หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 24.1 เหยียนหรูอวี้โมโหสุดขีด (1)
ลุงวั่นเข้าวังตั้งแต่ยังเด็ก เขาหน้าตาน่าเกลียด ไม่ได้รับความ เอ็นดู ไม่มีเจ้านายชั้นสูงคนใดสนใจเขา สุดท้ายแล้วจึงถูกส่งไปยัง ตำหนักเย็น
ตำหนักเย็นเป็นที่พำนักของฮองเฮาซึ่งถูกทอดทิ้งของฮ่องเต้ จิ่งหยางตี้ รวมไปถึงองค์ชายที่นางให้กำเนิดอีกสองคน องค์ชาย คนเล็กอายุเท่ากับเขา ในตอนนั้นเขาไม่รู้ประสา เหล่าขันทีก็ให้เขา รับใช้องค์ชายอย่าง ‘เต็มที่’ เขาเองก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจดูแลองค์ ชายจริงๆ ขันทีในตำหนักเย็นทยอยกันลาลับโลกไปทีละคนๆ เขา เป็นเพียงคนเดียวที่เติบโตมาพร้อมกับองค์ชายทั้งสอง
วันหนึ่ง องค์ชายใหญ่เรียกหาเขา บอกเขาว่า “วั่นก้วนไฉ ข้า อยากออกไปจากตำหนักเย็น เจ้าสามารถช่วยข้าได้หรือไม่?”
เขาพยักหน้า
องค์ชายใหญ่ส่งยาพิษให้เขา “นำไปใส่ในชามของน้องหก”
เขาตกใจกลัว “ไม่ได้นะองค์ชาย! องค์ชายหกเป็นน้องชายของ พระองค์ ท่านอยากออกไปจากตำหนักเย็น ก็ไม่จำเป็นต้องทำร้าย เขานี่!”
องค์ชายใหญ่ยังอ่อนเยาว์นัก แต่เขามีความน่าเกรงขามของ ฮ่องเต้ “ข้าให้เจ้าทำ เจ้าก็ไปทำ! หากยังพูดพล่ามอีก ข้าจะฆ่าเจ้า
เสีย!”
แน่นอนว่าลุงวั่นไม่ได้ทำ เขาเติบโตมากับองค์ชายหก จะไป วางยาเขาลงคอได้อย่างไรกัน?
ลุงวั่นวิ่งไปยังห้องขององค์ชายหก ปลุกเขาให้ตื่นจากนิทรา “องค์ชายหก องค์ชายหกตื่นเร็ว! ท่านรีบเก็บของหนีไปจาก ตำหนักเย็นเร็ว!
“เหตุใดข้าต้องหนีด้วย?” องค์ชายหกเอ่ยถาม
“ท่าน…ท่าน…” ลุงวั่นไม่อาจบอกว่าองค์ชายใหญ่จะวางยา เขา “กระหม่อมได้ข่าวมาว่า มะ…มีคนจะลอบสังหารพระองค์”
องค์ชายหกเลิกผ้าห่มออก แล้ววิ่งออกไป แทนที่จะหนีออก จากตำหนักเย็น เขากลับวิ่งไปยังห้องหนังสือขององค์ชายใหญ่ “พี่ ใหญ่! มีคนจะฆ่าพวกเรา! รีบหนีกันเถอะ!”
ลุงวั่นยืนอยู่หน้าประตูห้องหนังสือ เงามืดปกคลุมใบหน้าของ องค์ชายใหญ่ ในตอนนั้นลุงวั่นรู้ดีว่าคงถึงฆาตของตนและองค์ ชายหกแล้ว…ทว่าสิ่งที่ลุงวั่นคาดไม่ถึงก็คือ องค์ชายใหญ่ไม่เพียง ปล่อยให้เขาและองค์ชายหกอยู่รอดปลอดภัย หลังจากขึ้นครอง บัลลังก์ ยังมอบหมายให้ตนไปอยู่กับองค์ชายหกอีกด้วย ซึ่งภาย หลังก็คือเยี่ยนอ๋องนั่นเอง
บางเรื่องลุงวั่นก็เดาไม่ออก แต่เรื่องที่สามารถบอกได้อย่าง แน่แท้ก็คือ ฝ่าบาทปฏิบัติต่อจวนเยี่ยนอ๋องไม่เหมือนเดิม
ลุงวั่นบุกเข้าไปในคุกหลวง
ทหารยามเหล่านี้ไม่เคยแม้แต่จะชักดาบออกจากฝัก เมื่อเห็น คนจากจวนคุณชายก็ตื่นกลัวทันที
อิ่งสือซันคิดในใจว่า ตาเฒ่าวั่นจัดการเรื่องนี้เองได้ เหตุใดต้อง ให้องครักษ์อย่างตนมาด้วยเล่า?
