น แม่ทัพปกป้องชายแดน! ภาษิตโบราณกล่าวไว้ได้ดี มังกรกำเนิด มังกร หงส์กำเนิดหงส์ ท่านพ่อข้าแม้จะเติบโตในชนบท แต่ก็มี ความสามารถ มิใช่เพราะสายเลือดของเทพสงครามที่ไหลเวียนอยู่ ในสายเลือดหรอกหรือ?”
จริงเท็จระคนกันไปในคำพูดของอวี๋หวั่น ทว่านํ้าเสียงเปี่ยม ความมั่นใจ ไหลลื่น มีต้นสายปลายเหตุ ทำให้ผู้ฟังไม่อาจจับผิดได้
บ่าวคนสนิทถามตนเองว่าเขาเข้ามาในบ้านสกุลเห้อเหลียน หลายปี รับใช้แม่ทัพใหญ่ก็ไม่นับว่าไร้ข้อผิดพลาด แต่ข้อมูลที่ จำเป็นต้องกลั่นกรองก็ย่อมไม่อาจปักใจเชื่อได้ทันที คำพูดของแม่ นางคนนี้จริงหรือเท็จกัน? จะว่าจริง เหตุใดเขาไม่รู้? จะว่าเท็จ ก็ไม่ ยักเหมือนเรื่องโกหก…
บ่าวคนสนิทถูกคำพูดของอวี๋หวั่นทำให้สับสนเสียแล้ว
เห้อเหลียนเป่ยหมิงกล่าวออกมาอย่างไม่ช้าไม่เร็ว “พวกเจ้า ทั้งหมดถอยออกไปก่อน”
“ขอรับ” บ่าวคนสนิทรับคำสั่ง และถอยออกไปพร้อมกับเหล่า ทหารสิบจั้ง ปรมาจารย์พิษก็ถูกพาออกไปเช่นกัน
“อาม่าต้องอยู่ที่นี่!” อวี๋หวั่นบอก
อาม่าถูกหน่วยกล้าตายซึ่งปราศจากความรู้สึก ไม่รู้จักหนัก เบา หิ้วไปหิ้วมา ไม่รู้วาตอนนี้เป็นตายร้ายดีอย่างไร
เห้อเหลียนเป่ยหมิงไม่ได้ใส่ใจอาม่า
อาม่ายังคงนิ่งประหนึ่งเข้าฌาน เยือกเย็นจนน่าประหลาดใจ
กระนั้นความสนใจของเห้อเหลียนเป่ยหมิงก็มิได้อยู่ที่เขา เห้อ เหลียนเป่ยหมิงมองไปยังอวี๋หวั่น
ร่างกายของเขาแม้จะไม่ได้ใหญ่โตน่าเกรงขามเฉกเช่นเซียว เจิ้นถิง แต่ก็สูงใหญ่กำยำ แม้จะนั่งอยู่บนรถเข็น ก็มีรัศมีแห่ง ความองอาจของขุนศึก คนทั่วไปหากถูกเขามองอาจรู้สึกพ่ายแพ้ ในทันที
แต่ไม่ใช่กับอวี๋หวั่น
ดวงตาลึกลํ้าดุจสายนํ้าเบิกกว้าง เธอเยือกเย็นและแน่วแน่มา แต่ต้น ลมยามราตรีพัดเส้นผมดำขลับของเธอ ชายเสื้อไหวน้อยๆ ดูอ่อนช้อยราวกับเทพเซียนแห่งป่า
เห้อเหลียนเป่ยหมิงเอ่ยปากอย่างดุดัน “น้องชายของข้าตาย ไปตั้งนานแล้ว ข้าเป็นคนฝังเขาเองกับมือ ท่านแม่ของข้าไม่ ต้องการพบหน้าเขาเป็นครั้งสุดท้าย เพราะไม่อาจทนเห็นได้จึง บอกไปว่าร่างของเขาหายสาบสูญ”
อวี๋หวั่นรู้สึกราวกับคำพูดนับร้อยพันพรั่งพรูออกมาและวิ่ง
อลหม่านอยู่ในใจ…
นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสามสิบห้าปีก่อน เห้อเหลียนเป่ยหมิง ยังเป็นเพียงเด็กน้อยที่รู้ความคนหนึ่ง ในตอนนั้นท่านแม่คลอด น้องชายที่ซีเฉิง เดิมทีคิดว่าเมื่อน้องชายอายุครบหนึ่งเดือนจะ พากลับไปยังซีเฉิง ไหนเลยจะรู้ว่าระหว่างทางรถม้ากลับเกิด อุบัติเหตุพลิกควํ่า น้องชายของเขาตกเขาไป ท่านแม่ให้ทหารรีบ จับไว้ แต่น้องชายก็โชคร้ายหล่นลงไปเสียแล้ว
ในตอนนั้นเขากับท่านพ่อกำลังอยู่ระหว่างทางไปรับท่านแม่ และน้องชายที่ซีเฉิง เมื่อได้ยินข่าวร้ายนี้ เขากับท่านพ่อก็ลงเขาไป พร้อมกัน
และเป็นเขาที่พบร่างของน้องชาย
เขาเป็นคนฝังน้องด้วยตนเอง
เห้อเหลียนเป่ยหมิงกล่าวว่า “แต่ก็เป็นเพราะโกหกไปว่าไม่พบ ร่าง จึงทำให้เกิดข่าวลือแพร่สะพัดออกไป หนึ่งในนั้นก็มีข่าวว่า น้องชายของข้ายังมีชีวิตอยู่ ท่านแม่ของข้าเชื่อ ดังนั้นจึงคิดว่าน้อง ชายของข้ายังไม่ตาย”
อวี๋หวั่นตะลึง “เช่นนั้น…ท่านผู้เฒ่ามิได้ออกตามหาเขา หรือ?”
“เปล่า” เห้อเหลียนเป่ยหมิงตอบ
“นั่นมันน่าเศร้าเหลือเกิน…” ข่าวเรื่องการจากไปของใครสัก คนทำให้เศร้าโศกไปช่วงเวลาหนึ่ง แต่แม่ที่ต้องทนทุกข์จากการที่
อยู่ห่างจากลูกนี่สิจึงจะเรียกว่าปวดร้าวประหนึ่งนำหัวใจลงไป ค่อยๆ ทอดลงในกระทะนํ้ามัน
เห้อเหลียนเป่ยหมิงไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องนี้กับผู้ใดมานานแล้ว เขา มองไปในความมืดมิดยามราตรีอันไร้ที่สิ้นสุด นัยน์ตาของเขา ลึกลํ้า “ท่านพ่อข้าไม่อาจทนเห็นนางทุกข์ทรมานต่อไปได้ จึงบอก ความจริงกับนาง สุดท้ายนางก็วิปลาสไป”
อวี๋หวั่นพูดไม่ออก
เห้อเหลียนเป่ยหมิงพูดว่า “นางไม่อาจทำใจยอมรับว่าน้อง ชายของข้าตายไปแล้ว นางยอมเชื่อว่าเขายังอยู่ ยอมทนทุกข์ ทรมานจากความรู้สึกห่างกันจะดีกว่า”
“หลังจากนั้นเล่าเจ้าคะ?” อวี๋หวั่นถาม
เห้อเหลียนเป่ยหมิงพูดต่อด้วยสีหน้าเรียบเฉย “หลังจากนั้น นางก็ลืมสิ่งที่ท่านพ่อพูด จำได้เพียงว่าน้องตกเขาและหาย สาบสูญไป หลายปีมานี้ข้าตามหา ‘น้อง’ มาให้นางหลายต่อหลาย ครั้ง แต่นางก็มองออกทุกครั้งว่าไม่ใช่”
อวี๋หวั่นไม่ได้โง่ ที่บอกความลับเช่นนี้กับพวกเขา ถ้าไม่ใช่ เพราะตั้งใจจะฆ่าพวกเขาทันที ก็คงคิดจะใช้งานพวกเขา
เมื่อความคิดบังเกิด เธอก็เงยหน้าขึ้น “ท่านแม่ทัพใหญ่บอก เรื่องนี้กับข้า จะให้ข้าปลอมเป็นลูกหลานของน้องชายของท่าน หรือ?”
