หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 222 สืบหาความจริง
องครักษ์ผู้นี้มีแซ่โม่ นามว่าซัง เขาอยู่ในจวนประมุขหญิงมา นานกว่าเจ็ดปี เขาค่อยๆ ไต่เต้าจากองครักษ์ชั้นที่ตํ่าที่สุดมาสู่ ตำแหน่งหัวหน้าองครักษ์ ความสามารถของเขาเป็นที่ยอมรับจาก ประมุขหญิง ทั้งยังได้รับการยกย่องจากประมุขหญิงเป็นอย่างมาก
หลังจากได้รับคำสั่งจากประมุขหญิง เขาก็สอบถามเกี่ยวกับ บุคคลในภาพวาด เช่นประมุขหญิงพบเขาได้อย่างไร และพบเขาที่ ใด
“ร้านขายถังหูลู่บนถนนหลิวหยาง ตั้งอยู่ตรงข้ามกับร้านชาด ที่องค์หญิงน้อยไป ‘ตรวจสอบ’ ทุกวัน”
หลังจากทราบข้อมูลที่แน่ชัดแล้ว โม่ซังก็รีบไปที่ถนนหลิว หยางและพบกับร้านขายขนมหวานร้านนั้น เขาสอบถามเกี่ยวกับ แขกที่เคยมาที่ร้าน แขกที่งดงามเช่นเยี่ยนจิ่วเฉามีน้อยนัก แค่ เห็นเพียงแวบเดียวก็ประทับใจไม่รู้ลืมไปชั่วชีวิต นับประสาอะไรกับ เยี่ยนจิ่วเฉาที่เคยมาไม่ตํ่ากว่าหนึ่งครั้ง
คนที่ร้านนึกย้อนไป “ครั้งแรกมาที่นี่ ยังไม่ทันซื้อก็จากไป… เขาขึ้นไปบนรถม้าคันหนึ่ง…”
“รถม้าอะไร?” โม่ซังถาม
ร้านบอกว่า “ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร? มันจอดอยู่ที่ร้านชาดนั่น
น่ะ!”
โม่ซังถามข้อมูลเกี่ยวกับรถม้าและสารถีรถม้าคันนั้นเพิ่มเติม จนพอเดาชื่อได้ จากนั้นโม่ซังก็ถามว่าคุณชายผู้นั้นเป็นคนที่ใด เคยได้ยินเพียงนามสกุลโน่นนี่
ไหนเลยร้านนี้จะทราบได้? คุณชายผู้นั้นมาที่นี่เพียงสองครั้ง เพียงเพื่อซื้อถังหูลู่ จะไปมีความสัมพันธ์กับร้านค้าเล็กๆ ได้ อย่างไร?
ทว่าร้านค้าได้บอกกับโม่ซังว่าคุณชายผู้นั้นเดินมาจากตรอก ฝั่งตรงข้ามในแนวทแยงมุม คาดว่าเขาอาศัยอยู่ที่ย่านขุนนาง
ในย่านขุนนางมีอำนาจสูงส่งราวก้อนเมฆ ทว่าที่ที่สะดุดตา ที่สุดคือสกุลเห้อเหลียน พื้นที่นี้ได้รับการคุ้มครองจากสกุลเห้อ เหลียน แม้แต่ขโมยก็ยังไม่กล้าคิด แต่ด้วยเหตุนี้ ข่าวภายในจึงถูก ปิดอย่างมิดชิด น้อยนักที่จะแพร่ออกมาภายนอก
โม่ซังใช้ความพยายามอย่างสุดกำลังในการคัดบ้านเรือนที่ไม่ เกี่ยวข้องออกไปทีละหลัง และเหลือเพียงบ้านสกุลเห้อเหลียนที่ยัง คงอยู่ การแอบเข้าบ้านสกุลสกุลเห้อเหลียนไม่ใช่เรื่องง่ายดายเช่น นั้น
เหล่าไข่ดำนอนหลับอย่างสงบอยู่ที่ประตู พวกเขายังเป็นเด็ก และไม่มีหน่วยกล้าตายคนใดมาคุ้มกันทารกน้อย แต่โม่ซังนั้นแตก ต่างออกไป เขาเป็นผู้มีวรยุทธ์ แค่เพียงเข้าใกล้ หน่วยกล้าตายก็ สามารถรับรู้ถึงกำลังภายในของเขาได้
