หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 287.1 ครอบครัวพร้อมหน้า
ประมุขหญิงโกรธแค้น (1)
ราตรีนี้ เยี่ยนอ๋องกับเยี่ยนจิ่วเฉาและอวี๋หวั่นสนทนากันเนิ่น นาน มีบางอย่างที่เยี่ยนจิ่วเฉาไม่สะดวกเอ่ย อวี๋หวั่น ก็เป็นคนเอ่ย
เยี่ยนจิ่วเฉาได้ทนทุกข์ทรมานมาตั้งแต่เล็กจนโต ไหนเลยคำ พูดเพียงสองสามประโยคจะสามารถอธิบายให้เข้าใจได้?
เมื่อยาออกฤทธิ์ เยี่ยนอ๋องก็หลับไป
เขาอุ้มเสี่ยวเป่าที่หลับใหลอยู่ในอ้อมแขน
เสี่ยวเป่าเหมือนเยี่ยนจิ่วเฉายิ่งนัก
ยามกอดเขา ก็เหมือนได้กอดฉงเอ๋อร์ในอดีต
เพียงแต่ข้างกายเขา ไม่มีจื่อจวินอยู่แล้ว
…
เมื่อเสี่ยวเป่าตื่นขึ้นพบว่าเขาไม่ได้อยู่ในห้องของบิดามารดา กลับอยู่ในห้องของท่านปู่คนใหม่ ก็รู้สึกไม่มีความสุขขึ้นมาในฉับ พลัน
อวี๋หวั่นมาหาแต่เช้า
เขาไม่พอใจอวี๋หวั่น หันหลังให้และไม่สนใจเธอ ดวงตายังเป็น สีแดงกํ่า ไม่ต้องบอกว่าน้อยอกน้อยใจมากเพียงใด
อวี๋หวั่นกอดเขาไว้ในอ้อมแขน “เป็นอันใดไป ท่านปู่รักเสี่ยว เป่าถึงเพียงนี้ เสี่ยวเป่าไม่มีความสุขหรือ?”
เสี่ยวเป่าฮึดฮัด “เหตุใดต้าเป่ากับเอ้อร์เป่านอนกับท่านแม่ได้ แต่เสี่ยวเป่านอนกับท่านแม่ไม่ได้?”
แม้รู้ว่าเด็กคนนี้ทักษะการพูดก้าวหน้าไปมาก ทว่ายามได้ยิน ประโยคคำถามยาวๆ เช่นนี้ในคราวเดียว อวี๋หวั่นก็ยังประหลาดใจ
อวี๋หวั่นบีบหน้าเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยเนื้อแน่นของเขาด้วยความ ดีใจ “ลูกแม่ฉลาดยิ่งนัก พูดได้มากถึงเพียงนี้แล้ว”
“อย่าเปลี่ยนเรื่อง” เสี่ยวเป่ากล่าวอย่างเคร่งขรึม
อวี๋หวั่นขำขัน เขารู้จักการเปลี่ยนเรื่องด้วยหรือ ไม่รู้ว่าไปเรียน รู้มาจากใคร
อวี๋หวั่นเอ่ยอย่างอดหัวเราะไม่ได้ “ท่านปู่ชอบเสี่ยวเป่า จึงให้ เสี่ยวเป่านอนกับท่านปู่ เจ้าเห็นหรือไม่ว่าท่านปู่ไม่ได้เรียกต้าเป่า กับเอ้อร์เป่า”
เสี่ยวเป่ากล่าว “ท่านปู่ไม่ชอบพวกเขาหรือ?”
อวี๋หวั่นกล่าว “แน่นอนก็ชอบเหมือนกัน”
เสี่ยวเป่าขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง “เช่นนั้นก็ชอบเสี่ยวเป่า ที่สุดหรือ?”
