หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 277.1 เจียงน้อยจอมเจ้าเล่ห์ออกโรง จบ
สิ้น (1)
องค์ประมุขไม่เคยถูกคนตอกกลับเช่นนี้มาก่อน เขาตกตะลึง เป็นเวลานานทีเดียวกว่าจะได้สติกลับคืน
เป็นถึงประมุขของอาณาจักร กลับถูกเด็กคนหนึ่งตอกกลับจน เสียอาการ กล่าวได้ว่าช่างน่าขายหน้ายิ่งนัก
อย่างไรก็ตาม คำพูดเพียงด้านเดียวของเด็กคนนี้ไม่เพียง พอที่จะใช้เป็นหลักฐาน อย่างไรก็ต้องได้รับการตรวจสอบ
นี่ไม่ใช่เรื่องยาก นายท่านรองของสกุลเห้อเหลียนที่เพิ่งกลับ มาอยู่ในเมืองหลวง ส่งคนไปตามเขามาสอบสวนก็สิ้นเรื่อง
หลังจากเห้อเหลียนเป่ยหมิงและเยี่ยนจิ่วเฉา อวี๋เซ่าชิงก็ถูกนำ ตัวเข้าไปในวังเช่นกัน
อวี๋เซ่าชิงเข้าวังหนานจ้าวเป็นครั้งแรก ยังรู้สึกแปลกใหม่แต่ น่าเสียดายที่ยังไม่ทันชื่นชมทิวทัศน์ของพระราชวัง ก็ถูกขันทีหวัง ผู้มีสีหน้าเย็นชาดุจนํ้าแข็ง(ทว่าภายในหวั่นไหวสุดขีด)นำตัวไปยัง ตำหนักจินหลวน
เมื่อองค์ประมุขมองเห็นใบหน้าของอวี๋เซ่าชิง ก็รู้ได้ทันทีว่าเขา เป็นบุตรชายของหนิวตั้น
องค์ประมุขเติบโตมาพร้อมกับหนิวตั้น ยามที่ความสัมพันธ์
ของพวกเขาสนิทสนมกันมากที่สุด กระทั่งกางเกงก็เคยสวมตัว เดียวกันได้ นับได้ว่าเป็นเพื่อนในยามตกทุกข์ได้ยาก
ยามนั้นบุตรชายคนเล็กของหนิวตั้นตกจากหน้าผา เขาเองก็ รู้สึกเศร้ามากเช่นกัน
แม้จะบอกว่ามีชีพต้องเห็นกาย หากตายต้องเห็นศพ แต่ในใจ ของเขาก็ไม่รู้สึกว่าเด็กคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ ที่เห้อเหลียนเป่ยหมิงอ อกตามหาน้องชายมานานหลายปี ดูแล้วเขาทำไปเพราะคำนึงถึง ความรู้สึกฮูหยินผู้เฒ่าเท่านั้น
เป็นเรื่องดีที่บุตรชายของหนิวตั้นไม่ได้ตาย แต่ไม่ทราบด้วย เหตุใด ในใจองค์ประมุขจึงไม่รู้สึกโปรดปรานบุตรชายคนเล็กของ หนิวตั้นนัก
เห็นได้ชัดว่าบุตรชายคนเล็กผู้นี้เหมือนหนิวตั้นมากกว่า แต่ เหตุใด…ตนถึงอยากจัดการเขามากขนาดนี้?
เขาไม่มีความเกลียดชังใดต่อหนิวตั้นนี่!
ตอนแรกเขาก็อยากจัดการกับราชบุตรเขย แต่นั่นเป็นเพราะ ราชบุตรเขยฉกอัญมณีลํ้าค่าในมือของเขาไป แต่อวี๋เซ่าชิงมิได้ทำ เช่นนั้น ความรู้สึกไม่พอใจยามที่มองอีกฝ่ายคืออะไรกัน?
ความรู้สึกแปลกประหลาดเช่นนี้ก็เกิดขึ้นกับอวี๋เซ่าชิงเช่นกัน
เห็นได้ชัดว่ายามที่พบฮ่องเต้แห่งต้าโจวเขาไม่ได้รู้สึกอะไร แต่ เมื่อพบกับองค์ประมุขแห่งหนานจ้าวกลับรู้สึกหงุดหงิดยิ่งนัก
เขายังพินิจอย่างละเอียดถี่ถ้วนว่าเสื้อผ้าของเขาเหมาะสม มากเพียงใด
แปลกยิ่งนัก บุรุษผู้นี้ไม่ใช่พ่อตาของเขา เหตุใดต้องกังวล ขนาดนี้?
ทันใดนั้นบรรยากาศภายในตำหนักจินหลวนก็แปลก ประหลาดขึ้นทุกที องค์ประมุขและอวี๋เซ่าชิงแลกเปลี่ยนสายตา เชือดเฉือน โดนไม่มีใครเอื้อนเอ่ยสิ่งใด
หากมิใช่เพราะแน่ใจว่าฝ่าบาทมีพระทัยรักมั่นต่อฮองเฮา ขันทีหวังก็เกือบคิดว่าฝ่าบาทมีใจหมายมั่นให้สตรี(บุรุษ)วัยกลาง คนผู้งดงามท่านนี้เป็นสนมเสียแล้ว!
