หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 22.1 พี่จิ่วมาแล้ว (1)
“เจ้าว่าอย่างไรนะ? เจ้าสามเขา…ถูกจับเข้าคุกหลวงรึ?” เมื่อ ลุงใหญ่ได้ยินคำบอกเล่าของอู๋ซัน เขาก็กระเด้งขึ้นมาจากเก้าอี้ ทันที
เดิมทีอู๋ซันก็ไม่คิดจะนำข่าวร้ายมาบอกคนสกุลอวี๋เช่นนี้ ทว่า เมื่อคิดไปคิดมา อวี๋เฒ่าไม่กลับบ้านสักที คนสกุลอวี๋ย่อมต้อง เข้าไปถามในเมืองหลวง อย่างไรก็ต้องได้ยินมาจากคนอื่น ไม่สู้เขา เล่ารายละเอียดให้พวกเขาฟังเองจะดีกว่า
ลุงใหญ่ ป้าสะใภ้ใหญ่ อวี๋เฟิงและอวี๋ซง ต่างเข้ามานั่งในบ้าน ของอวี๋หวั่น เถี่ยตั้นน้อยพาน้องสาวออกไปเล่น นางเจียงและอวี๋ หวั่นนั่งฝั่งตรงข้ามของอู๋ซัน
ไม่รู้ว่าอู๋ซันคิดไปเองหรืออย่างไร เขารู้สึกว่าในดวงตาของพี่ สะใภ้มีแรงอาฆาตคุกรุ่นอยู่
เขาต้องคิดมากไปเองเป็นแน่ พี่สะใภ้เป็นสตรีอรชรอ้อนแอ้น เมื่อได้ยินข่าวร้าย ไม่มีทางคิดฆ่าคนอย่างแน่นอน!
“ท่านลุงอู๋ ขอคุยด้วยหน่อยได้หรือไม่” อวี๋หวั่นไม่อยากให้พูด เรื่องน่าปวดใจเช่นนี้ต่อหน้าท่านแม่ พ่อแม่ของเธอรักกันขนาดนี้ ท่านพ่อถูกจับเข้าคุก ท่านแม่ย่อมต้องเป็นทุกข์มากกว่าใคร
อู๋ซันเข้าใจดี จึงเดินตามอวี๋หวั่นออกไปข้างบ่อปลา
“สรุปแล้วเกิดอะไรขึ้นกับพ่อข้าหรือ?” เมื่อไร้ผู้คน อวี๋หวั่นจึง เอ่ยปากถามขึ้น
อู๋ซันถอนหายใจยาว “เดิมทีวันนี้อวี๋เฒ่า…ต้องเข้าวังไปรับปูน บำเหน็จ เขาสร้างความดีความชอบครั้งใหญ่ ฝ่าบาททรงเรียกพบ”
อวี๋หวั่นตกใจ “ท่านพ่อสร้างความดีความชอบรึ?”
อวี๋เซ่าชิงแทบไม่ได้พูดถึงการรบ ไม่ได้พูดถึงสงครามในซีเป่ย ทว่าเหล่าชายหนุ่มที่เพิ่งกลับบ้านมากลับเล่าเรื่องราวเอาไว้ไม่น้อย กระนั้นก็ไม่มีใครคิดว่าตัวละครสำคัญของเรื่องนี้ก็คืออวี๋เซ่าชิง จากหมู่บ้านของพวกเขา
“พ่อเจ้าไม่ได้เล่าให้เจ้าฟังหรอกหรือ? เขาสร้างความดีความ ชอบครั้งสำคัญเชียวนา! พ่อเจ้าเป็นถึงหัวหน้ากองพันของทัพใหญ่ ซีเป่ย…” อู๋ซันเล่าเรื่องการบุกโจมตีของทหารซยงหนูอย่างคร่าว ให้อวี๋หวั่นฟัง “…สองพันคน เหลือรอดมาไม่ถึงหนึ่งร้อยคน หลัง จากเข้าไปในภูเขาหิมะ พวกเราก็ซ่อนตัวอย่างดี พี่น้องจำนวนไม่ น้อยถูกศรธนูของซยงหนูยิงตาย คืนหนึ่งต้าหนิวก็เจอกับแม่ทัพ เซียวที่บาดเจ็บหนัก…”