เด็กคนนี้ยังได้เรียนรู้การปิดทองลงหน้าตัวเอง[1]อีกด้วย
ตอนนี้เขาอยู่ในวัยที่น่าพึงพอใจและเริ่มหัดพูด คำศัพท์ใหม่ๆ
ที่ออกจากปากเขาสามารถทำให้อวี๋หวั่นโปรดปรานอย่างถึงที่สุด อ วี๋หวั่นเบิกบานใจ ไม่อาจกลั้นยิ้ม “ใช่ๆๆ ชอบเจ้าที่สุด”
ถึงตอนนี้เสี่ยวเป่าก็เริ่มรู้สึกดีขึ้นแล้ว เขายืดอกเล็กๆ ของเขา พลางฮึดฮัดกล่าวอย่างทระนง “ข้ารู้อยู่แล้ว!”
จู่ๆ อวี๋หวั่นก็กุมหน้าผาก นํ้าเสียงที่ดูคุ้นเคยนี้…
กล่าวอย่างเป็นธรรม ไข่ดำทั้งสามต่างก็เป็นหลานของเยี่ยนอ๋ อง เยี่ยนอ๋องชอบพวกเขาทุกคน แต่มีเพียงเสี่ยวเป่าที่เหมือ นเยี่ยนจิ่วเฉามากที่สุด จิตใต้สำนึกของเยี่ยนอ๋องตามหาเงาของ เยี่ยนจิ่วเฉาในวัยเด็กอยู่เสมอ
“ท่านปู่ต้องทุกข์ทรมานในช่วงปีแรก” ไม่มีจื่อจวินแล้ว ในปี ท้ายก็อาจต้องทรมานอีกเช่นกัน อวี๋หวั่นลูบหัวบุตรชาย “ทำตัวดีๆ กับท่านปู่ละ”
เสี่ยวเป่าไม่เข้าใจความโศกเศร้าคับแค้นในหมู่ผู้ใหญ่ เสี่ยว เป่ามีท่านปู่ทุกที่ ในหมู่บ้านเหลียนฮวาที่ใดๆ ก็เป็นท่านปู่ แต่ท่าน ปู่คนใหม่นี้เป็นบิดาของบิดาเขา ดังนั้นเขาจึงเข้าใจได้เลือนรางว่า ท่านปู่ผู้นี้แตกต่างจากท่านปู่คนอื่นๆ
ท่านปู่ที่ไม่เหมือนคนอื่นชอบเขามากที่สุด เขาเป็นบุตรที่ได้รับ ความนิยมมากที่สุด!
เสี่ยวเป่ากอดขาเยี่ยนอ๋องอย่างดีอกดีใจยิ่ง!
พ่อครัวมาจากจวนเห้อเหลียน เขาอยู่กับพวกเยี่ยนจิ่วเฉามา นาน เข้าใจในความชื่นชอบของทุกคนดี จึงได้เตรียมอาหารเช้า
แสนอร่อยตามรสปากของทุกคนไว้ มีนมถั่วเหลืองหวานต้มใหม่ หมั่นโถวดอกกุ้ยฮวา บะหมี่เนื้อแกะ ไข่ตุ๋นและเครื่องเคียงที่วิจิตร เลิศรสอีกสองสามอย่าง
เมื่อเทียบกับอาหารหลายร้อยอย่างของจวนประมุขหญิง โต๊ะ อาหารเช้ากลับดูซอมซ่อ แต่การนั่งทานอาหารกับบุตรชายที่เขารัก ที่สุด ลูกสะใภ้ที่มีนํ้าใจและคุณธรรมมากที่สุด และหลานชายที่น่า รักที่สุด เยี่ยนอ๋องรู้สึกว่าอาหารทุกคำล้วนซึมซับถึงรสชาติแห่ง ความสุข
เหล่าไข่ดำกินบะหมี่อย่างเอร็ดอร่อย จนเลอะเทอะไปทั้งหน้า
“ดูพวกเจ้ากินเข้า รีบเช็ดเสีย” อวี๋หวั่นหยิบผ้าเช็ดหน้ามา
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ายื่นหน้าเล็กๆ ให้มารดาเช็ด
เสี่ยวเป่าก็ยื่นแก้มไปเช่นกัน แต่เขาขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ หันศีรษะโน้มตัวไปหาเยี่ยนอ๋อง “ท่านปู่เช็ดให้หน่อย”