“อะแฮ่ม” องค์ประมุขตระหนักถึงความผิดปกติของตนเอง จึงรีบถอนสายตาและถามด้วยท่าทีสง่าผ่าเผย “เจ้าก็คือเห้อเหลี ยนเป่ยอวี้รึ?”
อวี๋เซ่าชิงอยากจะยืดเอวแล้วกล่าวว่า ‘ข้าคืออวี๋เซ่าชิง’ แต่เมื่อ คำพูดนั้นมาถึงริมฝีปาก ก็กลับรู้สึกกระดากอายเล็กน้อย
“พ่ะย่ะค่ะ” เขากล่าว
“เขาเป็นอะไรกับเจ้า?” องค์ประมุขเหลือบมองเยี่ยนจิ่วเฉาที่ อยู่ข้างๆ
ไอ้ลูกเขยตัวเหม็น
อวี๋เซ่าชิงกล่าว “ลูกเขยของกระหม่อม เยี่ยนจิ่วเฉา”
องค์ประมุขตรัสอีกครั้ง “ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเติบโตมาในต้า โจว?”
อวี๋เซ่าชิงตอบ “พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเป็นเด็กที่บิดาบุญธรรมรับ มาจากข้างถนน กระหม่อมก็ไม่รู้ว่าถูกผู้ใดพาไปที่ต้าโจว แต่ อย่างไรก็ตาม กระหม่อมถูกบิดาบุญธรรมพากลับบ้านและเลี้ยงดู มาในหมู่บ้านเล็กๆ”
องค์ประมุขกวาดตามองเขาอย่างครุ่นคิด “อวี๋โหวที่มี คุณูปการในโยวโจวก็ชื่ออวี๋เซ่าชิง”
“เป็นกระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ” อวี๋เซ่าชิงกล่าว
ในที่สุดองค์ประมุขก็อดไม่ได้ที่จะก่นด่าสาปแช่งในใจ เทพ สงครามแห่งหนานจ้าววิ่งไปสร้างบุญคุณให้ชาวต้าโจว นี่มันเรื่อง ห่าเหวอันใดกัน?
เคราะห์ดีที่ทั้งสองประเทศไม่เคยทะเลาะกัน มิฉะนั้นหากพี่ น้องฟาดฟันกันเอง ก็ยังไม่รู้ว่าใครจะเป็นผู้ที่อยู่รอดจนถึงสุดท้าย
องค์ประมุขโบกมือ “เอาละ เจ้ากลับไปได้แล้ว”
อวี๋เซ่าชิงเป็นท่านโหวแห่งต้าโจว บุตรสาวของเขาแต่งงานกับ ซื่อจื่อแห่งเมืองเยี่ยน องค์ประมุขเชื่อว่าเห้อเหลียนเป่ยอวี้ไม่ได้โง่ ถึงกับยกเรื่องที่เพียงสอบถามขุนนางต้าโจวก็รู้จริงเท็จมาหลอก ลวงตนเอง
“เช่นนั้นลูกเขยกระหม่อม…”
“ข้าจะไม่ลงโทษเขา”
“พี่ใหญ่ของกระหม่อม…”
“ไร้ความผิด”
“บ้านภรรยากระหม่อม…”
“อย่ากำเริบให้มากนัก!”
อวี๋เซ่าชิงหุบปากลงด้วยความแค้นใจ
ก็ได้
กลับก็กลับ
องค์ประมุขกดคิ้วที่เหนื่อยล้า พลันถอนหายใจให้เยี่ยนจิ่วเฉา ที่อยู่ด้านข้าง “เจ้าก็ลงไปเถิด ความผิดของเจ้าถูกยกเว้น แต่ความ ผิดของบิดาเจ้าไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ข้าต้องการตรวจสอบเรื่องนี้ อย่างละเอียด เพื่อหาคำอธิบายแก่เจ้าและราษฎรใต้หล้า ส่วนวิธี ลงโทษเขา ข้าจะตัดสินใจเอง แต่ไม่ว่าข้าจะตัดสินใจอย่างไร หวัง ว่าเจ้าจะเข้าใจ เจ้าก็คือเจ้า บิดาของเจ้าก็คือบิดาของเจ้า”
อย่าได้เกลียดหนานจ้าว เพียงเพราะข้าฆ่าพ่อเจ้า อย่างไรเสีย เจ้าก็เป็นเขยของสกุลเห้อเหลียน
เยี่ยนจิ่วเฉาไม่ได้ตอบว่าได้หรือไม่ เขาเดินจากไปโดยไม่หัน กลับมา
ด้วยท่าทีไม่รู้ร้อนรู้หนาวของเขา องค์ประมุขไม่ทราบว่าเพราะ เขาเข้าใจเรื่องความชอบธรรมดี หรือเพราะเขาไม่ได้สนใจใยดี
ราชบุตรเขยกันแน่
เมื่อนึกถึงสิ่งที่บรรดาทูตที่เดินทางกลับมากล่าวถึงเยี่ยนจิ่ว เฉา ก็รู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้พูดเกินจริง เจ้าคนสติฟั่นเฟือนผู้นี้ เป็น เจ้าบ้าที่ทำให้คนเป็นบ้าได้จริงๆ
หลังจากใช้เวลากับเจ้าบ้าเพียงไม่นาน องค์ประมุขก็รู้สึกว่า จิตใจของตนเองดูผิดปกติไปเล็กน้อย…
เขานั่งลงรวบรวมความคิด มองไปที่ประมุขหญิงที่ตกตะลึงกับ ฉากนี้จนพูดไม่ออก “กลับไปที่จวนของเจ้า! หากไม่มีคำสั่งจากข้า เจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากจวนเพียงก้าวเดียว!”
