หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 215 เสี่ยวเป่าเจ้าแผนการ
ตั้งแต่อวี๋หวั่นตัดสินใจมาอยู่ที่จวนเห้อเหลียน ชีวิตของเธอก็ สุขสบายเกินไป เธอตื่นสายกว่าปกติ เมื่อเธอลืมตาตื่นขึ้น เด็กน้อย ทั้งสามก็ไปเล่นที่เรือนของฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว ส่วนเยี่ยนจิ่วเฉาก็ไป แช่นํ้ายา ทุกวันนี้เขาจำต้องฝังเข็มและอาบนํ้ายาเพื่อระงับพิษ แทนยาต้ม
อวี๋หวั่นลุกขึ้นนั่งช้าๆ จื่อซูก็ผลักประตูเข้ามา “ฮูหยิน ท่านตื่น แล้วหรือเจ้าคะ?”
“อือ” อวี๋หวั่นยกม่านขึ้น
จื่อซูรับผ้าม่านแล้วเกี่ยวไว้กับตะขอ จากนั้นจึงเดินไปเปิด ประตูตู้เสื้อผ้า เลือกชุดกระโปรงสีนํ้าเงินทะเลสาบมาชุดหนึ่ง “วัน นี้สวมชุดนี้ดีหรือไม่เจ้าคะ?”
“นี่ชุดของข้าหรือ?” อวี๋หวั่นจ้องมองกระโปรงที่สวยสดงดงาม “ไยข้าถึงจำไม่ได้ว่าเคยมีชุดนี้?”
จื่อซูยิ้มอย่างล่วงรู้ “แม่ทัพใหญ่ให้ช่างเย็บปักทำให้เจ้าค่ะ แม่ทัพใหญ่เรียกช่างเย็บปักมาที่เรือน และถามบ่าวเกี่ยวกับขนาด ตัวและความชอบของฮูหยิน แล้วจึงให้ช่างเย็บปักทำเสื้อผ้าให้ท่าน จำนวนหนึ่ง เมื่อวานพวกเขาส่งมาสี่ชุด อีกสี่ชุดที่เหลือกำลังเร่งทำ อยู่ที่หอเย็บปัก แม่ทัพใหญ่ทำให้ซื่อจื่อด้วยเช่นกันเจ้าค่ะ ทว่าของ ซื่อจื่อมิได้เร็วเช่นนี้ ยังมีของบ่าวและฝูหลิงอีกนะเจ้าคะ แม่ทัพ
ใหญ่กล่าวว่าบ่าวเป็นข้ารับใช้ส่วนตัวของท่านกับซื่อจื่อ เช่นนั้นก็ เป็นข้ารับใช้ของจวนเห้อเหลียนด้วยเช่นกัน ภายภาคหน้าก็ปฏิบัติ ตามกฎของจวนเห้อเหลียน สวมเสื้อผ้าสี่ชุดในหนึ่งฤดูกาล”
แม่ทัพใหญ่เทพแห่งหนานจ้าวผู้ซึ่งยกมือขึ้นตะโกนสั่งการก องทัพอันยิ่งใหญ่ ที่แท้ก็ดูแลเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในบ้านเป็นเหมือน กัน อวี๋หวั่นจินตนาการถึงฉากที่เห้อเหลียนเป่ยหมิงนั่งอยู่บนเก้าอี้ รถเข็นและอธิบายหน้าที่งานทั่วไปให้ข้ารับใช้ฟังอย่างละเอียด ก็ หลุดหัวเราะออกมาโดยไม่ทราบสาเหตุ
ท่านลุงใหญ่ผู้นี้ น่ารักอย่างคาดไม่ถึงยิ่งนัก
แม้ว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะสติฟั่นเฟือน นางถานก็ไม่อยู่แล้ว แต่ อย่างไรบ้านก็ต้องมีคนจัดการ เห้อเหลียนเป่ยหมิงทำได้เพียงชี้นิ้ว สั่งการ แต่เขาหาได้เป็นเช่นนั้น ผู้คนต่างบอกว่าบุรุษที่มุ่งมั่น จริงจังน่าดึงดูดที่สุด เธอคิดว่าท่าทางของท่านลุงเห้อเหลียนวันนี้ ช่างมีเสน่ห์ยิ่งนัก
อวี๋หวั่นอาบนํ้าแต่งตัวเรียบร้อย ไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่า หญิง เย็บปักก็มาแล้วและกำลังวัดตัวให้เด็กชายทั้งสาม พวกเขาเปลี่ยน ไปทุกวัน จื่อซูไม่แน่ใจว่าพวกเขาใส่เสื้อผ้าใหญ่เพียงใด
“มานี่มา!” ฮูหยินผู้เฒ่ากวักมือเรียกอวี๋หวั่นด้วยรอยยิ้ม
อวี๋หวั่นเดินเข้าไปหา
เมื่อไข่ดำทั้งสามเห็นมารดา ก็ไม่ได้สนใจการวัดขนาดตัวและ รีบวิ่งไปหาท่านแม่ของพวกเขา
ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าที่ได้เปรียบด้านความแข็งแกร่ง เบียด เสี่ยวเป่าจนไปอยู่ด้านหลัง
แต่เสี่ยวเป่าไม่กลัว เขามีอาวุธพิเศษ!
