หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 255 คนเห่อหลานมาแล้ว
การตระหนักรู้ในครั้งนี้ทำให้ขันทีหวังแทบจะร้องออกมา ทว่า กิริยามารยาทและธรรมเนียมที่บ่มเพาะมาจากในวังทำให้เขาจำ ต้องกระเดือกมันลงคอไป
จะว่าไป ขันทีหวังก็เคยเห็นตี้จีองค์โต และมิได้เคยเห็นเพียง ครั้งเดียว แต่เพราะเหตุใดเขาจึงจดจำอีกฝ่ายไม่ได้ในครั้งแรกที่ เห็นน่ะหรือ นั่นก็เพราะสองครั้งนั้นที่พบกันนั้นช่างฉุกละหุกเหลือ เกิน
ครั้งแรกก็คือเมื่อตี้จีองค์โตอายุประมาณสามสี่ขวบ ได้ ติดตามนักบวชของเผ่าปีศาจมายังวังหลวง ครั้งนั้นเขาเองก็ยัง เด็กอยู่ อายุประมาณเจ็ดแปดขวบเห็นจะได้ เขาเห็นกับตาว่าตี้จี องค์โตสวมหน้ากากเดินตรงมาหาองค์ประมุข องค์ประมุขจำนาง ไม่ได้ เพียงแต่พระองค์ดูเหมือนจะสนใจ เหมือนกับในวันนี้ที่ พระองค์สนใจเด็กน้อยคนนั้น พระองค์ยื่นมือออกไป โดยมิได้คาด คิดว่าอยู่ๆ ตี้จีองค์เล็กจะวิ่งออกมาแล้วผลักตี้จีองค์โตให้ล้มลงกับ พื้น
เขารู้ก็เพราะว่าเขาบังเอิญได้ยินเด็กคนนั้นบอกกับนักบวช
ความลับนี้ถูกเก็บงำอยู่ในใจมาตลอด ไม่เคยบอกผู้ใด
ครั้งที่สองที่ได้พบกับตี้จีองค์โตก็ครั้นส่งตัวนางไปเข้าพิธี สมรส เดิมทีนางเติบโตในเผ่าปีศาจ ที่เรียกว่าส่งตัวไปเข้าพิธีสมรส
นั้น แท้จริงแล้วหมายถึงการนำสินสมรสอันน้อยนิดให้นางติดตัว กลับไปยังเผ่าปีศาจ อย่างไรเสียหนานจ้าวก็ได้สัตว์ศักดิ์สิทธิ์มา แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องไว้หน้าพวกเขาอีก
เขาเพียงเห็นตี้จีองค์โตจากระยะไกลเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียว เท่านั้น
ทว่าเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียว เขากลับจำได้จนถึงทุกวันนี้
ตี้จีองค์โตและตี้จีองค์เล็กอายุเท่ากัน เมื่อครู่เด็กคนนั้นน่าจะ อายุประมาณสิบเจ็ดสิบแปดเห็นจะได้ นางเหมือนกับตี้จีองค์โตใน ปีนั้นราวกับเคาะออกมาจากพิมพ์เดียวกัน แต่ไม่มีทางเป็นตี้จีองค์ โตไปได้
ทว่าหน้าตาเหมือนกันเพียงนั้น ไม่แน่ว่าอาจมีความสัมพันธ์ กัน?
“เยี่ยนหวั่น” ขันทีหวังพึมพำชื่อของอีกฝ่าย พลางมองไปยัง จวนด้านข้าง หากจำไม่ผิด นั่นคือจวนตะวันออกของสกุลเห้อ เหลียนไม่ใช่หรือ?
