หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 240 นางเจียงฆ่าไม่เลี้ยง (1)
อวี๋เซ่าชิงเข้าครัวไปทำเกี๊ยวร้อนๆ มาหนึ่งชาม เมื่อเขายกชาม เข้าไปในห้องกลับพบว่านางเจียงไม่อยู่ในห้องแล้ว เดิมทีเขาคิดว่า นางเจียงไปเข้าห้องนํ้า แต่รออยู่พักใหญ่ก็ยังไม่เห็นเงาคน จึงคิด ว่านางเจียงยังอยู่ในห้องของลูกสาวและลูกเขย
“ท่านแม่ไม่ได้มาที่นี่” ดวงตาเรียวสวยของอวี๋หวั่นเบิกกว้าง
“ข้าจะไปดูที่ห้องของฮูหยินผู้เฒ่าสักหน่อย” อวี๋เซ่าชิงเดินไป ยังห้องของฮูหยินผู้เฒ่า
เด็กน้อยทั้งสามกระโดดโลดเต้นอยู่บนเตียง ฮูหยินผู้เฒ่าคอย ดูพวกเขา ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม เมื่อได้ยินว่าลูกชายมาหา ดวงตาของนางก็พลันเป็นประกาย นางไม่ใช้ไม้เท้า กระวีกระวาด ออกไปเปิดประตูให้ลูกชายคนเล็ก
ที่แท้ลูกชายคนเล็กก็มาตามหาภรรยา
ฮูหยินผู้เฒ่าเบ้ปากด้วยความผิดหวัง “ภรรยาเจ้าไม่ได้อยู่ที่นี่”
เด็กน้อยทั้งสามเดินเตาะแตะเข้าไป ดวงตากลมโตจับจ้องไป ที่อวี๋เซ่าชิง
เมื่ออยู่ต่อหน้าเด็กๆ อวี๋เซ่าชิงก็ไม่อยากถามให้มากความ จึง บอกว่า “ท่าน…ท่านพักผ่อนเถิด” แล้วรีบเดินออกไป
อย่างรวดเร็วราวกับกำลังหลบหนี
ทำไมต้องหนี เขาก็บอกไม่ถูก อาจเป็นเพราะ…เพราะอยู่ๆ ก็มี แม่ จึงรู้สึกเขินอายอยู่บ้าง
อวี๋เซ่าชิงตามหานางเจียงบริเวณเรือน แต่ก็ไร้ร่องรอยของคน เขานั่งไม่ติดอีกต่อไป
แต่งงานกับนางเจียงมาหลายปี อวี๋เซ่าชิงรู้จักภรรยาของตนดี ภรรยาของตนไม่มีนิสัยหนีออกไปเที่ยวเล่นแต่อย่างใด เขาคิดว่า ต้องเกิดเรื่องขึ้นกับภรรยา แม้ว่าเขาจะไม่ยินดีที่จะเชื่อก็ตาม
“ท่านพ่อ เกิดอะไรขึ้น ยังหาท่านแม่ไม่เจอหรือ” อวี๋หวั่นสวม เสื้อคลุมเดินเข้ามา เมื่อเห็นอวี๋เซ่าชิงเดินไปมาอยู่ในเรือนด้วย ท่าทางกระวนกระวาย จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
อวี๋เซ่าชิงไม่อาจปิดบังความร้อนรน “แม่เจ้าหิวข้าว ข้าจึงไป ทำอาหารให้นางกิน เมื่อข้ากลับมาจากห้องครัวก็ไม่เห็นนางแล้ว ข้าคิดว่านางไปห้องพวกเจ้า แต่นางก็ไม่อยู่”
อวี๋หวั่นเรียกจื่อซูและฝูหลิงมา “พวกเจ้าเห็นท่านแม่ของข้า ไหม”
ทั้งสองส่ายหน้า
จื่อซูบอกว่า “ข้ากับฝูหลิงจะไปถามพวกนาง”
“ไปถามที” อวี๋หวั่นพยักหน้า
ทั้งสองไปถามสาวใช้ในเรือน ทว่าตั้งแต่นางเจียงกลับเข้าห้อง ไปพักผ่อน ก็ไม่มีผู้ใดเห็นนางเจียงอีก
นั่นทำให้พวกเขารู้ว่าเกิดเรื่องแล้ว หากนางเจียงเดินออกมา ด้วยตนเอง คนในเรือนมีตั้งมากมาย จะไม่มีใครพบนางเชียวหรือ ยิ่งไม่ต้องกล่าวโทษว่าสาวใช้อาวุโสในห้องละเลยหน้าที่ ที่นางไม่ เห็นผู้ใดเข้าออก ก็หมายความว่าไม่มีผู้ใดเข้าออกทางประตูใหญ่ และประตูด้านหลัง
นางเจียงถูกยอดฝีมือลักพาตัวไป อวี๋หวั่นและอวี๋เซ่าชิงคิด เช่นนี้พร้อมกัน มีเพียงยอดฝีมือเท่านั้นที่จะหลบเลี่ยงสายตาผู้คน เช่นนี้ได้ ทั้งยังพาตัวคนออกจากสวนอูถงไปอย่างไร้สุ้มเสียง
ในเรือนมีคนอยู่ตั้งมาก ยอดฝีมือไม่ลักพาตัวคนอื่น แต่กลับ ลักพาตัวนางเจียง…
เมื่อเทียบกับเหยื่อคนอื่นแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่ามีฐานะสูงที่สุด ทั้ง ยังไร้แรงต่อต้าน โอกาสในการลักพาตัวนางมีมากที่สุด และเมื่อ ลักพาตัวฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว พวกเขาจะมีโอกาสควบคุมจวนตะวัน ออกได้มากที่สุด ทว่าอวี๋เซ่าชิงยังไม่ยอมรับว่านางเป็นมารดา สถานะของนางในใจอวี๋เซ่าชิงจึงไม่อาจเทียบกับภรรยาของเขาได้
เมื่อคิดเช่นนี้ สองพ่อลูกก็มั่นใจว่าอีกฝ่ายตั้งใจโจมตีอวี๋เซ่าชิง
อวี๋เซ่าชิงเพิ่งเข้ามาอยู่ในหนานจ้าว ยังไม่ทันได้สร้างความ แค้นกับผู้ใด ความเป็นไปได้อย่างเดียวก็คือสถานะและตัวตนของ เขากำลังไปขัดขวางเส้นทางของใครบางคนอยู่
