หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 29.1 ฉีกหน้ากาก (1)
ประตูปิดลง นายท่านไป๋และฮูหยินไป๋ต่างก็ออกไปแล้ว บ่าวรีบ เข้ามาแล้วก็ออกไป โดยรอบของเรือนที่เมื่อครู่มีเสียงดังเอะอะ โวยวายพลันเงียบลง อวี๋หวั่นลงมาจากกำแพง เดินตรงไปยังห้อง ของไป๋ถัง
ครั้งนี้ห้องของไป๋ถังไม่ได้ลงกุญแจจากด้านนอก แต่อวี๋หวั่น กลับผลักประตูเข้าไปไม่ได้
ลงกลอนจากด้านใน?
อวี๋หวั่นเคาะประตูเบาๆ ไม่มีเสียงตอบรับใด เธอไม่อยากกระ โตกกระตาก ด้วยกลัวว่าจะทำให้ฮูหยินไป๋และคนอื่นที่เดินออกไป ได้ไม่ไกลจะแห่กันกลับมา
อวี๋หวั่นอ้อมไปยังหน้าต่างห้องซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของทางเดิน ยื่นมือออกไปแล้วเลิกม่านขึ้น!
เธอเห็นว่าไป๋ถังนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มือหนึ่งถือกรรไกร อีกมือหนึ่งจับเส้นผมยาวของตน นางง้างกรรไกรแล้ว หากช้าไป อีกเพียงชั่วพริบตาเดียว ผมยาวดำขลับดุจหมึกก็คงจะไม่เหลือ แล้ว
“ท่านทำอะไรน่ะ?” อวี๋หวั่นดันตัวขึ้นแล้วกระโดดเข้าไปในห้อง ด้วยมือเดียว
ไป๋ถังหมดท่าทางอาลัยตายอยาก มิได้มองเสียด้วยซํ้าว่ามีคน เข้ามาในห้อง ขณะที่นางงับกรรไกรลง อวี๋หวั่นก็ดึงปิ่นปักผมเข้าไป สอดไว้ตรงกลางทันที
ไป๋ถังมองไปยังผู้มาเยือนด้วยความขุ่นเคือง แต่กลับพบว่า เป็นอวี๋หวั่น นางนิ่งไป นํ้าตาไหลอาบสองข้างแก้ม “แม่นางอวี๋?”
“ข้าเอง” อวี๋หวั่นหยิบกรรไกรออกจากมือของนาง แล้ววางลง ในกล่องบนโต๊ะเครื่องแป้ง “ท่านคิดจะทำอะไร? โกนหัวแล้วไป บวชเป็นพระในวัดหรือ?”
“แม่ชีต่างหาก!” ไป๋ถังทัดทาน
อวี๋หวั่นร้อง ‘อ้อ’ แล้วกล่าวว่า “ไม่เหมือนกันหรอกหรือ?”
ไป๋ถังกำลังจะเอ่ยปาก อวี๋หวั่นก็ตัดบทขึ้นว่า “ฟังดูดีเหมือน กัน ออกบวช ละตนออกจากกิเลสที่ฟังดูยากสักหน่อยก็คือละทาง โลก ข้าไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นอย่างไร แต่ท่านทำได้อยู่แล้ว!”
“ข้า…” ไป๋ถังพูดไม่ออก
อวี๋หวั่นพูดต่อ “ข้าคิดมาตลอดว่าท่านไม่เหมือนกับสตรีอื่น แต่ดูจากตอนนี้ ก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่”
ไป๋ถังโมโหสุดขีด อยากร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ออก “เจ้า…เจ้ามา ตอกยํ้าข้าหรืออย่างไร?”
อวี๋หวั่นพูดจากใจจริงว่า “สิ่งที่ข้าพูดไม่ใช่การตอกยํ้า เรียกว่า ความจริง ถึงข้าจะเป็นคนนอก แต่ข้าก็อดคิดในใจไม่ได้ว่า ‘คุณหนู
ไป๋ พ่อเจ้าไม่ได้เรื่องเอาซะเลย! แม่เลี้ยงเจ้ายิ่งแย่เข้าไปใหญ่ เจ้า โกนหัวบวชชี ไม่ใช่การเปิดทางสะดวกให้พวกเขา…แล้วก็น้องพ่อ เดียวกันของเจ้าหรอกหรือ?’”