“ท่านแม่ กอด!” เสี่ยวเป่ายื่นสองแขนออกไป
อวี๋หวั่นก็อุ้มเสี่ยวเป่าขึ้นมา
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ามองเขาอย่างขื่นขมระทมใจ เจ้าน้องชาย ร้ายกาจ!
เสี่ยวเป่าแลบลิ้น
แบร่ แบร่ แบร่!
อวี๋หวั่นบีบหน้าเขาทั้งโกรธทั้งขำ “นี่หาเรื่องอีกแล้วใช่หรือไม่? ถูกท่านพ่อสั่งสอนยังไม่พอ เลยมายั่วพี่ชายอีกสองคน”
เจ้าตัวเล็กนี่ แรกเริ่มเดิมทีมีนิสัยเก็บตัวและซื่อสัตย์ที่สุด แต่ มาตอนนี้กลับแปลกประหลาดที่สุด
“ท่านแม่ ท่านแม่! ชอบท่านแม่! เสี่ยวเป่า ชอบท่านแม่ที่สุด!” เสี่ยวเป่านอนอยู่ในอ้อมแขนของอวี๋หวั่นราวกับเด็กทารก ทำให้อวี๋ หวั่นหลงใหลเคลิบเคลิ้มจนลืมที่จะตำหนิติเตือนเขาในที่สุด
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเต็มไปด้วยความโกรธเคือง เจ้าบ้าเอ๊ย น่า แก้แค้นยิ่งนัก!
อวี๋หวั่นทานอาหารเช้าในห้องของฮูหยินผู้เฒ่า จากนั้นก็ได้ยิน การเคลื่อนไหวของรถม้า ไม่นานฝูหลิงก็เดินเข้ามา และบอกว่า
พวกเจียงไห่กลับมากันแล้ว
“ท่านย่า ข้าขอตัวไปที่ชีสยาย่วนก่อน” อวี๋หวั่นกล่าวกับฮูหยิน ผู้เฒ่า
ฮูหยินผู้เฒ่าโบกมืออย่างใจกว้าง “ไปเถิด”
แม่พวกเขาไม่อยู่แล้ว เหลนก็จะติดนางเพียงผู้เดียว!
อวี๋หวั่นไปที่ชีสยาย่วน พวกเขาเหล่านั้นอยู่ในป่ามาเป็นเวลา สามวันสามคืน เจียงไห่ไม่อาจทนกลิ่นนี้ไหว จึงนำนํ้าร้อนไปอาบ พวกอาเว่ยทั้งสามนั่งอยู่ในห้องของชายชรา และกำลังหารือเรื่อง สำคัญกับชายชราอย่างจริงจัง
“อาม่า” ชิงเหยียนเริ่มเอ่ยปาก “ได้ของมาแล้ว ควรทำอย่างไร ต่อไปดี?”
ตามแผนเดิม พวกเขาจะช่วยอวี๋หวั่นและเยี่ยนจิ่วเฉาหายา สองชนิดแรกให้พบ หลังจากนั้นเมื่อได้รับความไว้วางใจจากพวก เขามากพอ ค่อยกุเรื่องว่าวัตถุดิบยาที่เหลืออีกสองตัวอยู่ที่เผ่า ปีศาจ ใช้เป็นข้ออ้างลักพาตัวพวกเขากลับไปยังเผ่า
ทว่าหลังจากชิงเหยียนเอ่ยปากถาม ทุกคนในห้องต่างก็เงียบ สนิท
อาเว่ยเอ่ยขึ้นว่า “ข้าคิดว่า ควรจะดำเนินการต่อ…”
“เจ้าหุบปาก!” ชิงเหยียนและเยว่โกวดุเขาอย่างพร้อมเพรียง
วันแรกที่มาถึงก็ถูกกดขี่ วันที่หกที่มาถึงก็ถูกดุ อาเว่ยจอมวาย
ร้ายผู้ยิ่งใหญ่จดจำไว้หมดแล้ว!
