หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 259 ช่วยอาเว่ย
สวนอูถงมีขนาดใหญ่ใกล้เคียงกับเรือนเดี่ยว หากอ้างอิงจาก คำกล่าวของฮูหยินผู้เฒ่า อิ่งสือซันและอิ่งลิ่วเป็นองครักษ์คนสนิท ของหลานชาย พวกเขาสมควรพำนักอยู่ในสวนอูถง แต่ก็ไม่อาจทำ เช่นนี้ได้อย่างเปิดเผยได้ ทั้งสองซึ่งเป็นบุรุษซึ่งมิใช่คนในครอบครัว จึงต้องย้ายไปอยู่ที่ชีสยาย่วนด้วยประการฉะนี้
ในชีสยาย่วน อิ่งสือซัน อิ่งลิ่ว และเจียงไห่ต่างก็เปลี่ยนชุด เรียบร้อย ส่วนชิงเหยียนและเยว่โกวเปลี่ยนชุดเป็นบ่าวธรรมดา
ก่อนหน้านี้พวกเขายังสามารถลอบเข้าไปในสำนักราชครูได้ แต่บัดนี้เมื่ออาเว่ยถูกจับไป การอารักขาของสำนักราชครูก็ยิ่งเข้ม งวดขึ้น โอกาสที่จะลอบเข้าไปเป็นไปได้น้อย จึงทำได้เพียงเข้าไป อย่างสง่าผ่าเผย
“เอาของมาหรือยัง?” ชิงเหยียนเตือน
เจียงไห่พยักหน้า มองไปยังเยว่โกวและอิ่งสือซัน
อิ่งสือซันตอบว่า “ข้าไม่มีอะไรต้องนำไปด้วย”
เขาเป็นมือสังหาร นอกจากกระบี่ ก็มีเพียงตัวเขาเอง
อิ่งลิ่วผู้ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้ไปด้วยได้แต่พึมพำด้วยความขุ่น เคือง “ไม่ให้ข้าไปจริงๆ หรือ? ข้าเก่งนะ”
“เจ้าอยู่ที่นี่คอยดูแลคุณชาย” อิ่งสือซันบอก
อิ่งลิ่วยกกระจกซึ่งพกติดตัวขึ้นมาส่อง “ก็ดี ได้ยินว่า แสงจันทร์ทำให้ผิวไหม้ได้เหมือนกัน”
อิ่งสือซัน “…”
ทุกคน “…”
การทิ้งให้อิ่งลิ่วเอาไว้กลายเป็นธรรมเนียมไปแล้ว ครั้นอยู่ใน ต้าโจว หากทั้งสองไม่มีเรื่องเร่งด่วน จะต้องมีอย่างน้อยหนึ่งคนที่ คอยอารักขาคุณชาย
อิ่งสือซันมิได้คิดมากแต่อย่างใด
ต่อให้อิ่งลิ่วผิวไหม้เกรียม…ก็ยังน่ารักอยู่ดี
อิ่งลิ่วคนน่ารักยังคงจ้องมองใบหน้าของตนในกระจกอย่างไม่ ละสายตา พลางโบกมือให้คนอื่นๆ “พวกเจ้าไปได้แล้ว รีบไปจะได้ รีบกลับ”
พวกเขาออกจากชีสยาย่วน แล้วนั่งรถม้าซึ่งจอดไว้หน้าประตู
รถม้าคันนี้เป็นรถม้าเทียมม้าตัวเดียวซึ่งอิ่งลิ่วและอิ่งสือซัน ช่วยกันซื้อจากซีเฉิง นี่คือม้าพันลี้ชั้นดี วันนี้ต้องรับนํ้าหนักมาก พวกเขาจึงเพิ่มม้าชนิดเดียวกันอีกหนึ่งตัว
บุรุษกำยำหลายคนช่วยกันนำผ้าไหมและเสื้อผ้าอาภรณ์ที่อวี๋ หวั่นซื้อมาขึ้นรถ รถม้าสีดำสนิท เด็กน้อยก็ผิวเข้มหากไม่สังเกตดีๆ ก็แลดูกลืนเป็นสีเดียวกัน
ชิงเหยียนและเยว่โกวนั่งอยู่ด้านนอก เจียงไห่และอิ่งสือซัน
เกาะอยู่ใต้ท้องรถ
แต่ไม่รู้ว่าชิงเหยียนคิดไปเองหรืออย่างไร ม้าดูเหมือนจะใช้ แรงมากสักหน่อย ยอดฝีมือที่สามารถใช้วิชาตัวเบาอย่างพวกเขา ตัวหนักขนาดนั้นเชียวหรือ?