เยี่ยนอ๋องพลันอบอุ่นหัวใจละลาย
ขณะที่คนทั้งครอบครัวกำลังทานอาหารเช้า คนของประมุข หญิงก็มาที่เรือน
คนผู้นั้นคือมามาอายุราวๆ ห้าสิบปี แซ่สวี
จื่อซูรายงานแก่อวี๋หวั่น อวี๋หวั่นจึงไปที่ห้องโถงจื่อเวยเก๋อเพื่อ พบกับสวีมามา
สวีมามาเป็นคนสนิทที่มีอำนาจถัดจากประมุขหญิง นางเป็น
ผู้รับผิดชอบหลายๆ เรื่องในจวน ตำแหน่งของนางพิเศษ จึงมี ความเย่อหยิ่งทระนงตนโดยธรรมชาติ
นางไม่มองอวี๋หวั่นตรงๆ พร้อมกับกล่าวด้วยความหยิ่งยโส “ประมุขหญิงได้ยินว่าราชบุตรเขยตื่นแล้ว จึงอยากเรียกราชบุตร เขยเข้าพบ”
หากบอกเธอดีๆ บางทีอวี๋หวั่นอาจจะไปบอกให้นางสักหน่อย แต่ท่าทางที่ไม่เห็นคนในสายตาเช่นนี้ อวี๋หวั่นยอมให้นางก็คง แปลกแล้ว
อวี๋หวั่นยิ้มมุมปาก “จื่อเวยเก๋อไม่มีราชบุตรเขย มีเพียงเยี่ยนอ๋ องเท่านั้น หากต้องการพบเยี่ยนอ๋อง ก็มาพบที่จื่อเวยเก๋อเสียเถิด ทว่าเสด็จพ่อของข้าจะยอมพบหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับความโชคดีของ นางแล้ว”
สวีมามาเอ่ยดุดัน “ที่นี่คือหนานจ้าว! เยี่ยนอ๋องเป็นราชบุตร เขยแห่งหนานจ้าว!”
อวี๋หวั่นกล่าวอย่างไม่ใยดี “นั่นพวกเขาตั้งกันเอง ฮ่องเต้แห่ง ต้าโจวของพวกข้ามิได้เห็นชอบ เมื่อเขามิได้เห็นชอบ การแต่งงาน ในครานี้ก็ไม่นับ! แล้วอีกอย่างประมุขหญิงแห่งหนานจ้าวของพวก เจ้ามิใช่แต่งกับบุตรชายหัวหน้าเผ่าไป๋เอ้อหรอกรึ? เขาหาใช่เสด็จ พ่อของข้าไม่!”
สวีมามาเอ่ยไม่ออก
สวีมามาพาข้ารับใช้ติดตามมาด้วย เมื่อเห็นว่าอวี๋หวั่นไม่ไว้
หน้านาง จึงหมายสั่งให้ข้ารับใช้บุกเข้าไป
ฝูหลิงรีบก้าวมาด้านหน้า ปิดกั้นประตูลานที่เปิดไว้ครึ่งหนึ่งจน มิดในทันที
เหล่าคนรับใช้ที่แม้แต่เอื้อมมือก็ยังเข้าไปไม่ได้ “…”
สวีมามากลับไปรายงานต่อประมุขหญิงอย่างไม่เต็มใจนัก
นางหาได้กล่าวเกินจริง วาจาเดิมของอวี๋หวั่นก็ทิ่มแทงจิตใจ มากพอแล้ว
สีหน้าของประมุขหญิงยํ่าแย่ไม่อาจมอง
โชคไม่ดีที่องค์หญิงน้อยก็อยู่ที่นั่นด้วย นางลุกขึ้นเอ่ยด้วย ความโกรธเกรี้ยว “เด็กบ้านนอกช่างกำเริบเสิบสานยิ่งนัก! กล้าขัด คำสั่งท่านแม่เช่นนี้! ข้าว่านางคงไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว! ไม่ได้! ข้าต้องไปสั่งสอนนาง! ข้าจะพาหน่วยกล้าตายของท่านพี่มา! จัดการนางให้หลาบจำ!”