เขางานยุ่ง เข้าใจบ้างหรือไม่?!
“ขังคนเอาไว้ที่ใด?” ลุงวั่นจับทหารยามคนหนึ่งไว้
ผู้คุมและรองผู้คุมคุกหลวงไม่อยู่ ทหารยามไม่กล้าโจมตีคน ของจวนคุณชาย มิเช่นนั้นคงมีนับสิบหัวที่ถูกคุณชายเยี่ยนบั่นคอ
เขาชี้ไปยังห้องทรมานนักโทษ “อยู่…อยู่ในห้องทรมานตัว อักษร ‘เทียน (天)’”
คุกหลวงของราชวงศ์นี้แบ่งประเภทโดยใช้ตัวอักษรเทียน(天) ตี้ (地) และเสวียน(⽞) ตัวอักษรเสวียนคือห้องไต่สวนทั่วไป ไม่มี เครื่องทรมาน ทว่าตั้งแต่ห้องตัวอักษรตี้ขึ้นไป ก็เต็มไปด้วยเครื่อง ทรมานที่ทำให้รู้สึกขนพองสยองเกล้า ห้องตัวอักษรเทียนเป็นห้อง ที่ใช้ไต่สวนและทรมานนักโทษที่โหดร้ายป่าเถื่อน เมื่อเข้าไปก็จะ มิได้เร่งร้อนไต่สวน แต่จะทรมานก่อนครั้งหนึ่ง จะเรียกว่าโหด เหี้ยมเป็นที่สุด จนนักโทษต้องยอมรับสารภาพก็ย่อมได้
ลุงวั่นหนังตากระตุกทันที “เข้าไปนานเท่าไรแล้ว?”
“หนึ่ง…หนึ่งชั่วยามขอรับ” ทหารยามตัวสั่นเทิ้ม
ลุงวั่นโมโหจนแทบทนไม่ไหว “อิ่งสือซัน!”
อิ่งสือซันปราดเข้าไปหน้าห้องทรมานตัวอักษรเทียนอย่าง รวดเร็วปานสายฟ้า ขาหนึ่งถีบประตู! ขณะที่กำลังจะเข้าไปช่วยคน กลับถูกภาพเหตุการณ์ตรงหน้าทำให้ตกตะลึงพรึงเพริด
ลุงวั่นกระวีกระวาดเข้าไป แล้วก็ต้องตะลึงงันเช่นกัน
……
หลังจากที่ลุงวั่นและอิ่งสือซันเข้าไปในคุกหลวง เยี่ยนจิ่วเฉา เองก็ออกจากจวนคุณชาย เขาพาอิ่งลิ่วเข้าวัง
เขาเดินเข้าวังได้ง่ายดายประหนึ่งเดินเข้าสวนดอกไม้บ้านตน ไม่มีผู้ใดอาจหาญพอจะหยุดเขา
เขาตรงไปยังห้องทรงพระอักษร ขันทีวังอยู่หน้าประตูห้อง เมื่อ เห็นว่าเยี่ยนจิ่วเฉามา ก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ขณะที่กำลังจะ เอ่ยปากพูด เยี่ยนจิ่วเฉาก็เดินผ่านหน้าเขาเข้าห้องไปแล้ว เหลือ เพียงอิ่งลิ่ว ต่างคนต่างมองหน้ากัน
“เจ้ามาขอร้องแทนอวี๋เซ่าชิงเหมือนกันหรือ?” ฮ่องเต้นั่งอยู่ที่ โต๊ะหนังสือ มองไปยังเยี่ยนจิ่วเฉาซึ่งมาเองโดยมิได้รับเชิญ
เยี่ยนจิ่วเฉากวาดตามอง ก็พบว่าวันนี้ห้องทรงพระอักษร คึกคักเป็นพิเศษ ทั้งองค์ชายรองเยี่ยนไหวจิ่ง องค์ชายรองซึ่งมา กับคณะทูตจากซยงหนู หัวหน้าสำนักบัณฑิตเกาหย่วน ทั้งหมด ล้วนอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์
