หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 283 จวนประมุขหญิงใกล้ถึงจุดจบ
เป็นเวลาหลายวัน ซิวหลัวไม่ได้มาที่จวนเห้อเหลียนอีกเลย
ในอดีตเจียงไห่และชิงเหยียนแข่งหมากล้อมกันอยู่ในห้อง หลังจากซิวหลัวเดินแถวนี้ ทั้งสองคนก็เปลี่ยนไปเล่นที่ลานกว้าง โดยบอกว่าเกรงซิวหลัวจะคลุ้มคลั่งขึ้นมา ยามนี้ซิวหลัวไม่มาแล้ว ไม่มีใครคลุ้มคลั่ง แต่ทั้งสองยังคงวางกระดานหมากรุกไว้ที่สนาม ด้วยความเคยชิน
ทว่ายามที่ทั้งสองมองธรณีประตูเป็นครั้งคราว จะมีเพียงไข่ดำ ทั้งสามที่หงอยเหงานั่งอยู่
นมแพะของอาเว่ยก็ต้มมาเยอะเกินไป…
…
เรื่องตัวตนของคุณชายใหญ่จวนเห้อเหลียนกับราชบุตรเขย แพร่ไปทั่วราชสำนักและในหมู่ประชาชน อย่างไรก็ตามสาม กระทรวงการพิจารณาคดีไม่ได้รับอนุญาตให้จัดการคดีนี้ ทุกอย่าง ขึ้นอยู่กับความเห็นขององค์ประมุข
ข่าวขององค์ประมุขถูกปิดไว้อย่างดี ไม่มีผู้ใดรู้ว่าคดีนี้ไปเป็น อย่างไรแล้วหรือข่าวลือนั้นเป็นความจริงหรือไม่
ราชบุตรเขยที่ถูกคุมขังในคุกมีการป้องกันแน่นหนาที่สุด มี บางเรื่องที่ถามจากปากของเขา อย่างไรก็ตามเขาอาเจียนเป็น
เลือดและสลบไปในวันแรกของการถูกจองจำ สิ่งนี้ทำให้พัศดีที่ วางแผนจะเริ่มต้นทรมานทำอะไรไม่ถูก
ต้องไปทูลต่อองค์ประมุข
องค์ประมุขจะทำอย่างไรได้? แน่นอนว่าต้องรักษาอาการป่วย ของราชบุตรเขยให้หายก่อน
เขาส่งหมอหลวงไปรักษาราชบุตรเขยอย่างละเอียด
คนที่มาก็คือหมอหลวงไป๋
หมอหลวงไป๋มีความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์ เขาตรวจชีพจร ของฮองเฮาในช่วงตลอดสองสามปีแรก หลังจากนั้นตี้จีองค์เล็ก ต้องการตัว เขาก็มักจะเดินอยู่ในจวนประมุขหญิงอยู่บ่อยครั้ง คุ้น เคยกับอาการของราชบุตรเขยเป็นอย่างดี
องค์ประมุขทรงพิจารณาถึงจุดนี้จึงส่งเขามา
คนที่มากับเขาคือหนานกงหลี
หนานกงหลีเป็นบุตรชายของราชบุตรเขย หากบุตรชายอยาก พบราชบุตรเขยที่กำลังป่วยไข้ แม้แต่องค์ประมุขก็ไม่สามารถพูด อะไรได้มาก แต่องค์ประมุขก็ไม่ได้ปล่อยให้หนานกงหลีเข้าไปเพียง ลำพัง
“อาการชีพจรของราชบุตรเขยเป็นอย่างไรบ้าง?” นอกห้องขัง องค์ประมุขมองหมอหลวงไป๋ที่กำลังจับชีพจรของราชบุตรเขยด้วย สีหน้าจริงจัง
หมอหลวงไป๋ก้มหน้า ไม่มององค์ประมุขหรือหนานกงหลีที่ยืน อยู่ข้างกายองค์ประมุข และกล่าวอย่างไม่ช้าไม่เร็ว “ทูลฝ่าบาท ชีพจรของราชบุตรเขยยุ่งเหยิงยิ่งนัก ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันราชบุตร เขยเป็นไข้ลมหนาว มายามนี้มีความผิดต้องเข้าคุก โทสะกระทบ จิตใจ แรงดันเลือดพุ่งสูง กระทั่งอาเจียนเป็นเลือดและหมดสติไป”
“ท่านพ่อข้าเป็นสิ่งใดร้ายแรงหรือไม่?” หนานกงหลีถามอย่าง เป็นห่วง
หมอหลวงไป๋พูดอย่างลังเล “กระหม่อม…ไม่กล้ากล่าว”
ใบหน้าของหนานกงหลีหมองหม่น “หมอหลวงไป๋หมายความ ว่าอย่างไร? หรือว่าท่านพ่อของข้าจะไม่ฟื้นขึ้นอีกแล้ว?”