กล่าวถึงตรงนี้ อู๋ซันก็หยุดไปครู่หนึ่ง “ต้าหนิวเป็นทหารที่ดี เขาสละชีวิตไปแล้ว”
นัยน์ตาของอวี๋หวั่นสั่นเล็กน้อย
อู๋ซันพยายามอดกลั้นความเศร้าสลด แล้วพูดต่อ “อวี๋เฒ่าให้
ต้าหนิวไปช่วยแม่ทัพเซียวกลับมา แม่ทัพเซียวรู้ดีว่าไม่อาจกลับมา ได้ จึงมอบยาทั้งหมดให้กับเหล่าพี่น้องทหาร ข้าไปรักษาอาการ บาดเจ็บให้พวกเขา ไม่ได้อยู่ฟังว่าแม่ทัพเซียวพูดอะไรกับอวี๋เฒ่า แต่วันถัดมาอวี๋เฒ่าก็เริ่มพาพี่น้องทหารข้ามเขา อวี๋เฒ่าบอกว่า พวกเราต้องไปให้ถึงโยวโจว ข้าก็นึกว่าอวี๋เฒ่าจะพาพวกเราไป พึ่งพาแม่ทัพที่โยวโจว เมื่อเห็นว่าเขาส่งของบางอย่างให้แม่ทัพ ผางเหริน ถึงได้เดาออกว่าน่าจะเป็นของที่แม่ทัพเซียวส่งให้เขา หลังจากนั้นไม่นาน แม่ทัพใหญ่เซียวก็แพร่ข่าวลวงออกไป หลอก ล่อทัพซยงหนูให้เข้ามาในโยวโจว แล้วพวกนั้นก็เป็นลูกไก่ในกำมือ เมื่อชนะสงคราม เรื่องที่อวี๋เฒ่าส่งรายชื่อสายลับก็กระจายออกไป เรื่อยๆ”
เขาลูกนั้น ได้รับขนานนามว่า ‘หุบเขามรณะ’ แต่ไหนแต่ไรไม่ เคยมีผู้รอดชีวิตออกมา แต่อวี๋เฒ่า…อวี๋เฒ่าพาพวกเรากลับมา ได้”
คนที่เขาช่วยออกมามิได้มีเพียงประชาชนชาวโยวโจวนับแสน คน แต่ยังช่วยชีวิตเหล่าทหารของทัพซีเป่ยด้วย
อวี๋หวั่นรู้แต่แรกแล้วว่าพ่อของเธอเป็นวีรบุรุษ แต่คาดไม่ ถึงว่าเขาจะเป็นวีรบุรุษที่เก่งกาจขนาดนี้ อดทนในสิ่งที่ผู้อื่นไม่อาจ ทน ทำในสิ่งที่ผู้อื่นไม่อาจทำ เขาเป็นวีรบุรุษที่โดดเด่นท่ามกลาง เหล่าวีรบุรุษ เพียงแต่ว่าวีรบุรุษประเภทนี้ มักจะไม่เย่อหยิ่งและ โอ้อวด เมื่อกลับมาถึงบ้านก็เป็นเพียงสามีที่รักภรรยา เป็นบิดา ที่รักบุตร…
“เช่นนั้นเรื่องหลอกลวงเบื้องสูงมาได้อย่างไรกัน?” ไม่ได้ให้ รายชื่อปลอมจนแพ้สงครามสักหน่อย
อู๋ซันตอบว่า “แม่ทัพกุยเต๋อหลางไร้ยางอาย กราบทูลฝ่าบา ทว่าอวี๋เฒ่าขโมยรายชื่อนั่นไปจากตัวเองน่ะสิ!”
“แล้วฝ่าบาทก็เชื่อรึ?” หลอกง่ายไปหน่อยไหมนั่น?
อู๋ซันพูดอย่างหัวเสียว่า “หลานสาว เจ้าไม่รู้อะไร แม่ทัพกุย เต๋อหลางนั้นมีเบื้องหลัง ฝ่าบาทให้ความสำคัญมากเสียด้วย”
“ไม่มีพยานบุคคลหรือ?” อวี๋หวั่นถาม
อู๋ซันตอบว่า “ทหารที่อารักขาแม่ทัพเซียวในตอนนั้นตายหมด เหลือเด็กแซ่โจวเพียงคนเดียวที่สามารถยืนยันได้ว่าแม่ทัพเซียว ไม่ได้พบกับแม่ทัพกุยเต๋อหลาง แต่เจ้าเด็กแซ่โจวนั่นหนีไปแล้ว! หนีไปไหนก็ไม่รู้!”
