หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 279 ไข่ดำน้อยผู้น่ารัก
ความโปรดปรานขององค์ประมุข
อย่างไรก็ตาม หนานกงหลีเดินเตร็ดเตร่ไปรอบประตูวัง ตั้งแต่ ได้ข่าวว่าประมุขหญิงจะเข้าวังเยี่ยมราชบุตรเขย เขารอจนกระทั่ง อาทิตย์ตก ก็ยังไม่เห็นประมุขหญิง
หรือที่จวนเกิดเรื่องทำให้ล่าช้า?
หนานกงหลีเรียกองครักษ์นายหนึ่งและสั่งให้เขากลับไปที่จวน ประมุขหญิง
องครักษ์กลับมาอย่างรวดเร็ว “ทูลองค์ชาย ประมุขหญิงได้ ออกเดินทางไปเมื่อหนึ่งชั่วยามก่อนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“หนึ่งชั่วยามก่อน? เจ้าแน่ใจหรือ?” หนานกงหลีขมวดคิ้ว
องครักษ์พยักหน้า “กระหม่อมยืนยันกับพ่อบ้านซํ้าแล้วซํ้าเล่า ประมุขหญิงขึ้นรถม้าของคนรับใช้ออกจากจวน มีเพียงหัวหน้า องครักษ์โม่ซังที่อยู่ข้างกาย”
ประมุขหญิงถูกองค์ประมุขสั่งห้ามออกนอกบริเวณ ไม่ สามารถออกไปได้อย่างโจ่งแจ้ง ดังนั้นยิ่งดูราบเรียบมากเพียงใดก็ ยิ่งดี
แต่ผ่านไปหนึ่งชั่วยามแล้ว เหตุใดนานเพียงนี้ยังไม่เห็นแม้แต่ เงาคน?
หรือ…จะเกิดเรื่องใดขึ้นระหว่างทาง?
หนานกงหลีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เจ้าจงพาคนสองสามคนไป ตามหา อย่ากระโตกกระตาก ให้สืบดูอย่างลับๆ”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
องครักษ์พาสหายสามคนเดินไปยังทิศทางของจวนประมุข หญิง
พวกเขาเป็นชาวเมืองจิงเฉิงพื้นเมือง ล้วนรู้เส้นทางที่ผ่าน จากจวนประมุขหญิงไปยังวังหลวง
อย่างไรก็ตาม พวกเขาค้นหาตามสถานที่ที่ประมุขหญิงอาจ เดินทางผ่านมาและก็ยังไม่พบร่องรอยใดๆ
แปลกยิ่งนัก หากไม่ได้อยู่ที่จวนหรือบนถนน จะไปที่ใดได้?
ความวิตกกังวลภายในใจของหนานกงหลีเพิ่มระดับมากขึ้น เรื่อยๆ
ท่านแม่ให้ความสำคัญกับท่านพ่อมากที่สุด ท่านพ่ออาเจียน เป็นเลือดในคุก ท่านแม่ย่อมรีบมาให้เร็วที่สุด หนานกงหลีคิดไม่ ออกว่าสิ่งใดทำให้ท่านแม่ของเขาล่าช้า
“องค์ชาย! องค์ชาย!”
องครักษ์รีบร้อนไปกระซิบข้างหูเขาสองสามคำ
หนานกงหลีขมวดคิ้วด้วยความสงสัย สายตาฉายแววเย็น เยียบ “ข่าวถูกต้องหรือไม่?”
“เพื่อนร่วมหมู่บ้านของข้าน้อยทำงานเป็นผู้คุมที่ศาลาว่าการ ต้าหลี่ สิ่งที่เขาพูดจะไม่มีทางเป็นเท็จ เพียงแต่ไม่รู้ว่าคนผู้นั้นเป็น คนบ้า…หรือ…ประมุขหญิงจริงๆ…” ในตอนท้ายของประโยค นํ้า เสียงขององครักษ์ค่อยๆ แผ่วลง
เขาคิดในใจว่าตนเองพูดผิดไป จะเปรียบเทียบประมุขหญิงกับ คนบ้าได้อย่างไร? ประมุขหญิงคือประมุขหญิง และคนบ้าก็คือคน บ้า คนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน เหตุใดถึงนำมาเปรียบเทียบกันได้?