ฮ่องเต้แค่นเสียง ‘หึ’ ขึ้นจมูก “ไม่ต้องมองแล้ว พวกเขาล้วน มาขอร้องแทนอวี๋เซ่าชิง เราเริ่มจะไม่เข้าใจแล้ว หัวหน้ากองพัน ธรรมดาคนหนึ่ง มีความสามารถอันใด ถึงขนาดทำให้โอรสของเรา ขุนนางของเรา ทูตที่มาผูกมิตรของเรา…”
พระองค์เหลือบมองเยี่ยนจิ่วเฉา แล้วจึงเปล่งเสียงลอดไรฟัน ว่า “ทั้งยังมีหลานชายสุดที่รักของเรา ทุกคนล้วนมาขอร้องแทน เขา!”
ในสี่คนนี้ มีสามคนที่ไม่รู้จักกับอวี๋เซ่าชิง อีกคนหนึ่งรู้จักอวี๋เซ่า ชิงในฐานะคู่สงคราม พวกเขาสติฟั่นเฟือนไปแล้วหรือ หรือว่าโอรส สวรรค์วิปลาสไปเสียเอง?
เกาหย่วนก้มหน้า เขามาขอร้องแทนอวี๋เซ่าชิง ก็เพราะรู้ดีว่าอ วี๋เซ่าชิงถูกใส่ร้าย เขาซื่อสัตย์และภักดี ไม่ควรถูกลงโทษ ส่วนการ มาถึงของอีกสามคนนั้น เขารู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย
เยี่ยนไหวจิ่งรู้เพียงว่าเยี่ยนจิ่วเฉามาด้วยเหตุใด แต่สำหรับ เกาหย่วนและองค์ชายรองซยงหนู เขาไม่เข้าใจแม้แต่น้อย
องค์ชายรองซยงหนูถูกน้องสาวบังคับมา องค์หญิงซยงหนูให้ เขานำข้อความมาทูลว่า หากไม่ปล่อยอวี๋เซ่าชิงออกมา นางก็จะ นอนอยู่หน้าประตูคุกหลวง!
เยี่ยนจิ่วเฉามองไปยังทั้งสามคนอย่างไม่สบอารมณ์
“กระหม่อม…กระหม่อมขอตัว!”
ยิ่งมีคนขอร้องให้อวี๋เซ่าชิงมากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้ชีวิตของอวี๋เซ่า ชิงไปจ่ออยู่ปลายเหวมากเท่านั้น
เกาหย่วนถอยออกไปอย่างรู้งาน
องค์ชายรองรู้เหตุผลข้อนี้ดี จึงค้อมตัว “เสด็จพ่อ ลูกขอตัว”
เมื่อองค์ชายรองซยงหนูเห็นว่าขุนนางที่ฮ่องเต้ไว้เนื้อเชื่อใจ ที่สุด และโอรสที่ฮ่องเต้ให้ความสำคัญมากที่สุดทยอยกันออกไป จึงรู้ว่าครานี้ตนมาเสียเที่ยวแล้ว เขายกมือขวาขึ้นแตะไหล่ซ้าย คำนับหนึ่งครั้ง “ข้ามีธุระต้องทำ ไม่รบกวนฝ่าบาทแล้ว”
“อะไร? เจ้าไม่ไปหรือ?” ฮ่องเต้มองไปยังเยี่ยนจิ่วเฉา
ทั้งสามคนซึ่งเดินไปถึงปากประตูหยุดชะงัก พวกเขาล้วน อยากได้ยินว่าเยี่ยนจิ่วเฉาผู้ซึ่งได้รับขนานนามว่าเป็นคนบ้า กล่าว อะไรกับโอรสสวรรค์ ทว่ายังไม่ทันได้ฟัง ลุงวั่นก็วิ่งตาลีตาเหลือก มา “แย่แล้วๆๆ เกิดเรื่องแล้ววว”
ฮ่องเต้ขมวดคิ้ว
“เกิดอะไรขึ้น?” เยี่ยนจิ่วเฉาถาม
ลุงวั่นหายใจหอบ “อวี๋…อวี๋เซ่าชิงหายไปแล้ว!”