ในรถม้า เด็กน้อยทั้งสามกะพริบตาปริบๆ อย่างน่าเอ็นดู
รถม้าเคลื่อนที่เต็มกำลังไปยังประตูหลังของสำนักราชครู
“ผู้ใดกัน?” องครักษ์เอ่ยถามด้วยความเคลือบแคลงใจ
ชิงเหยียนหยิบป้ายคู่จากในอกเสื้อ แล้วกล่าวด้วยความ เกรงใจว่า “ข้ามาจากร้านผ้าไหม ใต้เท้าหวั่นเฟิงต้องการผ้าและ เสื้อผ้า พวกเราจึงนำมาส่ง”
องครักษ์มองไปยังป้ายคู่ จากนั้นก็ใช้ด้ามกระบี่เลิกม่านขึ้น มองผ้าด้านใน เขามองไปยังเพื่อนร่วมงานอีกคนหนึ่งด้วยสีหน้า เปี่ยมไปด้วยความสงสัย “เข้าไปแจ้งเรื่องนี้กับใต้เท้าหวั่นเฟิง หน่อย บอกแค่ว่าคนจากร้านขายผ้ามา”
เพื่อนร่วมงานพยักหน้า
จะโทษที่พวกเขาระแวงเช่นนี้ก็ไม่ได้ อันที่จริงสำนักราชครูก็ เพิ่งจับหัวขโมยได้ หากครั้งนี้ปล่อยให้คนไร้ที่มาที่ไปเข้าไปอีก เช่น นั้นเกรงว่าพวกเขาก็คงไม่อาจทำอาชีพองครักษ์ต่อไปได้แล้ว
เพื่อนร่วมงานของเขาเดินกลับมาพร้อมกับหวั่นเฟิง
องครักษ์คำนับหวั่นเฟิง “ใต้เท้าหวั่นเฟิง”
หวั่นเฟิงอายุน้อย แต่ตำแหน่งกลับสูง เขามองไปยังผู้ที่อยู่บน รถม้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วกล่าวว่า “เป็นของที่ข้าต้องการ ทำไม? ของแค่นี้ยังต้องให้ข้ามารับเองรึ?”
องครักษ์ตอบอย่างเคารพนบนอบ “ข้าน้อยมิได้หมายความ อย่างนั้น ราชครูมีคำสั่งว่าทุกที่ต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด ข้า น้อยทำไปเพื่อความปลอดภัยของสำนักราชครูก็เท่านั้นขอรับ”
หวั่นเฟิงโบกมือ “เอาเถอะ ให้พวกเขานำไปส่งให้ข้า”
“ขอรับ” องครักษ์เปิดทางให้
ชิงเหยียนบังคับรถม้าเข้าไปยังสำนักราชครู
อิ่งสือซันและเจียงไห่ปกปิดจิตสังหาร ไม่มีผู้ใดสัมผัสได้ถึง การมีอยู่ของพวกเขา แน่นอนว่าเป็นเพราะหวั่นเฟิงจงใจทำเช่น นั้น เหล่าองครักษ์จึงไม่ได้ตรวจสอบรถม้าโดยละเอียด มิเช่นนั้น ต่อให้ทั้งสองจะอำพรางอย่างไร เมื่อก้มลงไปมองใต้ท้องรถย่อม ต้องเห็นพวกเขา
หวั่นเฟิงมีเรือนของตนเองในสำนักราชครู ที่เขาให้รถม้าเข้าไป ก็เป็นเพราะเดาได้ว่าคนจากร้านผ้าก็คือพวกเขา ก่อนที่หวั่นเฟิงจะ ออกไปรับพวกเขา ก็ได้ไล่บ่าวในเรือนออกไปแล้ว
“ไม่มีคน ออกมาเถอะ!” หวั่นเฟิงบอก
อิ่งสือซันกับเจียงไห่ออกมาใต้ท้องรถ
เดิมทีหวั่นเฟิงคิดว่ามีแต่เจียงไห่ เมื่อเห็นว่ามีอิ่งสือซันมาด้วย
เขาตกตะลึง
คะ…ครึ่งหน่วยกล้าตาย?