หมอหลวงไป๋กระแอมในลำคอและกล่าวว่า “ทูลองค์ชาย กระหม่อมไม่ได้หมายความเช่นนั้น ทว่า…ราชบุตรเขยบาดเจ็บใน ช่วงแรก ได้ทิ้งต้นตอของโรค จึงทำให้ไม่อาจทนต่อความหงุดหงิด หากยังอยู่ในคุกต่อไปจะไม่เป็นประโยชน์ต่อการรักษา”
องค์ประมุขฮึดฮัดอย่างเย็นชา
ดูเหมือนเขาจะผิดหวังกับราชบุตรเขยที่หลอกลวงการ แต่งงานผู้นี้ เขามีภรรยาและบุตรอยู่แล้ว กลับทอดทิ้งภรรยาและ บุตร มาเกลี้ยกล่อมหลอกลวงบุตรสาวที่รักเพียงคนเดียวของเขา กับฮองเฮา หากไม่เห็นแก่ฮองเฮา ไอ้สารเลวไร้ยางอายเช่นนี้ เขา คงลากออกไปเฆี่ยนโบยให้ตายเป็นร้อยรอบ!
องค์ประมุขไม่สนใจว่าราชบุตรเขยจะเป็นตายอย่างไร แต่
หนานกงหลีไม่อาจปล่อยให้บิดาอยู่ในคุก
ประการแรก ราชบุตรเขยเป็นบิดาผู้ให้กำเนิดของเขา เขาไม่ อาจทนเห็นบิดาทุกข์ทรมานได้ ประการที่สอง โรคของราชบุตรเขย มีความจริงที่ต้องปกปิด หากท่านตาทราบว่าหลายปีมานี้ ราชบุตร เขยถูกท่านแม่เก็บไว้ข้างกายอย่างไร ท่านแม่ก็จะตกอยู่ใน สถานการณ์ที่น่าอับอาย
“ท่านตา” หนานกงหลีอ้อนวอน “ส่งท่านพ่อกลับไปพักฟื้นที่ จวนก่อนได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ? ท่านตาจะสั่งคนมาเฝ้าทั้งเช้าเย็นก็ได้ พวกเราจะไม่พบเขาโดยลำพัง รอให้ร่างกายของท่านพ่อดีขึ้น ท่าน ตาค่อยมาสอบสวน ท่านเห็นว่าอย่างไร?”
ปากก็บอกว่าจะไม่พบโดยลำพัง แต่จวนประมุขหญิงเป็นที่ ของเขา เขาจะพบหรือไม่ มิใช่เพียงคำพูดประโยคเดียวหรือ?
แน่นอนว่าเรื่องนี้ ไม่จำเป็นต้องให้ท่านตารับรู้
องค์ประมุขกำลังกริ้ว จึงไม่ได้ทุกข์ใจกับราชบุตรเขยเช่นนี้ ทว่าหากราชบุตรเขยสิ้นใจตายในคุกจริง ผลที่ตามมาอาจเป็น หายนะ
ความผิดของราชบุตรเขยถูกประกาศแล้ว ไม่ว่าเขาจะฆ่า อย่างไรก็ถือว่ามีเหตุผล ยามนี้ทุกอย่างยังไม่ได้ข้อสรุป ความตาย ของราชบุตรเขยก็จะเปล่าประโยชน์
หนานกงหลีส่งสายตาให้หมอหลวงไป๋
หมอหลวงไป๋เข้าใจ รวบรวมสติ แล้วกล่าวกับองค์ประมุข
“เพลานี้อากาศแปรปรวน คุกหลวงอับชื้น การระบายอากาศไม่ ดี…”
องค์ประมุขโบกมืออย่างไม่อดทน “เอาละ ข้ารู้แล้ว ข้าอนุญาต ให้เขาออกไปรักษาตัว”
หนานกงหลีลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ขอบพระทัย เสด็จตาพ่ะย่ะค่ะ”
ทว่าขณะที่หนานกงหลีกำลังจะเรียกคนให้นำราชบุตรเขยกลับ ไปที่จวนประมุขหญิง ผู้คุมก็เข้ามารายงาน ผู้นำจวนเห้อเหลียนกับ คุณชายใหญ่จวนเห้อเหลียนขอพบเขา
เห้อเหลียนเป่ยหมิง? เยี่ยนจิ่วเฉา?