โชคดีที่หนานกงหลีกำลังหาประมุขหญิงในขณะนี้ จึงไม่ได้จับ ความคลุมเครือในคำพูดของเขา
กล่าวตามตรง หนานกงหลีไม่คิดว่าผู้หญิงบ้าที่ถูกจับไปศาลา ว่าการต้าหลี่จะเป็นท่านแม่ของเขา ต้าหลี่ซื่อชิง เป็นขุนนางที่ใกล้ ชิดท่านแม่ของเขา เขาจะจำนางไม่ได้ได้อย่างไร?
แต่มีคนแอบอ้างว่าท่านแม่ของเขาถูกขังคุก ทำให้เสื่อมเสีย ชื่อเสียง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาต้องสอบสวนเรื่องนี้
เขาให้องครักษ์สองคนรอประมุขหญิงอยู่ที่หน้าประตูวัง “… หากแม่ข้ามา พวกเจ้าต้องหยุดนางไว้แม้จะเสี่ยงต่อความผิด ก็ตาม”
“…พ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์ทั้งสองฝืนใจตอบ
หนานกงหลีนั่งรถม้าไปที่ศาลาว่าการต้าหลี่
ต้าหลี่ซื่อชิงทราบข่าวการมาขององค์ชายน้อยจากจวนประมุข หญิงก็รีบละทิ้งหน้าที่ ไปต้อนรับที่โถงใหญ่ด้วยความเคารพ
“กระหม่อมคารวะองค์ชาย” ต้าหลี่ซื่อชิงก้มหัวคำนับ
หนานกงหลีขมวดคิ้วเล็กน้อย “ไม่ต้องมากพิธี ข้าได้ยินมาว่า ศาลาว่าการต้าหลี่ได้จับกุมนักโทษที่อ้างว่าเป็นประมุขหญิง”
ต้าหลี่ซื่อชิงกล่าว “อา มีคนเช่นนั้นจริง เมื่อเข้ามาก็บอกว่า ตนเองเป็นประมุขหญิง และบอกว่าหากเรากล้าแตะต้องผมของ นางสักเส้นจะกุดหัวให้หมด เป็นคนบ้าจริงๆ!”
หนานกงหลีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “คนผู้นั้นอยู่ที่ใด? พาข้าไปดู”
ต้าหลี่ซื่อชิงยกมือคำนับ “มิกล้าให้พระเนตรพระองค์ทรงแปด เปื้อน กระหม่อมจะให้คนไปสอบถามมาว่าผู้ใดบงการนางมา ยาม แรกลอบสังหารองค์ประมุข จากนั้นก็แอบอ้างตนเป็นประมุข หญิง”
“ลอบสังหารองค์ประมุข?” หนานกงหลีขมวดคิ้ว
ต้าหลี่ซื่อชิงกล่าวอย่างขุ่นเคือง “ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ เป็นคดีที่ ขันทีหวังแจ้ง นางไม่เพียงแต่ลอบสังหารองค์ประมุข ทว่ายังทำ ร้ายฮูหยินและคุณชายน้อยของสกุลเห้อเหลียน ฮูหยินและ คุณชายน้อยถูกนางทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส แน่นอนนางเองก็ไม่ ได้ดีเท่าใดนัก”
ขันทีหวังรายงานว่านางล้มลงเองจนเป็นหัวหมู แต่กลับโกรธ คนสกุลเห้อเหลียนที่เดินผ่านมา องค์ประมุขหมายจะเดินไปเกลี้ย กล่อมนาง แต่กลับถูกนางฟาดไม้กลับมา หากไม่ใช่ขันทีหวัง พิทักษ์ปกป้อง นางคงทำร้ายองค์ประมุขจนเป็นอย่างไรไปเสียแล้ว
ต้าหลี่ซื่อชิงยืดเอวกล่าว “ผู้ที่บังอาจไม่เกรงกลัวฟ้าดินเช่นนี้ กระหม่อมไม่มีทางลดโทษปล่อยนางไปง่ายๆ เด็ดขาด!”