อวี๋หวั่นหรี่ตาด้วยความเคลือบแคลงใจ เจ้าแก่นั่น อย่าได้แตะ ต้องท่านแม่เป็นอันขาด…
“ท่านพ่อ ท่านไปหาท่านลุงใหญ่ก่อน เล่าเรื่องให้เขาฟัง ให้เขา สั่งองครักษ์ในจวนให้ช่วยตามหาท่านแม่”
เมื่อเกี่ยวกับภรรยา อวี๋เซ่าชิงจึงรีบไปโดยไม่ลังเล
อวี๋หวั่นเดินไปยังห้องของตน แล้วบอกกับเยี่ยนจิ่วเฉาว่า “มี คนลักพาตัวท่านแม่ไป ท่านนอนไปก่อน”
“เจ้าไม่นอน?” เยี่ยนจิ่วเฉาถามกลับ
ดวงตาเรียวสวยของอวี๋หวั่นจ้องเยี่ยนจิ่วเฉาเขม็ง “ข้าก็จะไป ตามหาท่านแม่น่ะสิ! นางถูกคนลักพาตัวไป เป็นตายร้ายดีอย่างไร ก็ไม่รู้ ข้าเป็นห่วงนาง”
เยี่ยนจิ่วเฉาหลุบตาลง คนที่น่าเป็นห่วงควรจะเป็นเจ้าโง่ที่ ลักพาตัวนางมากกว่ากระมัง เขาคงไม่รู้ว่ากำลังนำพาหายนะมาสู่ ตนเอง
ราตรีมืดมิด สายลมกรรโชกแรง
รถม้าคันหนึ่งเคลื่อนผ่านถนนอันเงียบสงัดสายหนึ่ง คนชุดดำ บังคับรถม้า สตรีด้านหลังของเขาเงียบงัน ราวกับกำลังหลับใหล
เหอะ ช่างเป็นคนน่าสงสารที่ขู่ง่ายเหลือเกิน กำลังเสียใจที่เข้า มาพัวพันกับเรื่องนี้กระมัง ใครให้เจ้าเป็นภรรยาของเห้อเหลียนเป่ ยอวี้กันละ? ไม่มีผู้ใดโชคร้ายเท่าเจ้าอีกแล้ว
ในรถม้า ดวงตาของ ‘คนน่าสงสาร’ พลันสุกสกาว พยายาม ระงับความตื่นเต้น นางนั่งในรถอย่างว่าง่าย ว่าง่ายเหลือเกิน
ใช้เวลาเดินทางกว่าหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดรถม้าก็ขับเข้าไปในป่า แห่งหนึ่ง รถม้าขับวนซ้ายเวียนขวาอยู่ครู่หนึ่งจนมาถึงเชิงเขา เชิง เขานี้ดูภายนอกมิได้มีอะไรพิเศษ มีเพียงคนในค่ายหน่วยกล้าตาย เท่านั้นที่จะรู้ว่าที่แห่งนี้ถูกอำพรางไว้ที่ใด
“ลงมา” คนชุดดำเอ่ยขึ้นด้วยนํ้าเสียงเย็นเยียบ
นางเจียงลงจากรถม้าอย่างเชื่อฟัง
คนชุดดำเห็นว่านางทำตามแต่โดยดี จึงแค่นเสียงขึ้นจมูก ด้วยความพอใจ เปิดพุ่มไม้ซึ่งใช้สำหรับอำพราง จากนั้นก็เดินนำ เข้าไป
ด้านในเป็นค่ายของหน่วยกล้าตายที่นายท่านรองใหญ่สร้างไว้ ค่ายหน่วยกล้าตายมิได้พบเห็นได้ง่ายในต้าโจว แต่ในหนานจ้าวมี อยู่ดารดาษ ตระกูลใหญ่บางตระกูลจะชุบเลี้ยงหน่วยกล้าตายที่ ซื่อสัตย์เอาไว้ เพียงแต่ว่า หน่วยกล้าตายของสกุลใหญ่ทั่วไปจำกัด จำนวนไว้ไม่เกินยี่สิบคน มิเช่นนั้นหากถูกพบเข้าก็จะต้องรับโทษ สถานหนัก
ตำแหน่งของเห้อเหลียนเป่ยหมิงมีสถานะพิเศษ มีหน่วยกล้า ตายได้ทั้งหมดสามสิบคน เขาแบ่งให้จวนตะวันตกสิบคน แต่ใคร จะไปคาดคิดว่า จวนตะวันตกจะลอบสร้างค่ายหน่วยกล้าตายที่ยิ่ง ใหญ่เพียงนี้
ค่ายหน่วยกล้าตายเป็นค่ายเฉกเช่นชื่อของมัน ที่สำคัญก็คือมี หน่วยกล้าตายจำนวนมาก มีตั้งแต่หน่วยกล้าตายระดับเริ่มต้น
หน่วยกล้าตายหน้ากากเงิน ไปจนถึงหน่วยกล้าตายหน้ากากทอง ซึ่งหาพบได้ยากยิ่งในยุทธภพ ส่วนมากพวกเขาเป็นหน่วยกล้าตาย มามากกว่าสองปี ตํ่ากว่าสองปีมักจะทนการฝึกของหน่วยกล้าตาย ไม่ไหว บ้างก็ตายไป หรือที่หนีไปก็จะถูกจับกลับมาสังหารเสีย
นอกจากหน่วยกล้าตายแล้ว ด้านในก็ยังมีปรมาจารย์ด้านยา พิษสำหรับควบคุมหน่วยกล้าตายอยู่หลายคน
แน่นอนว่าในค่ายยังมีของลํ้าค่าอื่นๆ อีกไม่น้อย ไม่เช่นนั้นจะ เรียกว่าเป็นรังเก่าของนายท่านรองใหญ่ได้อย่างไร?
คนชุดดำเป็นหน่วยกล้าตายคนสนิทของนายท่านรองใหญ่ หลายปีมานี้ติดตามเขาไปทุกที่ ตำแหน่งในค่ายหน่วยกล้าตายก็ นับว่าสูงพอสมควร เขาเดินไปที่ใด ก็มีหน่วยกล้าตายจำนวนไม่ น้อยทำความเคารพ
พวกเขามองไปยังสตรีท่าทางอ่อนแอซึ่งเดินตามเขามา ไม่รู้ ว่าเพราะเหตุใด ในใจพลันรู้สึกไม่ชอบมาพากล
คนชุดดำเดินมาถึงห้องห้องหนึ่ง “วันนี้เจ้าอยู่ที่นี่ ภายนอกมี แต่หน่วยกล้าตาย ข้าขอแนะนำว่าอย่าออกไป ไม่เช่นนั้นเจ้าตาย ด้วยนํ้ามือผู้ใดละก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือน!”
