หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 186 เด็กน้อยผู้ยิ่งใหญ่
อวี๋หวั่นได้สืบความเกี่ยวกับเวลาและกฎระเบียบในการรับแขก ของฮวาขุยมาจากผู้จัดการ
ผู้จัดการกล่าวว่า “แม่นางต่งรับแขกทุกวันที่หนึ่งและวันที่สิบ ห้าของเดือน ทุกครั้งจะมีคุณชายเพียงคนเดียวที่ได้เป็นแขกของ นาง”
อวี๋หวั่นลูบคาง “วันนี้ไม่ใช่ทั้งวันที่หนึ่งและวันที่สิบห้า จะทำ อย่างไรดี?”
ผู้จัดการยิ้ม “คุณชายรอก่อนขอรับ”
อวี๋หวั่นส่ายหน้า “รอไม่ได้”
ห่างกันเพียงวันเดียว เยี่ยนจิ่วเฉาก็ได้รับอันตรายจากพิษเพิ่ม ขึ้นมาหนึ่งส่วน ตัวตนของพวกเขาก็เสี่ยงที่จะถูกเปิดเผยเพิ่มขึ้น เช่นกัน
“เช่นนั้น…” ผู้จัดการชะงักไป ความสงสัยปรากฏบนใบหน้า
อวี๋หวั่นส่งทองให้เขา
ผู้จัดการบอกปัดว่า “คุณชายให้มามากแล้วขอรับ หากข้ารับ อีกก็จะเสียมารยาท เมื่อครู่ข้ากำลังคิดว่าวิธีนั้นยากเกินไปสัก หน่อย”
“วิธีอะไร?” อวี๋หวั่นถาม
ผู้จัดการกล่าวว่า “แม่นางต่งผู้นี้นับถือปรมาจารย์พิษ หากใน บรรดาพวกท่านมีปรมาจารย์พิษที่ฝีมือสูงส่ง ก็สามารถเข้าไปพบ แม่นางต่งได้โดยตรงเลยขอรับ”
ในบรรดาพวกเรามีหมอ มีมือสังหาร มีนักบวช แต่กลับไม่มี ปรมาจารย์พิษ
อวี๋หวั่นถอนหายใจ “ดูแล้วน่าจะต้องรอจนถึงวันที่สิบห้า สินะ?”
ชิงเหยียน: เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ที่นึกเสียดายที่ไม่พาอา เว่ยมาด้วย…
เหตุที่ทิ้งอาเว่ยไว้ที่หมู่บ้านก็เพราะเขาชอบถ่วงแข้งถ่วงขา อีก ทั้งพวกเขาไม่ได้คาดคิดว่าจะเกิดเรื่องใหญ่เพราะหนังสือผ่านทาง ในเมื่อเห็นอยู่ว่าระหว่างทางก็ราบรื่นดี…เพราะฉะนั้นการประสบ พบเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้ บางครั้งก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้
เจียงไห่จึงบอกว่า “เอาเถอะ อย่างน้อยก็รู้เรื่องของเห็ดหลิน จือเพลิงแล้ว หลังจากนี้เจ็ดวันก็เป็นวันที่สิบห้า เมื่อถึงวันนั้นค่อย ไปพบแม่นางต่ง หวังเพียงว่าจะไม่มีปรมาจารย์พิษคนใดมาชิงตัด หน้าพวกเรา เอาเห็ดหลินจือเพลิงไปเสียก่อน”
ในตอนนี้คงทำได้เพียงเท่านี้ หรือไม่พวกเขาก็ต้องใช้เวลา ระหว่างนี้เฟ้นหาปรมาจารย์พิษที่เก่งกาจมาสักคน เพียงแต่พวก เขาเพิ่งมาเมืองหลวงเป็นครั้งแรก ไม่คุ้นเคยกับคนที่นี่ จะไปหา ปรมาจารย์พิษจากไหนกัน?