ประมุขหญิงหน้าซีดขาว “เสด็จพ่อ…”
องค์ประมุขตรัสอย่างโกรธเกรี้ยวว่า “เจ้าไม่ต้องไปว่าราชการ ชั่วคราว ข้าจะหาคนมารับหน้าที่แทนเจ้า ช่วงนี้เจ้าจงไปสำนึก ความผิดอยู่ในจวนเสีย! เป็นถึงตี้จีแห่งหนานจ้าว สิ่งที่เจ้าทำคู่ควร กับการเป็นประมุขหญิงหรือไม่!”
นางทำให้เสด็จพ่อผิดหวัง
แม้จะเอาแต่ใจมานาน นางก็ไม่เคยทำให้เสด็จพ่อต้องผิดหวัง
ครานั้นนางยังเด็กไม่รู้ประสา แต่ตอนนี้นางเป็นถึงขุนนาง เป็นผู้ปกครอง เป็นภรรยา และเป็นแม่คน นางไม่มีสิทธิ์ที่จะ เอาแต่ใจอีกต่อไป
นางย่อกายก้มหัว “ลูก…ขอทูลลา”
…
ด้านนอกวัง อิ่งสือซันกับอิ่งลิ่วรออยู่นานแล้ว อวี๋เซ่าชิงที่มา ทีหลังก็ขึ้นรถม้ากลับจวนไปแล้ว เหตุใดคุณชายของพวกเขาถึงอยู่ ที่นั่นนานขนาดนี้?
ขณะที่ทั้งสองเกือบจะทนไม่ไหว หมายจะเข้าวังไปสอบสวน เหตุการณ์ เยี่ยนจิ่วเฉาก็ดันรถเข็นที่มีเห้อเหลียนเป่ยหมิงนั่งออก มาได้โดยปลอดภัย
“คุณชาย ท่านแม่ทัพใหญ่” ทั้งสองเดินเข้ามาคำนับข้างหน้า
อิ่งสือซันรับรถเข็นต่อจากเยี่ยนจิ่วเฉา
อวี๋กังรีบมุ่งหน้าเข้ามา “ให้ข้าทำเอง”
อิ่งสือซันส่งรถเข็นให้เขา
“ท่านแม่ทัพใหญ่ คุณชายใหญ่ พวกท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่?” อวี๋กังถามอย่างเป็นห่วง
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าว “ไม่เป็นไร ขึ้นรถม้าเถิด”
“อื้ม!” อวี๋กังเข็นเห้อเหลียนเป่ยหมิงขึ้นไปบนรถม้า
เยี่ยนจิ่วเฉาก็ขึ้นรถม้าของตนเองเช่นกัน
รถม้าสองคันขับตามกันไปยังจวนเห้อเหลียน
อิ่งสือซันนั่งบังคับรถม้าอยู่ด้านนอก
ไข่ดำลิ่วที่สาบานว่าจะเปลี่ยนกลับไปเป็นนํ้าเต้าหู้ลิ่ว บากหน้า เข้าไปนั่งอยู่ในรถม้า
อิ่งลิ่วมองคุณชาย เมื่อเห็นว่าเขาอารมณ์ดี จึงคิดจะพูดคุยกับ เขา “จริงสิ คุณชาย พวกเรายังไม่ได้ทำอะไร ท่านแม่ทัพใหญ่ก็ ออกมาได้อย่างปลอดภัย เป็นเพราะท่านคาดเดาบางอย่างไว้แต่ แรกแล้วใช่หรือไม่?”
“เหตุผลที่ข้าอยู่ที่จวนเห้อเหลียนสมเหตุสมผล หากเห้อเหลี ยนเป่ยหมิงจะแก้ตัวก็ย่อมได้ ทว่าเขากลับไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ ยอมให้ถูกส่งตัวเข้าห้องขัง…ต้องมีคนที่ทำให้เขาไม่ต้องการพูด เรื่องนี้เป็นแน่”
“หือ?” อิ่งลิ่วไม่เข้าใจ
อิ่งสือซันขับไปพลางเอ่ยไปพลาง “เพราะหากพูดไป แผนของ ท่านอ๋องก็จะดำเนินต่อไปอีกไม่ได้”
หากเห้อเหลียนเป่ยหมิงเปิดเผยตัวตนของคุณชายกับพระชา ยาซื่อจื่อเสียก่อน คุณชายและสกุลเห้อเหลียนจะกลายเป็นผู้ บริสุทธิ์ ทว่าจวนประมุขหญิงก็จะไม่ถูกลากลงไปในนํ้าด้วย
“ท่านอ๋อง? ท่านอ๋องที่ใด? เยี่ยน…เยี่ยนอ๋องหรือ?” อิ่งลิ่วยิ่ง สับสน
อิ่งสือซันส่ายหัว เจ้าทึ่มนี่ ยังจะมีผู้ใดได้อีกนอกจากเยี่ยนอ๋ อง?