พูดจบ เขาก็ปล่อยนางเจียงเอาไว้ในห้อง ส่วนตนก็ลงกลอน ประตู
เหยื่ออย่างนาง หากไม่ขังแยกไว้ให้ดี ก็อาจถูกหน่วยกล้าตาย ที่บ้าคลั่งฉีกเป็นชิ้นๆ
คนชุดดำเดินออกมา เพื่อไปรายงานต่อนายท่านรองใหญ่
ทันทีที่เขาจากไป กลอนประตูก็เปิดออก…
ทางจวนตะวันออกนั้น เมื่อแน่ใจแล้วว่านางเจียงถูกลักพาตัว ไป ก็ปิดเรื่องนี้กับฮูหยินผู้เฒ่า และให้องครักษ์ออกตามหานาง เจียง
เจ้าจิ้งจอกหิมะน้อยตามกลิ่นไป ทว่าเมื่อนางเจียงขึ้นรถม้า กลิ่นของนางก็เลือนหายไปเช่นกัน
พวกเขายืนอยู่บนถนน ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายพาตัวนางเจียงไปที่ใด
นอกจากเยี่ยนจิ่วเฉาแล้ว เห้อเหลียนเป่ยหมิง อวี๋เซ่าชิงและอ วี๋หวั่นล้วนแต่กระวนกระวายใจ ด้วยกลัวว่าสตรีอ่อนแออย่างนาง เจียงจะได้รับความทุกข์ทรมานจากอีกฝ่าย
“พวกเราแยกกันตามหา” เห้อเหลียนเป่ยหมิงบอก
อวี๋หวั่นเห็นด้วย “ท่านลุงใหญ่กับท่านพ่อไปทางใต้ ข้ากับ เยี่ยนจิ่วเฉาจะไปทางเหนือ”
“ข้าจะให้หน่วยกล้าตายกับเจ้าไว้” เห้อเหลียนเป่ยหมิงและอวี๋ เซ่าชิงพาองครักษ์ของจวนไป
อวี๋เซ่าชิงไม่มีความคิดเห็นต่อการวางแผนเช่นนี้ ภรรยาของ เขาสำคัญ ลูกสาวก็สำคัญ เขาย่อมหวังว่าหน่วยกล้าตายที่ แข็งแกร่งจะติดตามลูกสาวของเขาไป ส่วนภรรยานั้น หากเขาตาม หานางเจอ เขาก็จะไปช่วยนางออกมาได้
อวี๋หวั่นกลับยังไม่วางใจลุงใหญ่กับท่านพ่อ เยี่ยนจิ่วเฉาดึงมือ ของเธอ “ไปเถอะ คงไม่เกิดเรื่องหรอก”
หากมีเรื่องก็คงไม่ใช่พวกเขาสองคน
“ไปเถอะ” อวี๋เซ่าชิงโบกมือให้ลูกสาว
ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาบอกรักลููก ตามหาคนสำคัญกว่า เมื่อ คิดว่าท่านแม่ผู้อ่อนแอกำลังตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกโจรใจโฉด อวี๋หวั่นก็ไม่รอช้ารีบรุดออกไป
อวี๋หวั่นขึ้นไปบนรถม้า เมื่อหันกลับไปก็เห็นว่าเยี่ยนจิ่วเฉา กำลังเดินเอ้อระเหย ไม่รีบร้อนแต่อย่างใด จึงอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “เยี่ยนจิ่วเฉาทำไมท่านไม่รีบละ”
เยี่ยนจิ่วเฉาชะงักไปครู่หนึ่ง “โอ้ ข้ารีบอยู่นี่ไง”
อวี๋หวั่น “…”
สีหน้าของท่านไม่ใช่อย่างนั้นเลย…
“ข้าแค่คิดว่าสวรรค์ย่อมคุ้มครองคนดี นางไม่เป็นไรหรอก” เยี่ยนจิ่วเฉาตบไหล่ของเธอเบาๆ
อวี๋หวั่น “…”
เธอคิดไปเองหรือเปล่า เธอรู้สึกว่าหมอนี่ไม่ได้จะไปตามหา ท่านแม่ของเธอ แต่อยากไปดูเรื่องสนุกมากกว่า…
ทั้งสองนั่งรถม้าขึ้นไปทางทิศเหนือ ยิ่งไปทางทิศเหนือมาก
เท่าไรก็ยิ่งเข้าใกล้ใจกลางของเมืองหลวงมากเท่านั้น
ที่นี่ต่างกับบริเวณที่พวกเขาอาศัยอยู่ราวกับฟ้ากับดิน แสงไฟ สว่างไสว ถนนหนทางรถราแน่นขนัด ผู้คนเดินเบียดกันไหล่ชน ไหล่ รถม้าเคลื่อนไปได้เพียงครึ่งเดียวก็ไม่อาจไปต่อได้
ถ้าหากเจ้าโจรนั่นมาตามเส้นทางนี้ เช่นนั้นรถม้าก็คงจะ เคลื่อนไปได้ยากเช่นกัน
เขาจะทำอย่างไร?
ลงจากรถม้า หรือว่าเปลี่ยนไปเข้าทางตรอกซอกซอย?