“พึมพำอะไร?” องค์ประมุขเหลือบมองพลางตรัสถาม
ขันทีหวังตั้งสติได้ ก็กระแอมเล็กน้อย “ไม่มีอะไรพ่ะย่ะค่ะ ฮู หยินเมื่อครู่บอกว่านางชื่อเยี่ยนหวั่น อยู่จวนข้างๆ พ่ะย่ะค่ะ”
ขันทีหวังตัดสินใจสืบที่มาที่ไปของแม่นางเยี่ยนหวั่นเสียก่อน หลังจากนั้นค่อยคิดว่าจะบอกองค์ประมุขดีหรือไม่ หากนางไม่มี ประวัติเกี่ยวข้องกัน ก็ไม่มีความจำเป็นต้องให้เรื่องนี้เข้าหูของงูพิษ
อย่างพระองค์
องค์ประมุขมิได้มีความสนใจดรุณีชาวบ้านแม้แต่น้อย เขา เหลือบมองผลไม้ลูกสีแดงของต้าเป่าเป็นครั้งสุดท้าย แล้วเดิน กลับห้องไป
อีกด้านหนึ่ง อวี๋หวั่นอุ้มเด็กน้อยมาถึงห้อง
ต้าเป่าผล็อยหลับไปในอ้อมแขนของอวี๋หวั่น อวี๋หวั่นจึงตัดสิน ใจให้เขาหลับต่อ ไหนเลยจะรู้ว่าทันทีที่วางลงบนเตียง เขาก็ตื่นขึ้น ด้วยความตกใจราวกับลูกกระต่าย ดวงตากลมโตมีนํ้าตาคลอเบ้า ของเขากะพริบปริบๆ มองไปยังอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นคิดในใจว่าตื่นแล้วก็ดีเหมือนกัน เมื่อครู่ยังไม่อยาก จัดการเขา ตอนนี้จะได้คิดบัญชีสักที
แน่นอนว่าจะจัดการกับต้าเป่าเพียงคนเดียวไม่ได้
เอ้อร์เป่าและเสี่ยวเป่ารู้อยู่แก่ใจว่าตนเองทำพี่ชายหายไป คน หนึ่งจึงไปหลบอยู่ในห้องของฮูหยินผู้เฒ่า อีกคนไปหลบอยู่ในห้อง ของนางเจียง
อวี๋หวั่นเข้าไปจับเด็กน้อยทั้งสองคนออกมาอย่างไร้ความ ปรานี
ทั้งเอ้อร์เป่าและเสี่ยวเป่าเดินคอตกตามหลังท่านแม่ไปโดยไม่ อิดออด
บ่าวในเรือนเห็นท่าทางของเด็กน้อยขณะที่กำลังจะเดินไปรับ
การตัดสินโทษ ก็อดหลุดหัวเราะออกมาไม่ได้
“สำนึกผิดหรือยัง?” อวี๋หวั่นพาเด็กน้อยทั้งสองเข้าไปในห้อง จับไปยืนเรียงกับต้าเป่า
ทั้งสามพยักหน้าพร้อมกัน หมายความว่าพวกเขาสำนึกผิด แล้ว
“ผิดอย่างไร?” อวี๋หวั่นถามเสี่ยวเป่าซึ่งมากแผนการที่สุด ที่ พวกเขาเข้าไปหลบไม่ให้ต้าเป่าหาพบนั้นก็เป็นแผนการของเสี่ยว เป่า
เสี่ยวเป่าแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น ยังคงก้มหน้ามองปลายเท้า ต่อไป
เป็นเอ้อร์เป่าที่ตอบว่า “ไม่ควรวิ่งหนีไป ไม่ควรหลบ ทำให้ท่าน พี่หาไม่เจอ”
เจ้าขี้ประจบ!
เสี่ยวเป่าเหลือบมองเอ้อร์เป่า
อวี๋หวั่นลูบศีรษะของเอ้อร์เป่าเบาๆ “สำนึกผิดแล้วก็แก้ไขได้ ในเมื่อเอ้อร์เป่าสำนึกผิดแล้ว ต่อไปก็อย่าทำอีกรู้ไหม?”