หากจะบอกว่าอิ่งสือซันเดาออกได้อย่างไร ต้องเริ่มตั้งแต่นาที แรกที่ตัวตนของราชบุตรเขยถูกเปิดเผย มีคนที่รู้ว่าเขาคือเยี่ยนอ๋ องไม่มากนัก จวนประมุขหญิงไม่มีทางเปิดโปงเขา คุณชายยิ่งไม่มี
ทางทำเช่นนั้น นอกเสียจากตัวเขาเอง
เขาเดาว่า ราชบุตรเขยได้คำนวณไว้อยู่ก่อนแล้ว ว่าจวน ประมุขหญิงจะรายงานเกี่ยวกับตัวตนของคุณชาย เขาจึงส่ง จดหมายบอกเห้อเหลียนเป่ยหมิง ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นให้เขา ปิดปากเงียบ
ส่วนวิธีที่จะทำให้เห้อเหลียนเป่ยหมิงเชื่อใจเขาก็ขึ้นอยู่ที่ความ สามารถของเขาแล้ว
หากเจ้ากล้าแตะต้องบุตรชายข้า ข้าก็จะจัดการกับสามีเจ้า แม้ว่าสามีผู้นั้นจะเป็นตัวของเขาเองก็ตาม
อิ่งสือซันทอดถอนใจ “เยี่ยนอ๋องทำเช่นนี้เพื่อคุณชายด้วยใจ ของท่านจริงๆ”
…
ประมุขหญิงกลับไปที่จวนด้วยความโกรธแค้น
หนานกงหลีเห็นว่ามีเพียงนางที่ลงมาจากรถม้า จึงรีบเอ่ยถาม “ท่านแม่ ท่านพ่อเล่า? มิได้กลับมากับท่านหรือ?”
ประมุขหญิงกล่าวอย่างหดหู่ “ไม่ต้องพูดแล้ว เขาถูกกักตัวไว้ ในวัง”
“เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร?” หนานกงหลีประหลาดใจ
ประมุขหญิงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในตำหนักจินหลวนทั้งหมดให้ บุตรชายฟัง
หนานกงหลีตะลึง “หากเป็นเช่นนี้ นอกจากเยี่ยนจิ่วเฉาที่ไม่ใช่ ตัวจริง นอกนั้น…นอกนั้นเป็นคนของสกุลเห้อเหลียนจริงๆ เช่น นั้นหรือ?”
นี่มันน่าตกใจเกินไปหรือไม่?
ต่อให้เป็นเทพเซียนก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่าพวกเขามีสายเลือด ของสกุลเห้อเหลียนอยู่จริงๆ
เยี่ยนจิ่วเฉาเป็นคุณชายใหญ่ตัวปลอม ภรรยาของเขาก็จำ ต้องไม่ใช่ตัวจริงเช่นกัน ที่เรียกว่าคู่สามีภรรยาบ้านรองก็เป็นของ ปลอมที่สร้างขึ้นมาเพื่อหลอกลวงเท่านั้น แต่ใครจะคาดคิดละว่า สามอย่างนี้…จะเป็นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ! ! !
คำนวณเยี่ยนจิ่วเฉาถูก คำนวณตี้จีองค์โตถูก แต่กลับคำ นวณอวี๋เซ่าชิงผิดไป!
เขากลับเป็นบุตรชายคนรองจากภรรยาเอกของสกุลเห้อเหลี ยนจริงๆ! ! !
คนผู้นี้…จะโชคดีเกินไปแล้วไหม?!
หนานกงหลี ไม่อาจหายใจได้อย่างราบรื่น
ประมุขหญิงไม่มีเวลาปลอบโยน นางกัดฟันกล่าว “…บอกว่า เป็นคนจากเมืองชิงเหออันใด? นี่คงกลัวว่าจะมีคนปองร้าย ครอบครัวของพวกเขามากกว่ากระมัง? แต่ก็ซุกซ่อนไว้ได้มิดชิดดี ยิ่งนัก!”
แน่นอน ตอนนี้พวกเขาไม่กลัวอีกแล้ว เพราะประมุขหญิงแย่ง ชิงบิดาของเยี่ยนจิ่วเฉาไป ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องบาดหมางกับเยี่ยนจิ่ว เฉาและบ้านพ่อตาของเขา หากมีอะไรเกิดขึ้นกับสกุลอวี๋ จวน ประมุขหญิงย่อมเป็นฝ่ายแรกที่ถูกสงสัย!