“อ๊า—”
เสียงกรีดร้องของสตรีดังมาจากห้องทรมาน
ลำคอของนางแหบแห้ง ไม่หลงเหลือนํ้าเสียงดังก่อนที่เคยมี แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง หนานกงหลีกลับรู้สึกว่าหัวใจของตนเอง กระตุกขึ้นมา
“พาข้าไปพบนาง!”
“องค์ชาย…”
หนานกงหลีกวาดสายตาดุจมีดคม ต้าหลี่ซื่อชิงขลาดกลัว พา เขาไปห้องทรมานแต่โดยดี
ห้องทรมานที่มืดสลัว หนานกงหลีเห็นประมุขหญิงที่น่าเวทนา เกินกว่าจะทนดูได้
ประมุขหญิงถูกทุบตีจนเป็นหัวหมู แรกเห็นหนานกงหลีจนาง ไม่ได้ ทว่าหนานกงหลีจำเสื้อผ้าของนางได้ มันเป็นเนื้อผ้าที่เขาไป เลือกให้ท่านแม่ด้วยตนเอง ซึ่งทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อให้ท่านแม่สวม ใส่ในยามเดินทาง ดูแล้วไม่ต่างจากผ้าส่วนใหญ่ในท้องตลาด ทว่า ฝีมือการตัดเย็บประณีตกว่า
เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนทั้งคราบเลือดและคราบสกปรก ยากจะ จดจำรูปลักษณ์เดิม แต่อย่างไรวัตถุดิบผ้านั้นเขาก็ซื้อมาด้วย
ตนเอง จึงจำมันได้
หนานกงหลีเดินเข้าไปคุกเข่ามองนาง
ประมุขหญิงเห็นหนานกงหลีก็หลั่งนํ้าตา ลำคอร้อนเค้นเสียง แหบแห้งออกมาอย่างยากลำบาก “หลีเอ๋อร์…”
สีหน้าแววตาและนํ้าเสียงที่คุ้นเคยเช่นนี้!
เป็นท่านแม่ของเขา!
เป็นไปได้อย่างไร?
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ท่านแม่กลายเป็นเช่นนี้ไปได้ อย่างไร? ทั้งยังถูกคนกล่าวหาว่าเป็นนักโทษ?
“องค์ชาย?” เมื่อต้าหลี่ซื่อชิงเห็นสีหน้าผิดปกติของเขา จึง เรียกเขาด้วยนํ้าเสียงอ่อน
หนานกงหลีพยายามต่อต้านความต้องการที่เรียกร้องให้ปลิด ชีพผู้คนทั้งหมดในที่แห่งนี้ กล่าวอย่างสงบสติอารมณ์ “เมื่อครู่เจ้า บอกว่านางทำความผิดอันใด?”
ต้าหลี่ซื่อชิงกล่าว “ลอบสังหารองค์ประมุข ทำร้ายฮูหยินและ คุณชายน้อยสกุลเห้อเหลียน” เขาหยุดชะงัก และกล่าวเสริมว่า “และแอบอ้างตนเป็นประมุขหญิง”
แอบอ้างที่ใดกัน? เห็นชัดๆ ว่านางคือประมุขหญิงตัวจริง!