ไม่รู้ว่าหวั่นเฟิงตกใจที่พวกเขามีคนตามมาเพิ่มอีกหนึ่งคน หรือว่าตกใจที่เห็นอิ่งสือซันเป็นครึ่งหน่วยกล้าตาย
หากจะเรียกหน่วยกล้าตายว่าเป็นคนโดยสมบูรณ์ก็คงไม่อาจ เรียกได้เต็มปาก พวกเขาเป็นเพียงเครื่องมือสังหารก็เท่านั้น ยามที่ เครื่องมือสังหารกลายเป็นของด้อยมาตรฐาน สิ่งที่รอพวกเขาอยู่ก็ มีเพียงการถูกทอดทิ้งและถูกทำลาย
ในตอนนั้นอิ่งสือซันถูกทิ้งลงไปในกองซากศพ ผู้ที่ถูกโยนทิ้ง พร้อมกับเขายังมีครึ่งหน่วยกล้าตายหมายเลขสิบเจ็ดและสิบแปด พวกเขาถูกราดด้วยนํ้ามัน ทันทีที่จุดไฟก็เหลือเพียงเสียงร้อง โหยหวน
อิ่งสือซันเป็นเพียงคนเดียวที่รอดออกมาได้ แต่ยังหนีไปไม่ได้ ไกล ยาพิษก็เริ่มออกฤทธิ์ เขานอนรอความตายอยู่ข้างถนน ใน ตอนนั้นเองเยี่ยนจิ่วเฉาก็เดินผ่านมาพอดี
เยี่ยนจิ่วเฉาคุกเข่าลงพร้อมกับถามว่า “ต่อสู้เป็นไหม?”
“เป็น”
เขาตอบ
“กลัวการฆ่าคนไหม?”
“ไม่กลัว”
เขาตอบ
เขาถูกเยี่ยนจิ่วเฉาเก็บกลับไป เยี่ยนจิ่วเฉาสั่งให้หมอรักษาเขา จากนั้นเขาก็กลายเป็นองครักษ์ของเยี่ยนจิ่วเฉาไปโดยปริยาย
ระหว่างหน่วยกล้าตายซึ่งออกมาจากค่ายหน่วยกล้าตายทั้ง สอง อิ่งลิ่วกลับโชคดีกว่าอิ่งสือซันมาก
เดิมทีอิ่งลิ่วถูกเลี้ยงมาเพื่อเป็นหน่วยสอดแนม มิได้ตกระกำ ลำบากเท่าไร ไม่ต้องดื่มยาพิษ เขาออกมาทำภารกิจ แต่สุดท้าย หลงทาง หาทางกลับไม่ถูก ทำได้เพียงนั่งกุมศีรษะร้องไห้อยู่ข้าง ทางพร้อมกับกระป๋องใส่เศษเงิน
นั่นเป็นครั้งแรกที่อิ่งสือซันเห็นหน่วยกล้าตายร้องไห้
ท่าทางงอแงของเขาดูน่าขันเหลือเกิน
เมื่อเทียบกันแล้ว อิ่งลิ่วจะนับว่าเป็นหน่วยกล้าตายของแท้ ฐานะเขาสูงกว่าอิ่งสือซัน ทว่าอิ่งลิ่วไม่เหมือนกับหน่วยกล้าตาย แม้แต่น้อย นัยน์ตาของเขาปราศจากจิตสังหาร ทั้งยังเป็นคน จิตใจดีอีกด้วย
อิ่งสือซันลงมาจากรถม้า เขาก็ไม่ได้ปกปิดจิตสังหารอีก หวั่น เฟิงสัมผัสได้ถึงจิตสังหารรุนแรงซึ่งทำให้รู้สึกราวกับขาดอากาศ หายใจ
เขาพอจะเข้าใจแล้วว่าเพราะเหตุใดอีกฝ่ายจึงเดินทางมาด้วย แม้ว่าจะเป็นเพียงครึ่งหน่วยกล้าตาย กระนั้นวรยุทธ์ของเขาเห็นที จะสูงที่สุดในบรรดาพวกเขาทั้งหมด
เรื่องนี้ไม่น่าแปลกใจหรอกหรือ? เป็นแค่ครึ่งหน่วยกล้าตาย เก่งกาจถึงขั้นนี้ได้อย่างไร?