นางหมายถึงซิวหลัว
ประมุขหญิงขมวดคิ้ว “เอาละ หยุดสร้างปัญหา กลับไปที่เรือน ของเจ้า”
องค์หญิงน้อยกระทืบเท้า “ท่านแม่!”
ประมุขหญิงมองนางอย่างเฉยเมย “เจ้าฝึกคัดอักษรจบแล้ว หรือ?”
องค์หญิงน้อยก้มหน้า “ยัง”
“เช่นนั้นมัวทำอันใดอยู่?” ประมุขหญิงกล่าวอย่างเคร่งขรึม
“ข้า…” องค์หญิงน้อยอ้าปาก
ประมุขหญิงเอ่ยขัด “ท่านพ่อของเจ้า ข้ารู้ดีว่าต้องทำอย่างไร เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวล เจ้าดูแลตนเองและอย่าได้สร้างปัญหาให้ ข้าก็พอ”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ องค์หญิงน้อยก็ไม่กล้าโวยวายอีกต่อไป โค้งคำนับและกลับไปยังห้องนอน ภายใต้ข้ารับใช้ที่รายล้อม
ราชบุตรตื่นแล้ว อย่างไรประมุขหญิงก็ต้องไปพบหน้าเขาสัก ครา
นางเด็กนั่นก็แค่หยิ่งผยอง คิดว่าขันทีหวังมาส่งที่จวนด้วย ตนเอง แล้วจะเหนือกว่าประมุขหญิงเช่นนาง หาได้คิดไม่ว่านาง เป็นถึงบุตรีที่องค์ประมุขรักมากที่สุด ประมุขทรงเห็นแก่รา ชวงศ์ต้าโจวจึงไว้หน้าพวกเขาก็เท่านั้น ดุจเอาขนไก่ไปทำลูก ศร[2]!
หากนางได้ราชบุตรเขยคืนเมื่อใด จะจัดการนางเด็กนี่ให้ สาสม!
ประมุขหญิงเปลี่ยนสวมเสื้อผ้าสูงส่งสง่างามไปที่จื่อเวยเก๋อ
นางมิได้งามชดช้อยเช่นซั่งกวนเยี่ยน แต่มักจะแต่งตัวหรูหรา เพริศพริ้ง กลัวว่าผู้คนใต้หล้าจะไม่รู้ว่านางเป็นเทพี ผู้ที่เกิดเป็น หงส์อย่างแท้จริงเช่นนางต้องแต่งตัวให้เหมาะสมน่าเกรงขาม
ประมุขหญิงเดินทางไปยังจื่อเวยเก๋อ
ฝูหลิงที่ยืนเฝ้าประตู กั้นนางไว้ด้วยมือข้างเดียว “ช้าก่อน เจ้า คือผู้ใด? จงแจ้งชื่อมา”
สวีมามาโกรธเกรี้ยว “บังอาจ! นี่คือประมุขหญิง! ยังไม่รีบเปิด ทางอีก!”
ฝูหลิงกล่าว “ฮูหยินบอกว่า หากไม่ได้รับอนุญาต แม้แต่ยุงตัว เดียวก็ไม่อาจเข้าไปได้”
สวีมามาเงื้อมือหมายตบฝูหลิง
“สวีมามา!” ประมุขหญิงหยุดนาง
ประมุขหญิงมองฝูหลิงอย่างหยิ่งผยอง “เช่นนั้นเจ้าก็ไปรา ยงานฮูหยินของเจ้าว่าประมุขหญิงมาแล้ว”
“พวกเจ้ารออยู่ที่นี่” ฝูหลิงปิดประตูโครมคราม!
อยู่ในจวนของตัวเอง กลับถูกคนปิดประตูใส่หน้า
สวีมามารู้สึกไม่ดีแทนประมุขหญิง
ใบหน้าของประมุขหญิงไม่แสดงออก ทว่าฝ่ามือภายใต้แขน เสื้อกว้างกลับกำแน่น
หลังจากนั้นไม่นานประตูลานก็เปิดออกพร้อมกับเสียงเอี๊ยด
ฝูหลิงโผล่หัวออกมา “เข้ามา แต่อย่าอยู่นานนักละ ท่านอ๋อง ต้องการพักผ่อน”
เขาเป็นสามีของนาง!