โจวไหวเป็นขอทานที่แม่ทัพเซียวเก็บมา เรียกได้ว่าเขาแทบ ขายชีวิตให้แม่ทัพเซียวไปแล้ว หลังจากที่มาถึงโยวโจว โจวไหวก็ หายตัวไป หนีไปสุดหล้าฟ้าเขียว จะไปตามหาเขาได้ที่ไหนกัน? กว่า จะหาพบ อวี๋เฒ่าก็คงถูกตัดหัวไปแล้ว
“ถูกตัดหัวด้วยหรือ?” อวี๋หวั่นนัยน์ตาสั่นระริก
อู๋ซันถอนหายใจยาวๆ เฮือกหนึ่ง “โทษหลอกลวงเบื้องสูงเชียว นะเจ้าหลานสาว! ไม่ถูกประหารเก้าชั่วโคตรก็ดีเท่าไรแล้ว! เมื่อใด ที่พวกเขาจับอวี๋เฒ่าเข้าคุกหลวง เมื่อนั้นเกรงว่าอวี๋เฒ่าก็คงหนี
ความตายไม่พ้น แต่ข้าคิดว่าเขาไม่มีทาง ‘ยอมรับ’ ได้ง่ายเพียงนั้น เขาเป็นคนเด็ดเดี่ยว”
ไม่ยอมรับได้ง่าย มิได้หมายความว่าจะไม่ต้องรับโทษ พ่อของ เธอถูกคนใส่ร้ายจนต้องเข้าคุก เข้าไปก็คงต้องเจอกับเคราะห์ร้าย อีก คนพวกนั้นต้องสรรหาวิธีมาบังคับให้พ่อของเธอสารภาพผิด อย่างแน่นอน
แค่คิดว่าพ่อของเธออาจถูกทรมานในคุก อวี๋หวั่นกำมือแน่น “ท่านพ่อข้าเป็นคนอย่างไร คนอื่นไม่รู้ คนที่คลุกคลีกับท่านพ่อข้า อย่างแม่ทัพใหญ่เซียวจะไม่รู้เชียวหรือ? เขาไม่ได้ช่วยพ่อข้าแก้ต่าง หรือ?”
อู๋ซันส่ายหน้า “แม่ทัพใหญ่ไม่ได้พูดอะไรก็เพื่อพ่อเจ้าเอง”
“อย่างไร?” อวี๋หวั่นถามด้วยความไม่เข้าใจ
บังเอิญว่าชุ่ยฮวาเดินถือกะละมังซักผ้าผ่านมาพอดี
“อาหวั่น!” ชุ่ยฮวายิ้มพลางกล่าวทักทาย พี่ใหญ่ของสามีนาง กลับมาอย่างปลอดภัย ทั้งครอบครัวล้วนปีติยินดี
อวี๋หวั่นยิ้มพร้อมพยักหน้า “พี่ชุ่ยฮวา”
อู๋ซันมาที่หมู่บ้านหลายครั้งแล้ว ชุ่ยฮวาเคยเห็นเขา รู้ว่าเขา เป็นเพื่อนร่วมรบของอวี๋เซ่าชิง นางยิ้ม แล้วเดินถือผ้าไป
อู๋ซันพูดต่อ “แม่ทัพใหญ่เซียวสร้างคุณูปการเอาไว้มหาศาล ฝ่าบาทเกรงใจเขา ในตอนนั้นเขาทูลขอแต่งงานกับพระชายาของ
เยี่ยนอ๋อง เจ้าว่าคำขอเขาเป็นจริงหรือไม่?”
อู๋ซันหัวเราะแดกดัน กล่าวว่า “เขาแบ่งอำนาจทหารหนึ่งล้าน นายให้กับแม่ทัพเซียว”
“เพื่อสตรีคนเดียวรึ?”
“และเพื่อชีวิตของเหล่าทหารด้วย”
อวี๋หวั่นพยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว ยิ่งแม่ทัพใหญ่เซียวขอร้อง แทนพ่อข้ามากเท่าไร ฝ่าบาทก็จะยิ่งอยากประหารพ่อข้ามาก เท่านั้น”
“ถูกต้อง” ปกติแล้วอู๋ซันมิใช่คนใส่ใจเรื่องราวรอบตัวเท่าไรนัก ทว่าสำหรับเรื่องนี้ เขาก็มีความเห็นของตนเอง “ที่ฝ่าบาทลงโทษอ วี๋เฒ่าเช่นนี้ ก็เพื่อเชือดไก่ให้ลิงดู…แต่ไอ้เลวนั่นมันหน้าไม่อาย! ฮ่องเต้จะประหารคน มันกลับยื่นดาบให้!”
ถ้าไม่ใช่เพราะเหยียนฉงหมิงฉกชิงความดีความชอบของอวี๋ เฒ่า ต่อให้ฮ่องเต้จะสำแดงพระราชอำนาจให้ประจักษ์แก่แม่ทัพ ใหญ่เซียว อย่างไรสายป่านก็โยงมาไม่ถึงอวี๋เฒ่า!