ทว่านี่ยังมิใช่เรื่องน่าปวดหัวที่สุดสำหรับประมุขหญิง
“เจ้าบอกข้าว่าพระชายาซื่อจื่อเป็นบุตรสาวของตี้จีองค์โต แต่ เดิมข้าก็คิดว่าไม่เป็นอะไร องค์ประมุขเกลียดตี้จีองค์โต ยิ่งนัก เขา ก็คงจะเกลียดบุตรสาวของนางด้วยเช่นกัน เยี่ยนจิ่วเฉาเป็นเชื้อ พระวงศ์ของต้าโจว นํ้าไกลยากจะดับไฟใกล้ สองแม่ลูกตี้จีองค์โต ไม่มีสิ่งใดให้ต้องกลัวเลย แต่ยามนี้ ตี้จีองค์โตไปเป็นสะใภ้ของสกุล เห้อเหลียน…ที่แย่ไปกว่านั้น เห้อเหลียนเป่ยหมิงพิการ สามีของ นางก็จะเป็นผู้สืบทอดสกุลเห้อเหลียนคนถัดไป!
บทที่ 277.2 เจียงน้อยจอมเจ้าเล่ห์ออกโรง จบ
สิ้น (2)
หากรู้เช่นนี้แต่แรก ข้าจะทำลายวรยุทธ์ทั้งหมดของเห้อเหลี ยนเป่ยหมิงไปเพื่อสิ่งใด? ปล่อยให้เขาเป็นผู้นำตระกูลต่อไปไม่ดี กว่าหรือ? อย่างน้อยเขากับตี้จีองค์โตก็ยังแยกกัน และอย่างน้อยก็ ยังมีนางถานกับเห้อเหลียนเซิงที่สามารถหยิกเขาได้!
ยามนี้…ถึงจะให้มาหยิกเขาก็ไม่ทันแล้ว…ผู้นำตระกูลได้ เปลี่ยนคนแล้ว!”
นางพยายามทุกวิถีทางเพื่อดึงสกุลเห้อเหลียนมาเป็นพวก แต่ พวกเขากลับตกอยู่ในมือของสองแม่ลูกที่ไม่ได้ลงแรงแต่อย่างใด ไปอย่างง่ายดาย
เรื่องนี้จะให้นางทนได้อย่างไร? ให้ทนได้อย่างไรกัน? !
“ท่านแม่โปรดระงับโทสะ” หนานกงหลีเกลี้ยกล่อม
ทรวงอกของประมุขหญิงเคลื่อนไหวขึ้นลงอย่างรวดเร็วตาม จังหวะหายใจ “เจ้าจะไม่ให้ข้ามีนํ้าโหได้อย่างไร? หากเป็นเมื่อก่อน ข้าก็คงไม่กลัว แต่ยามนี้เกิดเรื่องท่านพ่อของเจ้า ท่านตาเจ้าผิด หวังกับข้ามาก ไม่มีผู้ใดรับประกันได้ว่าเขาจะไม่โกรธเคืองจนกลับ ใจไปคิดถึงบุตรสาวคนโตที่จากไป ยามนั้นด้วยการสนับสนุนจาก สกุลเห้อเหลียน เจ้าคิดว่านางยังอยู่ห่างจากตำแหน่งนั้นสัก
เท่าใด?”
หนานกงหลีกล่าวต่อ “แม้ท่านตาจะโกรธแต่ก็มิได้ยึด ตำแหน่งประมุขหญิงของท่านไป แสดงให้เห็นว่าในใจของท่านตา มีเพียงท่านแม่ที่สำคัญที่สุด”
ประมุขหญิงเอ่ยอย่างเย็นชา “เจ้ายังไม่รู้ ท่านตาของเจ้าสั่งไม่ ให้ข้าออกไปที่ใดและจำกัดอำนาจของข้า ยามนี้ข้าเป็นเพียง ประมุขหญิงเพียงในนามเท่านั้น”
หนานกงหลีคลี่ยิ้มจางๆ “แล้วอย่างไรเล่า? หากกล่าวอย่างไม่ สุภาพ สักวันหนึ่งท่านตาก็ต้องล่วงลับไป ถึงเวลานั้นขอเพียงท่าน แม่ยังเป็นประมุขหญิงแห่งหนานจ้าว อย่างไรเสียก็ต้องถูกกำหนด ให้นั่งบัลลังก์มังกรอย่างชอบธรรม อำนาจที่สูญเสียไป รอให้ท่า นครองบัลลังก์แล้วค่อยๆ นำมันกลับคืนมาก็ย่อมได้”
ประมุขหญิงพยักหน้าอย่างครุ่นคิด “เจ้ากล่าวเช่นนี้ก็ดูสม เหตุสมผล”
หนานกงหลีกล่าว “ดังนั้นยามนี้ท่านแม่ไม่จำเป็นต้องทำสิ่งใด เพียงแค่รักษาตำแหน่งประมุขหญิงไว้ให้มั่นคงก็พอ”
ประมุขหญิงคิดแล้วก็โกรธ “ถ้าตี้จีองค์โตมิได้ร่วมมือกับสกุล เห้อเหลียน ไหนเลยข้าต้องระแวดระวังถึงเพียงนี้? แม้ข้าจะแทง ทะลุฟ้าแล้วอย่างไร? ท่านตาของเจ้าก็ยังเลือกไม่มอบอาณาจักร ให้กับข้าได้มิใช่รึ?”