นางมาเยี่ยมสามี ยังต้องถูกกำหนดว่านานหรือไม่นานด้วย รึ? !
……………………..
[1] ปิดทองลงหน้าตัวเอง หมายถึง การยกยอตนเอง
[2] เอาขนไก่ไปทำลูกศร หมายถึง การหาเหตุผลในการใช้กำลังของผู้
ที่มีอำนาจ
บทที่ 287.2 ครอบครัวพร้อมหน้า
ประมุขหญิงโกรธแค้น (2)
ประมุขหญิงกวาดสายตาคมดุจใบมีดมองฝูหลิง
หากเป็นจื่อซูผู้บอบบาง อาจคุกเข่าลงกับพื้นเพราะหวาดกลัว ไอสังหารของนางไปแล้ว แต่ฝูหลิงหัวช้า เนิ่นนานก็ยังไม่เข้าใจว่า นางมองตนด้วยเหตุใด
“ไม่เข้าหรือ? เช่นนั้นข้าปิดประตูละ” ฝูหลิงเอ่ยพลางขับพวก เขาออกไป
ประมุขหญิงโกรธจนเจ็บหัวใจ
ข้าทาสผู้โง่เขลานี่มาจากที่ใดกัน ไม่รู้จักเกรงกลัวแม้แต่น้อย ราวกับทุบกำปั้นลงปุยฝ้าย หัวใจยิ่งคับแน่น
ประมุขหญิงเดินเข้ามาในเรือนด้วยใบหน้าเย็นชา
นางโกรธจัดจนไม่มองทาง เท้าสะดุดธรณีประตูเซเข้าเรือนไป หลายก้าว จนเกือบจะล้มหน้าคะมำตรงนั้น
ภาพนี้ดูดีไม่เท่าใดนัก
เมื่อคิดว่าข้ารับใช้มากมายต่างมองเห็น ประมุขหญิงก็ทั้งโกรธ ทั้งอับอาย
สิ่งที่น่าอายไปกว่านั้นคือฝูหลิงยังผลักนางอีกครั้ง “อย่า
เหยียบหญ้าที่คุณชายน้อยปลูก! เมื่อเช้านี้เพิ่งจะฉี่ไป!”
ไม่พูดยังดีเสียกว่า แต่ทันทีที่กล่าวอย่างนั้น ประมุขหญิงก็ เหลือบมองลานที่นางตั้งใจสร้างให้องค์หญิงน้อย ก็เห็นว่าดอก โบตั๋นลํ้าค่าเหล่านั้นถูกทำลายจนเหลือแต่ใบ
ดอกโบตั๋นดอกหนึ่งมีค่าถึงหนึ่งพันทอง! ! !
ส่วนหญ้าที่คุณชายน้อยปลูกไว้ที่ฝูหลิงกล่าว มิใช่เพียงวัชพืช ไม่กี่ต้นหรอกหรือ? ! !
เก็บดอกโบตั๋น มาปลูกวัชพืช…
ดวงตาของประมุขหญิงเป็นสีดำด้วยโทสะ
ช้าก่อน ทาสผู้นี้บอกว่าพวกเขาเพิ่งฉี่ไปเมื่อเช้า?
ไข่ดำเติบโตมาในชนบท รู้ว่าฉี่เป็นปุ๋ยที่ดี พวกเขาจึงมาแต่เช้า เพื่อให้ปุ๋ยหญ้า
เป็นถึงประมุขหญิง…กลับมาเหยียบฟองฉี่ของเด็ก…
ประมุขหญิงอึดอัดขยะแขยงเกินทน
แต่สีหน้าของฝูหลิง รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าไม่พอใจที่นาง เหยียบมัน
ควรเป็นผู้ใดที่ไม่พอใจกันแน่!
ไม่ใช่คนที่แช่ฉี่อยู่ตอนนี้เช่นนางหรอกหรือ?