อวี๋หวั่นก็มีน้องชาย ในตอนที่ข้ามมิติมาที่นี่ หากไม่ใช่เพ ราะเถี่ยตั้นน้อยเชื่อฟัง และตามเธอแจเช่นนี้ เธอคิดว่าเธอก็คงไม่ อาจเป็นพี่สาวใจดีของน้องได้ เรื่องความรู้สึกจำพวกนี้ ไม่ว่าจะอายุ เท่าไร ทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน ไม่มีการให้เพียงฝ่ายเดียวหรือรับ เพียงฝ่ายเดียว ไม่ใช่บอกว่าฉันและเธอมีสายเลือดร่วมกัน ฉัน จำเป็นต้องเอ็นดูเธอปานจะกลืนกิน ฮูหยินไป๋เลี้ยงลูกมาให้เป็นคน แปลกหน้าของไป๋ถัง ถามหน่อยว่าไป๋ถังจะชอบเขาได้อย่างไร? ยิ่ง ไปกว่านั้นจะยกสมบัติให้เขาได้อย่างไรกัน?
ไป๋ถังพูดอย่างเศร้าสลดว่า “เปิดทางก็เปิดทางไปสิ อย่างไร เสียทุกคนก็ต้องตาย ข้าอยู่ที่บ้านนี้ไปก็ขวางหูขวางตาพวกเขา”
“หมดอาลัยตายอยากแล้วหรือ?” อวี๋หวั่นย้ายเก้าอี้ไปวาง ข้างๆ ไป๋ถัง
“พ่อเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” ไป๋ถังเอ่ยถาม
อวี๋หวั่นส่งผ้าเช็ดหน้าให้นาง “ตอนนี้ท่านยังมีกะจิตกะใจถาม เรื่องพ่อข้าอีก เขาออกมาจากคุกแล้ว รอหาพยานบุคคลมายืนยัน ว่าเขาบริสุทธิ์”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว” ไป๋ถังรับผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดนํ้าตา แล้วพูดต่อ “พ่อเจ้าดีกับเจ้าหรือไม่?”
คำถามนี้ ถ้าตอบไปตามตรงก็จะทำร้ายจิตใจของไป๋ถัง แต่ถ้า โกหกก็จะทำร้ายจิตใจของอวี๋หวั่นเสียเอง อวี๋หวั่นจึงเปลี่ยนเรื่อง สนทนาทันที “ไม่ต้องพูดเรื่องท่านพ่อข้าแล้ว พูดเรื่องท่านดีกว่า ข้าขอถาม ท่านอยากยกเลิกการแต่งงานครั้งนี้หรือไม่?”
ไป๋ถังพึมพำ “ข้าคิดว่าเจ้าจะมาถามข้าว่าจะแต่งงานกับพี่ชาย เจ้าหรือไม่เสียอีก ผู้จัดการชุยบอกพวกเจ้าว่าข้าจะแต่งงานสินะ?”
อวี๋หวั่นตอบ ‘อืม’ ในคอ “ข้าไปหอหยกขาวมา เดิมทีคิดว่าจะ นำเกลือกับไข่ไก่ไปให้ท่าน ไม่รู้ว่าท่านไม่อยู่…จะว่าไป ท่านมองพี่ ใหญ่ข้าออกหมดเลยสินะ”
ไป๋ถังเบ้ปาก “เจ้าทึ่มนั่นคิดว่าตัวเองซ่อนความรู้สึกเก่งหรือ อย่างไร?”
อวี๋หวั่นจินตนาการท่าทางเลิ่กลั่กของอวี๋เฟิง ต่อให้เป็นคน ตาบอดก็ยังมองออก
อวี๋หวั่นหลุดหัวเราะ กล่าวว่า “ระหว่างท่านกับพี่ใหญ่ข้าเป็น อย่างไรย่อมเป็นเรื่องของพวกท่าน ท่านจะแต่งหรือไม่แต่งงานกับ เขา ข้าก็ยังจะช่วยท่านยกเลิกการแต่งงานครั้งนี้”
ไป๋ถังรู้สึกซาบซึ้งใจ มองไปยังอวี๋หวั่น นํ้าตาไหลอาบข้างแก้ม “แม้ว่าเจ้าชอบทำข้าเดือดร้อน แต่ข้าก็คิดว่าเจ้าเป็นคนดี”
อวี๋หวั่นลูบคาง “ข้าก็คิดอย่างนั้นแหละ ข้าเป็นคนดี จริงๆ นะ”
ไป๋ถัง “…”
……
หลังจากที่มั่นใจว่าไป๋ถังจะไม่ทำเรื่องบ้าๆ อีก อวี๋หวั่นก็ปีนข้าม กำแพง แล้วบอกเล่าเรื่องของไป๋ถังให้อวี๋เฟิงฟัง เมื่อได้ยินว่านาย ท่านไป๋ลำเอียงปกป้องฮูหยินไป๋ ทั้งยังตบหน้าไป๋ถัง อวี๋เฟิงก็โมโห จนเส้นเลือดปูดโปน “มีพ่อพรรค์นี้อยู่บนโลกด้วยรึ!”