แต่หนานกงหลีไม่สามารถบอกความจริงได้
ประการแรก องค์ประมุขมีรับสั่งห้ามมิให้ประมุขหญิงไปที่ใด
นางไม่ควรออกจากจวนโดยไม่ได้รับอนุญาต หากพบว่านางละเมิด ฝ่าฝืนรับสั่งขององค์ประมุข ผลที่ตามมาอาจเลวร้ายเกินกว่าจะ คาดคิด
ประการที่สอง จวนประมุขหญิงเพิ่งมีปัญหาขัดแย้งกับจวน เห้อเหลียน ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ นางตบตีกับฮูหยินและ คุณชายน้อยแห่งจวนเห้อเหลียน ยากที่จะรับประกันได้ว่า ผู้คนจะ ไม่สงสัยว่านางอาจสังหารคนเพื่อระบายความโกรธแค้นในใจ
ประการที่สาม องค์ประมุขเพิ่งสั่งห้ามนางย่างกรายออกจาก จวน นางก็ทุบตีองค์ประมุข นั่นหมายความว่านางไม่พอใจกับการ คำสั่งขององค์ประมุข…และคิดกบฏหรือ?
สุดท้าย สภาพของนางเช่นนี้ก็น่าอายผู้คนจริงๆ หากออกไป เกรงว่านางจะกลายเป็นตัวตลกของคนทั่วหล้า
หลังจากคิดไตร่ตรองชั่งนํ้าหนักแล้ว หนานกงหลีก็ตัดสินใจที่ เก็บงำตัวตนของประมุขหญิงไว้ก่อน
หนานกงหลีส่งสายตาปลอบโยนให้ประมุขหญิง ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นยืน มองไปที่ต้าหลี่ซื่อชิง “คนผู้นี้ข้าจะนำตัวไปสอบสวนด้วย ตนเอง”
“เอ่อ…” ต้าหลี่ซื่อชิงลังเล
หนานกงหลีถามอย่างเย็นชา “เหตุใดหรือ? หากข้าต้องการ ใครสักคนจากศาลาว่าการต้าหลี่ของพวกเจ้า จะเป็นไปไม่ได้เลย หรือ?”
ต้าหลี่ซื่อชิงยิ้มด้วยท่าทีลำบากใจ “องค์ชายเข้าพระทัยผิด แล้ว กระหม่อมเพียงคิดว่าเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ ไม่จำเป็นต้องให้ องค์ชายลงมือด้วยตนเอง สภาพเช่นนางผู้นี้ สั่งทรมานหนักไม่เกิน สามรอบก็ยอมเอ่ยปากเล่าหมดเปลือกแล้ว”
ทรมานหนักสามรอบ ประมุขหญิงจะยังมีชีวิตอีกหรือ?!
หนานกงหลีแทบอยากบีบคอเขาให้ตาย!
ต้าหลี่ซื่อชิงสัมผัสถึงไอสังหารจากองค์ชาย เขาลูบจมูกด้วย ความไม่พอใจ หรือข้าพูดอะไรผิดไป? หญิงบ้าผู้นี้ปากแข็งอยู่บ้าง จำต้องทรมานสอบเค้นความจริงสักหน่อย แต่ก็คงแข็งได้ไม่นาน สามรอบก็พอแล้ว เขามั่นใจ!
หนานกงหลีกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ จวนประมุขหญิงและท่านตาของข้า ข้าสอบปากคำด้วยตนเองถึง จะดี หากท่านตาถามถึง เจ้าก็ตอบไปตามความจริง คนถูกข้าพาไป ความจริงเป็นอย่างไร ข้าจะอธิบายกับท่านตาเอง”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ต้าหลี่ซื่อชิงจำต้องโยนเผือกร้อนหัวนี้ออก ไป
หนานกงหลีหันกลับไปพยุงประมุขหญิง
เมื่อหันกลับมา ก็เห็นต้าหลี่ซื่อชิงกำลังมองเขาอย่างตกตะลึง เขากระแอมเบาๆ รีบถอนมือกลับ และกล่าวกับประมุขหญิงที่เต็ม ไปด้วยบาดแผล “ลุกขึ้น ตามข้าไปที่จวนประมุขหญิง ทางที่ดีเจ้า ควรเล่าทุกอย่างตามความจริง ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่อาจพูดดีๆ กับ
เจ้า”
ประมุขหญิงเกาะกำแพงลุกขึ้นยืนด้วยร่างกายสั่นเทา
ร่างทั้งร่างเจ็บปวดราวกับจะแตกเป็นเสี่ยงๆ เดินโซซัดโซเซ โดยไม่ตั้งใจ
ต้าหลี่ซื่อชิงเตะไปที่ก้นนางทีหนึ่ง!