เหตุใดถึงมีครอบครัวที่น่ารำคาญเช่นนี้…
กว่าประมุขหญิงจะไปถึงห้องตำราเพื่อพบเยี่ยนอ๋อง รอย ตีนกาจากโทสะก็โผล่ขึ้นบนใบหน้าของนางสองเส้น
ยามประมุขหญิงออกมาเจิดจ้าราวกับตะวันขึ้นฟ้า ทว่ายามนี้ กลับเหมือนตะวันใกล้ลับฟ้าเต็มที
นางยืนอย่างห่อเหี่ยวอยู่เบื้องหน้าเยี่ยนอ๋องด้วยดวงตาแดง กํ่า “ราชบุตรเขย”
เยี่ยนอ๋องมองนางด้วยสีหน้าอารมณ์ซับซ้อน “ข้าไม่ใช่ ราชบุตรเขยของเจ้า”
ประมุขหญิงใจสั่นไหว
ก่อนจะมานางเดาได้ว่า หากราชบุตรเขยตื่นขึ้น เยี่ยนจิ่วเฉา กับอวี๋หวั่นต้องเล่าชีวิตของเขาให้ฟังอย่างแน่นอน แต่นางก็ยัง หลงเหลือความโชคดีอยู่เล็กน้อย นั่นคือราชบุตรเขยไม่ได้หูเบาเช่น นั้น
นางสงบอารมณ์ พยายามไม่ทำตัวแปลกประหลาด “เหตุใด ท่านถึงกล่าวเช่นนี้? หากท่านไม่ใช่ราชบุตรเขยของข้า เช่นนั้น ราชบุตรเขยของข้าคือผู้ใดเล่า? ข้าไม่สนใจว่าผู้อื่นจะกล่าวกับท่าน เช่นไร ทว่าท่านควรฟังข้าอธิบายก่อน”
เยี่ยนอ๋องถาม “เจ้ามีสิ่งใดอธิบาย? เจ้าปิดบังข้ามานานหลาย ปีเพียงนั้น เจ้าบอกว่าข้าเป็นบุตรชายหัวหน้าเผ่าไป๋เอ้อ”
ประมุขหญิงสำลัก “ท่านจำไม่ได้เลยแม้แต่น้อยหรือ?”
“เรื่องอันใด?” เยี่ยนอ๋องกล่าว
ดูเหมือนว่าเขายังนึกไม่ออก
ประมุขหญิงรู้สึกสงบใจได้เล็กน้อย กล่าวด้วยสีหน้าเศร้าใจ “ทั้งหมดเป็นความคิดของท่าน ท่านทำทุกอย่างเพื่อให้ได้อยู่กับ ข้า”
เยี่ยนอ๋องถามกลับ “รวมถึงแกล้งตายทอดทิ้งภรรยาและบุตร ด้วยหรือ?”
ประมุขหญิงคาดว่าเขาจะถามเช่นนี้ จึงคิดคำตอบไว้ในใจแล้ว นางกล่าวด้วยแววตาจริงใจ “ท่านเคยกล่าวโทษตนเองอย่างสุดซึ้ง ในเรื่องนี้ ท่านจึงรู้สึกผิดมาตลอดหลายปี แต่โปรดเชื่อข้า ยามนั้น ข้ากับท่านมีรักแท้ต่อกัน ท่านไม่อยากแยกจากข้าไป”
เยี่ยนอ๋องชะงัก “เช่นนั้น เหตุใดเจ้าไม่บอกความจริงกับข้า?”
ประมุขหญิงทอดถอนใจ “ข้าไม่ต้องการให้ท่านรู้สึกผิด หลัง จากท่านได้รับบาดเจ็บและความจำเสื่อม ข้าเลยปกปิดอดีตของ ท่านเสีย อีกอย่างมิใช่ว่าข้าไม่เคยบอกท่านมาก่อน เพียงแต่อาการ ป่วยกำเริบ ท่านจึงลืมมันไปอีกครา เมื่อผ่านไปนานเข้า ข้าจึงไม่ กล่าวถึงมันอีก”
คำพูดเหล่านี้ฟังดูสมเหตุสมผล และคำนึงถึงเยี่ยนอ๋องทุก อย่าง
หากเยี่ยนอ๋องจำไม่ได้ว่านางบังคับให้เขาดื่มยาทั้งสองครั้งนี้ เกรงว่าคงถูกนางหลอกต่อไป
เยี่ยนอ๋องเปลี่ยนเรื่องสนทนา “เรื่องวางยาเฉาเอ๋อร์ เจ้าเป็น คนทำหรือไม่?”