อวี๋หวั่นถามต่อ “ตอนนี้ท่านยังวางใจ ยอมให้คุณหนูไป๋ไป แต่งงานกับคนสกุลเฉินอยู่ใช่ไหม?”
อวี๋เฟิงคิดมาตลอดว่าฐานะของตนต้อยตํ่า ไม่คู่ควรกับคุณหนู แห่งสกุลไป๋ จนถึงทุกวันนี้เขาก็ยังรู้สึกว่าไม่คู่ควร ทว่าสกุลเฉินไม่ คู่ควรยิ่งกว่า อวี๋หวั่นพูดเอาไว้ไม่ผิด ไป๋ถังและฮูหยินไป๋ก็เปรียบ เสมือนนํ้ากับไฟ ไป๋ถังแต่งงานเข้าบ้านเดิมของฮูหยินไป๋ ย่อมไม่มี ทางได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย…เขาไม่ยอมทนมองนางกระโดดเข้า กองไฟเป็นแน่
อวี๋เฟิงยืนขึ้นแล้วกล่าวว่า “ข้าจะไปบอกท่านพ่อกับท่านแม่!”
อวี๋หวั่นหยุดเขาไว้ “คุณหนูไป๋ยังไม่ได้บอกสักหน่อยว่าจะ แต่งงานกับท่าน”
อวี๋เฟิงนิ่งไป “เอ่อ…เรื่องนั้น…”
อวี๋หวั่นอดรู้สึกขบขันไม่ได้ “ข้าล้อเล่น ข้ายังไม่ได้ถามว่านาง คิดอย่างไร ให้ท่านไปถามเองวันหลัง”
อวี๋เฟิงใบหน้าแดงกํ่า
อวี๋หวั่นพูดว่า “จัดการเรื่องสกุลเฉินก่อนจะดีกว่า”
อวี๋หวั่นไปยังร้านขายยา ซื้อสมุนไพร จ้างให้ร้านยาต้มและปั้น เป็นลูกกลอน แล้วนำไปยังคฤหาสน์สกุลไป๋
“นี่คืออะไร?” ไป๋ถังเอ่ยถามพลางมองขวดยาบนโต๊ะ
อวี๋หวั่นเปิดจุกขวดออก เทยาสีดำออกมาหนึ่งเม็ด แล้วบอก กับไป๋ถังว่า “ส่วนประกอบหลักก็มีผักคาวทอง ซันชี
และมะขามแขก แล้วก็มีส่วนประกอบอื่นอีกนิดหน่อย กิน เข้าไปแล้วท่านจะรู้สึกเจ็บปวดเล็กน้อย แต่ว่าไม่เป็นอันตรายต่อ ร่างกาย ข้าคำนวณปริมาณไว้พอเหมาะ”
“เรื่องยาเจ้าก็รู้หรือ?” ไป๋ถังเอ่ยถาม
“ตำราแพทย์ของท่านปู่เป้าเขียนเอาไว้” อวี๋หวั่นตอบ
“ยังมีท่านปู่เป้าอีก?” ไป๋ถังไม่รู้เรื่องที่อวี๋หวั่นและพ่อครัวเทพ เป้ารู้จักกัน
อวี๋หวั่นมองออกไปนอกประตู จะมีคนผ่านไปมาเมื่อไรก็ไม่อาจ รู้ได้ “เรื่องมันยาว ท่านกินยาก่อนเถอะ”
ไป๋ถังบีบยาลูกกลอนเม็ดสีดำปี๋ “ก่อนหน้านี้…เจ้าเคยให้ผู้อื่น กินหรือไม่?”