“ลุงอู๋ ข้าไปพบท่านพ่อได้ไหม?” อวี๋หวั่นถาม
“เรื่องนั้น…” อู๋ซันเกาหัว “ข้าไม่รู้จักคนในคุกหลวงซะด้วย สิ…”
อวี๋หวั่นหันหลังกลับไป
“หลานสาว เจ้าจะไปไหน?” อู๋ซันซักไซ้
“ไปคุกหลวง” อวี๋หวั่นตอบ
อู๋ซันรีบร้อนกล่าวว่า “ข้าบอกแล้วไงว่าข้าไม่มีเส้นสายในคุก หลวง…”
อวี๋หวั่นสายตาเด็ดเดี่ยว “ข้าก็จะไปอยู่ดี ข้าจะไม่ยอมให้ท่าน พ่อต้องทรมานกับความไม่เป็นธรรมอย่างนี้”
“เจ้า…เจ้า สตรีตัวคนเดียวจะไปทำอะไรได้เล่า?” อู๋ซันรู้สึก เสียใจที่เล่าเรื่องนี้ให้อวี๋หวั่นฟัง
อวี๋หวั่นหยุดฝีเท้า “ข้าไม่รู้ว่าข้าจะทำอะไรได้ แต่ข้ารู้ว่าข้าอยู่ เฉยๆ ไม่ทำอะไรไม่ได้ ข้าจะไปถามจากท่านพ่อเอง ไม่แน่อาจจะได้ เบาะแสอะไรจากปากเขาก็ได้”
“เอ่อ เจ้า…” อู๋ซันอยากถามไปว่า เจ้าจะไปถามได้อย่างไรกัน? ทว่าเห็นนัยน์ตาอันแน่วแน่และดื้อรั้นคู่นั้น เขาก็พูดไม่ออก
อวี๋หวั่นไปหาป้าสะใภ้ใหญ่ “ท่านป้าสะใภ้ใหญ่ รบกวนท่านช่วย ดูแลแม่ข้าที”
ป้าสะใภ้ใหญ่ตกใจ “อาหวั่นเจ้าจะไปไหน?”
“ข้าจะไปเมืองหลวง” อวี๋หวั่นตอบ
“เจ้าอย่าทำเรื่องโง่ๆ นะ!” ป้าสะใภ้ใหญ่หวาดกลัวจนหน้าซีด เผือด
อวี๋หวั่นส่ายหน้า “ข้าไม่ทำหรอก มีลุงอู๋ไปด้วย”
อู๋ซันเผยรอยยิ้มกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ทีนี้หากไม่พาหลานสาวสกุลอวี๋กลับมาบ้านอย่างปลอดภัย เขาก็คงไม่มีหน้ามาเจอครอบครัวของอวี๋เฒ่าอีก
ทั้งสองคนเข้าตำบลไปเช่ารถม้าไปยังเมืองหลวง อู๋ซันไม่คุ้น เคยกับเมืองหลวง โชคดีที่สารถีรู้เส้นทาง จึงพาทั้งสองคนไปส่งที่ คุกหลวงได้อย่างรวดเร็ว
กระนั้นสิ่งที่ทำให้ต้องผิดหวังก็คือ พวกเขาไม่สามารถเหยียบ ข้ามธรณีประตูคุกหลวงไปได้ด้วยซํ้า!
ทหารยามรักษาการณ์ด้านหน้าคุกหลวงกล่าวว่า “อวี๋เซ่าชิงได้ รับโทษหนัก นอกจากจะมีรับสั่งจากฝ่าบาท ไม่มีผู้ใดเข้าไปเยี่ยม ได้!”
เดิมทีอู๋ซันคิดจะบากหน้าไปอ้อนวอนแม่ทัพใหญ่เซียว ครานี้ เห็นทีจะไม่เป็นผล…
“ทำไมไม่ได้เล่า?” ในตำหนักชื่อเซียวซึ่งใช้รับรองคณะฑูตจาก ซยงหนู องค์หญิงซยงหนูโมโหจนเงื้อแส้ขึ้นมาฟาดลงไปบนโต๊ะ “ข้าเป็นองค์หญิงแห่งซยงหนู! เขาเป็นองครักษ์ชาวจงหยวนของ ข้า! องครักษ์ของข้าถูกคนจับไป! ข้าย่อมต้องพาเขาออกมา!”
ผู้ที่ทนรับเสียงตวาดของนางก็คือพี่ชายซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องฝั่ง บิดาของนาง องค์ชายรองของซยงหนู องค์ชายรองเป็นโอรสของ เสี่ยวเยียนจือ[1] ฐานะจะเป็นรองกว่าพี่ชายซึ่งเกิดจากต้าเยียน
จือ ในจุดนี้นับว่าเหมือนกับเยี่ยนไหวจิ่ง
สิ่งที่ไม่เหมือนกันก็คือ มารดาของเขามิได้ฉลาดหลักแหลม เหมือนกับสวี่เสียนเฟย โชคดีที่เขามีลุงซึ่งเป็นกษัตริย์คอย สนับสนุน คนผู้นั้นก็คือบิดาบังเกิดเกล้าขององค์หญิงซยงหนู
…………………………………………………….
[1] เยียนจือ ใช้เรียกตำแหน่งภรรยาของกษัตริย์ซยงหนู
บทที่ 22.2 พี่จิ่วมาแล้ว (2)
ทุกคำขอของน้องสาว เขาย่อมต้องปฏิบัติตาม แต่เรื่องนี้เขา ไม่อาจรับปากได้
องค์ชายรองกล่าวด้วยความจริงใจว่า “หมิงจู เขาแย่งความดี ความชอบของผู้อื่น ทั้งยังหลอกลวงฮ่องเต้ ในต้าโจว นับว่าเป็นคดี หลอกลวงเบื้องสูง มีโทษประหาร เจ้าไปเลือกองครักษ์คนอื่นเถิด จะเลือกเท่าไรก็ย่อมได้”
องค์หญิงซยงหนูยังคงตอแยไม่เลิก “ข้าไม่สน! ข้าต้องการ เขา!”