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เวลาจะมาวิเคราะห์เรื่องนี้
“ข้าไปสืบมาแล้ว” หวั่นเฟิงบอก “เขาถูกขังอยู่ในคุกนํ้าใต้ดิน”
พวกเขาพยักหน้า คล้ายกับที่เจียงไห่คาดเดา
หวั่นเฟิงถอนหายใจ “อาจารย์ข้าคิดว่าพวกเจ้าจะมาช่วยเขา จึงเสริมการป้องกันคุกนํ้าใต้ดิน ตอนนี้แม้แต่ข้ายังปล่อยเขาออก มาไม่ได้ง่ายๆ”
“เจ้าเข้าไปได้ไหม?” เจียงไห่และชิงเหยียนเอ่ยขึ้นพร้อมกัน ดู แล้วทั้งสองกำลังคิดจะใช้วิธีเดียวกัน
หวั่นเฟิงคิด “ข้าจะลองดู”
หนึ่งเค่อต่อมา เจียงไห่และชิงเหยียนก็กลายเป็นลูกศิษย์ สำนักราชครู ติดตามหวั่นเฟิงไปยังคุกนํ้าใต้ดิน เยว่โกวและอิ่งสือ ซันซ่อนตัวเพื่อรอสัญญาณ ในกรณีที่ต้องการความช่วยเหลือ
ผู้ที่เฝ้าหน้าประตูคือหน่วยกล้าตายหน้ากากทองสองคนและ ศิษย์น้องของหวั่นเฟิงอีกหนึ่งคน
เมื่อศิษย์น้องเห็นหวั่นเฟิงก็ยิ้มร่าออกมา “ศิษย์พี่หวั่นเฟิง ดึก ป่านนี้ ท่านมาทำไมหรือ?”
หวั่นเฟิงไม่ตอบ แต่เอ่ยถามว่า “สอบสวนไปถึงไหนแล้ว? เขา สารภาพมาหรือยัง?”
ศิษย์น้องตอบด้วยความลำบากใจว่า “เจ้านั่นไม่รู้ปากทำด้วย อะไร ข้าทำทุกวิถีทางแล้ว เขาก็ยังไม่ยอมพูดแม้แต่คำเดียว”
เมื่อได้ยินว่าทำทุกวิถีทาง สีหน้าของชิงเหยียนก็หม่นหมองลง
อาเว่ยอายุน้อยที่สุดในบรรดาพวกเขา ถึงแม้จะถูกพวกเขา แกล้งอยู่เสมอ ทว่าแต่ไหนแต่ไรมาพวกเขาไม่เคยคิดจะแตะต้อ งอาเว่ยแม้แต่ขนเส้นเดียว เจ้าพวกสำนักราชครูเฮงซวย ถ้าเขารู้ ว่าพวกนั้นทำร้ายอาเว่ยละก็ เจอดีแน่!
“เขาเป็นหน่วยกล้าตายรึ? เหตุใดจึงง้างปากไม่ออก? หรือว่า พวกเจ้าแอบอู้งาน?” หวั่นเฟิงกำลังเดือดดาล
ศิษย์น้องตอบด้วยความลำบากใจว่า “ข้าจะไปกล้าได้อย่างไร เล่า? จากที่เขาถูกจับเข้ามา พวกข้าก็สืบสวนมาจนถึงตอนนี้ แต่ เขาก็ไม่ตอบ!”
“อาจารย์บอกแล้วว่าเขาลอบเข้ามาในสำนักราชครู เจตนาไม่ บริสุทธิ์ อีกทั้งยังมีพรรคพวก ไม่แน่ว่าตอนนี้พวกเขาอาจจะลอบ เข้ามาในสำนักราชครู และกำลังคิดหาวิธีช่วยเขาออกไปก็เป็นได้ พวกเจ้าต้องจับตาดูเขาให้ดี หากหายไป สำนักราชครูย่อมเดือด ร้อน พวกเจ้าเองก็คงหนีความผิดไม่พ้น!”