บทที่ 240.1 นางเจียงฆ่าไม่เลี้ยง (1)
อวี๋เซ่าชิงเข้าครัวไปทำเกี๊ยวร้อนๆ มาหนึ่งชาม เมื่อเขายกชาม เข้าไปในห้องกลับพบว่านางเจียงไม่อยู่ในห้องแล้ว เดิมทีเขาคิดว่า นางเจียงไปเข้าห้องนํ้า แต่รออยู่พักใหญ่ก็ยังไม่เห็นเงาคน จึงคิด ว่านางเจียงยังอยู่ในห้องของลูกสาวและลูกเขย
“ท่านแม่ไม่ได้มาที่นี่” ดวงตาเรียวสวยของอวี๋หวั่นเบิกกว้าง
“ข้าจะไปดูที่ห้องของฮูหยินผู้เฒ่าสักหน่อย” อวี๋เซ่าชิงเดินไป ยังห้องของฮูหยินผู้เฒ่า
เด็กน้อยทั้งสามกระโดดโลดเต้นอยู่บนเตียง ฮูหยินผู้เฒ่าคอย ดูพวกเขา ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม เมื่อได้ยินว่าลูกชายมาหา ดวงตาของนางก็พลันเป็นประกาย นางไม่ใช้ไม้เท้า กระวีกระวาด ออกไปเปิดประตูให้ลูกชายคนเล็ก
ที่แท้ลูกชายคนเล็กก็มาตามหาภรรยา
ฮูหยินผู้เฒ่าเบ้ปากด้วยความผิดหวัง “ภรรยาเจ้าไม่ได้อยู่ที่นี่”
เด็กน้อยทั้งสามเดินเตาะแตะเข้าไป ดวงตากลมโตจับจ้องไป ที่อวี๋เซ่าชิง
เมื่ออยู่ต่อหน้าเด็กๆ อวี๋เซ่าชิงก็ไม่อยากถามให้มากความ จึง บอกว่า “ท่าน…ท่านพักผ่อนเถิด” แล้วรีบเดินออกไป
อย่างรวดเร็วราวกับกำลังหลบหนี
ทำไมต้องหนี เขาก็บอกไม่ถูก อาจเป็นเพราะ…เพราะอยู่ๆ ก็มี แม่ จึงรู้สึกเขินอายอยู่บ้าง
อวี๋เซ่าชิงตามหานางเจียงบริเวณเรือน แต่ก็ไร้ร่องรอยของคน เขานั่งไม่ติดอีกต่อไป
แต่งงานกับนางเจียงมาหลายปี อวี๋เซ่าชิงรู้จักภรรยาของตนดี ภรรยาของตนไม่มีนิสัยหนีออกไปเที่ยวเล่นแต่อย่างใด เขาคิดว่า ต้องเกิดเรื่องขึ้นกับภรรยา แม้ว่าเขาจะไม่ยินดีที่จะเชื่อก็ตาม
“ท่านพ่อ เกิดอะไรขึ้น ยังหาท่านแม่ไม่เจอหรือ” อวี๋หวั่นสวม เสื้อคลุมเดินเข้ามา เมื่อเห็นอวี๋เซ่าชิงเดินไปมาอยู่ในเรือนด้วย ท่าทางกระวนกระวาย จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
อวี๋เซ่าชิงไม่อาจปิดบังความร้อนรน “แม่เจ้าหิวข้าว ข้าจึงไป ทำอาหารให้นางกิน เมื่อข้ากลับมาจากห้องครัวก็ไม่เห็นนางแล้ว ข้าคิดว่านางไปห้องพวกเจ้า แต่นางก็ไม่อยู่”
อวี๋หวั่นเรียกจื่อซูและฝูหลิงมา “พวกเจ้าเห็นท่านแม่ของข้า ไหม”
ทั้งสองส่ายหน้า
จื่อซูบอกว่า “ข้ากับฝูหลิงจะไปถามพวกนาง”
“ไปถามที” อวี๋หวั่นพยักหน้า
ทั้งสองไปถามสาวใช้ในเรือน ทว่าตั้งแต่นางเจียงกลับเข้าห้อง ไปพักผ่อน ก็ไม่มีผู้ใดเห็นนางเจียงอีก
นั่นทำให้พวกเขารู้ว่าเกิดเรื่องแล้ว หากนางเจียงเดินออกมา ด้วยตนเอง คนในเรือนมีตั้งมากมาย จะไม่มีใครพบนางเชียวหรือ ยิ่งไม่ต้องกล่าวโทษว่าสาวใช้อาวุโสในห้องละเลยหน้าที่ ที่นางไม่ เห็นผู้ใดเข้าออก ก็หมายความว่าไม่มีผู้ใดเข้าออกทางประตูใหญ่ และประตูด้านหลัง
นางเจียงถูกยอดฝีมือลักพาตัวไป อวี๋หวั่นและอวี๋เซ่าชิงคิด เช่นนี้พร้อมกัน มีเพียงยอดฝีมือเท่านั้นที่จะหลบเลี่ยงสายตาผู้คน เช่นนี้ได้ ทั้งยังพาตัวคนออกจากสวนอูถงไปอย่างไร้สุ้มเสียง
ในเรือนมีคนอยู่ตั้งมาก ยอดฝีมือไม่ลักพาตัวคนอื่น แต่กลับ ลักพาตัวนางเจียง…
เมื่อเทียบกับเหยื่อคนอื่นแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่ามีฐานะสูงที่สุด ทั้ง ยังไร้แรงต่อต้าน โอกาสในการลักพาตัวนางมีมากที่สุด และเมื่อ ลักพาตัวฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว พวกเขาจะมีโอกาสควบคุมจวนตะวัน ออกได้มากที่สุด ทว่าอวี๋เซ่าชิงยังไม่ยอมรับว่านางเป็นมารดา สถานะของนางในใจอวี๋เซ่าชิงจึงไม่อาจเทียบกับภรรยาของเขาได้
เมื่อคิดเช่นนี้ สองพ่อลูกก็มั่นใจว่าอีกฝ่ายตั้งใจโจมตีอวี๋เซ่าชิง
อวี๋เซ่าชิงเพิ่งเข้ามาอยู่ในหนานจ้าว ยังไม่ทันได้สร้างความ แค้นกับผู้ใด ความเป็นไปได้อย่างเดียวก็คือสถานะและตัวตนของ เขากำลังไปขัดขวางเส้นทางของใครบางคนอยู่
อวี๋หวั่นหรี่ตาด้วยความเคลือบแคลงใจ เจ้าแก่นั่น อย่าได้แตะ ต้องท่านแม่เป็นอันขาด…
“ท่านพ่อ ท่านไปหาท่านลุงใหญ่ก่อน เล่าเรื่องให้เขาฟัง ให้เขา สั่งองครักษ์ในจวนให้ช่วยตามหาท่านแม่”
เมื่อเกี่ยวกับภรรยา อวี๋เซ่าชิงจึงรีบไปโดยไม่ลังเล
อวี๋หวั่นเดินไปยังห้องของตน แล้วบอกกับเยี่ยนจิ่วเฉาว่า “มี คนลักพาตัวท่านแม่ไป ท่านนอนไปก่อน”
“เจ้าไม่นอน?” เยี่ยนจิ่วเฉาถามกลับ