องค์ชายรองมีสีหน้าจริงจัง “อย่ามากความ!”
นางสะบัดแส้ฟาดลงบนพื้น “ข้าจองเขาแล้ว! ข้าต้องการให้ เขารอด! ท่านพี่หากท่านไม่สนใจ ข้าก็จะหาวิธีเอง!”
พูดจบ นางก็ลุกขึ้นยืน แล้วเดินออกไปโดยไม่แม้จะหันหลัง กลับมา
“หมิงจู…หมิงจู” องค์ชายรองเรียกนางไว้ไม่ทัน
ราชสำนักซยงหนูบุรุษมากสตรีน้อย องค์หญิงแห่งซยงหนูนับ ว่างามชั้นหนึ่ง ได้รับความรักความเอ็นดูจากบิดาและท่านลุงอย่าง เต็มเปี่ยม ทำให้นางเสียนิสัย หัวรั้น องค์ชายรองมักจะควบคุมนาง ไม่ได้
องค์ชายรองสั่งองครักษ์ว่า “รีบไปตามองค์หญิงเร็ว อย่าให้ นางสร้างปัญหาอีก!”
“ทราบ!”
องครักษ์ชาวซยงหนูสองคนรุดตามไป
……
ทางด้านขององค์หญิงซยงหนู นางออกจากวังหลวงไปหมาย จะไปพบอวี๋เซ่าชิงที่คุกหลวง ไม่คาดคิดว่าจะพบกับสตรีคุ้นหน้าคุ้น ตาหน้าประตูวัง
“อวี้เอ๋อร์ถวายบังคมองค์หญิง” เหยียนหรูอวี้ค้อมตัวเล็กน้อย
องค์หญิงซยงหนูนึกได้ “เป็นเจ้านี่เอง!”
เหยียนหรูอวี้เผยรอยยิ้มอ่อนโยน “องค์หญิงจดจำอวี้เอ๋อร์ได้ เป็นเกียรติของอวี้เอ๋อร์เหลือเกิน”
“ผู้ใดจำเจ้าได้กัน?” องค์หญิงซยงหนูกลอกตา ไม่ได้ถามว่าเห ยียนหรูอวี้คือใคร มาทำอันใดที่วังหลวง
เหยียนหรูอวี้เห็นว่าองค์หญิงรีบเร่งร้อนรน มุมปากของนางก็ ยกขึ้นเล็กน้อย “องค์หญิงจะไปคุกหลวงหรือเพคะ?”
องค์หญิงซยงหนูกำลังเหยียบขึ้นไปบนโกลนก็พลันชะงัก
เหยียนหรูอวี้ยิ้มน้อยๆ “หากข้าเป็นองค์หญิง ข้าจะไม่ไป ยุ่มย่ามกับเจ้าคนพรรค์นั้น อวี๋เซ่าชิงได้รับโทษประหาร องค์หญิง
จากบ้านมาไกล ก็เพื่อหลบเลี่ยงโทษเหล่านี้ หากทำให้ฮ่องเต้ต้า โจวไม่พอพระทัยอีก เช่นนั้นก็คงจะยุ่งยากเสียแล้ว องค์หญิงคิดว่า อย่างไรเพคะ?”
องค์หญิงซยงหนูมองเหยียนหรูอวี้ด้วยสายตาเย็นเยียบ
เหยียนหรูอวี้ยิ้มน้อยๆ ท่านพ่อของนางสร้างความดีความชอบ ครั้งใหญ่ ได้พระราชทานยศเป็นท่านโหว บัดนี้นางเป็นคุณหนูจวน ท่านโหว นางไม่เกรงกลัวองค์หญิงจากประเทศผู้แพ้สงครามอีก ต่อไป
จะว่าไปแล้ว องค์หญิงผู้นี้ต้องอ้อนวอนขอร้องต้าโจวของพวก นางเสียด้วยซํ้า
องค์หญิงซยงหนูแค่นเสียงขึ้นจมูก สะบัดมือ ตวัดแส้ใส่เหยี ยนหรูอวี้!
ครานี้มิได้ใช้แรงน้อยๆ เพียงเพื่อตีผ้าคลุมหน้าของนาง
เหยียนหรูอวี้รีบขยับตัวหลบ แม้จะหลบเลี่ยงจุดสำคัญไปได้ แต่แส้กลับฟาดลงบนหน้าผากของนางจนเกิดเป็นปากแผลมี เลือดไหล
องค์หญิงซยงหนูกล่าวด้วยนํ้าเสียงเย็นชาว่า “เขาตายหรือไม่ ตายแล้วเกี่ยวอะไรกับเจ้า? หากยังพูดพล่อยอีก ข้าจะเปลื้องผ้า เจ้าแล้วเฆี่ยนอีกสิบแส้ต่อหน้าผู้คน!”