เมื่อลุงวั่นรู้ว่าอวี๋เซ่าชิงถูกขังอยู่ในห้องทรมานตัวอักษรเทียน จึงรีบให้อิ่งสือซันเข้าไปช่วยอวี๋เซ่าชิง อิ่งสือซันถีบประตูเข้าไป ก็พบ ว่าห้องนี้เป็นเพียงห้องมืดเย็นยะเยือก อวี๋เซ่าชิงซึ่งควรจะถูกตรวน อยู่บนเครื่องทรมานก็หายไปแล้ว และพัศดีกลับถูกแขวนเอาไว้บน
เครื่องทรมานแทน…ไม่มีผู้ใดรู้ว่าใครเป็นคนจับพวกเขาขึ้นไป แขวนไว้ แม้แต่พวกเขาเอง เมื่อลืมตาขึ้นจึงจะรู้ว่าตนถูกจับแขวน เอาไว้ พวกเขาตกใจกลัวจนแทบจะหมดสติไปอีกครั้ง!
“คุกหลวงมียอดฝีมือนับร้อยคน เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ อย่างไร? ไม่มีผู้ใดเห็นเลยหรือ?!” ฮ่องเต้โทสะพลุ่งพล่านจน กัดฟันกรอด “ดี อวี๋เซ่าชิงอาจหาญเหลือเกิน กล้าหลบหนีออกจาก คุกหลวง! เพิ่มโทษอีกหนึ่งสถาน!”
ลุงวั่นกล่าวเสียงค่อยว่า “ฝ่าบาท อวี๋เซ่าชิงน่าจะไม่ได้หนีไป ด้วยตนเองพ่ะย่ะค่ะ พัศดีที่รับผิดชอบการทรมานเขากล่าวว่าพวก เขาให้ยาหร่วนกู่ซั่นไปในปริมาณที่สามารถล้มวัวได้หนึ่งตัว”
ฮ่องเต้ทำหน้าบูดบึ้ง “เจ้าหมายความว่ามีคนบุกเข้าไปในคุก หลวงรึ?”
มีคนมาขอร้องอ้อนวอนแทนอวี๋เซ่าชิงก็แย่แล้ว ยังมีคนบุก เข้าคุกหลวงอีก ยังมีผู้ใดเห็นฮ่องเต้อย่างเขาอยู่ในสายตาหรือไม่?!
“พวกเจ้าสามคน กลับมาเดี๋ยวนี้!” ฮ่องเต้โมโหโกรธา แม้แต่ องค์ชายรองแห่งซยงหนูก็โดนหางเลขไปด้วย
สามคนซึ่งกำลังก้าวข้ามธรณีประตู ก็หันหลังกลับเข้าไปยัง ห้องทางพระอักษรด้วยจิตใจอันห่อเหี่ยว
“หรือว่าพวกเจ้าเป็นคนทำ?” ฮ่องเต้เอ่ยถามอย่างดุดัน
ทั้งสามส่ายหน้าเรียงกันประหนึ่งคลื่น
“หรือว่าเป็นเจ้า” ฮ่องเต้ถามเยี่ยนจิ่วเฉา
เยี่ยนจิ่วเฉามองไปยังพระองค์ “ฝ่าบาทคิดว่าเป็นไปได้หรือ ไม่?”