ดวงตาเรียวสวยของอวี๋หวั่นจ้องเยี่ยนจิ่วเฉาเขม็ง “ข้าก็จะไป ตามหาท่านแม่น่ะสิ! นางถูกคนลักพาตัวไป เป็นตายร้ายดีอย่างไร ก็ไม่รู้ ข้าเป็นห่วงนาง”
เยี่ยนจิ่วเฉาหลุบตาลง คนที่น่าเป็นห่วงควรจะเป็นเจ้าโง่ที่ ลักพาตัวนางมากกว่ากระมัง เขาคงไม่รู้ว่ากำลังนำพาหายนะมาสู่ ตนเอง
ราตรีมืดมิด สายลมกรรโชกแรง
รถม้าคันหนึ่งเคลื่อนผ่านถนนอันเงียบสงัดสายหนึ่ง คนชุดดำ บังคับรถม้า สตรีด้านหลังของเขาเงียบงัน ราวกับกำลังหลับใหล
เหอะ ช่างเป็นคนน่าสงสารที่ขู่ง่ายเหลือเกิน กำลังเสียใจที่เข้า มาพัวพันกับเรื่องนี้กระมัง ใครให้เจ้าเป็นภรรยาของเห้อเหลียนเป่ ยอวี้กันละ? ไม่มีผู้ใดโชคร้ายเท่าเจ้าอีกแล้ว
ในรถม้า ดวงตาของ ‘คนน่าสงสาร’ พลันสุกสกาว พยายาม ระงับความตื่นเต้น นางนั่งในรถอย่างว่าง่าย ว่าง่ายเหลือเกิน
ใช้เวลาเดินทางกว่าหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดรถม้าก็ขับเข้าไปในป่า แห่งหนึ่ง รถม้าขับวนซ้ายเวียนขวาอยู่ครู่หนึ่งจนมาถึงเชิงเขา เชิง เขานี้ดูภายนอกมิได้มีอะไรพิเศษ มีเพียงคนในค่ายหน่วยกล้าตาย เท่านั้นที่จะรู้ว่าที่แห่งนี้ถูกอำพรางไว้ที่ใด
“ลงมา” คนชุดดำเอ่ยขึ้นด้วยนํ้าเสียงเย็นเยียบ
นางเจียงลงจากรถม้าอย่างเชื่อฟัง
คนชุดดำเห็นว่านางทำตามแต่โดยดี จึงแค่นเสียงขึ้นจมูก ด้วยความพอใจ เปิดพุ่มไม้ซึ่งใช้สำหรับอำพราง จากนั้นก็เดินนำ เข้าไป
ด้านในเป็นค่ายของหน่วยกล้าตายที่นายท่านรองใหญ่สร้างไว้ ค่ายหน่วยกล้าตายมิได้พบเห็นได้ง่ายในต้าโจว แต่ในหนานจ้าวมี อยู่ดารดาษ ตระกูลใหญ่บางตระกูลจะชุบเลี้ยงหน่วยกล้าตายที่ ซื่อสัตย์เอาไว้ เพียงแต่ว่า หน่วยกล้าตายของสกุลใหญ่ทั่วไปจำกัด จำนวนไว้ไม่เกินยี่สิบคน มิเช่นนั้นหากถูกพบเข้าก็จะต้องรับโทษ สถานหนัก
ตำแหน่งของเห้อเหลียนเป่ยหมิงมีสถานะพิเศษ มีหน่วยกล้า ตายได้ทั้งหมดสามสิบคน เขาแบ่งให้จวนตะวันตกสิบคน แต่ใคร จะไปคาดคิดว่า จวนตะวันตกจะลอบสร้างค่ายหน่วยกล้าตายที่ยิ่ง ใหญ่เพียงนี้
ค่ายหน่วยกล้าตายเป็นค่ายเฉกเช่นชื่อของมัน ที่สำคัญก็คือมี หน่วยกล้าตายจำนวนมาก มีตั้งแต่หน่วยกล้าตายระดับเริ่มต้น
หน่วยกล้าตายหน้ากากเงิน ไปจนถึงหน่วยกล้าตายหน้ากากทอง ซึ่งหาพบได้ยากยิ่งในยุทธภพ ส่วนมากพวกเขาเป็นหน่วยกล้าตาย มามากกว่าสองปี ตํ่ากว่าสองปีมักจะทนการฝึกของหน่วยกล้าตาย ไม่ไหว บ้างก็ตายไป หรือที่หนีไปก็จะถูกจับกลับมาสังหารเสีย
นอกจากหน่วยกล้าตายแล้ว ด้านในก็ยังมีปรมาจารย์ด้านยา พิษสำหรับควบคุมหน่วยกล้าตายอยู่หลายคน
แน่นอนว่าในค่ายยังมีของลํ้าค่าอื่นๆ อีกไม่น้อย ไม่เช่นนั้นจะ เรียกว่าเป็นรังเก่าของนายท่านรองใหญ่ได้อย่างไร?
คนชุดดำเป็นหน่วยกล้าตายคนสนิทของนายท่านรองใหญ่ หลายปีมานี้ติดตามเขาไปทุกที่ ตำแหน่งในค่ายหน่วยกล้าตายก็ นับว่าสูงพอสมควร เขาเดินไปที่ใด ก็มีหน่วยกล้าตายจำนวนไม่ น้อยทำความเคารพ
พวกเขามองไปยังสตรีท่าทางอ่อนแอซึ่งเดินตามเขามา ไม่รู้ ว่าเพราะเหตุใด ในใจพลันรู้สึกไม่ชอบมาพากล
คนชุดดำเดินมาถึงห้องห้องหนึ่ง “วันนี้เจ้าอยู่ที่นี่ ภายนอกมี แต่หน่วยกล้าตาย ข้าขอแนะนำว่าอย่าออกไป ไม่เช่นนั้นเจ้าตาย ด้วยนํ้ามือผู้ใดละก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือน!”
พูดจบ เขาก็ปล่อยนางเจียงเอาไว้ในห้อง ส่วนตนก็ลงกลอน ประตู
เหยื่ออย่างนาง หากไม่ขังแยกไว้ให้ดี ก็อาจถูกหน่วยกล้าตาย ที่บ้าคลั่งฉีกเป็นชิ้นๆ
คนชุดดำเดินออกมา เพื่อไปรายงานต่อนายท่านรองใหญ่
ทันทีที่เขาจากไป กลอนประตูก็เปิดออก…
ทางจวนตะวันออกนั้น เมื่อแน่ใจแล้วว่านางเจียงถูกลักพาตัว ไป ก็ปิดเรื่องนี้กับฮูหยินผู้เฒ่า และให้องครักษ์ออกตามหานาง เจียง
เจ้าจิ้งจอกหิมะน้อยตามกลิ่นไป ทว่าเมื่อนางเจียงขึ้นรถม้า กลิ่นของนางก็เลือนหายไปเช่นกัน
พวกเขายืนอยู่บนถนน ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายพาตัวนางเจียงไปที่ใด
นอกจากเยี่ยนจิ่วเฉาแล้ว เห้อเหลียนเป่ยหมิง อวี๋เซ่าชิงและอ วี๋หวั่นล้วนแต่กระวนกระวายใจ ด้วยกลัวว่าสตรีอ่อนแออย่างนาง เจียงจะได้รับความทุกข์ทรมานจากอีกฝ่าย
“พวกเราแยกกันตามหา” เห้อเหลียนเป่ยหมิงบอก