“อาม่า!” อวี๋หวั่นเคาะประตูและตะโกนถามจากด้านนอก “พวกชิงเหยียนกลับมาแล้วใช่หรือไม่?”
ชิงเหยียนเหลือบมองอาม่า เมื่อเห็นว่าอาม่าไม่ได้มีท่าทีปฏิเสธ เขาจึงลุกขึ้นไปเปิดประตู และกล่าวด้วยรอยยิ้มมุมปาก “พวกเรา เพิ่งกลับมาถึง ไยเจ้าตื่นเช้าเช่นนี้?”
“ไม่เช้าเลย ตะวันจะตกดินอยู่แล้ว” อวี๋หวั่นมองเข้าไปในห้อง “อยู่ที่นี่กันหมดเลยหรือ? เป็นอย่างไรบ้าง? ได้คางคกหิมะมาหรือ ไม่?”
ชิงเหยียนกระแอมในลำคอ และกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ได้มา แล้ว เข้ามาคุยกันในห้องเถิด”
อวี๋หวั่นเข้ามาด้านใน
“อาม่า เยว่โกว อาเว่ย” อวี๋หวั่นกล่าวทักทาย
ทั้งสามพยักหน้าให้นางและเรียกอาหวั่น
“นั่งลงเถิด” ชิงเหยียนกล่าว
อวี๋หวั่นนั่งลงข้างอาม่า และถามพวกเขา “เป็นอย่างไรบ้าง? การเดินทางที่เขาพิษเป็นไปด้วยดีหรือไม่? มีใครได้รับบาดเจ็บหรือ ไม่?”
“ไม่มี” ชิงเหยียนกล่าว “เราได้พบกับคนของจวนประมุขหญิง ทว่าจัดการเรียบร้อยแล้ว มิได้ปล่อยให้พวกเขาสงสัยในตัวเรา”
“เช่นนั้นก็ดี” ไม่ใช่เพราะอวี๋หวั่นกลัวจวนประมุขหญิง แต่ เพราะยามนี้พวกเขาไม่อาจเผชิญหน้ากับจวนประมุขหญิงได้อย่าง เปิดเผย สถานการณ์ในตอนนี้พวกเขาทำสิ่งต่างๆ อย่างลับๆ จะ เหมาะสมที่สุด
“คางคกหิมะอยู่ที่ใด? ข้าขอดูได้หรือไม่?” อวี๋หวั่นถาม
ชิงเหยียนเปิดห่อผ้าบนโต๊ะและหยิบกล่องหยกใบเล็กออกมา “นี่”
อวี๋หวั่นรับกล่องมาและเปิดออกโดยไม่พูดพรํ่าใดๆ
ชิงเหยียนตกใจคิ้วกระตุกกับความรีบร้อนของเธอ เขากำลัง จะบอกให้ระวัง เมื่อคำพูดมาถึงริมฝีปากก็นึกขึ้นได้ว่าร่างกายของ สตรีผู้นี้ครอบครองของศักดิ์สิทธิ์แห่งหนานจ้าวอยู่ สิ่งที่ต้องระวัง ก็คือเจ้าสิ่งเล็กๆ นั่นแหละ
เป็นดังที่คาดไว้ ทันทีที่เปิดกล่องออก แสงสีขาวกะพริบออก มาจากแขนเสื้อของอวี๋หวั่น และบินเข้าหาคางคกหิมะที่อยู่ใน กล่อง
ได้ยินเพียงเสียงดังปัง อาเว่ยรีบปิดกล่องลงอย่างรวดเร็ว
แสงสีขาวนั้นคว้าไว้ได้เพียงอากาศและบินกลับเข้าไปในแขน เสื้อของอวี๋หวั่นตามเดิม
“เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร?” อวี๋หวั่นงงงวย
อาเว่ยกล่าวว่า “ของศักดิ์สิทธิ์ต้องการกินคางคกหิมะ”
นี่คือลักษณะของสัตว์พิษ ตัวที่อ่อนแอเป็นอาหารของตัวที่ แข็งแกร่ง เพียงแต่ในระดับของศักด์สิทธิ์เช่นนี้ ราชันสัตว์พิษ ทั่วไปไม่เข้าตาของมัน หากสัตว์พิษที่ไม่อาจใกล้เคียงกับราชันพัน สัตว์พิษของเฟ่ยหลัวเป็นข้าวขาวที่ไร้ซึ่งรสชาติ เช่นนั้นราชันพัน สัตว์พิษที่แท้จริงตัวนี้ก็คือเนื้อติดไขมันชิ้นใหญ่ที่หอมหวนน่าทาน
“อันตรายยิ่งนัก ข้าเกือบทำให้มันถูกกินไปแล้ว” อวี๋หวั่นกุม หัวใจของเธอ และไม่กล้าแตะกล่องใบนั้นอีก พลันมองไปที่แขน เสื้อแล้วเอ่ยว่า “จะดีจะร้ายอย่างไรเจ้าก็เป็นราชันสัตว์พิษ เขาเป็น ราชินีสัตว์พิษ เป็นเพศหญิง เจ้าไม่อาจเป็นสุภาพบุรุษได้ ก็อย่าคิด จะกินคนอื่นอยู่ตลอดมิได้หรือ?”