ขณะที่อวี๋หวั่นกำลังกังวลว่าจะหาเห็ดหลินจือเพลิงอย่างไรอยู่ นั้น กลับไม่รู้ว่าอาเว่ยและเด็กน้อยทั้งสามก็กำลังอยู่บนเส้นทาง มายังหนานจ้าวเช่นกัน
อาเว่ยใช้เวลาสองวันเต็มๆ กว่าจะพบตัวเด็กน้อยตัวอวบอ้วน ทั้งสามบนรถม้า อาเว่ยกังวลว่าหากเด็กทั้งสามรู้ว่าเขาหายไป ก็จะ ร้องให้คนที่บ้านพาพวกเขาตามมา ดังนั้นจึงรีบเร่งมาตลอดทาง จนไม่รู้วันรู้คืน แม้กระทั่งความตื่นตัวของเขาก็ยังมีไม่มากดังที่ เคยเป็น
เขาลงจากรถม้าไปปลดทุกข์ เด็กน้อยทั้งสามก็ลงจากรถม้าไป ปลดทุกข์ ทั้งยังขึ้นรถเร็วกว่าเขาเสียด้วย
เขากินข้าว เด็กทั้งสามก็กินเช่นกัน
แกร็กๆ แกร็กๆ
หืม…รู้สึกเหมือนมีหนูอยู่บนรถ
จนวันที่สาม เสี่ยวเป่ากินมันเทศแห้งมากไปจนผายลมออกมา ทันทีที่ได้ยินเสียง อาเว่ยซึ่งบังคับรถม้าอยู่ก็ตกใจจนเกือบร่วงลง มาจากรถม้า!
ด้วยเหตุนี้เด็กน้อยทั้งสามจึงถูกอาจารย์จับขึ้นมา
ดวงตากลมโตสามคู่มองไปที่เขา น่ารักเสียไม่มี
อาเว่ย “…”
อาเว่ย “!!!”
อาเว่ยล้มทั้งยืน!
กว่าจะสลัดเด็กพวกนี้หลุด พวกเขากลับตามมาอีกหรือ?!
อาเว่ยรู้สึกราวกับตายคาที่ไปสามวินาที!
อุตส่าห์รีบแทบแย่ ออกมาไกลจากตำบลเหลียนฮวาแล้ว จะ พาเด็กน้อยทั้งสามกลับไปส่งก็ไม่ได้ อย่างไรเสียเวลาก็มีผลกับ กลิ่นที่ยังคงหลงเหลืออยู่ หากไปๆ มาๆ เกรงว่าหนอนพิษของเขา คงจะตามกลิ่นของอาม่าไม่ได้แล้ว
อาเว่ยผู้รู้สึกหลงทางไม่อาจกลับบ้านได้
อาเว่ยทำได้เพียงพาเด็กทั้งสามไปด้วย
พวกเขาเดินทางตอนกลางวัน พักผ่อนตอนกลางคืน เด็กน้อย ทั้งสามอยู่แต่บนรถม้าไม่มีอะไรทำ จึงได้แต่กวนอาเว่ย
ในตอนนี้ วายร้ายอันดับหนึ่งแห่งเผ่าปีศาจได้กลายเป็นเช่นนี้:
อาเว่ย หิวข้าว!
อาเว่ย คันหลัง!
อาเว่ย อาบนํ้าหน่อย!
อาเว่ย เช็ดก้นหน่อย!
…จะกินนม!
…จะนอนแล้ว!
ข้า…เหนื่อยอย่างกับคนแก่…
ในที่สุดพวกเขาก็ออกจากต้าโจวมายังชิงเหอ เด็กๆ ตัวจํ้ามํ่า ส่วนอาเว่ยมีแต่จะผ่ายผอมลงเรื่อยๆ…
บังเอิญเหลือเกิน โรงเตี๊ยมที่พวกเขามาพักนั้นเป็นโรงเตี๊ยมที่ พวกอวี๋หวั่นและเยี่ยนจิ่วเฉามีเรื่องก่อนหน้านี้ โรงเตี๊ยมถูกขโมย เงิน ได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่ก็มิได้ถึงกับปิดกิจการ หลัง จากผ่านการซ่อมแซมแล้ว กิจการก็ยังคงดีดังเคย
รถม้าของอาเว่ยมาหยุดอยู่ที่หน้าโรงเตี๊ยม เขาเปิดประตูด้าน หลังของรถม้า เด็กน้อยทั้งสามจูงแม่แพะตัวขาวอวบอ้วนลงมา
นี่เป็นแม่แพะสำหรับผลิตนมที่อาเว่ยจ่ายเงินไปห้าตำลึงซื้อ มาระหว่างทาง
ตอนที่ซื้อมานั้นมันผอมโซ ไม่รู้ว่าเด็กน้อยทั้งสามเลี้ยง อย่างไรจึงอ้วนท้วนขึ้นมาเช่นนี้
ผู้ใหญ่หนึ่งเด็กสาม และแม่แพะอีกตัวหนึ่ง เดินเข้าไปใน โรงเตี๊ยมอย่างสง่าผ่าเผย
อาเว่ยมีเงินไม่มาก เงินห้าสิบตำลึงเป็นเงินที่คนทั้งบ้านหามา ได้ เดิมทีคิดว่าจะใช่เป็นค่าเดินทาง แต่อาม่าและคนอื่นๆ ไปกับอวี๋ หวั่นและเยี่ยนจิ่วเฉา จึงสามารถประหยัดเงินค่าเดินทางไปได้ เงิน เหล่านี้จึงตกเป็นของอาเว่ย
เจ้าเด็กอ้วนทั้งสามก็กินไม่น้อย ดังนั้นเงินห้าสิบตำลึงจึงใช้ไป จนเกือบหมดแล้ว ในตอนนี้อาเว่ยยากจนข้นแค้น
เหลือเกิน ทว่าผู้จัดการกลับไม่คิดเช่นนั้น นั่งรถม้าชั้นดี มอง
ปราดเดียวก็รูู้แล้วว่าเป็นผู้ดีมีตระกูล รวยแน่ๆ ได้การละ!