อวี๋หวั่นเห็นด้วย “ท่านลุงใหญ่กับท่านพ่อไปทางใต้ ข้ากับ เยี่ยนจิ่วเฉาจะไปทางเหนือ”
“ข้าจะให้หน่วยกล้าตายกับเจ้าไว้” เห้อเหลียนเป่ยหมิงและอวี๋ เซ่าชิงพาองครักษ์ของจวนไป
อวี๋เซ่าชิงไม่มีความคิดเห็นต่อการวางแผนเช่นนี้ ภรรยาของ เขาสำคัญ ลูกสาวก็สำคัญ เขาย่อมหวังว่าหน่วยกล้าตายที่ แข็งแกร่งจะติดตามลูกสาวของเขาไป ส่วนภรรยานั้น หากเขาตาม หานางเจอ เขาก็จะไปช่วยนางออกมาได้
อวี๋หวั่นกลับยังไม่วางใจลุงใหญ่กับท่านพ่อ เยี่ยนจิ่วเฉาดึงมือ ของเธอ “ไปเถอะ คงไม่เกิดเรื่องหรอก”
หากมีเรื่องก็คงไม่ใช่พวกเขาสองคน
“ไปเถอะ” อวี๋เซ่าชิงโบกมือให้ลูกสาว
ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาบอกรักลููก ตามหาคนสำคัญกว่า เมื่อ คิดว่าท่านแม่ผู้อ่อนแอกำลังตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกโจรใจโฉด อวี๋หวั่นก็ไม่รอช้ารีบรุดออกไป
อวี๋หวั่นขึ้นไปบนรถม้า เมื่อหันกลับไปก็เห็นว่าเยี่ยนจิ่วเฉา กำลังเดินเอ้อระเหย ไม่รีบร้อนแต่อย่างใด จึงอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “เยี่ยนจิ่วเฉาทำไมท่านไม่รีบละ”
เยี่ยนจิ่วเฉาชะงักไปครู่หนึ่ง “โอ้ ข้ารีบอยู่นี่ไง”
อวี๋หวั่น “…”
สีหน้าของท่านไม่ใช่อย่างนั้นเลย…
“ข้าแค่คิดว่าสวรรค์ย่อมคุ้มครองคนดี นางไม่เป็นไรหรอก” เยี่ยนจิ่วเฉาตบไหล่ของเธอเบาๆ
อวี๋หวั่น “…”
เธอคิดไปเองหรือเปล่า เธอรู้สึกว่าหมอนี่ไม่ได้จะไปตามหา ท่านแม่ของเธอ แต่อยากไปดูเรื่องสนุกมากกว่า…
ทั้งสองนั่งรถม้าขึ้นไปทางทิศเหนือ ยิ่งไปทางทิศเหนือมาก เท่าไรก็ยิ่งเข้าใกล้ใจกลางของเมืองหลวงมากเท่านั้น ที่นี่ต่างกับ
บริเวณที่พวกเขาอาศัยอยู่ราวกับฟ้ากับดิน แสงไฟสว่างไสว ถนน หนทางรถราแน่นขนัด ผู้คนเดินเบียดกันไหล่ชนไหล่ รถม้าเคลื่อน ไปได้เพียงครึ่งเดียวก็ไม่อาจไปต่อได้
ถ้าหากเจ้าโจรนั่นมาตามเส้นทางนี้ เช่นนั้นรถม้าก็คงจะ เคลื่อนไปได้ยากเช่นกัน
เขาจะทำอย่างไร?
ลงจากรถม้า หรือว่าเปลี่ยนไปเข้าทางตรอกซอกซอย?
บทที่ 240.2 นางเจียงฆ่าไม่เลี้ยง (2)
อวี๋หวั่นให้หน่วยกล้าตายบังคับรถม้าเข้าไปในตรอก เพื่อ หาความเคลื่อนไหวของท่านแม่ของเธอ ส่วนเธอกับเยี่ยนจิ่วเฉา เดินไปตามถนนที่มีผู้คนพลุกพล่านเพื่อสืบข่าวของนางเจียง
“แม่นาง ท่านเห็นฮูหยินที่ส่วนสูงประมาณนี้ หน้าตาคล้ายกับ ข้าบ้างหรือไม่?” อวี๋หวั่นถามสตรีสูงอายุซึ่งตั้งแผงขายของอยู่
สตรีสูงอายุยิ้มพลางส่ายหน้า “ไม่เคยเห็น”
“ท่านลองนึกดีๆ” อวี๋หวั่นบอก
สตรีสูงอายุยิ้ม “สตรีที่งามอย่างเจ้า หากข้าเคยเห็น ย่อมต้อง จดจำได้”
อวี๋หวั่นกล่าวขอบคุณ แล้วดึงเยี่ยนจิ่วเฉาเดินต่อไป
สิ่งที่อวี๋หวั่นเองไม่ได้คาดคิดก็คือ วันนี้ผู้ที่ออกตามหาคนบน ท้องถนนไม่ได้มีแค่เธอคนเดียว
ราชบุตรเขยก็หายตัวไปเช่นกัน
หากกล่าวให้ชัดก็คือ จากไปโดยไม่รํ่าลา
ราชบุตรเขยก็เป็นเจ้านายในจวนประมุขหญิง เขาอยากไปไหน ก็ไป ไม่มีผู้ใดรั้งเขาไว้ได้ ทว่าแต่ไหนแต่ไรมาเขาก็ไม่เคยหายไป ข้ามคืน หากจำเป็นต้องเดินทางไกล เขาต้องเขียนจดหมายบอก ประมุขหญิงว่าตนจะไปไหน
นี่เป็นครั้งแรกที่ราชบุตรเขยออกไปโดยไม่บอกไม่กล่าว ผ่าน ไปสองคืนก็ยังไม่มีข่าวคราวกลับมา
ประมุขหญิงร้อนอกร้อนใจ แต่กลับไม่กล้าป่าวประกาศออกไป จึงทำได้เพียงส่งคนออกตามหาอย่างลับๆ ตามหาอยู่สองวัน ประมุขหญิงก็เริ่มนั่งไม่ติด ตนเองก็ออกมาตามหาเช่นกัน
มิได้คาดคิดว่าจะหาไม่พบ แต่ในแสงไฟริบหรี่ นางกลับเห็น ใบหน้าของคนโหดเหี้ยมพุ่งออกมา
…ใบหน้าของตี้จีองค์โต!
ประมุขหญิงเคยเห็นหน้าตี้จีองค์โตเพียงไม่กี่ครั้ง ครั้งแรกก็ ตอนเด็กๆ แต่ตอนนั้นนางยังเด็ก แทบจำเหตุการณ์ในตอนที่พบ หน้านางไม่ได้แล้ว ครั้งที่สองก็หลังจากที่ตี้จีองค์โตปักปิ่น นางไป เผ่าปีศาจมาแล้วครั้งหนึ่ง และเจรจาต่อรองเรื่องพิธีสมรสกับอ๋อง แห่งเผ่าปีศาจ
นางเห็นพี่สาวซึ่งถูกหนานจ้าวทอดทิ้งตั้งแต่วัยเยาว์ งดงาม กว่านางสักสิบเท่าเห็นจะได้ ไม่น่าแปลกใจที่ท่านอ๋องแห่งเผ่า ปีศาจยินยอมมอบสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ให้
นางคิดว่าชั่วชีวิตนี้จะไม่ได้เจอคนผู้นั้นอีกแล้ว
แต่ใครไหนเลยจะคิดว่าคนผู้นั้นได้ปรากฏตัวต่อหน้าตนเอง อีก?