ประมุขหญิงใจสั่นอีกครั้ง
นางไม่คาดคิดว่าราชบุตรเขยจะถามเรื่องนี้ขึ้นมากะทันหัน
ไอ้สวะนั่น รีบฟ้องบิดาเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
แต่ถึงอย่างไร นางแน่ใจว่าเขาไม่มีหลักฐาน!
“เฉาเอ๋อร์ถูกวางยาหรือ?” นางแสร้งทำแปลกใจ “ท่านสงสัย ข้าหรือ? ด้วยความสัตย์จริง ข้ากับท่านเป็นสามีภรรยา ลูกของ ท่านก็เหมือนลูกของข้า เฉาเอ๋อร์แค่มิได้ถูกเลี้ยงดูอยู่ข้างกายข้า เท่านั้น ไม่เช่นนั้นข้าก็คงมองว่าเขาเป็นลูกที่เกิดจากข้า”
เยี่ยนอ๋องมองดูสีหน้าท่าทางของนาง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ราชบุตรเขยได้ช่วยประมุขหญิง กวาดล้างศัตรูทางการเมืองจำนวนมาก ทุกคนต่างบอกว่าราชบุตร เขยเป็นคนจิตใจดี ประพฤติดีต่อผู้คน แต่นางกลับไม่เคยกล้าดูถูก บุรุษผู้นี้
สายตาแหลมคมของเยี่ยนอ๋องคล้ายกับจะแทงทะลุการหลอก ลวงของนาง
นางรู้สึกผิดจนเหงื่อเย็นไหลออกจากหน้าผาก
เยี่ยนอ๋องถอนสายตา ทอดถอนใจ “ไม่ใช่เจ้าก็ดี”
ประมุขหญิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ราชบุตรเขยยังเต็มใจเชื่อนาง!
เยี่ยนอ๋องกล่าวอีกครั้ง “เฉาเอ๋อร์ถูกพิษไป๋หลี่เซียง ข้า ต้องการยาสองสามอย่าง ข้าได้ยินมาว่าครอบครัวพระมารดาของ ฮองเฮามีเห็ดหลินจือแดงใช่หรือไม่?”
นอกจากเรื่องในอดีต ประมุขหญิงแทบไม่มีความลับใดต่อเยี่ย นอ๋อง เรื่องที่คนทั่วหล้าไม่รู้เช่นนี้ ราชบุตรเขยก็พอรู้อยู่บ้าง
ประมุขหญิงกล่าวเสียงแข็ง “…ใช่…มีอยู่ต้นหนึ่ง”
เยี่ยนอ๋องมองนางเนือยนิ่ง
ประมุขหญิงกล่าวด้วยความขมขื่น “ข้า…ข้าจะเอามาให้เฉา เอ๋อร์”
เยี่ยนอ๋องกล่าวอีกครั้ง “นอกจากนี้ ยังมีศาสตร์แกะสลัก หนังสือไร้อักษร ได้ยินมาว่ามันอยู่ที่สำนักราชครู”
แม้แต่เรื่องที่นางติดต่อกับสำนักราชครูเขาก็รู้แล้ว…
ประมุขหญิงอ้าปากค้าง ไม่รู้ว่าควรประหลาดใจกับความ สามารถของเขาหรือ ‘ความโลภไม่รู้จักพอ’ ของเขากันแน่
สายตาของเยี่ยนอ๋องตกกระทบใบหน้าของนางโดยไม่เอ่ยสิ่ง ใด แต่สีหน้ากลับส่งคำถามให้นางอย่างชัดเจน มิใช่บอกว่าจะ ปฏิบัติต่อเขาเช่นบุตรของตนเองรึ? ยามนี้เขาโดนวางยา เป็น ‘มารดา’ ไยไม่ห่วงหา?