ผู้จัดการและเหล่าเสี่ยวเอ้อร์มองหน้ากันไปมา จากนั้นก็ยิ้ม อย่างมีเลศนัย
เมื่ออาเว่ยและเด็กน้อยทั้งสามเดินขึ้นไปชั้นบน ผู้จดการก็ไป วางแผนพร้อมกับเสี่ยวเอ้อร์ที่ห้องเก็บฟืนทันที
“เขาดูเหมือนจะมีวรยุทธ์”
“กลัวอะไร? พวกเรามียาสลบนะ!”
“เจ้าโง่หรือเปล่า? ยาสลบจะไปทำอะไรได้? ครั้งก่อนเจอกับ ยอดฝีมือ ยังไม่ทันได้ใช้ยาก็ถูกจับได้เสียแล้ว!”
เมื่อนึกถึงบทเรียนอันแสนรันทดใจครั้งก่อน พวกเขาก็รู้สึก หวั่นใจขึ้นมา
ในห้องเก็บฟืนเงียบงันไปชั่วขณะหนึ่ง
อันธพาลซึ่งมีหน้าที่ควบคุมคนแทนเจ้าของก็เอ่ยขึ้นว่า “เช่น นั้นผู้จัดการคิดว่าทำอย่างไรดี?”
ผู้จัดการ “วางยานอนหลับ”
ทั้งสามคนมีสีหน้าประหลาดใจ: ยังไม่วายวางยาพวกเขารึ?!
ผู้จัดการบอกว่า “แต่ว่า รอให้มืดสักหน่อย อย่างไรเสียพวก เขาก็ต้องกินข้าวเย็น วางยาในอาหารของพวกเขา พวกเขาไม่รู้เป็น แน่”
ทุกคนล้วนคิดว่า ธุรกิจที่ดี ก็ต้องทำเช่นนี้แหละ!
เมื่อตัดสินใจลงมือแล้ว พวกเขาก็แยกย้ายไปเตรียมการ ไหน เลยจะรู้ว่าทันทีที่หันหลังกลับไป ก็เห็นเด็กน้อยหน้าตาน่ารักสาม คนยืนอยู่ นี่มันน่ากลัวยิ่งกว่าเห็นผู้ใหญ่เสียอีก มารดามันเถอะ เด็กผีพวกนี้โผล่มาจากไหนกัน?! พวกเขาแทบจะร้องออกมาด้วย ความตกใจ!
มาคิดดูแล้ว นี่ไม่ใช่ผี แต่เป็นแพะตัวอวบอ้วนที่พวกเขา เตรียมจับขึ้นเขียงเชือดดีๆ นี่เอง
“ผู้จัดการ พวกเขาได้ยินแล้ว ทำอย่างไรดี?” เสี่ยวเอ้อร์คน หนึ่งเอ่ยถาม
“ฆ่าทิ้งซะ” เสี่ยวเอ้อร์อีกคนหนึ่งบอก
“ช้าก่อน” ผู้จัดการทำมือบ่งบอกว่าให้หยุด เขาเดินไปตรงข้าง หน้าเด็กน้อยทั้งสาม แล้วก้มลงถามว่า “เมื่อครู่ข้าพูดอะไร พวก เจ้าได้ยินหรือไม่?”