ฮ่องเต้รู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน หากจะพาคนไป เขา จำเป็นต้องลักพาตัวด้วยหรือ? ต่อให้เขาลักพาตัวคนไป โดยไม่ สลักบนผนังว่า ‘ข้าเคยมาที่นี่แล้ว’ ก็ดูจะไม่ใช่แนวทางของเยี่ยน จิ่วเฉาเท่าไรนัก
บทที่ 24.2 เหยียนหรูอวี้โมโหสุดขีด (2)
ฮ่องเต้กำหมัดดัง ‘กร็อบ’ “ไปตามหาพวกเขาเร็ว! พลิกแผ่น ดินหาให้ทั่ว ต้องหาอวี๋เซ่าชิงและหัวขโมยที่บุกเข้ามาในคุกหลวง ให้พบ!”
“อาจมิได้มีเพียงคนเดียว” ขันทีวังเตือน
ฮ่องเต้ก็คิดถึงเหตุผลข้อนี้ ยอดฝีมือในคุกหลวงมีมากราวกับ เมฆบนฟ้า ต้องฝีมือเก่งกาจเพียงใดจึงจะสามารถเข้าออกได้ตาม อำเภอใจภายใต้จมูกของพวกเขาเช่นนี้? แปดในสิบส่วนย่อมต้อง เป็นคนกลุ่มหนึ่ง! ต้องเป็นคนจำนวนมาก! ร่วมมือกับคนภายใน ซึ่งทรยศ จึงจะสามารถ ‘ขน’ อวี๋เซ่าชิงซึ่งถูกวางยาออกไปได้
ฮ่องเต้โมโหสุดขีด “ดี กล้าลักพาตัวนักโทษประหาร เราไม่สน ว่าจะร้อยคนหรือพันคน เราจะส่งทหารไปจับมาให้หมด! ไม่ให้ เหลือแม้แต่คนเดียว!”
เดิมทีเยี่ยนจิ่วมาเข้าเฝ้าฮ่องเต้มิใช่เพียงเพราะเรื่องของอวี๋ เซ่าชิงเพียงอย่างเดียว ทว่าในเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป เขาก็ ทำได้เพียงถอยออกมาก่อน
หลังจากที่เดินออกมาจากห้องทรงพระอักษร เยี่ยนจิ่วเฉาก็ ถามอิ่งลิ่วว่า “ลำพังฝีมือของเจ้ากับอิ่งสือซัน เจ้าจะสามารถเข้า ออกคุกหลวงได้หรือไม่?”
อิ่งลิ่วครุ่นคิด แล้วตอบว่า “เข้าออกได้ แต่เข้าออกโดยไม่ถูก สังเกตเห็นค่อนข้างยาก และถ้าพาคนหมดสติไปด้วย ยิ่งยากขึ้นไป อีกขอรับ”
เยี่ยนจิ่วเฉาเลิกคิ้ว “เจ้าหมายถึง อิ่งสือซันก็ทำไม่ได้หรือ?”
อิ่งลิ่วตอบตามตรง “ข้าน้อยคิดว่ายาก”
เยี่ยนจิ่วเฉาหัวเราะ “ยิ่งน่าสนใจกว่าเดิมเสียอีก”
……
ณ จวนคุณชาย หลังจากที่อวี๋หวั่นอาบนํ้าเสร็จแล้ว ก็เปลี่ยน ไปสวมใส่เสื้อผ้าแห้ง และรับการตรวจรักษาจากหมอหลวง
เธอไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นในคุกหลวง แต่รู้ว่าเยี่ยนจิ่วเฉาไปคิดหา วิธีแล้ว และในเมื่อเป็นเช่นนี้ เธอก็เพียงทำใจสบายๆ รอผลก็ พอแล้ว
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่เธอเริ่มค่อยๆ เชื่อใจเขาขึ้นมา
หมอหลวงท่านนี้แซ่จาง เป็นหนึ่งในหมอที่ไปตรวจรักษาแทน หมอจี่ในเป่าจือถังในวันที่ลุงใหญ่ไปรักษา อวี๋หวั่นถาม จึงรู้ว่าเยี่ยน จิ่วเฉาให้ลุงวั่นไปเชิญเขาและ ‘หมอเหลียง’ มารักษาแทนหมอจี่ เพื่อให้หมอจี่มีเวลาตรวจรักษาลุงใหญ่ได้อย่างเต็มที่