“ไม่เคย ท่านเป็นคนแรก!”
ดีใจหรือไม่? ประหลาดใจหรือไม่? ซาบซึ้งหรือไม่?
ไป๋ถัง “…”
มิใช่ต้องกังวลว่านางกินไปแล้วจะตายไหมหรอกหรือ…
ในที่สุดไป๋ถังก็กินยาลงไป
เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น ไป๋ถังก็เริ่มรู้สึกอ่อนเพลีย บ่าวชราที่นำ อาหารมาให้คิดว่านางโมโหนายท่านและฮูหยินจน
เป็นเช่นนี้ จึงมิได้นำมาใส่ใจ จนตกดึก ไป๋ถังเริ่มร้องด้วยความ เจ็บปวด
สาวใช้ซึ่งเฝ้าตอนกลางคืนก็พยุงนางขึ้นมา “คุณหนู เป็นอะไร หรือ?”
“ขะ…ข้าปวดหัว…” ไป๋ถังพูดอย่างไร้เรี่ยวแรง
สาวใช้ใช้มือแตะบนหน้าผากของนาง แล้วหดมือกลับด้วย ความตกใจ “ร้อนเหลือเกิน”
ไป๋ถังไม่สบาย แข้งขาไร้เรี่ยวแรงและอ่อนเพลียอยู่ตลอด ทั้ง ยังปวดศีรษะ มีไข้สูง ฮูหยินไป๋เชิญหมอมาตรวจอาการ เป็นเพราะ ไป๋ถังต้องแต่งงานกับบุตรชายของสกุลเฉิน เรื่องตรวจรักษาโรค ของไป๋ถังนั้น นางจึงใจกว้างอย่างถึงที่สุด
หลังจากหมอตรวจอาการแล้ว วินิจฉัยว่าไม่สบายจากลม หนาวขั้นรุนแรง จ่ายยาขับร้อนให้นาง ทว่าหลังจากที่กินยาเข้าไป อาการของไป๋ถังก็มิได้ดีขึ้น มิหนำซํ้ายังแย่ลงกว่าเดิม
ต่อให้นายท่านจะรักลูกไม่เท่ากัน แต่ไป๋ถังก็เป็นลูกในไส้ของ
เขา เขาย่อมไม่อาจนิ่งนอนใจ
เขากล่าวกับฮูหยินไป๋ด้วยนํ้าเสียงเย็นเยียบ “เจ้าเชิญหมอ อะไรมา? แม้แต่ไข้ก็ยังรักษาไม่หาย! สรุปแล้วเจ้าให้คนดูแลนาง จริงหรือไม่?”
“นายท่านหมายความว่าอย่างไร? ข้าไม่ตั้งใจดูแลนาง? หรือ ว่าข้าตั้งใจให้นางกินยา? นายท่าน ที่ผ่านมาข้า
ปฏิบัติต่อไป๋ถังอย่างไรท่านไม่เห็นหรือ? ในใจท่านไม่รู้เลย หรือ?” ฮูหยินไป๋รํ่าไห้ออกมาอย่างเศร้าโศกเสียใจ
นายท่านไป๋ใจอ่อน “ข้าไม่ได้กล่าวโทษสิ่งที่เจ้าทำ เจ้า…เอา เถอะ เปลี่ยนหมอคนใหม่ ให้พ่อบ้านติงไปตาม”
พ่อบ้านติงเป็นคนสนิทของไป๋ถัง หลังจากที่ฮูหยินไป๋เข้ามา ดูแลเรื่องต่างๆ ในบ้าน นางก็ย้ายเขาไปดูแลห้องเก็บของ ฮูหยินไป๋ ไม่อยากให้ความสำคัญกับเขามาก แต่ก็ไม่ควรไปกระตุกหนวด นายท่านด้วยเรื่องนี้ นางจึงให้บ่าวนำความไปแจ้งแก่พ่อบ้านติง
บทที่ 29.2 ฉีกหน้ากาก (2)
พ่อบ้านติงรีบไปเชิญหมอหลี่ซึ่งคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
หมอหลี่เป็นหมอที่มีความสามารถสูง เขารักษาให้ชนชั้นสูง โดยเฉพาะ หากไม่ใช่เพราะฐานะมารดาของไป๋ถัง พ่อบ้านติงก็คง เชิญเขามาไม่ได้
ขณะที่หมอหลี่ตรวจอาการให้ไป๋ถัง อาการของไป๋ถังก็แย่ลง กว่าเดิม หมอหลี่พับแขนเสื้อของนางขึ้น ก็พบว่าที่แขนของไป๋ถังมี ตุ่มบวมแดง หมอหลี่กล่าวออกมาคำหนึ่งว่า ‘ไม่ดี’
“อะไรไม่ดีหรือ? ถังเอ๋อร์อาการหนักหรืออย่างไร?” นายท่าน ไป๋ถามด้วยความกังวลใจ