ประมุขหญิงไม่รู้ว่าตนเองออกมาจากจื่อเวยเก๋อได้อย่างไร
จำได้เพียงรางๆ ว่านางยอมรับปากทุกอย่าง
นางสัญญาว่าจะหาเห็ดหลินจือแดงให้เยี่ยนจิ่วเฉาและยัง สัญญาว่าจะไหว้วานราชครู
“ท่านแม่!”
หนานกงหลีได้ยินเรื่องที่ประมุขหญิงไปที่จื่อเวยเก๋อตั้งแต่เช้า ตรู่ เขาจึงรีบวางราชกิจในมือกลับมา
ประมุขหญิงนั่งบนเก้าอี้อย่างเหม่อลอย
“พวกเจ้าถอยออกไปให้หมด!” เขาสั่งด้วยสีหน้าเย็นชา
ฝูงชนเดินเรียงแถวออกไป
ในห้องกว้างใหญ่ เหลือเพียงสองมารดาและบุตรชาย
หนานกงหลีเดินไปตบบ่าประมุขหญิงเบาๆ “ท่านแม่ ท่านเป็น อันใดไป? เมื่อครู่ท่านคุยกับท่านพ่อว่าอย่างไร?”
“เขารู้เรื่องที่เยี่ยนจิ่วเฉาถูกวางยาแล้ว”
“เขาถามว่าข้าเป็นคนทำหรือไม่”
“ด้วยความรู้สึกผิด ข้าจึงยอมรับปากเขาไปทั้งหมด”
“ท่านรับปากท่านพ่อว่าอย่างไร?” หนานกงหลีขมวดคิ้ว
ประมุขหญิงพึมพำ “ข้าสัญญาว่าจะหายาให้เยี่ยนจิ่วเฉา”
หนานกงหลีกล่าวอย่างไม่เชื่อ “ท่านแม่!”
ประมุขหญิงโบกมือ กดคิ้วที่เจ็บปวด “ข้ารู้ ข้าเสียใจ แต่เจ้าไม่
เห็นสีหน้าของพ่อเจ้า หากเจ้าอยู่ที่นั่น เจ้าก็จะเป็นเช่นเดียวกับ แม่”
หนานกงหลีเริ่มสงสัยว่าเขาไม่ใช่เลือดเนื้อของราชบุตรเขย จึง มองสิ่งต่างๆ จากมุมที่แตกต่างจากประมุขหญิง
ในสายตาของประมุขหญิง บิดาโกรธแค้นที่นางหลอกลวงเขา มาหลายปี แต่ในสายตาของเขา มันเหมือนกับว่าบิดากำลัง วางแผนเพื่อบรรลุเป้าหมายของเขา
แววตาหนานกงหลีเย็นชา “ท่านแม่ ท่านพ่อกำลังใช้ประโยชน์ จากความรู้สึกของท่านที่มีต่อเขา ใช้ประโยชน์จากความรู้สึกผิด ของท่าน แม้แต่ความรู้สึกอยากชดเชยของท่าน”
ประมุขหญิงโกรธ “เหลวไหล!”
หนานกงหลีกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ลูกหาได้เหลวไหล! ท่านแม่ เขาไม่ใช่ราชบุตรเขยของท่านอีกแล้ว เขาคือเยี่ยนอ๋อง! เป็นบิดา ของเยี่ยนจิ่วเฉา! ท่านจะไปพบเขาไม่ได้อีก เขาจะหลอกใช้ท่านจน ไม่เหลือแม้แต่กระดูก!”
เพียะ!
ประมุขหญิงวาดมือตบหน้า!
“ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าให้ร้ายราชบุตรเขยเช่นนี้! ราชบุตรเขย เป็นของข้า! ในใจของเขามีข้าอยู่! เขาต้องการให้ข้าดีกับเยี่ยนจิ่ว เฉา ข้าจึงทำดีต่อเยี่ยนจิ่วเฉา! เขาต้องการสิ่งใด! ข้าก็จะให้เขา!”