เหยียนหรูอวี้จิกเล็บลงไปในผิวหนัง
“องค์หญิง!” องครักษ์ตามมาทันพอดี
องค์หญิงซยงหนูกลอกตาอย่างไม่สบอารมณ์ ให้คนจูงม้ามา แล้วควบม้าออกไป
เหยียนหรูอวี้แตะบนหน้าผากของตน เห็นรอยเลือดบนปลาย นิ้ว “เจ้าจะต้องชดใช้ เฮ่อเหลียนหมิงจู”
ท้ายสุดแล้ว องค์หญิงชาวซยงหนูผู้โอหังก็ไม่อาจเข้าไปในคุก หลวงได้ คุกหลวงประหนึ่งสร้างกำแพงทองสัมฤทธิ์เพิ่มอีกชั้น หนึ่ง แม้แต่แมลงวันตัวเดียวก็เข้าไปไม่ได้
“น่าโมโห! น่าโมโหที่สุด!” องค์หญิงพบกับเรื่องขัดใจ ทันทีที่ เข้าไปในสวนดอกไม้ ก็ใช้แส้ฟาดดอกไม้ลํ้าค่าในสวนจนเละเทะ
เยี่ยนไหวจิ่งผ่านมา และได้ยินเสียง จึงมองไปยังองค์หญิงซ ยงหนู แล้วเอ่ยถามขันทีว่า “นั่นไม่ใช่องค์หญิงจากซยงหนูหรอก หรือ? เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”
ขันทีก้าวไปด้านหน้าพลางสูดหายใจเข้า กล่าวว่า “กราบทูล องค์ชาย นักโทษที่ถูกฝ่าบาทรับสั่งให้นำไปขังในคุกหลวงวันนี้ เป็น องค์รักษ์ที่องค์หญิงซยงหนูขอมาจากแม่ทัพใหญ่เซียว องค์หญิงซ ยงหนูช่วยเขาไม่สำเร็จ จึงรู้สึกร้อนรนพ่ะย่ะค่ะ”
เยี่ยนไหวจิ่งครุ่นคิด “คนที่ขโมยรายชื่อจากเหยียนโหวน่ะ หรือ?”
ขันทีตอบ “มิผิด เป็นเขา ได้ยินว่าแซ่อวี๋ เป็นหัวหน้ากองพัน”
“อวี๋?” เยี่ยนไหวจิ่งขมวดคิ้ว คงไม่บังเอิญขนาดนั้นหรอก กระมัง…
……
หลังจากที่อวี๋หวั่นเดินออกมาจากคุกหลวง ก็เริ่มขบคิดว่าจะ ทำอย่างไรดี
“ท่านลุงอู๋” อวี๋หวั่นครุ่นคิด “ท่านไปตามหาโจวไหวได้หรือไม่? พาพี่น้องทหารไปได้ยิ่งดี ท่านพ่อข้าไม่ใช่ผู้มีพระคุณกับพวกเขา หรอกหรือ? วันนี้พ่อข้ามีเคราะห์หนัก รบกวนพวกเขาตามหาโจว ไหวแทนพ่อข้าที”
“ข้าไปแล้วเจ้าจะทำอย่างไร?” อู๋ซันถามด้วยความเป็นห่วง
อวี๋หวั่นยิ้มอย่างขมขื่น “ทำไมท่านเหมือนป้าสะใภ้ใหญ่เลย? ลุ งอู๋ ท่านวางใจเถิด ข้าไม่ทำเรื่องโง่ๆ หรอก ข้ารู้ขีดจำกัดของตัวเอง ดี”
ดรุณีน้อยคนหนึ่งบอกว่ารู้จักขีดจำกัดของตนเองดี หากเป็น เมื่อก่อนอู๋ซันก็คงหัวเราะ ทว่าในตอนนี้นอกจากการตามหาโจว ไหวให้เจอโดยเร็วที่สุดแล้ว ก็ดูเหมือนว่าไม่มีเรื่องใดที่เขาสามารถ ทำให้อวี๋เฒ่าได้อีก แม้ว่าความหวังจะเลือนราง แต่ก็อยากลองดู สักครั้ง
อู๋ซันกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “ได้ ข้าจะไปติดต่อเหล่าพี่น้อง ทหาร เจ้ารักษาตัวด้วย! อย่าทำเรื่องโง่ๆ เป็นอันขาด พ่อเจ้าให้ ความสำคัญกับพวกเจ้ามากกว่าชีวิตของตัวเอง เขายินดีตาย แต่
ไม่อยากให้พวกเจ้ารนหาที่ตายเพื่อเขา”
อวี๋หวั่นพยักหน้า
อู๋ซันสูดหายใจเข้าลึก แล้วควบม้าออกไป
อวี๋หวั่นหลุบตาลง เพื่อพ่อของเธอ จะรนหาที่ตายแล้ว อย่างไร?