ทว่า ใบหน้านั้นปรากฏเพียงชั่วพริบตาเดียวแล้วก็หายไป
ประมุขหญิงยืนกะพริบตาปริบๆ นางตาฝาดไปหรือ?
นางฝ่าฝูงชนไปด้านหน้า
เยี่ยนจิ่วเฉาขมวดคิ้วเล็กน้อย เขายื่นมือออกไปกดศีรษะของอ วี๋หวั่น แล้วดึงเธอเข้ามาในอ้อมอก
ประมุขหญิงเดินผ่านด้านหลังเยี่ยนจิ่วเฉาไป เพื่อเสาะหา ใบหน้าของคนผู้นั้น
“นี่ๆๆ ท่านทำอะไรน่ะ” อวี๋หวั่นกำลังจะถามแม่นางซึ่งตั้งแผง ขายของถึงท่านแม่ของเธอ กลับโดนดึงไปโดยไม่ทันได้ตั้งตัว เธอ เงยหน้า พยายามแกะแขนข้างนั้นของเยี่ยนจิ่วเฉาออก แต่ไหน เลยจะรู้ว่าคนที่ถูกยาพิษร้ายแรงอย่างเขาจะมีพลังมากขนาดนี้
ประมุขหญิงเดินออกไปไกลแล้ว
อวี๋หวั่นมองเยี่ยนจิ่วเฉาด้วยความขุ่นเคือง “เมื่อกี้ท่านทำ อะไร ผมข้ายุ่งหมดแล้วเนี่ย”
เยี่ยนจิ่วเฉาดีดหน้าผากของอวี๋หวั่น “โง่งม!”
อวี๋หวั่นหายใจเข้าเฮือกหนึ่ง
ทำไมเธอถึงพาผู้ชายคนนี้ออกมาตามหาท่านแม่กันนะ?
ไม่ใช่เพียงตามหาท่านแม่ไม่เจอ แต่เธอก็จะโมโหระหว่างทาง ด้วย
อวี๋หวั่นมองไปยังแผ่นหลังที่เดินออกไปอย่างไม่สนใจ ถลึงตา ใส่แล้วพูดว่า “นี่ รอข้าด้วยสิ ไม่ใช่ทางนั้น! ท่านเดินผิดทางแล้ว!”
……
หลังจากตามหามาตลอดทั้งคืน อวี๋เซ่าชิงและเห้อเหลี ยนเป่ยหมิงก็มาถึงเชิงเขาด้านนอกค่ายหน่วยกล้าตาย จิ้งจอก หิมะน้อยกระโดดลงมาจากตักของเห้อเหลียนเป่ยหมิง ตามกลิ่น ของนางเจียงในอากาศอีกครั้ง
จิ้งจอกหิมะน้อยยืนอยู่ด้านหน้าพุ่มไม้ พลางส่งเสียงร้องออก มา
“อวี๋กัง” เห้อเหลียนเป่ยหมิงเรียก
“ขอรับ” อวี๋กังก้าวมาด้านหน้า ดึงกระบี่ออกมาฟันไปยังพุ่มไม้ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยความตกใจว่า “ตรงนี้มีทางขอรับ!”
เห้อเหลียนเป่ยหมิงยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้องครักษ์ พวกเขา ก้าวขึ้นมาด้านหน้าและลงมือทำลายการอำพรางตาจนเส้นทาง ขนาดเล็กที่ราบเรียบปรากฏขึ้น
“ฮึ่มม!” สุนัขจิ้งจอกตัวน้อยพุ่งออกไปทันที
อวี๋กังและองครักษ์ตามไปติดๆ
เห้อเหลียนเป่ยหมิงและอวี๋เซ่าชิงอยู่บนรถม้าของตนเอง พวก เขาก็ตามไปโดยไม่ลังเลเช่นกัน
เข้าไปได้ไม่เท่าไร เห้อเหลียนเป่ยหมิงก็สัมผัสได้ถึงความไม่ ชอบมาพากล วรยุทธ์ของเขาถูกทำลายไปหมดนั้นเป็นเรื่องจริง แต่เขาฝึกฝนจนมันอยู่ในสัญชาตญาณของเขาแล้ว เขาขมวดคิ้ว กล่าวว่า “ค่ายหน่วยกล้าตาย?”
“ค่ายอะไรนะ? ” อวี๋เซ่าชิงได้ยินไม่ชัด
“ค่ายหน่วยกล้าตาย” เห้อเหลียนเป่ยหมิงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง สีหน้าของเขาดูเคร่งขรึมขึ้นมาในทันใด “เป็นสถานที่สำหรับ อุปถัมภ์หน่วยกล้าตาย”
สกุลเห้อเหลียนก็มีสถานที่เช่นนี้อยู่ในครอบครอง แต่ก็ไม่ได้ ใหญ่เพียงนี้ และยังไม่ดูน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้
เห้อเหลียนเป่ยหมิงหลับตาลง ตั้งสมาธิใช้ประสาทสัมผัสชั่ว ขณะหนึ่ง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งก็รู้สึกราวกับหัวใจของตนหล่นฮวบ ลงไปในหุบเหว “ที่นี่มีหน่วยกล้าตายระดับเริ่มต้นสี่สิบคน หน่วย กล้าตายหน้ากากเงินยี่สิบสามคน นะ…หน่วยกล้าตายหน้ากาก ทองแปดคน”
ทันทีที่พูดจบ แม้แต่ตัวเขาเองก็อดตกใจไม่ได้
แม้แต่ตนเองก็ยังมีหน่วยกล้าตายหน้ากากเงินเพียงสี่คน… ค่ายหน่วยกล้าตายขนาดใหญ่เพียงนี้ ย่อมขัดต่อกฏหมายของ หนานจ้าว
หากไม่ได้เห็นด้วยตาตนเอง เขาคงไม่อยากเชื่อว่าใต้อาณัติ ขององค์ประมุข จะมีกองกำลังที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ เขาเอ่ยขึ้น ด้วยความลำบากใจ “น้องสะใภ้เข้าไปในนี้…เกรงว่าคงจะมีโชค ร้ายมากกว่าโชคดี”
“เจ้าอย่าปากเสียนะ!” ทันทีที่อวี๋เซ่าชิงบริภาษเห้อเหลี ยนเป่ยหมิงเสร็จ ก็ได้ยินเสียงร้องสั่นน่าเวทนาดังมาจากด้านใน
ค่ายหน่วยกล้าตาย หัวใจของอวี๋เซ่าชิงเต้นระสํ่า “อาซู…”
สองพี่น้องควบม้าเข้าไปด้านใน
“อ๊ากกกกก”
เป็นเสียงร้องของอวี๋กัง
“อ๊ากกกกก”
เป็นเสียงร้องขององครักษ์ที่เบิกทาง
“กิ๊ดดด”
ลูกจิ้งจอกหิมะน้อยกำลังเดือดดาล
เปลวเพลิงพวยพุ่ง…
ค่ายหน่วยกล้าตายกำลังมอดไหม้!