เด็กน้อยทั้งสามมองพวกเขาด้วยใบหน้าน่ารักน่าเอ็นดู
ผู้จัดการพูดอีกว่า “มองไปทางขวา มีขนม”
เด็กน้อยทั้งสามยังคงมองพวกเขาด้วยใบหน้าน่ารักน่าเอ็นดู
“พะ…พวกเขาปัญญาอ่อนหรือ?” เสี่ยวเอ้อร์คนแรกถาม
ผู้จัดการแค่นเสียงขึ้นจมูกดัง ‘หึ’ แล้วกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ตั้งแต่ที่พวกเขาเข้ามา พวกเขาได้พูดอะไรบ้างไหม?”
เสี่ยวเอ้อร์และอันธพาลซึ่งคุมร้านอยู่ส่ายหน้าพร้อมกัน
ผู้จัดการยิ้มอย่างพึงพอใจ “เช่นนั้นพวกเขาก็หูหนวกและเป็น ใบ้”
ผู้จัดการพูดอีกสองสามประโยค พวกเขาก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบ สนอง ในตอนนี้ทุกคนล้วนแต่เชื่อสนิทใจ ไม่มีผู้ใดนึกสงสัย แต่ใน ตอนที่พวกเขามิได้นำเรื่องนี้มาใส่ใจแล้ว มีดสั้นเล่มหนึ่งก็หล่นลง มาจากแขนเสื้อของอันธพาล
ทุกคนหันขวับไปมองเด็กน้อยทั้งสาม!
และเห็นว่าเด็กน้อยทั้งสามยื่นมือออกมา นัยน์ตาดูมืดมน ราวกับกำลังคลำทาง
ทุกคน “…”
เอ…หูหนวก เป็นใบ้ แล้วยังตาบอดอีกหรือ?
‘เด็กตาบอด’ ทั้งสามยื่นมือออกมา ค่อยๆ คลำทางกลับขึ้นไป ชั้นบน
“พอได้แล้ว ไม่ต้องมองแล้ว! รีบไปเตรียมการ!” ผู้จัดการบอก ให้ทุกคนแยกย้าย ส่วนตนก็ไปยังห้องครัวด้วยตนเองเพื่อใส่ยาใน อาหารที่จะยกไปให้อาเว่ย
เมื่อเขาเดินออกไป เด็กน้อยทั้งสามก็เดินเตาะแตะเข้าไปใน ห้องครัว แล้วสลับชามข้าวของอาเว่ยกับชามข้าวของพวกเขา
ในคืนนั้น ผู้จัดการและคนอื่นๆ ที่หวังทรัพย์สินผู้อื่นก็หลับใหล ไปตามๆ กัน
เด็กน้อยทั้งสามเปิดลิ้นชัก เขย่งปลายเท้าหยิบตั๋วแลกเงิน และเงินออกไปจนหมด!
โรงเตี๊ยมถูกขโมยเงินไปอีกครั้ง…
มาชิงเหอนั้นง่าย แต่ซีเฉิงกลับไม่อาจเข้าไปได้ง่ายๆ
อาเว่ยไม่รู้ว่าจะไปทำหนังสือผ่านทางที่ใด มาต้าโจวกับอาม่า ครั้งก่อน ชิงเหยียนเป็นคนดำเนินการทุกอย่าง เขาก็เพียงตามพ วกเขาไป ทว่าในตอนนี้หนอนพิษของเขากำลังตามกลิ่นของคน กลุ่มหนึ่งไป จนมาถึงสถานีคุ้มกันสินค้าหลงเหมิน
รองหัวหน้าผู้คุ้มกันถามว่า “น้องชาย เจ้ามาฝากของหรือว่า มาเป็นผู้คุ้มกันหรือ?”
อาเว่ยตอบว่า “ข้าจะเข้าเมือง”
“จะเข้าเมืองก็เดินไปทางทิศใต้”
“ข้าไม่มีหนังสือผ่านทาง อีกอย่าง ทิศใต้ไปทางไหนหรือ?”
รองหัวหน้าผู้คุ้มกัน “…”
เมื่อรองหัวหน้าผู้คุ้มกันตั้งสติได้ ก็กล่าวว่า “เช่นนั้นเจ้าก็มา เป็นผู้คุ้มกัน แต่น่าเสียดายที่วันนี้ไม่มีปรมาจารย์พิษเข้าเมือง เจ้า ค่อยมาใหม่พรุ่งนี้ก็แล้วกัน”
“ข้าเป็นปรมาจารย์พิษ” อาเว่ยบอก
รองหัวหน้าผู้คุ้มกันชะงักไป เขาจะตกใจก็ไม่แปลก อันที่จริง ปรมาจารย์พิษนั้นมีมากในหนานจ้าว เด็กคนนี้ตากแดดจนผิว
กร้าน ไม่ยักเหมือนผู้ฝึกฝนวิชาเลยสักนิด
“เจ้ามีป้ายหยกกระมัง?”