โม่ซังกลับมาที่จวนประมุขหญิง
ราชบุตรเขยยังอยู่ที่หอเก็บหนังสือ
เขาเป็นคนแบบนี้ละ ไม่มีงานอดิเรกอื่นใด รักแต่การอ่าน หนังสือเท่านั้น ยามมีความสุขก็อ่านหนังสือ ยามมีเรื่องทุกข์ใจก็ อ่านหนังสือ บ่อยครั้งที่ผู้คนไม่แน่ใจว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่ แต่สิ่ง ที่แน่นอนคือ ไม่นานมานี้มีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นกับเขา และยัง ไม่รู้ว่าเพราะการพบกับบุรุษหนุ่มผู้นั้นหรือไม่
“ฝ่าบาท” โม่ซังขอเข้าเฝ้าจากด้านนอก
ประมุขหญิงนวดคิ้วพลางตรัส “เข้ามา”
โม่ซังก้าวเข้ามาข้างใน
ประมุขหญิงทำท่าให้ข้ารับใช้ถอยออกไป ข้ารับใช้รู้ความหมาย พลันถอยออกไปอย่างนอบน้อม
“เป็นอย่างไรบ้าง?” ประมุขหญิงถาม
โม่ซังรู้สึกละอายใจ “กระหม่อมไร้ความสามารถ ทราบมา เพียงว่าเขาได้พบกับราชบุตรเขยบนรถม้านอกร้านค้าชาด ส่วน พวกเขาพูดคุยว่าอย่างไร กระหม่อมไม่แน่ชัด เขากับราชบุตรเขย พบกันเพียงครั้งนี้หรือไม่ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ”
“เช่นนั้นเจ้าสืบพบอะไรกันแน่?” ใบหน้าประมุขหญิงร่องรอย ความเย็นชา
โม่ซังกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ตามเบาะแสที่ทางร้านให้มา
กระหม่อมคัดบ้านเรือนใกล้เคียงออกทีละหลัง และเหลือเพียงสกุล เห้อเหลียนเท่านั้นที่ไม่สามารถสืบข่าวได้”
ประมุขหญิงชะงัก “เจ้าหมายความว่าเขาอาจเป็นคนของสกุล เห้อเหลียนรึ?”
โม่ซังกล่าวว่า “เว้นเสียแต่ว่า…เขาไม่ได้อยู่ที่นั่นอยู่แล้ว ทว่า ความเป็นไปได้นั้นน้อยนัก เพราะร้านค้าเห็นเขาเดินออกมาจาก ตรอกนั้นถึงสองครั้ง หากเขาไม่ได้อยู่ละแวกนั้น ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะ เดินออกมาจากที่นั่น”
“เหตุใดสกุลเห้อเหลียนถึงมีบุคคลเช่นนี้ได้?” ประมุขหญิง พึมพำอย่างครุ่นคิด
โม่ซังกล่าวเพิ่มเติม “ไม่กี่วันที่ผ่านมา กระหม่อมได้ยินองค์ หญิงน้อยกล่าวบางอย่างเกี่ยวกับสกุลเห้อเหลียน”
“เรื่องอันใด?” ประมุขหญิงมองเขาด้วยท่าทีจริงจัง
โม่ซังตอบ “สกุลเห้อเหลียนมีคู่สามีภรรยาเดินทางมา โดย อ้างว่าเป็นบุตรชายและสะใภ้ของน้องชายแท้ๆ ของแม่ทัพใหญ่ เทพเป่ยหมิง”
ประมุขหญิงรำพึง “น้องชายที่ตกหน้าผาตาย ไม่เหลือแม้แต่ กระดูกนั่นน่ะหรือ?”