หมอหลี่ลุกขึ้นยืน ให้คนไปยกนํ้ามา ใช้สบู่ล้างมือจนสะอาด กล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ข้ายังบอกไม่ได้ หากภายในพรุ่งนี้เช้า ก้อนบวมนี้ไม่แพร่ออกไป ก็ไม่ต้องเป็นห่วง แต่หากไม่เป็นเช่น นั้น… ”
“หากไม่เป็นเช่นนั้นแล้วอย่างไรหรือ?” ฮูหยินไป๋เอ่ยถามด้วย ความกระวนกระวายใจ ผู้ใดภาวนาให้ไป๋ถังไม่เป็นโรคมากที่สุดก็ คงเป็นนาง
หมอหลี่กล่าวว่า “พรุ่งนี้ข้าค่อยมาดูใหม่!”
แต่มิทันได้รอถึงเช้า กลางดึกพ่อบ้านติงก็มาเคาะประตูหน้า
บ้านหมอหลี่
พ่อบ้านหลี่ท่าทางร้อนรน “ท่านหมอหลี่ คุณหนูบ้านข้าแย่ แล้ว! ท่านรีบไปดูหน่อยเถิด!”
หมอหลี่ถือกล่องยาขึ้นรถม้าไป
ตุ่มแดงบนแขนของไป๋ถังแพร่กระจายไปทั่ว ในตอนแรกมี เพียงบนแขนด้านล่าง กลางดึกสาวใช้เช็ดตัวให้นาง ก็พบว่าที่แขน ด้านบน แก้ม รวมไปถึงขาของนาง ก็ปรากฏก้อนแดงแบบเดียวกัน อาการของนางทรุดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อหมอหลี่มาถึง ตุ่มแดงก็ ปรากฏไปทั่วตัว
“แย่แล้ว!” หมอหลี่ใจเสีย
“คุณหนูบ้านข้าเป็นอย่างไรบ้าง?” พ่อบ้านติงถาม
หมอหลี่ตอบอย่างจนปัญญา “นะ…นางเป็นไข้ทรพิษ”
……
ไข้ทรพิษเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาได้ ไม่เพียงต้องตาย ยัง แพร่เชื้อได้อีกด้วย มีหมู่บ้านหนึ่งรับขอทานซึ่งป่วยเป็นไข้ทรพิษ มาด้วยความใจดี ทว่าในเวลาต่อมาคนทั้งหมู่บ้านป่วยและเสีย ชีวิตทั้งหมด และถ้าหากไป๋ถังเป็นไข้ทรพิษ ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ก็คงเดาได้ไม่ยาก
วันต่อมาคนสกุลเฉินก็มาเยือนถึงบ้าน
ผู้มาเยือนคือฮูหยินเฉิน พี่สะใภ้ใหญ่ของฮูหยินไป๋
“พี่สะใภ้ใหญ่ว่าอย่างไรนะเจ้าคะ? ยกเลิกการแต่งงาน?” ฮู หยินไป๋มองไปยังฮูหยินเฉินซึ่งบอกปัดนางอย่างง่ายดายด้วยเรื่อง เพียงเท่านี้
หากถามว่าเหตุใดฮูหยินไป๋จึงเป็นเดือดเป็นร้อนถึงเพียงนี้ ก็ คงต้องย้อนไปถึงครั้นนางสวียังมีชีวิตอยู่ ก่อนที่นางจะสิ้นใจ นาง ได้เขียนพินัยกรรมให้นายท่านไป๋ไว้ว่าตราบใดที่ไป๋ถังมีชีวิตอยู่ สิน เดิมของนางจะเป็นของไป๋ถัง หากไป๋ถังไม่อยู่แล้ว สินเดิมของนาง จำต้องกลับไปเป็นของสกุลสวี
นางสวีคาดเดาได้ตั้งแต่แรกแล้วว่านายท่านไป๋จะแต่งงาน ใหม่ นางกังวลว่าภรรยาใหม่จะไม่ดีกับบุตรสาว จึงยอมเป็นคน ใจร้าย บังคับให้นายท่านไป๋ลงนามในพินัยกรรมฉบับนั้น
แต่ไหนแต่ไรมานายท่านไป๋ก็มิได้ละโมภปรารถนาสินเดิมของ นางสวี เดิมทีเขาคิดว่าการยกทรัพย์สมบัติของนางสวีให้แก่ไป๋ถัง เป็นเรื่องที่พึงกระทำ ทว่านางสวีทำเช่นนี้ ก็หมายความว่านางไม่ เชื่อบิดาอย่างเขา เขาปกป้องบุตรสาวไม่ได้หรืออย่างไร? จึงต้องใช้ วิธีจำพวกนี้มาบีบบังคับกัน!