เห้อเหลียนเป่ยหมิงไม่ได้ปฏิเสธ “เจ้าจะอยู่หรือตายก็ขึ้นอยู่
กับท่านแม่ข้าแล้ว หากนางยอมรับเจ้า พวกเจ้าทั้งหมดก็จะรอด แต่หากนางมองออก พวกเจ้าก็ไปรอในคุกได้เลย”
อวี๋หวั่นนัยน์ตาหลุกหลิก “สังหารปรมาจารย์พิษมีโทษ…”
“ประหาร”
อวี๋หวั่นเงียบลงทันที
อูย น่ากลัวจริงๆ
เห้อเหลียนเป่ยหมิงเรียกทหารกลับมา ไม่มีผู้ใดรู้ว่าแม่ทัพ ใหญ่พูดอะไรกับดรุณีน้อยซึ่งโผล่พรวดพราดมาอ้างตัวว่าเป็น ญาติ แต่แม่ทัพใหญ่สั่งให้รับนางและคนในครอบครัวไปด้วย อย่าง น้อยดูจากตอนนี้ แม่ทัพใหญ่คงไม่คิดจะสืบสวนเรื่องที่คนเหล่านี้ สังหารปรมาจารย์พิษแล้ว
ศพของเฟ่ยหลัวถูกพบแล้ว องครักษ์จากจวนประมุขหญิงซึ่ง หมดสติไปก็หาพบแล้วเช่นกัน
บ่าวคนสนิทเอ่ยขึ้นด้วยความลำบากใจ “ท่านแม่ทัพใหญ่… พวกเขาใจกล้าเหลือเกินขอรับ หากเรื่องนี้รู้ไปถึงจวนประมุขหญิง จวนประมุขหญิงตามสืบขึ้นมา…”
เห้อเหลียนเป่ยหมิงตอบว่า “หากฮูหยินผู้เฒ่ายอมรับนาง สกุลเห้อเหลียนของข้าก็จะปกป้องนาง!”
ในทางกลับกัน หากฮูหยินผู้เฒ่าไม่คิดว่านางเป็นหลานสาว เมื่อถึงตอนนั้นเห้อเหลียนเป่ยหมิงก็ยินดีที่จะส่งฆาตกรผู้นี้ให้จวน
ประมุขหญิงทันที
เห้อเหลียนเป่ยหมิงยังไม่ได้ถามชื่อแซ่ ประวัติ และเหตุผลที่ เข้ามาในหนานจ้าว นั่นเป็นเพราะหากฮูหยินผู้เฒ่าไม่ยอมรับแม่ นางน้อยผู้นี้ พวกเขาทั้งหมดก็ต้องตาย และเห้อเหลียนเป่ยหมิงก็ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสนใจในตัวพวกเขา
บ่าวคนสนิทเอ่ยขึ้นว่า “ข้าแซ่อวี๋ (余) ชื่อพยางค์เดียวว่ากัง (刚) ข้าเป็นบ่าวที่ติดตามแม่ทัพใหญ่ หากฮูหยินเยี่ยนมีเรื่องอะไร ก็มาหาข้าได้”
“อวี๋กัง (⻥缸[1])?” อวี๋หวั่นเลิกคิ้ว มีคนชื่อแปลกขนาดนี้ ด้วยเหรอเนี่ย?
กองทัพออกเดินทางอีกครั้ง
ปรมาจารย์พิษถูกทหารโยนทิ้งไป
“นี่! ทำไมเป็นเช่นนี้ไปได้เล่า? อย่าทิ้งข้าไว้อย่างนี้!”
“ท่านแม่ทัพใหญ่! ข้าเป็นปรมาจารย์พิษนะขอรับ!”
“ข้าเป็นปรมาจารย์พิษที่สกุลเยวี่ยเชิญไป!”