โม่ซังพยักหน้า “ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่าเศร้าโศกเสียใจ จนสติฟั่นเฟือน มีข่าวลือว่าบุตรคนนั้นยังไม่ตาย แต่คนถูกช่วย ชีวิตไว้ ในช่วงหลายปีมานี้มีคนมาแสดงตัวเป็นญาติไม่ขาดสาย
บอกว่าตนเองเป็นบุตรของคนที่ตกจากหน้าผาในตอนนั้น ทว่า ล้วนถูกสกุลเห้อเหลียนมองผ่าน องค์หญิงน้อยมาตรว่าคนที่มา ครั้งนี้ แปดในสิบส่วนก็คงเป็นตัวปลอมเช่นกัน แต่ไม่รู้ด้วยวิธีการ ใดถึงทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าและแม่ทัพใหญ่เทพเป่ยหมิงสับสนได้”
“เหตุใดนางกล่าวเช่นนี้?” ประมุขหญิงถาม
หัวใจขององค์หญิงน้อยแทบไม่อาจเก็บงำคำพูดไว้ได้อีกต่อไป เมื่อนางเกือบจะได้รับความไม่เป็นธรรมยามที่อยู่ข้างนอก เมื่อกลับ มาที่เรือนก็อยากจะระบายความในใจให้หมดสิ้น โม่ซังเป็นหัวหน้า องครักษ์ของจวนประมุขหญิงมานาน เขามีเส้นสายของตัวเองอยู่ ที่เรือนทุกหลัง แน่นอนว่าเรื่องนี้ได้รับความเห็นชอบจากประมุข หญิงแล้ว
โม่ซังเล่าเรื่องที่เขาได้ยินจากหญิงรับใช้อย่างละเอียด “คุณชายใหญ่ที่มาจากชนบทผู้นั้นทำเห็ดหลินจือที่นางต้องการหา ให้ท่านตาย แล้วยังสั่งสอนคุณชายอีกสองคนของจวนตะวันตก ด้วย ทั้งสองฝ่ายกลายเป็นศัตรูกัน คำพูดเหล่านี้คงเป็นคุณชาย สกุลเห้อเหลียนกล่าวกับองค์หญิงน้อย”
ประมุขหญิงโบกมือ “นั่นคงนับไม่ได้”
“ใช่พ่ะย่ะค่ะ เป็นไปได้ว่าคุณชายทั้งสองเปล่งวาจาออกมา ด้วยความไม่พอใจ” ตอนแรกโม่ซังกล่าวตามคำพูดขององค์หญิง น้อย หลังจากนั้นจึงใส่ความคิดเห็นของตนเอง “แต่ไม่ว่าอย่างไร กระหม่อมกลับรู้สึกว่า แปดในสิบส่วนคุณชายผู้นั้นเป็นคุณชาย
ใหญ่ที่เดินทางมาจากชนบท”
หากอยากรู้คำตอบก็หาใช่เรื่องยาก
ประมุขหญิงเรียกองค์หญิงน้อยมาพบ
องค์หญิงน้อยเพิ่งเสร็จจากการอาบนํ้า เส้นผมของนางยัง เปียกหมาดๆ ได้ยินว่าท่านแม่เรียกหานาง ก็รีบมาด้วยรอยยิ้ม หย่อนกายนั่งบนเก้าอี้ม้ายาวมีพนักและกอดแขนท่านแม่ของนาง “คืนนี้จะให้ข้านอนที่นี่ใช่หรือไม่?”
ประมุขหญิงยิ้ม “อายุเท่าใดแล้ว? ยังอยากนอนกับแม่อีก หรือ?”