อวี๋หวั่นบอกกับสารถีรถม้าว่า “ไปจวนแม่ทัพใหญ่เซียว”
สารถีขับรถม้าไปยังจวนสกุลเซียว
ครั้งก่อนซั่งกวนเยี่ยนให้เธอมาที่นี่ แต่เธอไม่มา วันนี้กลับต้อง มาด้วยตัวเอง
อวี๋หวั่นมองไปยังป้ายหรูหราโอ่อ่าด้านหน้า จับกระโปรงเดิน ลงจากรถม้า
องครักษ์หน้าประตูเห็นอวี๋หวั่นเดินขึ้นบันไดมา จึงหยุดนางไว้ แล้วถามว่า “เจ้าเป็นใคร?”
อวี๋หวั่นยืนอยู่บนขั้นบันได เงยหน้ามององครักษ์ซึ่งมีสีหน้า ระแวงเธอ แล้วกล่าวอย่างไม่แยแสว่า “พ่อข้าเป็นผู้ใต้บังคับ บัญชาของแม่ทัพใหญ่เซียว มีเรื่องจะขอพบแม่ทัพใหญ่เซียว รบกวนพี่ใหญ่องครักษ์นำเรื่องไปเรียนท่านแม่ทัพใหญ่สักหน่อยได้ หรือไม่?”
องครักษ์มองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า “นายท่านไม่อยู่ พ่อเจ้าชื่อ อะไร? รอนายท่านกลับมา แล้วข้าจะบอกเขาว่าเจ้ามาที่นี่”
อวี๋หวั่นจ้องเขาเขม็ง คิดว่าเขาไม่ได้โกหก จึงกล่าวว่า “เช่นนั้น ข้ารอที่นี่จนกว่าเขากลับมาได้หรือไม่?”
องครักษ์ตอบ “เช่นนั้นเกรงว่าเจ้าคงต้องรอนานเสียแล้ว นาย ท่านบ้านข้าออกไปข้างนอกกับฮูหยิน อย่างเร็วก็คืนหนึ่ง อย่างช้าก็ สิบวัน!”
นานขนาดนั้นเลยเหรอ!
กว่าจะถึงตอนนั้นพ่อของเธอคงหัวหลุดจากบ่าไปแล้ว!
“ข้าถามได้หรือไม่ว่าพวกเขาไปที่ใด?”
องครักษ์ตอบด้วยนํ้าเสียงเย็นชา “นายท่านกับฮูหยินบ้านข้า ไปไหน ไยต้องบอกให้คนนอกรู้ด้วย?”
อวี๋หวั่นกำหมัดแน่น นัยน์ตาประหนึ่งมีเปลวไฟปะทุ “แต่เรื่อง นี้เป็นเรื่องเร่งด่วน ท่านพ่อข้ามีอันตรายอยู่ตรงหน้า เรื่องนี้เกี่ยว กับนายท่านบ้านท่านด้วย ท่านพ่อต้องเป็นแบบนี้ก็เพราะเขา!”
องครักษ์ชะงักไป “เจ้า…เจ้าพูดพล่อยอะไร!”
อวี๋หวั่นพูดต่อด้วยโทสะ “ท่านพ่อข้านำคำพูดสุดท้ายของ แม่ทัพเซียวเหยี่ยนมาแจ้งแก่แม่ทัพใหญ่เซียว บัดนี้แม่ทัพใหญ่ เซียวรับความดีความชอบเอาไว้เอง คิดจะข้ามแม่นํ้าแล้วเผา สะพานทิ้ง ใครๆ ก็บอกว่าแม่ทัพใหญ่เซียวเป็นวีรบุรุษ วีรบุรุษ ที่ไหนส่งผู้ใต้บังคับบัญชาไปตาย แล้วตัวเองก็หนีไปเสวยสุขกัน ล่ะ!”
องครักษ์โมโหจนชักกระบี่ออกมา
องครักษ์อีกคนหนึ่งวิ่งออกมาจากจวน หยุดเขาเอาไว้ แล้วก ล่าวกับอวี๋หวั่นว่า “แม่ทัพใหญ่เซียวไม่อยู่จริงๆ เขาไปที่ใดพวกข้า ไม่รู้ หากเป็นเรื่องด่วน เจ้าไปหาคุณชายห้าที่ถนนชิงเหอเถิด”
อวี๋หวั่นหันหลังเดินออกไป
แต่ยังเดินออกไปได้ไม่ถึงสองก้าว เขาก็ได้ยินองครักษ์คนที่ สองกล่าวว่า “แม่ทัพใหญ่เซียวไม่เคยส่งผู้ใต้บังคับบัญชาไปตาย เขาไม่ทำอะไร ก็คงหมายความว่าเขาทำอะไรไม่ได้”
อวี๋หวั่นหันไปมอง ไมได้พูดอะไร แล้วเดินขึ้นรถม้าไป
“แม่นาง ฝนจะตกแล้ว”
“ไปถนนชิงเหอ” อวี๋หวั่นบอกเขา
“แต่ว่า…”
สารถีกำลังจะเอ่ยปาก อวี๋หวั่นก็โยนเงินหยวนเป่าให้เขา
สารถีเงียบลงด้วยความขุ่นเคือง แล้วขับรถม้าไปยังถนนชิง เหอ
จวนของคุณชายห้าสกุลเซียวหาไม่ยาก สิ่งที่ยากก็คือเขาเองก็ ไม่อยู่เช่นกัน
อวี๋หวั่นหายใจเข้าลึกๆ ระงับความหุนหันพลันแล่น แล้วเอ่ย ถามบ่าวว่า “ขอถามหน่อย คุณชายห้าอยู่หรือไม่?”