“เข้าใจแล้วขอรับ เอ้อร์เป่าไม่ทำอีกแล้ว!” เอ้อร์เป่าตอบอย่าง ว่าง่ายเป็นที่สุด
เสี่ยวเป่าเบ้ปาก แล้วตอบเสียงค่อยว่า “รู้แล้วขอรับ”
“รู้จริงหรือ คำพูดปราศจากความจริงใจ ในใจมีแผนร้าย” อวี๋
หวั่นจิ้มปลายจมูกของเขา จากนั้นก็จิ้มพุงกลมๆ
ของเขา จนต้าเป่ากลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่และหลุดหัวเราะออกมา
โทสะของอวี๋หวั่นถูกเสียงหัวเราะของเขาทำให้เบาบางลง
อวี๋หวั่นยังอยากจะสั่งสอนลูกๆ ต่อ เพื่อให้พวกเขารู้ว่าต่อไปไม่ ควรเข้าไปในพุ่มไม้ และไม่ควรเข้าไปในบ้านของผู้อื่นตามอำเภอใจ ไหนเลยจะรู้ว่ายังไม่ทันได้เอ่ยปาก นอกประตูก็มีเสียงของจื่อซูดัง ขึ้น “ฮูหยินน้อยเจ้าคะ พี่ใหญ่เจียงไห่กลับมาแล้วเจ้าค่ะ!”
เจียงไห่?
อวี๋หวั่นพาเด็กๆ ไปยังห้องของพ่อแม่ เด็กน้อยทั้งสามเหลือบ มองอวี๋หวั่นด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ อวี๋หวั่นบีบแก้มพวกเขาเบาๆ “ห้าม ดื้อ แม่ให้พวกเจ้ามาหันหน้าเข้ากำแพงทบทวนตนเอง”
ทั้งสามคนยืนหันหน้าเข้ากำแพงอย่างว่าง่าย แล้วใช้ใบหน้า เจ้าเนื้อพิงกับกำแพง
“ท่านแม่ ข้าไปก่อน พวกเขาทำผิด ต้องลงโทษ” อวี๋หวั่นสั่ง การเสร็จสรรพ แล้วจึงเดินออกจากสวนอูถง
ทันทีที่อวี๋หวั่นเดินออกไป ทั้งสามคนก็โผเข้าหานางเจียง
“ท่านยาย! ท่านยาย!” เสี่ยวเป่าออดอ้อนเสียจนผู้ใดเห็นก็คง ต้องใจอ่อน
อวี๋หวั่นกังวลว่าทั้งสามจะคิดตุกติก และท่านแม่ของเธอก็อาจ ใจอ่อน เมื่อเดินออกไปได้ไม่เท่าไรก็หันกลับมามอง
ทันใดนั้นนางเจียงก็จับเด็กน้อยทั้งสามหันหน้าติดกำแพง ทันที!
อวี๋หวั่นมองไปยังเด็กน้อยซึ่งกำลัง ‘หันหน้าเข้าหากำแพง สำนึกผิด’ ก็เดินพยักหน้าออกไปด้วยความพึงพอใจ ในยามจำเป็น ท่านแม่ก็มีเหตุผลเหมือนกันแฮะ
เมื่อวางใจแล้ว อวี๋หวั่นจึงเดินไปยังชีสยาย่วน
นางเจียงผู้มีเหตุผลกอดเด็กน้อยทั้งสามเอาไว้ ยืนจนเหนื่อย แล้วใช่ไหม เด็กน้อยที่น่าสงสาร โอ๋ๆๆ …
ในชีสยาย่วน อวี๋หวั่นเห็นเพียงเจียงไห่ เยว่โกว และชิงเหยียน ทั้งสามมีสีหน้าประหลาด อวี๋หวั่นกวาดสายตาไปแล้วถามว่า “อา เว่ยละ?”
เยว่โกวก้มหน้า
ชิงเหยียนกดขมับอย่างจนปัญญา
กลับเป็นเจียงไห่ที่เอ่ยปากขึ้นหลังจากเงียบอยู่พักหนึ่ง “เขา ไม่ได้กลับมา”
นัยน์ตาของอวี๋หวั่นกระตุกวูบหนึ่ง “เขาไม่ได้กลับมา หมายความว่าอย่างไร? เขายังอยู่ที่สำนักราชครูหรือว่าเขาไปอยู่ที่ อื่น?”
เขาไม่มีทางฝังตนเองไว้ที่นั่นแน่ อวี๋หวั่นไม่ยอมรับผลลัพธ์ แบบนั้นโดยเด็ดขาด!
เจียงไห่ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วตอบเสียงค่อยว่า “เขาถูกจับกลับ ไปที่สำนักราชครู”
อวี๋หวั่นถอนหายใจอย่างโล่งอก ไม่ถึงกับชีวิตก็ดีแล้ว แต่ไม่นา นอวี๋หวั่นก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจขึ้นมา “ถูกจับกลับไป? พวกเจ้าออก มาแล้ว เขาถึงถูกจับหรือ?”