อาเว่ยส่ายหน้า
“เจ้าไม่มีป้ายหยก ยังกล้าเรียกตนเองว่าปรมาจารย์พิษอีก หรือ?”
“ก็ข้าเป็นปรมาจารย์พิษ เป็นปรมาจารย์พิษที่เก่งที่สุดในเผ่า ด้วย”
รองหัวหน้าผู้คุ้มกันรู้สึกขบขันเพราะเจ้าเด็กผู้ไม่รู้จักฟ้าสูง แผ่นดินตํ่า แม้แต่ป้ายหยกยังไม่มี ยังเป็นปรมาจารย์พิษที่เก่ง ที่สุดในเผ่าได้อีกหรือ? ในเผ่าเจ้าคงไม่มีปรมาจารย์พิษคนอื่นแล้ว กระมัง
รองหัวหน้าผู้คุ้มกันยิ้มพลางกล่าวว่า “เจ้าคงเป็นลูกศิษย์ เอา อย่างนี้ ใกล้ๆ นี้มีสมาคมปรมาจารย์พิษ ข้าจะพาเจ้าไปทดสอบ หากเจ้าผ่าน ที่นั่นก็จะให้ป้ายหยกแก่เจ้า มีป้ายหยกแล้วเจ้าก็จะ เข้าเมืองได้”
ป้ายหยกก็คือหนังสือผ่านทาง แต่เป็นหนังสือผ่านทางระดับ สูง มีเพียงปรมาจารย์พิษเท่านั้นที่จะใช้ได้
“เดี๋ยวก่อน” อาเว่ยไม่อาจปล่อยให้เด็กน้อยทั้งสามอยู่ที่นี่ เขา จึงอุ้มเด็กน้อยทั้งสามลงมาจากรถม้า
เมื่อรองหัวหน้าผู้คุ้มกันเห็นเด็กน้อยจํ้ามํ่าทั้งสาม ก็พลันรู้สึก
ประหลาดใจ ฝะ…แฝดสามหรือ หายากจริงๆ ทั้งยังหน้าตาน่ารัก ถึงเพียงนี้
ทำไมพวกเขาถึง…
สายตาของรองหัวหน้าผู้คุ้มกันกวาดไปหาอาเว่ยหลายครั้ง “พวกเขาเป็น…”
“ลูกศิษย์ของข้า” อาเว่ยตอบ
เอาตัวเองแทบไม่รอด ยังรับลูกศิษย์อีกหรือ?
หากไม่ใช่เพราะเด็กน้อยทั้งสามตามติดอาเว่ยตลอดเวลา รอง หัวหน้าผู้คุ้มกันคงคิดว่าเด็กน่ารักๆ เหล่านี้ถูกอาเว่ยลักพาตัวมา
รองหัวหน้าผู้คุ้มกันพาอาเว่ยไปยังสมาคมปรมาจารย์พิษ
รองหัวหน้าผู้คุ้มกันเป็นคนใจดี เขาจึงพาอาเว่ยไป กระนั้นใน ใจก็ไม่คิดว่าเขาจะเป็นปรมาจารย์พิษจริงๆ ต่อให้เป็นเพียงผู้ที่เคย เรียนมาบ้าง แต่ป้ายหยกก็มิได้ได้มาง่ายๆ เรื่องนี้ก็เหมือนกับการ สอบในจงหยวน เลือกเพียงหนึ่งในหมื่น ยากเสียยิ่งกว่ายาก
อาเว่ยพาเด็กน้อยทั้งสามเดินเข้าไป
พวกเขาออกมาอย่างรวดเร็ว
รองหัวหน้าผู้คุ้มกันส่ายหน้า รู้อยู่แล้วว่าไม่มีหวัง
ปรมาจารย์พิษมิใช่สิ่งของที่หาได้ตามท้องตลาดทั่วไป อยู่ๆ ตนจะไปบังเอิญเจอเด็กคนหนึ่ง แล้วเขาสำเร็จ เป็นปรมาจารย์พิษ ง่ายๆ ได้อย่างไรกัน?