ดวงตาของหนานกงหลีเยือกเย็น
“ให้เข้ามาได้” องค์ประมุขตรัส
“พ่ะย่ะค่ะ” ผู้คุมเดินไปนำทั้งสองเข้ามาในเรือนจำ
“ฝ่าบาท” ที่ทางเดิน เห้อเหลียนเป่ยหมิงนั่งบนรถเข็น โค้ง คำนับต่อองค์ประมุข จากนั้นก็คารวะหนานกงหลี “องค์ชายน้อย”
หนานกงหลีลอบมองเยี่ยนจิ่วเฉาและถามเห้อเหลียนเป่ยหมิ งอย่างสุภาพ “เหตุใดแม่ทัพใหญ่ถึงมาที่นี่? มีเรื่องต้องการพบ เสด็จตาของข้าหรือ?”
เห้อเหลียนเป่ยหมิงกล่าวว่า “ข้าพาเฉาเอ๋อร์มาเยี่ยมพ่อของ เขา”
วลี ‘พ่อของเขา’ ทำให้หนานกงหลีกำหมัดแน่น
เห้อเหลียนเป่ยหมิงมองราชบุตรเขย และองครักษ์ของจวน ประมุขหญิงที่แบกเปลหามรออยู่ด้านข้าง พลางแกล้งถาม “นี่ กำลังจะพาเยี่ยนอ๋องไปที่ใดหรือ?”
เขาถึงกับเปลี่ยนคำเรียกเป็นเยี่ยนอ๋อง ท่าทีของหนานกงหลี เริ่มทนไม่ได้ “พ่อของข้าไม่สบาย ท่านตาอนุญาตให้ข้าพาเขากลับ ไปรักษาอาการป่วยที่จวน เมื่อหายเป็นปกติค่อยพามาสอบสวนอีก ครา”
เห้อเหลียนเป่ยหมิงกล่าว “ช่างบังเอิญยิ่งนัก เฉาเอ๋อร์ก็มา เยี่ยมพ่อของเขาและพาหมอเทวดาผู้มีชื่อเสียงที่สุดของต้าโจวมา เช่นกัน”
หนานกงหลีกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “จวนประมุขหญิงมี หมอหลวง ยังต้องกังวลเรื่องนี้อีกรึ?”
เห้อเหลียนเป่ยหมิงกล่าว “หมอชุยอยู่ด้านนอก เขาเป็นที่รู้จัก ในนามฮัวโต๋กลับชาติมาเกิด เขามีเข็มทองที่ส่งต่อจากบรรพบุรุษ ให้เขาฝังเข็มให้เยี่ยนอ๋องจะดีกว่า บางทีเยี่ยนอ๋องอาจฟื้นขึ้นโดย ไม่จำเป็นต้องกลับไปที่จวนประมุขหญิงก็เป็นได้”
สิ่งนี้ตรงใจองค์ประมุขอย่างยิ่ง
องค์ประมุขรีบร้อนอยากยืนยันข้อกล่าวหาของราชบุตรเขย ใคร่จะใช้นํ้าสาดปลุกเขาจนแทบทนไม่ไหว
ดังนั้นจึงไม่รอให้หนานกงหลีปฏิเสธ องค์ประมุขจึงเรียกตัว
หมอเทวดาชุยผู้ฟื้นจากความตายเข้ามาในคุก
กลุ่มคนยืนอยู่กลางทางเดิน ชุยเฒ่าก็เดินเข้ามาพร้อมกับ ล่วมยา
ชุยเฒ่าเริ่มตรวจอาการเยี่ยนอ๋อง
สายตาของหนานกงหลีตกกระทบใบหน้าของราชบุตรเขยชั่ว ขณะ จากนั้นก็ย้ายไปที่มือของชุยเฒ่าและสุดท้ายก็มองไปยัง เยี่ยนจิ่วเฉาที่สงบนิ่งไม่พูดจา