“ใช่” เจียงไห่พยักหน้า เมื่อคิดถึงภาพเหตุการณ์ในตอนนั้น เขาก็ขมวดคิ้ว อาหวั่นรู้เพียงว่าอาเว่ยเป็นยอดฝีมือ แต่ไม่รู้ว่าเป็น ยอดฝีมือระดับไหน แต่เขาคลุกคลีอยู่กับอาเว่ยไม่เท่าไร ก็เดาได้ แล้วว่าต่อให้ฝีมือของเขาและชิงเหยียนรวมกันก็ยังไม่สามารถเป็น คู่ต่อสู้ของอาเว่ยได้ และเพราะเป็นเช่นนั้น พวกเขาจึงสามารถ ออกมาอย่างง่ายดาย แต่อาเว่ยกลับถูกจับเสียอย่างนั้น
วินาทีที่อาเว่ยถูกจับ เขาเองก็ตื่นตะลึงเช่นกัน
เขาคิดมาตลอดว่าด้วยความสามารถของอาเว่ย ก็คงหาคน ประมือด้วยยาก
แต่หากพูดตามตรง หากอาเว่ยจะหนีออกมาเองก็คงทำได้ แต่เพื่อปกป้องพวกเขา อาเว่ยจึงหลอกล่อคนพวกนั้น และถูกจับ ไป
“เป็นความผิดของข้า” เจียงไห่พูดอย่างรู้สึกผิด
ชิงเหยียนพูดด้วยนํ้าเสียงเย็นเยียบ “จะไม่ให้โทษเจ้าได้ อย่างไร? ตอนนั้นออกมาครบแล้ว แต่เจ้าดันวิ่งกลับไป เป็นอาเว่ย ที่กลับไปช่วยเจ้า”
ในวันนั้นพวกเขาไม่ได้ถูกซุ่มโจมตีหรือขัดขวางระหว่างทาง แต่อย่างใด เพราะฉะนั้นหากพวกเขาวางมือในวันนั้น ทั้งสี่คนก็คง กลับมาถึงจวนอย่างปลอดภัยตั้งแต่แรกแล้ว
ชิงเหยียนไม่ได้มีนิสัยชอบกล่าวโทษผู้อื่น แม้แต่อวี๋หวั่นและ เยี่ยนจิ่วเฉาพาทุกคนออกตามหาเห็ดหลินจือแดงด้วยความยาก ลำบาก พวกเขาไม่บ่นแม้แต่น้อย ครั้งนี้เป็นเพราะเขารู้สึกร้อนรน ไฟโทสะจึงแผดเผาศีรษะของเจียงไห่
เจียงไห่รู้ว่าตนเองผิด เขาจึงไม่โต้ตอบ
อวี๋หวั่นมองชิงเหยียน จากนั้นก็มองเจียงไห่ เธอไม่ได้ซักไซ้ว่า เขากลับไปทำไม เพียงแต่ถามว่า “พวกเจ้าได้พบลูกศิษย์สำนัก ราชครูชื่อว่าหวั่นเฟิงไหม?”
ชิงเหยียนพยักหน้า นํ้าเสียงที่เขาใช้พูดกับอวี๋หวั่นนุ่มนวลลง มาก “เจอ เจียงไห่จำเขาได้ เขาแอบปล่อยพวกข้าออกมา”
ในตอนที่หวั่นเฟิงติดตามราชครูมาเพื่อนำของขวัญมามอบให้ อวี๋หวั่น และขณะเดียวกันก็มาเก็บเส้นผมของอวี๋หวั่นเพื่อนำไป ทดสอบว่าเธอมีสัตว์ศักดิ์สิทธิ์อยู่จริงหรือไม่นั้น เจียงไห่ก็อยู่ด้วย มิน่าเล่าเจียงไห่ถึงรู้จักเขา
อวี๋หวั่นถามต่อว่า “มีวิธีติดต่อเขาหรือไม่?”