ไม่อาจบอกได้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือโกหก แต่ว่า…ในเมื่อ สามารถเชิญหมอหลวงมาได้ ทำไมไม่เชิญหมอหลวงมารักษาลุง ใหญ่ล่ะ? ไม่เห็นจำเป็นจะต้องทำอะไรอ้อมค้อม ระบบสมองของ
ผู้ชายคนนี้…แปลกจริงๆ
“อาการบาดเจ็บของแม่นางไม่หนักมาก ข้าให้ยาทาสลาย เลือดคั่ง แม่นางทาสามถึงห้าวัน อาการบวมก็จะลดลง ทาวันละ สองครั้ง” หมอจางหยิบยาทากล่องหนึ่งออกมาจากกล่องยา
“ขอบคุณท่านหมอจาง” อวี๋หวั่นรับยามาพร้อมกับกล่าว ขอบคุณ
หมอจางยังเตือนอีกว่า “นอกจากนั้น แม่นางต้องพักผ่อนให้ มาก อย่าเดินมาก อาการบวมจึงจะดีขึ้น”
อวี๋หวั่นพยักหน้า “ข้าจะจำไว้”
หลังจากนั้น หมอจางก็บอกรายชื่ออาหารแสลงอีกเล็กน้อย อ วี๋หวั่นไม่นับว่ามีความรู้เรื่องโภชนาการดีนัก ความรู้เหล่านี้เธออ่าน มาบ้าง แต่ก็ยังตั้งใจฟังจนจบ
ฝางมามาเดินออกไปส่งหมอจางด้วยตนเอง ก่อนจะไป นางก็ ยกนํ้าขิงที่เพิ่งต้มเสร็จมาวางบนโต๊ะด้านข้างอวี๋หวั่น “แม่นางอวี๋ อย่างลืมดื่มนํ้าขิง”
อวี๋หวั่นคิดว่านี่เป็นเพียงนํ้าขิงธรรมดา เมื่อยกขึ้นมากลับพบ ว่าเป็นทังหยวนต้มนํ้าขิง ในนํ้าขิงใส่นํ้าตาลทรายแดง ไส้ทังหยวน ทำจากงาและถั่วลิสง เปลือกนอกนุ่มและเคี้ยวหนึบ ไส้ในหอมและ เข้มข้น แต่ไม่หวานเกินไป หากกินทังหยวนเพียงอย่างเดียวจะรู้สึก เลี่ยน หากกินนํ้าขิงอย่างเดียวอาจรู้สึกเผ็ด เมื่อกินด้วยกันจะได้
รสชาติที่ลงตัว
อวี๋หวั่นเหงื่อออก ความหนาวเหน็บในร่างกายถูกขจัดออกไป ท้องไม่หิว แต่ก็ไม่ได้ท้องอืด พักสักหน่อยก็สามารถกินข้าวเย็นต่อ ได้
อวี๋หวั่นอดชื่นชมฝีมือในการทำอาหารของพ่อครัวจวน คุณชายไม่ได้ ทั้งรสชาติ สรรพคุณ ปริมาณ ทุกปัจจัยล้วนถูก ออกแบบมาได้อย่างประณีตและลงตัวเป็นที่สุด
แล้วเยี่ยนจิ่วเฉาล่ะ? เขาเป็นคนที่…ทำอะไรต้องถึงที่สุดด้วย หรือเปล่า?
ตึง!
ระหว่างที่จมอยู่ในความคิด ประตูห้องก็ถูกเด็กน้อยคนหนึ่ง โขกจนเปิดอ้า
เป็นเด็กน้อยทั้งสามที่แอบมองอยู่ด้านหลังช่องประตู มองไป มองมา ศีรษะคงจะหนักเกินไป จึงชนเข้ากับบานประตู
“เด็กๆ เหรอ?” อวี๋หวั่นมองไปยังเงาที่กลิ้งหลุนๆ เข้ามา เมื่อ เห็นดังนั้น เธอจึงลุกไปอุ้มพวกเขา ทว่าทันใดนั้นความเจ็บปวดก็ แล่นปราดขึ้นจากข้อเท้า เจ็บปวดจนเธอแทบกลั้นหายใจ
น้องเล็กกลิ้งลงมาบนพื้นเป็นคนแรก ตามมาด้วยคนโตและ คนรอง
ทั้งสามคนลุกขึ้นมาจากพื้นอย่างมึนงง แล้วโผเข้าหาอ้อม
กอดของอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นลูบศีรษะน้อยๆ ของพวกเขา “หลายวันมานี้กินข้าว หรือเปล่า?”