เยี่ยนจิ่วเฉาสวมชุดผ้าสีนํ้าหมึก เอามือไพล่หลังสบายๆ รูป ร่างสูงตระหง่าน ใบหน้าหล่อเหลา ทั้งร่างแผ่กลิ่นอายเชื้อพระวงศ์ สูงส่งที่ยากจะมองผ่าน
ไม่ว่ารูปร่างหน้าตาหรือลักษณะท่าทาง หนานกงหลีสมควร เป็นที่หนึ่งในใต้หล้าโดยไม่ต้องสงสัย ทว่าเมื่อเทียบกับเยี่ยนจิ่วเฉา แม้แต่ตัวเขาเองก็ต้องยอมรับว่าเขาไม่อาจเทียบกับคนที่ถูกเรียก ว่าไอ้บ้าผู้นี้ได้
ความริษยากัดกินหัวใจของหนานกงหลี
เขาเก่งกว่าเยี่ยนจิ่วเฉา
เยี่ยนจิ่วเฉาไม่รํ่าเรียน ไร้วิชา แต่เขารํ่ารวยด้วยความรู้
เขาเติบโตมาโดยมีบิดามารดาเลี้ยงดูตั้งแต่เด็ก ส่วนเยี่ยนจิ่ว เฉามีบิดามารดายามเกิด แต่ไม่มีบิดามารดาเลี้ยงดู
เยี่ยนจิ่วเฉาเป็นซื่อจื่อแห่งต้าโจว เขาเป็นหลานชายคนโตของ
ประมุขหนานจ้าว เยี่ยนจิ่วเฉาเป็นได้มากที่สุดก็แค่อ๋อง แต่เขา ไม่ใช่ เขาจะเป็นองค์ประมุขแห่งหนานจ้าวในอนาคต
วันหนึ่งเขาจะเหยียบยํ่าเยี่ยนจิ่วเฉาไว้แทบเท้าโดยไร้ปรานี!
เมื่อคิดเช่นนี้ จิตใจพลันฮึกเหิม
อีกด้านหนึ่ง การวินิจฉัยชีพจรของชุยเฒ่าก็เสร็จสิ้นลงแล้ว
การทำให้ราชบุตรเขยฟื้นขึ้นมาเป็นเพียงการคุยโวเท่านั้น แม้ ทักษะทางการแพทย์ของชุยเฒ่ายอดเยี่ยมจริง แต่ก็ไม่อาจทำให้ ฟื้นคืนชีพได้ ยิ่งไปกว่านั้นอาการหลับไม่ตื่นของราชบุตรเขยไม่อาจ ใช้ยารักษา
“ไอ้หยา” ชุยเฒ่ากล่าวด้วยสีหน้าตกใจ “ชีพจรของราชบุตร เขยไม่ปกติ!”
หนานกงหลีขมวดคิ้ว
“ไม่ปกติอย่างไร?” เห้อเหลียนเป่ยหมิงถาม
ชุยเฒ่ากล่าวว่า “เขาถูกคนวางยาใช่หรือไม่?”
“ยาอันใดรึ?” เห้อเหลียนเป่ยหมิงถาม
“ซื่อหุนเฉ่า” ชุยเฒ่ากล่าว
ดวงตาของหนานกงหลีเย็นชา “เหลวไหล!”
ชุยเฒ่าไม่มีทางที่จะหวาดกลัว เขาเคยรับใช้ฮ่องเต้และสนมผู้ เป็นที่โปรดปรานในต้าโจว และถูกบังคับให้รับใช้ไอ้บ้าอยู่หลายวัน หัวใจของเขาถูกบ่มเพาะให้แข็งแกร่งดังเหล็กกล้าไปแล้ว
ชุยเฒ่าเฉยชา “ข้ากล่าววาจาเหลวไหลอย่างไร? สภาพชีพจร ของเขาบอกเช่นนั้น ทำไมหรือ? หมอหลวงแห่งหนานจ้าวของพวก เจ้าตรวจไม่พบหรือ?”