ชิงเหยียนหยิบป้ายเหล็กออกมาจากอกเสื้อ “มี เขาให้ป้ายคู่มา บอกว่าหากมีเรื่องอะไรก็ไปหาเขาได้ ให้บอกว่ามาขายผ้าไหม จาก นั้นก็จะมีคนไปแจ้งเขา”
อวี๋หวั่นรับป้ายคู่มา “ข้าจะไปหาเขา”
ชิงเหยียนจับข้อมือเธอไว้ “เจ้าไปไม่ได้! ในตอนนี้ก็เหมือนกับ เจ้าพาตัวเองไปติดกับ!”
“ไม่หรอก” อวี๋หวั่นตอบ “ข้ารู้ขีดจำกัดตัวเอง”
พูดจบ อวี๋หวั่นก็ไปหาชุยเฒ่า ให้เขาช่วยเธอปลอมตัว หลังจาก นั้นเธอก็สวมชุดของบุรุษ ออกจากจวนไปคนเดียว และเช่ารถม้า ไปยังสำนักราชครู
เธอถามทางไปประตูหลังของสำนักราชครู จึงส่งป้ายคู่ให้ องครักษ์หน้าประตู “ข้าเป็นคนขายผ้าไหม มาหาใต้เท้าหวั่นเฟิง”
เมื่อองครักษ์ได้ยินชื่อของหวั่นเฟิง ก็มีสีหน้าเปี่ยมไปด้วย ความเคารพ หลังจากตรวจสอบป้ายคู่และพบว่าไม่มีปัญหาอะไร เขาก็เข้าไปรายงานหวั่นเฟิง
หวั่นเฟิงมาอย่างรวดเร็ว
อวี๋หวั่นปลอมใบหน้าเป็นคนอื่น แต่รูปร่างและท่าทาง รวมไป ถึงป้ายคู่นั้น ทำให้เขาเดาได้ว่าเป็นอวี๋หวั่น
หวั่นเฟิงเดินออกมาอย่างผึ่งผาย แล้วพูดต่อหน้าองครักษ์ ด้วยว่า “เกิดเรื่องอะไรขึ้น? ผ้าที่สั่งไปมาส่งไม่ได้หรือ? พวกเจ้า จัดการกันอย่างไร?”
อวี๋หวั่นรีบตอบตามนํ้าไปว่า “ที่ร้านเกิดเรื่องเล็กน้อยขอรับ หวังว่าใต้เท้าหวั่นเฟิงจะขยายเวลาให้อีกสักสองวัน”
เธอพูดไปพลางยัดตั๋วแลกเงินใส่มือของหวั่นเฟิง
การกระทำนี้มิได้นับว่าลับๆ ล่อๆ ถึงเพียงนั้น องครักษ์เห็นแต่ ก็ทำเป็นมองไม่เห็น
อวี๋หวั่นจงใจทำให้เขาเห็น
หวั่นเฟิงกระแอมเล็กน้อย ดันมือของอวี๋หวั่นไว้พร้อมกับบอก ว่า “ไปคุยกันตรงนั้น!”
ในความคิดขององครักษ์ การกระทำเช่นนี้หมายความว่าหวั่น เฟิงกำลังจะรับสินบน แต่รู้สึกกระดากใจที่จะให้เขาเห็น ทำให้จำ ต้องหลบไปที่อื่น องครักษ์ไม่มีทางนำเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้มาเปิด โปงหวั่นเฟิง
หลังจากที่หวั่นเฟิงลากอวี๋หวั่นมาใต้ต้นไม้ใหญ่ เขาก็มองไป รอบๆ แล้วกล่าวเสียงค่อยว่า “พระชายาซื่อจื่อ มาที่นี่ได้อย่างไร?”
อวี๋หวั่นไม่ได้ตกใจที่เขารู้ว่าเธอเป็นใคร จะมีสักกี่คนกันที่มี ป้ายคู่ของเขา อีกทั้งดูจากรูปร่างลักษณะแล้ว ก็คงเดาได้ไม่ยากว่า เป็นเธอ
อวี๋หวั่นตอบว่า “อาเว่ยถูกจับไป เรื่องนี้จะไม่ถูกสาวมาถึงท่าน ใช่ไหม?”