ฉิบหายแล้ว!
จับอาซูไปไม่พอ ยังจะเผานางอีกหรือ?
“อาซู!” อวี๋เซ่าชิงตาแดงกํ่า เขาชักกระบี่ออกมา เขาสาบานได้ ว่าตนไม่เคยมีใจคิดสังหารศัตรูเช่นนี้ เบื้องหน้ามีหน่วยกล้าตาย เจ็ดแปดคน เขาตวัดกระบี่เข้าไป
ตึง!
หน่วยกล้าตายล้มลง
อวี๋เซ่าชิงมองกระบี่ของตน แล้วมองไปยังหน่วยกล้าตายตรง หน้า
ไม่ผิดแน่ เขาฟันไปกลางอากาศ ตนไม่ได้ฟันโดนเขาด้วยซํ้า ไป แล้วเขาล้มไปได้อย่างไรกัน
ไม่นาน เขาก็ตระหนักได้ถึงเรื่องเหลือเชื่อ หน่วยกล้าตายที่ยืน ขนาบสองข้างนั้นล้มลงทีละคนๆ จนหมด
อวี๋เซ่าชิงพลิกตัวลงจากหลังม้า ยื่นมือเข้าไปอังจมูก ตะ… ตายแล้ว
บนร่างไร้บาดแผล ราวกับถูกต่อย
เอ…ช่างเป็นยอดฝีมือที่บ้าบิ่นเหลือเกิน…
ในตอนแรกอวี๋เซ่าชิงเห็นหน่วยกล้าตายระดับเริ่มต้น ไม่นานก็ เห็นหน่วยกล้าตายหน้ากากเงิน
อวี๋เซ่าชิงไม่เคยไม่เคยเห็นหน่วยกล้าตายหน้ากากเงินมาก่อน จึงรู้สึกแข้งขาไร้เรี่ยวแรงขึ้นมา
อาซู…
อาซูของเขา…
ความรุนแรงอย่างน่าประหลาดปรากฏขึ้นบนสนามรบเบื้อง หน้าของเขา อวี๋เซ่าชิงตามเสียงนั้นไป และพบว่าอวี๋กับคนอื่นๆ ยืน
นิ่งราวกับก้อนหิน มองดูสังเวียนการต่อสู้ตรงหน้า
บนนั้นมี…คนผู้หนึ่งสวมชุดเกราะ? หน่วยกล้าตายหรือ?
อีกฝ่ายตัวไม่ใหญ่ จะเรียกว่าผอมบางก็คงได้ เมื่อสวมชุด เกราะขนาดเล็กทว่าหลวมโพรกไปแล้วก็ดูตัวใหญ่ขึ้นมาอีกหนึ่งนิ้ว เห็นจะได้
แต่เมื่อเจ้าคนที่แม้แต่ชุดเกราะก็ยังไม่พอดีตัวนี้ปล่อยหมัด ออกมา หน่วยกล้าตายหน้ากากทองก็กระเด็นออกไปไกล
อวี๋กัง จิ้งจอกหิมะน้อย และองครักษ์ต่างจับจ้องไปยังหน่วย กล้าตายทั้งเจ็ดคนที่ถูกต่อยจนลอยออกไป พวกเขาหันไปซ้ายขวา จนมีเสียงดังตึง หน่วยกล้าตายคนหนึ่งกระแทกลงบนพื้นเต็มแรง พวกอวี๋กังเบนสายตาไปที่หน่วยกล้าตายหน้ากากทองคนสุดท้าย ทันที
หน่วยกล้าตายหน้ากากทองตัวสั่นเทิ้ม!
หน่วยกล้าตายหน้ากากเงินในตำนานซึ่งได้ชื่อว่าไร้พ่าย ไม่ ขลาดกลัว บัดนี้ตัวสั่นงกราวกับกระชอนซึ่งกำลังถูกใช้ร่อนแป้ง!!!
เขาสาวเท้าวิ่งหนีไป!
คนตัวเล็กผู้นั้นจับเขากลับมา
“อาซู!”
อวี๋เซ่าชิงตะโกนเรียกเสียงดัง!
นางเจียง: แหม~ ใส่เกราะเสียเต็มยศยังจำได้อีกรึ!!!
นางเจียงค่อยๆ คลายมือ หน่วยกล้าตายหน้ากากทองร่วงลง บนพื้น จากนั้นนางเจียงก็ล้มลงไปข้างๆ เขา
เดิมทีหน่วยกล้าตายหน้ากากเงินคิดจะหนี แต่เมื่อโดนเล่น งานไปครั้งหนึ่ง ตัวเขาก็สั่นเทิ้ม!
ฮือๆ น่ากลัวเหลือเกิน…
“อาซู!” อวี๋เซ่าชิงพุ่งเข้าไปอย่างรวดเร็ว กอดนางเจียงซึ่งอยู่ ในชุดเกราะเอาไว้ จากนั้นก็ถอดชุดเกราะออก
นางเจียงไออย่างอ่อนแอ ค่อยๆ หลับตาลง ใบหน้าเต็มไปด้วย ความสับสนและไร้เดียงสา “อา ข้าเป็นใคร? ข้าอยู่ที่ไหน? ข้ากำลัง ทำอะไรอยู่?”
อวี๋เซ่าชิงชะงักไป จากนั้นบนใบหน้าของเขาก็ปรากฏสีหน้าบ่ง บอกว่า ‘ข้ารู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นเช่นนี้’ เขาพูดอย่างปวดร้าวใจว่า “อาซูถูกควบคุม ไม่รู้เนื้อรู้ตัว ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว”
นางเจียงซุกหน้าเข้ากับอ้อมอกของเขา แล้วพูดด้วยนํ้าเสียง แผ่วเบาว่า “ไอ้หยา น่ากลัวเหลือเกิน~”
หน่วยกล้าตายหน้ากากทองตัวสั่นแล้วสั่นอีก!
อวี๋กังและเหล่าองครักษ์เบือนหน้าหนี
หน้าไม่อายจริงๆ ทนดูไม่ไหวแล้ว