“อายุเท่าใดก็ยังอยาก!” องค์หญิงน้อยพูดจาออดอ้อน
จะกล่าวว่าองค์หญิงน้อยอายุมากก็ไม่ใช่ อายุน้อยก็ไม่เชิง สตรีในเรือนทั่วไปที่อายุเท่านางล้วนออกเรือนไปนานแล้ว ทว่า ประมุขหญิงกลับยังไม่เริ่มหาคู่ครองให้นาง หนึ่งเพราะนางถูกเลี้ยง มาบอบบางเกินไป สองทำใจจากนางไม่ได้ ยังอยากเก็บนางไว้อีก สักสองปี แต่บุตรของกษัตริย์ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการแต่งงาน บุตรสาวนางอายุสิบแปดหรือสิบเก้าแล้วอย่างไร? บุรุษคนใดในใต้ หล้าจะกล้าปฏิเสธนาง?
วันนี้ไม่ได้จะเสวนาเรื่องความรักหนุ่มสาว
ประมุขหญิงกล่าวเรื่องสำคัญกับองค์หญิงน้อย “ช่วงนี้เจ้า ออกไปสร้างความเดือดร้อนให้ข้าอีกแล้วใช่หรือไม่?”
“ข้าจะไปทำเช่นนั้นได้อย่างไร?” องค์หญิงน้อยกล่าวด้วย ความรู้สึกผิด
ประมุขหญิงเลิกคิ้วขึ้นเบาๆ “แล้วเหตุใดข้าได้ยินมาว่าเจ้าก่อ เรื่องให้คุณชายทั้งสองของสกุลเห้อเหลียนถูกลงโทษ”
องค์หญิงน้อยขนลุกซู่ “เหตุใดเป็นข้าก่อเรื่อง? หาใช่ข้าไม่!”
“เช่นนั้นเป็นผู้ใด?” ประมุขหญิงตะล่อมถามนาง
องค์หญิงน้อยไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยว่าตนเองได้ตกหลุมพราง ของท่านแม่ พลางกล่าวด้วยเสียงดัง “ก็พวกบ้านนอกเข้ากรุงที่มา แสดงตัวเป็นญาติน่ะสิ! ท่านแม่ เกรงว่าท่านคงไม่ทราบ สกุลเห้อ เหลียนน่ะ คนที่อ้างตนว่าเป็นหลานชายของฮูหยินผู้เฒ่า ให้ ครอบครัวเลี้ยงปากท้อง พักอยู่ที่จวนตะวันออก!”
องค์หญิงน้อยยังไม่แน่ใจเรื่องไข่ดำน้อย แค่เห็นเด็กชายผิว ดำในร้านค้าก็ไม่ได้ไปคิดในแง่นั้น การให้ครอบครัวเลี้ยงปากท้องที่ นางกล่าวหมายถึงอวี๋หวั่นที่บีบให้นางต้องกลํ้ากลืนความพ่ายแพ้ ถึงสองครั้ง
“ดูแล้วบุตรสาวข้าจะถูกคนอื่นรังแก” ประมุขหญิงลูบหัวองค์ หญิงน้อยเบาๆ
องค์หญิงน้อยมักไม่ค่อยฟ้องประมุขหญิง อย่างแรกเพราะจะ ทำให้นางดูเหมือนสตรีใจแคบ อย่างที่สองประมุขหญิงถือเอา สถานการณ์โดยรวมเป็นสำคัญ และจะไม่ลงโทษประชาชนของ นางในเรื่องเล็กน้อย ไม่เช่นนั้นผู้คนจะบอกว่านางรักประชาชน
เหมือนลูกหลานได้อย่างไรเล่า?