“แน่นอนอยู่แล้วขอรับ! ” ลูกศิษย์รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ
“เอาเถอะ ไหนๆ ก็มาแล้ว ข้าจะเข้าไปดูสักหน่อยว่าข้างใน สอบสวนกันอย่างไร ทำไมป่านนี้ยังไม่ได้ความสักอย่าง”
“เรื่องนั้น…”
“มีอะไร เข้าไม่ได้หรือ?” หวั่นเฟิงถาม
ศิษย์น้องส่ายหน้า “ไม่ใช่ว่าข้าไม่ให้ศิษย์พี่หวั่นเฟิงเข้าไป แต่ ราชครูมีคำสั่งว่านอกจากเขาแล้ว ห้ามผู้ใดเข้าไปในคุกนํ้าโดย พลการ”
“ในเมื่ออาจารย์มีคำสั่ง เช่นนั้นข้าก็ช่วยไม่ได้ เดิมทีคิดจะช่วย เจ้าสอบสวน…” หวั่นเฟิงว่าพลางเดินหันหลังกลับ
“เอ้ยๆๆ!” ศิษย์น้องรีบร้อนดึงแขนของเขาไว้ คนก็เป็นเสีย อย่างนี้ หากยิ่งบังคับก็จะยิ่งสงสัย แต่การพูดอย่างไม่ใส่ใจกลับ ทำให้ศิษย์น้องคิดว่าตนเอาใจของผู้น้อยมาคิดแทนวิญญูชน “ไหนๆ ศิษย์พี่หวั่นเฟิงก็มาแล้ว เอาตามนั้นเถิด อันที่จริงก็ทำไม่ได้ เช่นนั้นกลับไปศิษย์พี่ก็ช่วยข้าพูดหน่อยว่าพวกข้าทำงานอย่าง ตั้งใจ แต่เป็นเพราะเจ้านั่นมันปากแข็งเอง!”
หวั่นเฟิงถอนหายใจ “ข้าไม่รับประกันว่าจะทำสำเร็จ แต่จะ ลองดู”
“พวกเจ้าดูไว้ให้ดี อย่าให้ผู้ใดเข้ามา” ศิษย์น้องสั่งการกับ หน่วยกล้าตาย แล้วเดินนำหวั่นเฟิงเข้าไปในคุกนํ้า
ชิงเหยียนสัมผัสได้ถึงจิตสังหารของอาเว่ยจากระยะไกล ก็ พลันรู้สึกกดดันในใจ
เจียงไห่หันไปมองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วส่ายหน้า
เมื่อชิงเหยียนตั้งสติได้ จึงพยายามระงับความปั่นป่วนในจิตใจ แล้วเดินตามหวั่นเฟิงและลูกศิษย์เข้าไปยังคุกนํ้าซึ่งขังอาเว่ยไว้
เกือบทั้งร่างของอาเว่ยแช่อยู่ในบ่อนํ้า เสื้อผ้าของเขาถูกถอด ออก ลาดไหล่ซึ่งโผล่พ้นนํ้าขึ้นมานั้นปราศจากรอยแส้ นั่นทำให้ชิง เหยียนวางใจ
ศิษย์น้องกล่าวว่า “ยอดฝีมือเช่นนี้ใช้วิธีทรมานไม่ได้ผล พวก ข้าให้หนอนพิษเขาไปไม่น้อย แต่เขาก็ทนได้ทุกอย่าง”
ที่แท้ก็ปล่อยหนอนพิษใส่เขา ชิงเหยียนอยากหัวเราะให้ฟัน หลุด
อันที่จริงวายร้ายอันดับหนึ่งแห่งเผ่าปีศาจคนนี้กลัวความเจ็บ ปวดเป็นที่สุด ไม่เช่นนั้นเขาจะดิ้นรนฝึกฝนจนเป็นยอดฝีมือหรือ? ตีเขาสองทีเขาก็ยอมบอกแล้ว เจ้าพวกโง่!
ตามแผนของพวกเขา ให้หาโอกาสที่หวั่นเฟิงสอบสวน ส่ง กุญแจให้อาเว่ย หลังจากที่เขาพวกเขาออกไปแล้ว ก็ให้อาเว่ยแอบ ไขกุญแจ
เจียงไห่และชิงเหยียนนำยานอนหลับของชุยเฒ่ามาด้วย เขา สาดยานี้ไว้ในคุกตั้งแต่แรกแล้ว ไม่เกินครึ่งชั่วยาม ทั้งองครักษ์ และหน่วยกล้าตายจักต้องหลับใหล ในตอนนั้นอาเว่ยก็จะออกมา จากคุกนํ้าใต้ดินได้
ทว่าวายร้ายอันดับหนึ่งอย่างอาเว่ยไม่ได้คิดเช่นนั้น
เขาคว้าหวั่นเฟิงทันใด!