วันสุดท้ายในชีวิตสามีภรรยาของทั้งสองมิได้มีความสุขนัก นางสวีจากไปพร้อมกับความรู้สึกอย่างไรไม่อาจรู้ได้ แต่ก็เป็นเรื่อง ที่ไม่อาจลบเลือน การตัดสินใจของนางสวีในครั้งนั้น ทำให้ไป๋ถัง สามารถเติบโตขึ้นมาได้อย่างราบรื่น
“พี่สะใภ้ใหญ่…”
“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ข้ารู้เรื่องทั้งหมดแล้ว ไป๋ถังเป็นไข้ ทรพิษ! เจ้าจะปิดบังข้าใช่หรือไม่? เจ้าอยากฆ่าล้างตระกูลข้าหรือ อย่างไร?”
นางเก็บความสงสัยไว้ในใจ แล้วบอกกับฮูหยินเฉินว่า “พี่สะใภ้ ใหญ่ ข้าไม่ได้ปิดบังพวกท่าน แต่บ่าวคนนี้…ไม่เป็นอะไร”
ฮูหยินเฉินขมวดคิ้ว “เจ้าหมายความว่านางแกล้งป่วยรึ?”
ฮูหยินไป๋กล่าวว่า “เมื่อถึงยามคับขัน นางก็เกิดล้มป่วยขึ้นมา ใต้หล้าจะมีเรื่องบังเอิญเพียงนี้ได้อย่างไร?”
ฮูหยินเฉินโต้กลับ “เช่นนั้นเจ้าก็ลองแกล้งป่วยให้ข้าดูหน่อย สิ!”
มีตุ่มแดงขึ้นไปทั่ว ไข้สูงไม่ลงสักที ใบหน้าซูบซีด เอาตรงไหน มาแกล้งป่วยกัน?
“ข้าไปดูมาแล้ว! เด็กคนนั้นกำลังจะตายอยู่แล้ว!”
ไม่เช่นนั้น ฮูหยินเฉินจะยอมยกเลิกการแต่งงานได้อย่างไร เล่า?
แม้จะไม่รู้ว่าไป๋ถังทำได้อย่างไร แต่ฮูหยินไป๋มั่นใจมากว่านาง กำลังแกล้งป่วย “พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านให้เวลาข้าอีกสองสามวัน ข้าจะ ต้องคิดหาวิธีเปิดโปงแผนการของเด็กนั่นให้ได้!”
ฮูหยินเฉินสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินออกไป
ฮูหยินไป๋ไปยังห้องของไป๋ถัง “พวกเจ้าถอยไป”
“เจ้าค่ะ” บ่าวที่ดูแลไป๋ถังออกไปจากห้อง
ฮูหยินไป๋เดินมาด้านหน้าเตียง มองไปยังไป๋ถังที่กำลังเจ็บปวด เจียนตาย แล้วเอ่ยขึ้นด้วยนํ้าเสียงอ่อนโยนว่า “ถังเอ๋อร์ เจ้าป่วย จริงๆ หรือ?”
ไป๋ถังก่นด่าอวี๋หวั่นในใจนับครั้งไม่ถ้วน ยาบ้าอะไรกันนี่ นางจะ ตายอยู่แล้ว!
ไป๋ถังลืมตามองฮูหยินไป๋ พูดอย่างอ่อนระโหนโรยแรงว่า “ท่านแม่ ท่านว่าอย่างไรเล่า?”