เด็กน้อยทั้งสามพยักหน้า ด้วยกลัวว่าอวี๋หวั่นจะไม่เชื่อ จึงเปิด เสื้อขึ้น เผยให้เห็นพุงกลมๆ
อวี๋หวั่นมองไปยังพุงกลมคล้ายลูกแตงโมก็รู้ได้ทันทีว่าพวก เขากินอิ่ม เผยรอยยิ้มออกมา “เด็กดี”
เด็กทั้งสามยื่นหน้าไปหาเธอ
หอมแก้มหน่อย!
อวี๋หวั่นทนความน่ารักไม่ไหว จึงค้อมตัวลงไปหอมแก้มพวก เขาคนละครั้ง
ทันใดนั้นเอง เมื่อทั้งสามคนเห็นขาซ้ายของอวี๋หวั่นซึ่งพันด้วย ผ้าพันแผล ใบหน้าน้อยๆ ของพวกเขาก็ปรากฏสีหน้ากังวลทันที
อวี๋หวั่นพูดปลอบพวกเขาว่า “ไม่เป็นไร ไม่เจ็บเลย”
เด็กทั้งสามคนมองอวี๋หวั่นด้วยสีหน้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
ทันใดนั้นเอง เจ้าสามก็เดินไป แล้วเป่า ‘ฟู่ๆ’
เจ้าคนโตและเจ้าสองก็ตามติดๆ ไปเป่า ‘ฟู่ๆ’ เช่นกัน
แน่นอนว่าเด็กทั้งสามเป่าไม่ถึง แต่ว่าท่าทางเงอะงะเช่นนี้ ก็ ทำให้อวี๋หวั่นรู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นมา
เด็กทั้งสามไปนอนข้างอวี๋หวั่นจนผล็อยหลับไป แม่นมจึงมา อุ้มพวกเขาออกไป
ทันทีที่แม่นมเดินออกไป เหยียนหรูอวี้ก็เข้ามา นางมาเยี่ยม เด็กทั้งสาม แต่สิ่งที่นางคิดไม่ถึงก็คือนางยังมาเจออวี๋หวั่นที่นี่อีก!
“เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?” เหยียนหรูอวี้หยุดฝีเท้าลงด้านหน้า ประตู มองไปยังสตรีในห้องอย่างไม่เชื่อสายตา
เสื้อผ้าของอวี๋หวั่นเปียกชื้น เธอต้องสวมเสื้อยาวสีม่วงและ เสื้อปักดิ้นสีขาวของพระชายา การแต่งกายเช่นนี้ เมื่ออยู่บนร่าง ของพระชายาย่อมดูงดงามชวนตะลึง เมื่ออยู่บนตัวของอวี๋หวั่น กลับดูงดงามดุจภาพวาด
เธอนั่งอยู่เฉยๆ ยังดูเหมือนกับคุณหนูจากตระกูลชนชั้นสูง เสียมากกว่าเหยียนหรูอวี้
เหยียนหรูอวี้จ้องตาเขม็ง
เมื่อได้ยินคำพูดของเหยียนหรูอวี้ อวี๋หวั่นไม่ได้แม้แต่จะเงย หน้าขึ้นไปมอง
เมื่อเช้าเหยียนหรูอวี้เพิ่งหัวเสียกับองค์หญิงซยงหนู ตอนนี้ นางไม่อาจมาหัวเสียกับสตรีบ้านนอกผู้นี้ได้อีก!
เหยียนหรูอวี้เดินเข้าไปในห้องด้วยสีหน้าเย็นเยียบ นางหยุด อยู่ข้างอวี๋หวั่น แล้วกล่าวกับเธอว่า “เมื่อครู่ที่ข้าพูดกับเจ้าไม่ได้ยิน หรืออย่างไร? เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร? ผู้ใดให้เจ้ามา?”