หวั่นเฟิงผู้ซึ่งยังไม่ทันได้ส่งกุญแจให้ “…”
สมกับเป็นวายร้าย
สมกับเป็นอาเว่ย
“…” เจียงไห่และชิงเหยียนไม่กล้ามอง
“เจ้าปล่อยศิษย์พี่หวั่นเฟิงเดี๋ยวนี้นะ!” ศิษย์น้องแผดเสียง
หวั่นเฟิงเป็นศิษย์เอกของราชครู ฐานะของเขาสูงกว่าเจ้างั่ง อย่างตนไม่รู้เท่าไหร่ หากคุกนํ้าเกิดเรื่อง พวกเขาก็คงหนีหายนะ ครั้งนี้ไม่พ้นเช่นกัน
“…” เจียงไห่และชิงเหยียนได้แต่เล่นไปตามนํ้า
“เจ้า…เจ้าอย่าผลีผลาม มีอะไรค่อยๆ พูด!” นํ้าเสียงของเจียง ไห่ไร้ชีวิตชีวา
ชิงเหยียนเชี่ยวชาญกว่าเขามาก “ปล่อยๆๆ! ข้าจะปล่อยเจ้า ไป! แต่ห้ามทำร้ายศิษย์พี่หวั่นเฟิงเป็นอันขาด! เขาเป็นศิษย์เอก ของราชครู ถ้าผมร่วงแม้แต่เส้นเดียว ราชครูไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!”
“หึ!” อาเว่ยตัดสินใจดึงผมของหวั่นเฟิงหนึ่งเส้น
หวั่นเฟิงซึ่งถูกดึงผม “…”
เป็นเพราะเขาจับหวั่นเฟิงเป็นตัวประกัน อาเว่ยจึงหลุดจาก พันธนาการในคุกนํ้าใต้ดิน เพื่อที่จะทำให้เหล่าองครักษ์แตกตื่น และแห่กันมา เจียงไห่และชิงเหยียนจึงลงมือจัดการคนในคุกนํ้า ใต้ดินทั้งหมดโดยไม่พูดพรํ่าทำเพลง
หน่วยกล้าตายด้านนอกได้ยินความเคลื่อนไหว จึงหันหลัง
หมายจะตามเข้ามา แต่กลับถูกอิ่งสือซันพุ่งเข้ามาสกัดเสียก่อน
หวั่นเฟิงใจเต้นโครมคราม เขาเป็นครึ่งหน่วยกล้าตายจริง หรือ? ทำไมร้ายกาจขนาดนี้?
หวั่นเฟิงมองไปรอบๆ “พวกเจ้ารีบไปเถอะ ยังมีเวลาอีกครึ่ง ถ้วยชา ประเดี๋ยวก็จะมีคนมาเห็นเหตุการณ์แล้ว”
“เจ้าจะทำอย่างไร?” ชิงเหยียนถาม
หวั่นเฟิงตอบว่า
“พวกเจ้าต่อยข้าให้สลบ! ไม่ต้อง…”
“ออมมือ”
เมื่อพูดสองคำนี้ออกไป เจียงไห่ ชิงเหยียน และอาเว่ยก็ออก หมัดทันที หวั่นเฟิงสภาพสะบักสะบอมสลบลงบนพื้น
แต่ขณะที่พวกเขาขึ้นนั่งบนรถม้า หมายจะเดินทางออกทาง ประตูใหญ่ ก็มีจิตสังหารรุนแรงแผ่ปกคลุมพื้นที่โดยรอบ
ชิงเหยียนรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก และกระอักเลือดออกมา
จากนั้นเจียงไห่ก็กระอักเลือดเช่นกัน เขาและชิงเหยียนล้มลง กับพื้น
เยว่โกวฝืนเดินไปหนึ่งก้าว จากนั้นก็สำลัก และทรุดลงไปเช่น กัน
อิ่งสือซันใช้กระบี่คํ้ากาย รู้สึกประหนึ่งถูกกดทับจนจะหักเป็น สองท่อน
คนผู้นั้นมาแล้วหรือ? เป็นจิตสังหารที่น่ากลัวเหลือเกิน