แน่นอนว่าตรวจไม่พบ หากซื่อหุนเฉ่าวินิจฉัยได้ง่าย หมอ หลวงคนอื่นก็คงจะพบเบาะแสไปแล้ว ซื่อหุนเฉ่าทำให้สภาพชีพจร ผิดปกติไป แต่หมอทั่วไปก็คิดว่าเกิดจากร่างกายที่อ่อนแอของ ราชบุตรเขย ไม่อาจเดาได้ว่ามีคนวางยาราชบุตรเขย
หนานกงหลีกล่าวอย่างเหยียดหยาม “ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นหมอ มาจากที่ใด ยามอ้าปากก็บอกว่าราชบุตรเขยถูกคนวางยาซื่อหุน เฉ่า ข้าว่าเจ้าต้องการสร้างปัญหา เทนํ้าสกปรกให้กับราชวงศ์ หนานจ้าวเสียมากกว่า”
“จะเทนํ้าสกปรกหรือไม่ เพียงทดสอบก็รู้แล้วมิใช่หรือ?” ชุย เฒ่ากล่าว ไม่ให้หนานกงหลีมีโอกาสโต้กลับ เขาหยิบใบซื่อหุนเฉ่าที่ เหี่ยวแห้งออกจากแขนเสื้อของเขา และใช้เข็มทองคำปักลงบน ปลายนิ้วของราชบุตรเขย
“เจ้า…” หนานกงหลีไม่อาจหยุดทัน เลือดหยดลงบนใบไม้ จากนั้นใบไม้สีเหลืองก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเลือดในทันที
สีหน้าของหนานกงหลีก็เปลี่ยนไป
ชุยเฒ่ามองหมอหลวงไป๋และกล่าวว่า “เจ้าเป็นหมอหลวง เจ้า คงจะรู้จักสิ่งนี้กระมัง? เจ้าจะรู้จักหรือไม่ก็ไม่สำคัญ เรียกคน ทั้งหมดจากสำนักหมอหลวงมา ให้พวกเขายืนยัน ว่านี่คือใบซื่อหุน
เฉ่าที่ตายแล้วหรือไม่ แล้วมีเพียงฤทธิ์ยาของซื่อหุนเฉ่าเท่านั้นหรือ ไม่ ที่สามารถทำให้มันเปลี่ยนเป็นสีแดง?”
หมอหลวงไป๋พูดไม่ออก
เขาคาดเดามากมาย แต่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะมีหมอเทวดาอยู่ จริงๆ
ซื่อหุนเฉ่า องค์ประมุขเคยได้ยินว่าเป็นยาที่สามารถรักษา อาการบาดเจ็บได้ ในช่วงปีแรกๆ ที่หนิวตั้นต่อสู้เพื่อเขาทางเหนือ และใต้ก็ใช้ยาชนิดนี้ไม่ใช่น้อยๆ แต่เพราะมันอาจทำให้จิตใจสับสน ได้ จึงจำเป็นต้องใช้อย่างระมัดระวังให้มาก
สายตาขององค์ประมุขที่มองหนานกงหลีกลายเป็นสิ่งที่ยาก จะคาดเดาเล็กน้อย
ชุยเฒ่ากล่าว “ไอ้หยา พวกท่านไม่ได้มีเจตนาดี! พวกท่านวาง ยาเยี่ยนอ๋อง! เยี่ยนอ๋องถูกลักพาตัวมายังหนานจ้าวเช่นนี้เอง ทั้ง ยังหลอกลวงมานานหลายปีถึงเพียงนี้!”
หนานกงหลีกล่าวอย่างเย็นชา “เหลวไหล! เราไม่ได้ทำ! ท่าน พ่อท่านแม่รักกัน และอยากอยู่กับท่านแม่ด้วยใจจริง!”
ชุยเฒ่ากลอกตา “เช่นนั้น เจ้าก็วางยาเขา!”
เหงื่อเย็นผุดจากหน้าผากของหนานกงหลี เขาฝืนกล่าว “ท่าน พ่อ…ได้รับบาดเจ็บเมื่อไม่กี่วันก่อน ทำให้เท้าหัก หมอหลวงไป๋ คงจะใช้ยาซื่อหุนเฉ่ากับท่านพ่อในเวลานั้นกระมัง?”