“เยี่ยนจิ่วเฉาน่ะสิ” อวี๋หวั่นเลิกคิ้ว
เหยียนหรูอวี้ตื่นตะลึง “เจ้ากล้าเรียกชื่อคุณชายได้อย่างไร กัน?”
อวี๋หวั่นหัวเราะเบาๆ “อะไรกัน? เจ้าไม่กล้าเรียกหรือ? หรือว่า เจ้าเรียกแล้วเขาไม่สนใจกันแน่?”
เหยียนหรูอวี้ถูกพูดแทงใจดำ กล้าไม่กล้านั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทุกวันนี้นางไม่อาจพบหน้าเยี่ยนจิ่วเฉา นางเป็นมารดาของเด็กทั้ง สาม นางมาเยี่ยมเยียนพวกเขานับว่าเป็นเรื่องที่พึงกระทำ แต่ทุก ครั้งที่มา เยี่ยนจิ่วเฉาก็ต้อง ‘บังเอิญ’ ไม่อยู่ทุกครั้งไป!
“ดึกป่านนี้…เจ้ายังมาอยู่ในห้องของคุณชายเยี่ยนรึ?” เหยี ยนหรูอวี้เอ่ยถามอย่างดุดัน
อวี๋หวั่นยกมือขึ้นเท้าคาง มองไปยังเหยียนหรูอวี้ด้วยรอยยิ้ม “ข้าจะ…มาอาศัยอยู่ที่นี่อย่างไรเล่า”
ใครให้เธอมายุ่งเรื่องของฉันล่ะ โกรธให้อกแตกตายไปเลย!
“เจ้า…” เหยียนหรูอวี้นึกสงสัยว่าตนฟังผิดไปหรือไม่ สตรีผู้นี้ พูดอะไรกัน? นางจะมาอยู่ในห้องของคุณชายเยี่ยนหรือ?! หรือว่า คุณชายเยี่ยนเขา…เขา…เขามีใจให้สตรีผู้นี้?
เหยียนหรูอวี้โกรธจนผ้าคลุมหน้าหล่น “จะ…เจ้าเข้าหาลูกๆ ข้า ที่แท้ก็เพราะเจ้ามีแผนการในใจ! เจ้ามันไร้ยางอาย!”
“แล้วเจ้ามียางอายรึ?” อวี๋หวั่นพูดอย่างไม่รีบร้อน
เหยียนหรูอวี้แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยถูกผู้ใดพูดจาเหยียดหยาม “ข้าเป็นแม่ของลูกเขา! ข้ากับเขามีพันธะทางกาย…”
อวี๋หวั่นกล่าวตัดบทขึ้นมา “พันธะ? พันธะอะไร? เขายอมรับ แล้วหรือ? เขาบอกหรือว่าเขาจะแต่งงานกับเจ้า? เจ้าคิดว่าจะใช้ ลูกมาเป็นข้ออ้างเพื่อพึ่งพาเขาสินะ เจ้าโง่ หรือว่าเขาโง่กันแน่?”
คำพูดทุกคำของอวี๋หวั่นแทงใจดำของเหยียนหรูอวี้ได้อย่าง ตรงจุด เหยียนหรูอวี้โมโหจนหน้าดำหน้าแดง “คุณชายไม่แต่งงาน กับข้า แล้วจะแต่งงานกับเจ้าหรือ? ไม่รู้จักสำเหนียกตนเองบ้าง เสียเลย สตรีบ้านนอก คู่ควรกับคุณชายแห่งเมืองเยี่ยนหรือ อย่างไร?”
อวี๋หวั่นโทสะพลุ่งพล่าน “คู่ควรแล้วอย่างไร? ไม่คู่ควรแล้ว อย่างไร? สุดท้ายแล้ว…”
เยี่ยนจิ่วเฉาเพิ่งกลับจวน เพิ่งเดินถึงปากประตู ก็ได้ยิน ประโยคที่ทำให้หัวใจแทบระเบิดเข้าพอดี
“ข้าก็ต้องแต่งเข้าจวนคุณชาย ข้าต้องเป็นแม่ของลูกของ เขา!”