หนานกงหลีคลี่ยิ้มกล่าว “เพราะเหตุนี้ท่านแม่ถึงต้องใจเย็น
เข้าไว้ ท่านเป็นบุตรจากภรรยาเอกที่เกิดในวังหลวง ท่านเป็นสาย เลือดดั้งเดิม อย่างไรท่านยายก็ต้องร้องขอความเมตตาให้ท่านเป็น แน่”
เมื่อนึกถึงเสด็จแม่ฮองเฮา นางพลันรู้สึกมั่นใจจากก้นบึ้งของ หัวใจ “ข้าออกไปจากจวนไม่ได้ อีกประเดี๋ยวเจ้าเข้าวังไปพบท่าน ยายของเจ้าแทนข้าสักหน่อย”
หนานกงหลีพยักหน้า “ลูกเข้าใจดี ท่านแม่รอฟังข่าวดีจากลูก อยู่ที่นี่เถิด ส่วนเรื่องท่านพ่อ ลูกก็จะพยายามเกลี้ยกล่อมท่านยาย ขอเพียงนางเอ่ยปาก ท่านตาต้องยอมอ่อมข้อเป็นแน่”
ถูกต้อง คนที่องค์ประมุขทรงรักใคร่มากที่สุดมานานหลายปี คือฮองเฮา แรกเริ่มเดิมทีทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่หลัง จากเกิดเหตุการณ์พระสนมอวิ๋นเฟย องค์ประมุขก็ทรงรู้สึกละอาย ใจ ทรงปฏิบัติต่อฮองเฮาดีกว่าเมื่อก่อน หากฮองเฮาออกหน้า ย่อม ไม่มีเรื่องใดที่จบลงไม่ดี
“หลีเอ๋อร์”
หนานกงหลีกำลังจะออกไป แต่ประมุขหญิงก็เรียกรั้งเขาไว้ อย่างกะทันหัน
หนานกงหลีหันไปมองนาง “ท่านแม่ยังมีเรื่องอันใดหรือ?”
ประมุขหญิงชะงัก คิ้วขมวดเข้าหากัน “เจ้าคิดว่าเรื่องนี้มีผู้ บงการเบื้องหลังหรือไม่?”
“ท่านแม่กำลังเอ่ยถึงเรื่องเปิดเผยตัวตนของเยี่ยนจิ่วเฉาและ
ท่านพ่อหรือ?”
“ใช่”
หนานกงหลีกล่าวนํ้าเสียงเย็นชา “ต้องเป็นเยี่ยนจิ่วเฉาอยู่ แล้ว นอกจากเขาแล้ว ยังมีผู้ใดที่รู้ประวัติชีวิตของท่านพ่ออีก? จิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต เพื่อเอาตัวรอดแล้ว เขาไม่ลังเลแม้กระทั่ง ผลักบิดาผู้ให้กำเนิดลงกองเพลิง”
ประมุขหญิงก้าวไปข้างหน้าและลูบสัมผัสใบหน้าของบุตรชาย “ดังนั้นหลีเอ๋อร์ของแม่ถึงเป็นลูกที่กตัญญูที่สุดในโลก”
หนานกงหลีคลี่ยิ้มเล็กน้อย “ลูกจะกตัญญูต่อท่านพ่อและ ท่านแม่”
เรื่องใหญ่หลวงเช่นนี้ หนานกงหลีไม่กล้ารีรอ รีบมุ่งหน้าไปเข้า เฝ้าฮองเฮาที่วังหลวง
เรื่องของราชบุตรเขยสร้างความโกลาหลไปทั่ว ฮองเฮาผู้อยู่ ลึกเข้าไปในวังหลวงก็จำต้องได้ฟังเรื่องนี้ไปด้วย เพียงแต่ไม่คาด คิดว่ามันจะเป็นเรื่องจริง บุตรสาวของนางกับเยี่ยนอ๋องแห่งต้าโจว มีสัมพันธ์กัน
ฮองเฮากริ้วจนเจ็บปวดพระทัย
แต่นั่นเป็นบุตรสาวที่รักของนาง ยังมีหนทางใดอีก?
อย่างไรก็ไม่อาจให้คนมองนางเป็นกระโถนท้องพระโรง และ ยิ่งไม่อาจยอมให้นางเป็นม่ายตั้งแต่อายุยังน้อย
ฮองเฮาทอดถอนใจอย่างหมดหนทาง “ข้าเข้าใจแล้ว รอท่าน ตาของเจ้ากลับมา ข้าจะบอกเขาว่าอย่าได้โกรธเยี่ยนเอ๋อร์มากนัก และอย่าทำให้ครอบครัวของพวกเจ้าต้องอับอาย ครอบครัว เดียวกัน จงดีต่อกันไว้”
เพียงฮองเฮารับปาก หนานกงหลีก็รู้สึกโล่งใจ
เวลานี้ พวกเขาเพียงต้องรอให้ความกริ้วขององค์ประมุขสงบ ลงอยู่ในจวนเท่านั้นก็พอ
สิ่งที่สวรรค์ไม่เป็นใจคือเมื่อหนานกงหลีกำลังจะกลับไปที่จวน เพื่อรายงานข่าวดีต่อประมุขหญิง คุกหลวงก็ส่งข่าวร้ายมาบอก… ราชบุตรเขยกระอักเลือด
ประมุขหญิงที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องลุกขึ้นจ้องมอง หัวหน้าองครักษ์โม่ซังที่เดินเข้ามารายงานด้วยดวงตาวูบไหว “เจ้า ว่าอย่างไรนะ? เกิดอันใดขึ้นกับราชบุตรเขย?”