จากนั้นต้าหลี่ซื่อชิงก็ตะโกนอย่างรุนแรง “มัวอ้อยอิ่งอันใด! ยังไม่รีบตามองค์ชายไปอีก?!”
ประมุขหญิงล้มหน้าคะมำ!
หนานกงหลีไม่อาจทน ยกมือปิดตา…
…
‘มือลอบสังหาร’ ถูกพาตัวไป กลุ่มของอวี๋เซ่าชิงและองค์ ประมุขก็ออกจากตรอกอันยุ่งเหยิง
อวี๋เซ่าชิงอุ้มภรรยาขึ้นรถม้า
เกิดเหตุการณ์ใหญ่เช่นนี้อาซูของเขาต้องหวาดกลัวอย่างมาก เป็นแน่
ไข่ดำทั้งสามถูกกอดไว้ในอ้อมแขนขององค์ประมุข ขันทีหวัง และสารถีตามลำดับ
องค์ประมุขคิดว่าต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเป็นสองพี่น้องกัน คิดไม่ ถึงว่าจะมีพี่น้องอีกคนหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นเชื้อพระวงศ์หรือราษฎร ก็ไม่ง่ายที่จะให้กำเนิด
บุตรสามคนมาได้อย่างปลอดภัย ทั้งยังเลี้ยงดูได้ขาว…เอ่อ ดำ และอวบอ้วน อาจกล่าวได้ว่าเทพเจ้าอวยพร
องค์ประมุขมองเด็กน้อยในอ้อมแขน
เขาอุ้มเอ้อร์เป่าไว้ แน่นอนว่าเขาเองก็ไม่รู้
ยามแรกเอ้อร์เป่าแสร้งสลบ แต่แสร้งไปแสร้งมาก็หลับไป จริงๆ
ใบหน้าเล็กกลม ก้อนไขมันน้อยๆ ทั้งสองเด้งสั่นไปมา เรียวคิ้ว ดำดกหนาดูอาจหาญ ขนตาสองข้างยาวราวกับปีกผีเสื้อ ปีกจมูก ทั้งสองข้างทอดเงาลงมา…เอ่อ ดำเกินไปจนมองไม่เห็นเงา
จมูกเล็กๆ ปากน้อยๆ งดงามยิ่งนัก
ประมุขจำไม่ได้แล้วว่าเขาอุ้มเด็กเล็กเช่นนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อใด หนานกงหลีกลับมาที่หนานจ้าวก็มีอายุสี่ขวบแล้ว เลยวัยโง่เขลา และน่ารักที่สุดไปแล้ว ประมุขหญิงกับองค์หญิงน้อยเขาเห็นมา ตั้งแต่ยังเล็ก ทว่ายามทั้งสองยังเด็ก พวกนางผ่ายผอม เมื่ออุ้ม ร่างกายไร้นํ้าหนัก เกรงว่าจะทำร่างกายพวกนางหักเข้าสักครา
เด็กคนนี้เติบโตมาได้อย่างดีจริงๆ
ไม่รู้ว่ามารดาของพวกเขายามเล็กจะเป็นเด็กอ้วนเช่นเดียวกัน หรือไม่?
เสี่ยวเป่าปล่อยเสียงกรนออกมาสมํ่าเสมอ
ต้าเป่าในอ้อมแขนขันทีหวังและเสี่ยวเป่าในอ้อมแขนสารถีก็
เริ่มกรนออกมาเช่นกัน
โอ้สวรรค์ เหตุใดถึงมีไข่ดำน้อยที่น่ารักเช่นนี้อยู่ในใต้หล้าได้?
อยากขโมยไปเสียจริง!
อวี๋เซ่าชิงพาภรรยามานั่งเรียบร้อยแล้วก็ลงจากรถม้าเพื่ออุ้ม ไข่ดำน้อย
ขันทีหวังหันหลังไม่ยอมให้!