“ใต้เท้า เดินระวังนะขอรับ ได้โปรดรับความปรารถนาดีจาก พวกเราไปด้วยขอรับ”
“ไม่ๆๆ ไม่ต้องให้เงินหรอกขอรับ ท่านเป็นปรมาจารย์พิษขั้นสูง สามารถรับเงินรางวัลจากสมาคมไปได้ นี่เป็นจำนวนเงิน เชิญท่าน ตรวจสอบดูขอรับ”
“อีกเรื่องหนึ่ง ท่านรอสักครู่นะขอรับ ประเดี๋ยวข้าจะนำเสื้อผ้า มาให้ท่านเปลี่ยน”
ไม่ใช่หรอกกระมัง? วันนี้มีคนมารับป้ายหยกเยอะหรือ อย่างไร? มีปรมาจารย์พิษขั้นสูงปรากฏตัว?
ที่หนานจ้าว หากจะบอกว่าปรมาจารย์พิษทำให้ผู้คนอิจฉา เช่นนั้นปรมาจารย์พิษขั้นสูงก็ทำให้ผู้คนเคารพได้ นับว่าเป็นเลิศ เสียยิ่งกว่าปรมาจารย์พิษทั่วไป ปรมาจารย์พิษขั้นสูงก็เหมือนกับจ วี่เหริน มีสถานะสูงและมีความสำคัญยิ่ง
รองหัวหน้าผู้คุ้มกันอยากเห็นปรมาจารย์พิษขั้นสูงเหลือเกิน ว่าเป็นใคร เขาจะมีโอกาสรู้จักหรือไม่ ไหนเลยจะรู้ว่าเมื่อมองไป เขาก็ต้องตะลึงงัน!
นะ…นี่…นี่มันพ่อหนุ่มตัวกร้านแดดเมื่อครู่ไม่ใช่รึ?
เขาเป็นปรมาจารย์พิษขั้นสูงอย่างนั้นหรือ?!
“ป้ายหยกที่สูงที่สุดเท่าเรามีในตอนนี้คือปรมาจารย์พิษขั้นสูง แต่เชื่อว่าด้วยความสามารถของใต้เท้าอาเว่ยแล้ว จะต้องทำได้ มากกว่านี้อย่างแน่นอน ข้าจะรอฟังข่าวดีจากใต้เท้าอาเว่ย”
ประธานสมาคมผู้ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยเห็นผู้ใดอยู่ในสายตา บัดนี้กลับอ่อนน้อมถ่อมตนราวกับเป็นหลานของอาเว่ยก็มิปาน!
รองหัวหน้าผู้คุ้มกันยืนตกใจอยู่เช่นนั้น
และสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าก็กำลังตามมา
เด็กน้อยจํ้ามํ่าทั้งสามเดินออกมาอย่างผึ่งผาย พวกเขาก็ได้ ป้ายหยกของตนเช่นกัน!
ในสมาคมแห่งนี้ ปรมาจารย์พิษมีมากมาย หากคว้ามาหนึ่ง กำมือก็คงมีหลายคน ทว่าปรมาจารย์พิษที่อายุน้อยที่สุดก็คง ประมาณสิบเจ็ดสิบแปดเห็นจะได้ อายุสองขวบก็ได้เป็น ปรมาจารย์พิษเช่นนี้ อนาคตย่อมต้องพัฒนาได้อย่างไร้ขีดจำกัด!
ประธานสมาคมหันไป แล้วมองไปยังเด็กน้อยทั้งสามด้วย ใบหน้ายิ้มแย้ม “ปรมาจารย์น้อยทั้งสาม ชุดของพวกเจ้าก็ทำเสร็จ แล้ว อีกประเดี๋ยวจะนำมาให้”
เด็กน้อยทั้งสามเชิดหน้าขึ้น และพยักหน้าด้วยความภาค ภูมิใจ!
หลังจากนั้นอีกประมาณครึ่งชั่วยาม ชุดซึ่งแสดงสถานะของ ปรมาจารย์พิษก็แก้เสร็จแล้ว
อาเว่ยและเด็กน้อยทั้งสามต่างเปลี่ยนไปสวมชุดและหมวก ของตนเอง ดูเท่สุดๆ ไปเลย!
ประธานสมาคมกล่าวอย่างประจบประแจงว่า “ปรมาจารย์
น้อย ใคร่ขอถามสักหน่อยว่าพวกเจ้าจะไปที่ใด ข้าจะจัดองครักษ์ไป ส่ง”
เด็กน้อยทั้งสามหยิบป้ายซึ่งมีตัวอักษรเขียนไว้ว่า ‘เมือง หลวง’!