“อย่าทิ้งข้าไว้ที่นี่ ——”
“กลางป่ากลางเขาเช่นนี้ มันอันตรายนะขอรับบบบบ”
ทว่าไม่มีผู้ใดคิดจะสนใจเสียงร้องโหยหวนของเขา เสียงของ เขาค่อยๆ กลืนหายไปในความมืด
เจียงไห่ ชิงเหยียน และเยว่โกวล้วนบาดเจ็บภายใน ไม่สามารถ
บังคับรถม้าได้ บ่าวคนสนิทของเห้อเหลียนเป่ยหมิงจึงจัดทหารไป ทำหน้าที่สารถี ในตอนนี้อวี๋หวั่นนั่งอยู่บนรถม้ากับอาม่าและชุย เฒ่า พวกเจียงไห่ก็อยู่ด้วย
บรรยากาศในรถม้าออกจะแปลกประหลาดไปสักหน่อย
อวี๋หวั่นเอ่ยถามด้วยความขุ่นเคืองว่า “โอกาสหลบหนีมีเท่าไร หากใช้วิทยายุทธ์ที่มีอยู่?”
ทุกคนล้วนเงยหน้าขึ้นมองอวี๋หวั่น…ติดลบ
อวี๋หวั่น “…”
เอาเถอะ งั้นก็ต้องจำใจไปจวนแม่ทัพใหญ่
“จะว่าไป เห้อเหลียนเป่ยหมิงรู้เรื่องที่พวกเราเกี่ยวข้องกับการ ตายของเห้อเหลียนฉีหรือไม่?” ผู้ที่ถามคือชิงเหยียน
อันที่จริง เห้อเหลียนฉีตายเพราะเยี่ยนจิ่วเฉา เรื่องนี้เกี่ยวข้อ งกับอวี๋หวั่นและเจียงไห่โดยตรง แต่กลับไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนจาก เผ่าปีศาจเท่าไรนัก แต่ไม่รู้ว่าพวกเขารวมว่าเป็นพวกเดียวกัน ตั้งแต่เมื่อไหร่
กระนั้นเยว่โกวและอาม่าก็ไม่ได้โต้แย้งว่าไม่เหมาะสมแต่ อย่างใด
อวี๋หวั่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงตอบว่า “ยังไม่รู้ แต่น่าจะปิดไว้ได้ ไม่นาน”
พวกเขามีทั้งโทษลักลอบเข้าหนานจ้าว สังหารปรมาจารย์พิษ
ล่วงเกินประมุขหญิง รวมไปถึงสังหารเห้อเหลียนฉี ไม่ว่าจะดู อย่างไรก็เหมือนกับกำลังจะไปตาย ฮูหยินผู้เฒ่าเป็นเพียงความ หวังเดียว ต้องประจบประแจงฮูหยินผู้เฒ่าให้ดี มิเช่นนั้นมิใช่แค่จะ ไม่ได้ยาของเยี่ยนจิ่วเฉามาแล้ว ชีวิตน้อยๆ ของพวกเขาก็คงจะไม่ เหลือรอดเช่นกัน
ขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่นั้น อวี๋หวั่นก็พลันรู้สึกถึง ความรุ่มร้อนวูบหนึ่งในร่างกาย
เจียงไห่เห็นว่าใบหน้าของอวี๋หวั่นค่อยๆ แดงขึ้น ก็เอ่ยถามว่า “เป็นอะไรหรือขอรับ? ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”
อวี๋หวั่นส่ายหน้า “ไม่เป็นไร”
ก็แค่ร้อน ร้อนอกร้อนใจ ตรงไหนก็ร้อนไปหมด
คล้ายกับว่าหลังจากที่เจ้าสัตว์พิษตัวน้อยกินอาหารหนึ่งมื้อ เธอก็จะเป็นเช่นนี้ เพียงแต่ว่าครั้นชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย เธอ ไม่มีกะจิตกะใจจะมาสนเรื่องนี้ ทว่าในตอนนี้เมื่อสังเกตอาการ ตนเอง ก็พบว่าเธอเริ่มจะกดมันเอาไว้ไม่ได้เสียแล้ว