อวี๋เซ่าชิง “…”
ในขณะนั้นเอง รถม้าของเห้อเหลียนเป่ยหมิงและเยี่ยนจิ่วเฉา ก็ผ่านมาทางนี้
เมื่อเห็นพวกของอวี๋เซ่าชิงและองค์ประมุข อวี๋กังจึงหยุดรถม้า อิ่งสือซันที่ตามหลังมาก็จำต้องหยุดลงเช่นกัน
“มีอันใดหรือ?” เห้อเหลียนเป่ยหมิงถาม
“องค์ประมุขกับนายท่านรองขอรับ” อวี๋กังกล่าวด้วยความ ประหลาดใจ
เห้อเหลียนเป่ยหมิงเปิดม่าน มองไปยังทิศทางที่อวี๋กังเผยให้ เห็น พวกเขาคือองค์ประมุขกับอวี๋เซ่าชิงจริงๆ เด็กทั้งสามก็อยู่ พวกเขาถูกกลุ่มคนขององค์ประมุขอุ้มไว้ และดูเหมือนพวกเขาจะ หลับไปแล้ว
“ลงรถ” เห้อเหลียนเป่ยหมิงกล่าว
“ขอรับ!” อวี๋กังเดินอ้อมรถม้าไปเปิดประตูด้านหลัง และดึง
กระดานไม้ให้รถเข็นเคลื่อนลงมา
เห้อเหลียนเป่ยหมิงผลักรถเข็นไปข้างหน้าและโค้งคำนับองค์ ประมุข “ฝ่าบาท” เขาหันไปมองอวี๋เซ่าชิง “น้องรอง”
อวี๋เซ่าชิงรีบแย่งไข่ดำมา
ขันทีหวังโกรธเกรี้ยว เป่าเคราถลึงตามอง!
อวี๋เซ่าชิงรีบอุ้มเสี่ยวเป่าเข้าไปในรถม้า
“ส่งให้ข้าเถิด” เห้อเหลียนเป่ยหมิงยื่นมือไปทางสารถี
สารถีมอบต้าเป่าในอ้อมแขนให้กับเขา
ตอนนี้เหลือเพียงไข่ดำในอ้อมแขนขององค์ประมุข
“ฝ่าบาท” เห้อเหลียนเป่ยหมิงเอ่ยเบาๆ
องค์ประมุขเบินหน้าหนี สองแขนยังอุ้มเอ้อร์เป่าไว้ อย่าเรียก ข้า ข้าไม่อยากให้
เยี่ยนจิ่วเฉาลงจากรถม้า
แน่นอน องค์ประมุขรู้อยู่แล้วว่าพวกเขาเป็นบุตรของเยี่ยนจิ่ว เฉากับบุตรีของเห้อเหลียนคนรอง ก่อนหน้านี้ที่ตำหนักจินหลวน องค์ประมุขรู้สึกว่าคิ้วของเยี่ยนจิ่วเฉาดูคุ้นตาเล็กน้อย ยามนั้นเขา โกรธจนไม่มีจิตใจไปครุ่นคิด เมื่อมองเยี่ยนจิ่วเฉาแล้วมองเด็กชาย ตัวเล็กในอ้อมแขน ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าความรู้สึกคุ้นตานั้นมาได้ อย่างไร
เยี่ยนจิ่วเฉาเดินไปด้วยท่าทีสบายๆ
เขายืนอยู่ตรงหน้าองค์ประมุขและมองเอ้อร์เป่าในอ้อมแขน ขององค์ประมุข “ชอบหรือไม่?”
องค์ประมุขมองเด็กชายตัวน้อยในอ้อมแขนและพยักหน้า อย่างไม่อาจควบคุมตนเอง “ชอบ”
“ชอบไปก็ไร้ประโยชน์”
เยี่ยนจิ่วเฉานำตัวเด็กน้อยกลับมา “ของข้า”
องค์ประมุขที่ถูกแทงหัวใจโดยไม่ทันตั้งตัว “…”