อาเว่ย “มันเป็นสัตว์พิษเพศชาย”
อวี๋หวั่น “…”
อวี๋หวั่นมอบคางคกหิมะให้อาเว่ยดูแล จากนั้นเธอก็ถามเกี่ยว กับวัตถุดิบยาตัวที่สาม “อ้อ แล้ววัตถุดิบยาพิเศษชิ้นที่สามเล่า อยู่ ที่ใด? อยู่ที่เมืองหลวงหรือไม่? หรือว่าอยู่ที่อื่น?”
อาเว่ย “อยู่ที่…”
“อยู่ที่เมืองหลวง” ชายชรากล่าว
แววตาอาเว่ยทอประกายเยียบเย็น บทตอนแรกหาได้เป็นเช่น นี้ ท่านอย่ามาตีกรอบข้า
ชายชรากล่าวว่า “นักบุญองค์สุดท้ายถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา ในเมืองหลวง มรดกของนักบุญได้ถูกทำลายไปแล้ว ทว่าพระคัมภีร์
เกี่ยวกับวิหารนักบุญยังคงถูกเก็บไว้อย่างดีในศาลาวั่นซูเก๋อ ตราบ ใดที่เราหามันพบ ก็อาจเจอเบาะแสจากมันก็เป็นได้”
อวี๋หวั่นครุ่นคิด “เบาะแสของอาม่าหมายถึง…”
ชายชราพึมพำกับตนเองครู่หนึ่งและจึงกล่าวว่า “ในยุทธภพมี ข่าวลือเช่นเดิมมาตลอดว่า มรดกของพ่อมดและนักบุญถูกทำลาย ลงเพราะความบาดหมาง ทั้งสองต่อสู้กันดุเดือดจนท้ายที่สุดก็นำ ไปสู่การสูญเสียของทั้งสองฝ่าย ไม่มีผู้ใดรอดชีวิต ทว่าข้าเคยได้ยิน เรื่องราวอีกแบบหนึ่งว่า นักบุญกับพ่อมดกลายมาเป็นคู่ชะตา บำเพ็ญเพียร การรวมกันของพวกเขาถูกสาปแช่งโดยเทพเจ้า เทพเจ้าจึงบัลดาลให้พวกเขาพินาศย่อยยับ หากสิ่งที่อาม่ากล่าว เป็นความจริงละก็ บางทีพวกเขาอาจยังมีคนรุ่นหลังอยู่บ้างก็เป็น ได้ ตราบใดที่พบคนรุ่นหลังของพวกเขา เราก็จะได้รับวัตถุดิบยา สองตัวสุดท้าย”
เยว่โกวเอ่ยด้วยท่าทีทึ่มเขลา “แต่หากเป็นแบบแรก…”
“ไม่อนุญาตให้ปากเสีย!” ชิงเหยียนถมึงตาใส่เขา
“อ้อ” เยว่โกวเงียบลงอย่างว่าง่าย
อวี๋หวั่นคิดก่อนจะถามว่า “เช่นนั้นเราต้องไปที่วั่นซูเก๋อจึงจะ พบคำตอบใช่หรือไม่?”
“ไม่ง่ายดายเช่นนั้น” ชายชรากล่าว “ไม่กี่ปีมานี้ มีคนมากมาย ค้นหาคำตอบ แต่วั่นซูเก๋อถูกควบคุมโดยวิหารราชครูมาตลอด นอกจากราชครูและคนสนิทของพวกเขาก็ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าไป
ได้”
“วิหารราชครูหรือ…” อวี๋หวั่นจับคาง
“ข้าไป!”
เจียงไห่เปิดประตูเดินเข้ามา
เขาอาบนํ้าและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย จิตใจสดชื่นอย่าง สุดขีด
เขามองไปที่อวี๋หวั่นและคนอื่นๆ พลันกล่าวด้วยใบหน้าจริงจัง “ข้าจะไปที่วั่นซูเก๋อ และขโมยพระคัมภีร์มา!”