“ขะ…ข้ากลับรถม้าก่อนนะ” อวี๋หวั่นกระโดดลงจากรถม้า
อาม่ามองออกแต่ก็มิได้พูดออกไป
คนอื่นๆ มองหน้ากันไปมา ไม่เข้าใจว่าอวี๋หวั่นเป็นอะไร
บนรถม้า ฝูหลิงและจื่อซูกำลังเฝ้าเยี่ยนจิ่วเฉา
ทันทีที่เห็นอวี๋หวั่น ทั้งสองก็ค้อมกายเล็กน้อย “ฮูหยิน”
เมื่อถูกเปิดเผยว่าเป็นอิสตรี ก็ไม่มีความจำต้องแสร้งเป็นบุรุษ อีกต่อไป ทว่าตำแหน่งซื่อจื่อและพระชายาก็ยังไม่สามารถเรียกได้
อวี๋หวั่นเห็นว่าเยี่ยนจิ่วเฉากำลังหลับสนิท เธอกลืนนํ้าลาย แล้วพูดว่า “ที่นี่ข้าจัดการเอง พวกเจ้ากลับรถม้าตนเองไปก่อน”
“เจ้าค่ะ” ทั้งสองลงจากรถม้า
……
แผนของอวี๋หวั่นในวันนี้แยบยลไร้ที่ติ อวี๋หวั่นไม่ได้คาดคิดเลย แม้แต่น้อยว่าจะพบกับแม่ทัพใหญ่เห้อเหลียน แต่แม้จะเป็นเช่นนี้ อวี๋หวั่นก็มีแผนสำรอง เธอจะให้เยี่ยนจิ่วเฉากินยาและหลับไปก่อน จากนั้นให้ฝูหลิงและจื่อซูเฝ้าเขาไว้ แผนก็สำเร็จ แต่หากเขาตื่นมา เมื่อฟ้าสางและแผนล่ม ทั้งสองก็ยังสามารถพาเขาหนีไปได้
แน่นอนว่าแผนการหลังนั้นทำสำเร็จแล้ว แต่ก็ถูกเห้อเหลี ยนเป่ยหมิงจับได้
ก่อนที่จะถูกฮูหยินผู้เฒ่าจับได้ ชีวิตของพวกเขาดำเนินไป อย่างเรียบง่าย อย่างน้อยก็ไม่ได้รับความทุกข์ทรมานแต่อย่างใด
การอารักขาของเมืองหลวงนั้นเข้มงวดกว่าเมืองอื่นๆ อวี๋หวั่น ไม่สงสัยเลยว่าหากพวกเขาเดินทางมากับปรมาจารย์พิษอวี๋ ก็ คงจะมีทหารเรียกพวกเขาให้หยุด แต่เมื่อมากับเห้อเหลียนเป่ยห มิงจะไม่เป็นเช่นนั้น
ทหารต่างยืนเรียงเป็นสองแถว ไม่มีผู้ใดกล้าตรวจสอบ คาราวานของเห้อเหลียนเป่ยหมิง พวกเขาเดินทางเข้าไปยังเมือง
หลวงได้อย่างราบรื่น
ระหว่างทาง อวี๋หวั่นเตรียมตัวมาก่อน เธอสืบความจากบ่าว คนสนิทของเห้อเหลียนเป่ยหมิงถึงสิ่งที่ฮูหยินผู้เฒ่าชอบและไม่ ชอบ รู้มาว่าอารมณ์ของฮูหยินผู้เฒ่านั้นมักแปรปรวน เดี๋ยวดีเดี๋ยว ร้าย ยามปกติก็เหมือนคนแก่คนอื่นๆ แต่ยามไม่ปกติก็เลอะเลือน พูดจาเรื่อยเปื่อย
อวี๋หวั่นร้อง ‘โอ้’ ออกมา แล้วถามว่า “เช่นนั้นท่านย่าของข้าจะ พบหน้าผู้ที่ปลอมเป็นท่านพ่อของข้าเมื่อไหร่หรือ?”
อวี๋กัง “…”
เจ้าเข้าถึงบทบาทเกินไปแล้วกระมัง?
[1] อวี๋กัง (⻥缸) หมายถึงตู้ปลา พ้องเสียงกับชื่อ อวี๋กัง (余刚)