โม่ซังมีสหายที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในคุกหลวง หลังจากราชบุตร เขยถูกจับเข้าคุกหลวง เขาก็ใช้ความสัมพันธ์แจ้งให้สหายส่งข่าว มาบอกทันทีที่มีเรื่องใดเกิดขึ้น
โม่ซังกล่าว “ราชบุตรเขย…ราชบุตรเขยกระอักเลือดพ่ะย่ะ ค่ะ”
ประมุขหญิงกำมือแน่น “อยู่ดีๆ เหตุใดถึงกระอักเลือดได้? พวกเขาลงโทษทรมานราชบุตรเขยหรือ?”
“เอ่อ…”
เดิมทีก็ตั้งใจจะลงโทษ ทว่าก่อนที่จะเริ่ม เขากลับอาเจียนเป็น เลือดจนผู้คุมตกใจไม่กล้าทำ
องค์ประมุขอนุญาตให้พวกเขาลงโทษซ้อมเท่านั้น แต่ไม่ให้ พวกเขาฆ่าจนตาย
ประมุขหญิงโยนหนังสือที่อ่านไปครึ่งหนึ่งลง และเอ่ยด้วย สีหน้าเย็นชา “เตรียมรถม้า ข้าจะเข้าวัง!”
โม่ซังตกใจ “ฝ่าบาท ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ!”
ประมุขสั่งห้ามไม่ให้ประมุขหญิงออกจากจวน การก้าวออกไป เพียงหนึ่งก้าวก็นับเป็นการละเมิดคำสั่งขององค์ประมุข!
ประมุขหญิงเอ่ยด้วยความโกรธเกรี้ยว “ได้ไม่ได้อันใด? สั่งให้ เจ้าไป เจ้าก็ไปสิ!”
“…พ่ะย่ะค่ะ!” โม่ซังจำใจออกไปเตรียมรถม้า
เขาเรียกทหารยามผู้หนึ่ง “รีบไปแจ้งองค์ชายว่าฝ่าบาทจะ ออกจากจวนไปพบราชบุตรเขย”
ตอนนี้มีเพียงองค์ชายเท่านั้นที่สามารถหยุดยั้งประมุขหญิงได้
ทหารยามรีบเร่งออกเดินทาง
ประมุขหญิงขึ้นบนรถม้าที่กำลังจะออกจากจวน
องค์ประมุขห้ามประมุขหญิงออกไปไหน แต่ไม่ได้กักบริเวณ ดังนั้นจึงไม่มีทหารรักษาพระองค์มาคุ้มกัน ประมุขหญิงเปลี่ยน เป็นรถม้าขนาดเล็กและออกเดินทางไปอย่างราบรื่น
หากจะกล่าวให้ดี ประมุขหญิงไม่ใช่คนที่ทำการใดไม่คิดหน้า คิดหลัง ยกเว้นเรื่องที่เกี่ยวกับราชบุตรเขย
ราชบุตรเขยคือจุดอ่อนของนาง ขอเพียงนางได้พบกับบุรุษผู้นี้ นางก็จะไม่ต่างอะไรจากสตรีที่มีสามีทั่วไป
ว่ากันว่านารีเป็นเหตุของปัญหา แต่โม่ซังรู้สึกว่าราชบุตรเขยก็ เป็นหายนะเช่นกัน
เขาเพียงภาวนาให้องค์ชายได้รับข่าวโดยเร็วที่สุด และหยุด ประมุขหญิงก่อนที่จะเข้าวัง มิฉะนั้นหากองค์ประมุขทราบ ผลที่ ตามมาจะเลวร้ายอย่างไม่อาจคาดคิด
ทหารยามไม่ทำให้โม่ซังผิดหวังและหยุดองค์ชายที่ประตูวังได้ ทันเวลา
หนานกงหลีจึงไม่ไปไหน ‘เฝ้าต้นไม้รอกระต่าย’ อยู่ที่หน้าประตู วังแต่โดยดี
อย่างไรก็ตามไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับโม่ ซัง
ยามนี้ชั่วโมงอาหารคํ่าที่บนท้องถนนด้านหลังแออัดที่สุด โม่ ซังจงใจเดินไปรอบๆ ตรอกซอยต่างๆ เพื่อถ่วงเวลา เมื่อเดินไป เรื่อยๆ ก็เข้าไปใกล้กับจวนเห้อเหลียน
วันนี้เป็นอีกวันที่ไข่ดำอยากกินขนมหวาน
ไข่ดำทั้งสามหายจากอาการไข้แล้ว รู้สึกสดชื่น
กระปรี้กระเปร่า!