หมอหลวงไป๋หันมาและรีบตอบว่า “หากองค์ชายไม่เอ่ยขึ้น ข้า ก็ลืมไปแล้ว มีเรื่องเช่นนี้จริง ข้าเคยบอกราชบุตรเขยซํ้าแล้วซํ้าเล่า ว่า หากบาดแผลหายแล้วก็ไม่ต้องทา ท่านราชบุตรเขยคงใช้มาก เกินไปหรืออาจเผลอเอาเข้าปาก จึงทำให้ยาตกค้างในร่างกาย”
ชุยเฒ่าแคะหู “ข้าได้ยินมาว่า ราชบุตรเขยมักจะลืมเรื่องราว ไปบ่อยๆ?”
หนานกงหลีกล่าวอย่างเข้มงวด “นั่นเป็นเพราะท่านพ่อของข้า ได้รับบาดเจ็บเพื่อปกป้องท่านแม่ ไม่เพียงแต่ใบหน้าที่เสียหาย แต่ ยังมีต้นตอของโรคที่ถูกทิ้งไว้ด้วย”
ชุยเฒ่ากล่าวว่า “เจ้าแน่ใจหรือว่าไม่ใช่เพราะซื่อหุนเฉ่า?”
หนานกงหลีอยากฆ่าไอ้แก่นี่เสียจริง!
หนานกงหลีกำหมัดแน่น “จะเป็นไปได้อย่างไร? ท่านแม่ไม่มี ทางวางยาท่านพ่อ!”
“อ้อ” ชุยเฒ่ายิ้มเยาะ
หนานกงหลีหันหน้าไปกล่าวกับองค์ประมุขว่า “ท่านตา มิสู้ให้ ข้าพาท่านพ่อกลับไปที่จวนเพื่อพักฟื้นโดยเร็วที่สุดดีกว่าหรือ เมื่อ ท่านพ่อฟื้นแล้วได้ไถ่ถามก็รู้ความจริงกระจ่างแล้วมิใช่หรือ?”
หนานกงหลีโกรธจัด!
องค์ประมุขขมวดคิ้วแน่น
ทันใดนั้นเยี่ยนจิ่วเฉาที่เงียบงันก็มองไปที่หนานกงหลีและ
กล่าวอย่างเฉยเมย “ข้าไม่ไว้ใจจะมอบท่านพ่อให้กับเจ้า”
หนานกงหลีกัดฟันกล่าว “ยามนี้เขาเป็นราชบุตรเขยแห่ง หนานจ้าว!”
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวด้วยท่าทีสบายๆ “ข้ายอมรับแล้วหรือ? ฮ่องเต้แห่งต้าโจวเห็นด้วยแล้วหรือ? ไม่ได้รับป้ายหยกของพระชา ยาเยี่ยนอ๋อง แม่ของเจ้าก็เป็นเพียงนางสนมคนหนึ่ง เจ้าละ ก็เป็น เพียงบุตรจากนางสนมคนหนึ่ง อยู่ต่อหน้าพี่ชายบ้านใหญ่ อย่าได้ พูดแทรก”
“เจ้า!” หนานกงหลีแทบจะระเบิดโทสะ!
“หุบปากให้หมด!” องค์ประมุขก็ทรงกริ้วจัด คำพูดของเยี่ยน จิ่วเฉาก็ด่ารวมเขาไปด้วย เป็นถึงประมุขหนานจ้าว กลับเลี้ยงบุตร สาวให้เป็นนางสนม จะเอาหน้าของบรรพชนไปไว้ที่ใด!
“ก่อนที่นํ้าลดหินโผล่ เขายังคงเป็นราชบุตรเขยแห่งหนานจ้าว ส่งราชบุตรเขยไปที่จวนประมุขหญิง”
หนานกงหลียิ้มอย่างมีชัย
“โดยให้เยี่ยนซื่อจื่อเป็นคนดูแลด้วยตนเอง”
รอยยิ้มของหนานกงหลีค้างบนใบหน้า
ให้เยี่ยนซื่อจื่อเป็นคนดูแล หมายความว่าอย่างไร?
เยี่ยนจิ่วเฉาย้ายเข้าไปอยู่ในจวนประมุขหญิงด้วยหรือ?
หนานกงหลี
“ท่านตา!”
“สามี! พวกเราพร้อมแล้ว!” หัวเล็กๆ ของอวี๋หวั่นโผล่ออกมา จากสุดทางเดิน
เธอถือสัมภาระใบใหญ่
ด้านหลังมีไข่ดำทั้งสามที่แบกกระเป๋าใบเล็กใบน้อยของตัวเอง