ทว่าวันนี้ประมุขหญิงทรงเอ่ยปากถามองค์หญิงน้อยเอง นาง จึงเล่าเรื่องที่เยี่ยนจิ่วเฉาทำเห็ดหลินจือตาย รังแกเห้อเหลียนอวี่ กับเห้อเหลียนเฉิง และเรื่องที่อวี๋หวั่นแย่งเห็ดหลินจือแดงกับนาง อย่างละเอียด แน่นอนว่าข้ามเรื่องไปหอนางโลมไป กล่าวเพียงมี สองพี่น้องเห้อเหลียนเป็นสะพานเชื่อม เมื่อต่างฝ่ายนัดหมาย ประลองสัตว์พิษเรียบร้อย ผลคือปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งเป็นฝ่าย พ่ายแพ้
ประมุขหญิงรับรู้เรื่องการประลองสัตว์พิษครั้งนั้นนานแล้ว ปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งจงใจยอมแพ้เพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์ ศิษย์พี่อาจารย์เดียวกัน
ทว่าปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งไม่ได้เล่ารายละเอียด ประมุข หญิงก็ไม่ได้ถาม ข้อมูลสำคัญนั้นจึงขาดหายไป หากรู้แต่แรกว่า คุณชายใหญ่ของสกุลเห้อเหลียนมา อย่างไรนางก็ต้องให้คนไป ตรวจสอบ ขอเพียงเห็นคนผู้นั้น ใบหน้านั้น นางไม่มีทางปล่อยให้ เขาปรากฏตัวต่อหน้าราชบุตรเขยอย่างเด็ดขาด
เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีสิ่งใดผิดพลาด ประมุขหญิงจึงนำภาพ วาดของชายคนนั้นมา “ใช่เขาหรือไม่?”
“เป็นเขาละ!” องค์หญิงน้อยกล่าวอย่างโกรธเคือง
เช่นนี้ เขาก็คือคุณชายใหญ่ของสกุลเห้อเหลียนอย่างไม่ต้อง สงสัย
แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไร?
เหตุใดคุณชายใหญ่ของสกุลเห้อเหลียนถึงดูเหมือนกับ ราชบุตรเขยมากถึงเพียงนี้?
น้องชายของแม่ทัพใหญ่เทพเป่ยหมิงน่าจะอยู่ในวัยสามสิบห้า ปี บุตรของเขาไม่มีทางอายุมากกว่ายี่สิบ แม้ใบหน้าของบุรุษผู้นั้น จะอ่อนเยาว์มาก หากบอกว่าอายุสิบเจ็ดก็ยังไม่เกินไป ทว่าอารมณ์ ที่สงบนิ่งและเก็บตัว ไม่เหมือนกับนิสัยของเด็กที่ยังไม่สิ้นกลิ่น นํ้านม
ประมุขหญิงหลับตาลง
เหมือนราชบุตรเขยเช่นนี้ หรือว่า…เด็กคนนั้น?
ปีนี้เด็กคนนั้นก็คงจะอายุครบยี่สิบสี่แล้ว
ทว่าเขาไม่ได้อยู่ที่ต้าโจวหรอกหรือ?
จะมาอยู่ที่หนานจ้าวได้อย่างไร? แล้วยังมาเป็นคุณชายใหญ่ ของสกุลเห้อเหลียนอีก?
“แม่ทัพใหญ่เทพเป่ยหมิงพาเขากลับมาเอง!” องค์หญิงน้อยยู่ ปากกล่าว
ม่านนัยน์ตาประมุขหญิงพลันหดลง “เห้อ เหลียน เป่ย หมิง!”
“ท่านแม่ทัพใหญ่! ท่านแม่ทัพใหญ่!” ณ จวนเห้อเหลียน อวี๋ กังเข้ามาที่เรือนของเห้อเหลียนเป่ยหมิงด้วยท่าทางรีบร้อน
เห้อเหลียนเป่ยหมิงกำลังล้อเล่นกับจิ้งจอกหิมะ หันไปมองเมื่อ
ได้ยินเสียงเรียก “มีเรื่องอะไร?”
อวี๋กังกล่าว “ประมุขหญิงเสด็จมาขอรับ!”