พวกอาเว่ยถูกปล่อยตัวออกมา อวี๋หวั่นกังวลว่าการที่อาเว่ย ถูกจับตัวไปจะทำให้สำนักราชครูตามรอยพวกเขา และตามสืบมา ถึงหวั่นเฟิงซึ่งเป็นคนปล่อยตัวทั้งสี่ออกไป
อวี๋หวั่นเป็นห่วงตนเป็นอันดับแรก นั่นทำให้หวั่นเฟิงรู้สึกดีขึ้น มา เขากะพริบตาราวกับว่านัยน์ตาของเขาสื่อสารเป็นคำพูดได้ เขา ยิ้มแล้วตอบว่า “ข้าไม่เป็นไร ข้ารอบคอบ ไม่มีผู้ใดรู้หรอกว่าข้าเป็น คนปล่อยพวกเขา”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว” อวี๋หวั่นมีสีหน้าผ่อนคลายกว่าเดิม “ข้ากลัว จริงๆ ว่าท่านจะติดหางเลขไปด้วย”
“ข้าระวังตัว” นัยน์ตาของหวั่นเฟิงเป็นประกายราวกับอัญมณี ซึ่งส่องประกายวับวาบ เมื่อนึกถึงเรื่องหนึ่งได้ เขาก็ปรับเป็นสีหน้า จริงจัง “แล้วก็ เด็กหนุ่มคนนั้นปากแข็งเหลือเกิน ทำอย่างไรก็ไม่ ยอมพูด”
“อาเว่ย?” อวี๋หวั่นถาม
“เขาชื่ออาเว่ยหรอกหรือ” หวั่นเฟิงกล่าว “คนพวกนั้นถามอยู่ นาน แม้แต่ชื่อเขาก็ไม่ยอมบอก”
อวี๋หวั่นถามว่า “เขาเป็นอย่างไรบ้าง? ข้าได้ยินว่าเขาถูกยอด ฝีมือจับไป เป็นยอดฝีมือของสำนักราชครูหรือ?”
“ไม่ใช่” หวั่นเฟิงส่ายหน้า “สำนักราชครูของพวกเราไม่มียอด ฝีมือที่เก่งกาจเพียงนั้นหรอก เป็นคนของจวนประมุขหญิงต่าง หาก”
“จวนประมุขหญิง?” อวี๋หวั่นชะงักไปราวกับกำลังใช้ความคิด
“ครั้งก่อนเจียงไห่และชิงเหยียนเข้าไปในจวนประมุขหญิงไม่ ได้ยินว่ามียอดฝีมือที่เก่งกว่าอาเว่ยนี่ หรือว่าข้าพลาดอะไรไป?”
อวี๋หวั่นมองไปยังหวั่นเฟิงอย่างไม่เข้าใจ
หวั่นเฟิงอธิบายว่า
“องครักษ์ที่เก่งกาจที่สุดของจวนประมุขหญิงไม่ได้อยู่ที่จวน ประมุขหญิง หากแต่อยู่ข้างกายองค์ชายน้อยออกเดินทางไปข้าง นอก ข้าคิดว่าเขาจะกลับมาทันงานวันเกิดของประมุขหญิง แต่ ได้ยินว่าเกิดเรื่องไม่คาดฝันระหว่างทาง ทำให้การเดินทางล่าช้า”
นัยน์ตาของอวี๋หวั่นกระตุกวูบหนึ่ง “ท่านหมายถึงองค์ชาย น้อยที่เป็นโอรสของประมุขหญิงกับราชบุตรเขยหรือ?”
“ท่านเคยได้ยินเรื่องของเขาหรือ?”
หวั่นเฟิงตกใจ
อวี๋หวั่นคิดในใจว่า ‘ข้าจะไม่เคยได้ยินได้ยังไงละ ไม่ใช่เคยได้ยิน แค่ครั้งเดียวด้วย เขาเป็นน้องชายต่างมารดาของเยี่ยนจิ่วเฉา’ เธอ เองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเขาเป็นคนอย่างไร
“หนานกงหลี” หวั่นเฟิงบอก
“หืม?” อวี๋หวั่นเงยหน้าขึ้น
“ชื่อของเขา” หวั่นเฟิงบอก
หนานกงหลี…
ทำไมชื่อนี้ฟังดูคุ้นหูเหลือเกิน?