บ่าวคนนี้ติดตามคุณชายห้าไปงานเลี้ยงที่จวนสกุลเว่ย จึงเคย เห็นหน้าค่าตาอวี๋หวั่น และรู้ว่าอวี๋หวั่นรู้จักกับนายท่านบ้านตน เขา จึงไม่กลัวที่จะบอกความจริงกับเธอ “ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยปวดศีรษะ มาก นายท่านไปดูนาง เพิ่งจะออกไป หากแม่นางมาเร็วกว่านี้สัก ครึ่งถ้วยชาก็คงได้พบ”
“ขอบคุณมาก…” อวี๋หวั่นพยายามไม่ทำคิ้วขมวด เธอขึ้นรถ ม้า “ไปจวนฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย”
สารถีเงยหน้ามองเมฆดำบนท้องฟ้า ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้ว บังคับรถม้าออกไปด้วยสีหน้ายํ่าแย่
ไปได้ครึ่งทาง สิ่งที่เขากังวลบังเกิดขึ้นแล้ว เสียงฟ้าร้องดัง ก้องกัมปนาท จากนั้นก็มีฝนห่าใหญ่ตกซู่ลงมาราวกับท้องฟ้าแตก เป็นโพรงใหญ่ ห่าฝนตกลงบนรถม้า ตกลงบนพื้นดิน สาดกระเซ็น จนเป็นหมอกขาว
บนถนนล้วนสับสนอลหม่าน
สารถีนำเสื้อคลุมมาสวม แล้วบังคับรถม้าต่อ ทว่าล้อรถกลับ เข้าไปติดในซอกหิน รถม้ากระเด้งอย่างแรงจนล้อหลุดออกไป
รถม้าที่ปราศจากล้อไม่อาจรักษาความสมดุล จึงเอนล้มลงไป ด้านหนึ่ง
อวี๋หวั่นกระเด็นออกมาจากรถม้า
สารถีนั่งอยู่ด้านนอก จึงกระโดดออกมาทัน แต่ม้าของเขาวิ่ง
เตลิดไป เขาจึงทิ้งอวี๋หวั่นเอาไว้ แล้ววิ่งตามม้าไป
อวี๋หวั่นนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น ฝนเม็ดใหญ่ร่วงลงบนตัวของเธอ อย่างมิได้ยำเกรง จนเสื้อผ้าของเธอเปียกชุ่ม ผมเผ้ายุ่งเหยิง ความ เจ็บปวดแล่นปราดมาจากข้อเท้าของเธอ น่าจะข้อเท้าแพลงเสีย แล้ว
เธอนั่งนิ่งบนพื้นท่ามกลางนํ้าฝนอันหนาวเหน็บ เนื้อตัวเปียก โชกประหนึ่งลูกไก่ตกหม้อนํ้าแกง
ทันใดนั้นเอง รถม้าคันหนึ่งก็เคลื่อนมาหยุดด้านหลัง
มีคนเดินลงมาจากรถม้า
คนผู้นั้นรูปร่างสูงใหญ่ สวมเสื้อคลุมสีขาว ในห่าฝนไร้ซึ่งแสง ใด เขากลับเปล่งประกายราวกับแสงจันทร์
เขากางร่มกระดาษอาบไขเหนือศีรษะของเธอ
มือซึ่งถือร่มนั้น มีนิ้วที่ยาวสวย เห็นข้อต่อชัดเจน
อวี๋หวั่นร่างเปียกโชก ฝนหยุดลงอย่างฉับพลัน กลิ่นหอมเย็นที่ คุ้นเคยระคนกับกลิ่นของฝน
เธอค่อยๆ หันไป เงยหน้าขึ้น เป็นใบหน้าชุ่มนํ้าฝนซีดเผือด ไม่รู้ ว่าเป็นนํ้าฝนหรือนํ้าตา ดูน่าสงสารจับใจ
นัยน์ตาของบุรุษผู้นั้นสั่นเล็กน้อย
อวี๋หวั่นไม่เคยรู้สึกเศร้าใจ เพียงแต่รู้สึกเพียงว่าตนโชคร้าย
เหลือเกิน ทันที่เห็นผู้ชายคนนี้ เธอก็พลันรู้สึกเศร้าใจจนพูดจา ตะกุกตะกัก “เยี่ยนจิ่วเฉา พ่อข้าถูกจับไป…”