บุรุษในครอบครัวทั้งหมดถูกจับเข้าวัง อวี๋หวั่นกังวลว่าฮูหยินผู้ เฒ่าที่อยู่ในจวนจะสงสัย จึงเกลี้ยกล่อมให้นางออกไปซื้อของต่างๆ
ไข่ดำทั้งสามสวมเสื้อผ้าสีสันสดใส มีดอกไม้สีแดงขนาดใหญ่ บนศีรษะและริมฝีปากสีแดงเพลิง พวกเขาเดินอยู่ข้างเจียงน้อย จอมเจ้าเล่ห์!
ในเวลานี้รถม้าของจวนประมุขหญิงได้เลี้ยวเข้ามาในซอย
รถม้าเคลื่อนไปอย่างเร่งรีบและเกือบจะชนโม่ซัง สารถีดึง บังเหียนบังคับให้รถม้าหยุด
การหยุดที่ฉับพลันทันที ทำให้ประมุขหญิงพุ่งออกไป ศีรษะชน เข้ากับแผงประตูดังปัง
เดิมที่ก็โกรธอยู่ก่อนแล้ว เมื่อหัวกระแทกอีกครั้ง ประมุขหญิง ก็ระเบิดโทสะกระชากผ้าม่านรถม้าจนเปิดออก!
นางหมายจะก่นด่าโม่ซัง แต่ทันใดนั้นก็เห็นผู้ใหญ่หนึ่งคนและ เด็กสามคนกำลังเดินมาจากข้างหน้า
ตี้จีองค์โต?
นางขมวดคิ้ว
สตรีมองสตรีล้วนเป็นเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอก วันเวลา ปรานีต่อสตรีผู้นี้ยิ่งนัก แม้ผ่านไปนานสิบกว่าปี นางก็ยังไม่มีร่อง รอยของความแก่ชรา และยังคงงดงามอย่างไม่อาจละสายตา
เหมือนเดิม
ความริษยาที่ไม่อาจบรรยายได้เกิดขึ้นในใจของประมุขหญิง
นางมองดูเด็กทั้งสามที่เดินข้างตี้จีองค์โตอีกครั้ง นั่นไม่ใช่ เยี่ยนจิ่วเฉาตัวน้อยสามคนหรอกหรือ?
แม้จะรู้ว่าเป็นเช่นนั้น แต่เมื่อได้เห็นกลับยังเกิดความรู้สึกที่ ยากจะเชื่อ
สองคนที่นางเกลียดชังมากที่สุด กลับกลายเป็นคนครอบครัว เดียวกัน
กาเข้าฝูงกา หงส์เข้าฝูงหงส์ พวกสวะ ก็ต้องคู่ควรกับพวกสวะ เท่านั้น!
นางจ้องมองนางเจียง ทว่านางเจียงกลับไม่แม้แต่จะมองนาง และเดินผ่านรถไปพร้อมกับไข่ดำตัวน้อยทั้งสามราวกับรอบด้าน ไม่มีใคร
เมื่อเดินผ่านไป ประมุขหญิงพลันเอ่ยเย้ยหยัน “ไก่ก็คือไก่ แม้ บินเกาะกิ่งสูงได้ก็ไม่อาจกลายเป็นหงส์ คิดว่าให้กำเนิดลูกเจี๊ยบ สองสามตัว ก็จะถือว่าตนเป็นหงส์อย่างนั้นรึ?”
“พวกเรา ไปต่อ” ประมุขหญิงลดม่านลง
ทันใดนั้น มือเปล่าอันนุ่มนิ่มไร้กระดูกก็พุ่งเข้ามาจากม่านรถ ม้า คว้าชายกระโปรงของประมุขหญิง แล้วกระชากลงมาพร้อมกับ ผนังของรถม้า!
ประมุขหญิงตื่นตะลึง!
ยังไม่ทันตระหนักว่าเกิดสิ่งใดขึ้น ร่างกายของนางก็ถูกมือ บอบบางนั้นฟาดลงกับพื้นอย่างรุนแรง!
กระดูกของนางแทบหัก!
นางหมายจะต้านทานความเจ็บปวด ฝืนกายลุกขึ้นนั่ง ทว่า รองเท้าปักข้างหนึ่งก็เหยียบลงบนอกของนาง และเหยียบลงกับ พื้นอย่างไร้ความปรานี!
“ผู้ใดเป็นลูกเจี๊ยบ?” เจ้าของรองเท้าปักลายกล่าวพลางมอง นางอย่างไม่วางตา
เป๊าะ!
กระดูกซี่โครงหัก
ประมุขหญิงเจ็บปวดแสนสาหัสจนสมองว่างเปล่าคิดสิ่งใดไม่ ออก
โม่…ซัง…
ช่วยด้วย—-
“ข้าถามเจ้า ผู้ใดเป็นลูกเจี๊ยบ?”
เป๊าะ!
กระดูกซี่โครงหักลงอีกซี่
ประมุขหญิงอยากร้องไห้ มารดามัน! เจ็บเพียงนี้! จะให้นาง
เอ่ยอย่างไร! ! !