ฮูหยินไป๋นัยน์ตากระตุกวูบหนึ่ง “แน่นอนว่าเจ้าต้องเสแสร้ง น่ะสิ!”
ไป๋ถังตอบตะกุกตะกักว่า “แล้วอย่างไร…เจ้าเปิดโปงข้า…ดูซิ ว่าจะมีคนเชื่อหรือไม่…”
“ไป๋ถังเจ้าคอยดู อย่าคิดว่าเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเจ้าจะไม่ต้อง แต่งงาน!” ฮูหยินไป๋เดินปึงปังออกจากห้องไป นางเด็กนี้บ้าบิ่นเป็น ที่สุด ไม่เท่าไรก็ออกลายแล้ว!
ไป๋ฮูหยินเรียกสาวใช้และบ่าวสูงอายุที่ไว้เนื้อเชื่อใจมา “ช่วงนี้ พวกเจ้าจับตาดูคุณหนูเอาไว้ให้ดี ดูว่ารอบตัวนางมีคนแปลกหน้า มาหรือไม่”
“เจ้าค่ะ ฮูหยิน” ทั้งสองตอบรับ
ฮูหยินไป๋ครุ่นคิด “แล้วก็จับตาดูพ่อบ้านติงไว้ด้วย”
ทั้งสองจับตาดูมาสองวันแล้ว ก็ยังไม่พบความผิดปกติ สกุล เฉินเร่งเร้ามาแล้วครั้งหนึ่ง ทำให้ฮูหยินไป๋นั่งไม่ติด และเดิน ทางออกจากคฤหาสน์ไปด้วยเหตุผลที่ว่าจะไปเยี่ยมมารดา
อวี๋หวั่นและอวี๋เฟิงเฝ้าสังเกตคฤหาสน์สกุลไป๋มาหลายวัน ใน ที่สุดก็เห็นฮูหยินไป๋ออกมา
ในตอนที่ฮูหยินไป๋นั่งรถม้าไปถึงถนนเสวียนอู่ สาวใช้คนหนึ่งก็ เดินลงมา
บนรถม้าด้านหลัง “พี่ใหญ่ ท่านตามนางไป คอยดูว่านางจะทำ อะไร”
อวี๋เฟิงพยักหน้าแล้วตามไป
อวี๋หวั่นตามฮูหยินไป๋ไปยังโรงนํ้าชาหลังหนึ่ง ครานี้นางเปลี่ยน อาภรณ์ทั้งชุด นางสวมเสื้อคลุม สวมหมวกซึ่งมีผ้าคลุมหน้า ผ้า คลุมหน้ายาวปกปิดใบหน้าของนาง หากอวี๋หวั่นไม่ได้จ้องนางอยู่ ตลอดเวลา เธอก็คงจะจำไม่ได้ว่าผู้หญิงคนนี้คือฮูหยินไป๋
ฮูหยินไป๋เข้าไปในโรงนํ้าชา
อวี๋หวั่นตามนางไป
ไป๋ฮูหยินเดินเข้าไปอย่างง่ายดาย ราวกับเป็นลูกค้าประจำของ ที่นี่
“เดี๋ยว เจ้ามาจากไหน?” เสมียนในโรงนํ้าชาหยุดเธอไว้
โรงนํ้าชาหรูหราเช่นนี้ไม่ใช่สถานที่ที่คนสวมเสื้อผ้าฝ้ายอย่างอ
วี๋หวั่นจะเข้ามา
สีหน้าของอวี๋หวั่นไม่ได้เปลี่ยนแต่อย่างใด แต่ท่าทางของเธอ น่าเกรงขาม “ข้ามากับฮูหยินบ้านข้าน่ะสิ ทำไม? เจ้าอยากพบฮู หยินบ้านข้าหรืออย่างไร?”
ท่าทีของอวี๋หวั่นข่มขู่เสมียนหนุ่มได้อย่างได้ผล เขาค้อมตัว งกๆ “ล่วงเกินแล้ว แม่นาง เชิญ”
ถูกขัดจังหวะเช่นนี้ ฮูหยินไป๋หายตัวไปเสียแล้ว อวี๋หวั่นทำได้ เพียงพึ่งโชค เดินไปตามห้องต่างๆ ยังดีที่โชคเข้าข้างเธอ เสียงของ ฮูหยินไป๋ดังขึ้นมาจากห้องด้านในสุดของทางเดิน
“…โอกาสทองหายวับไปกับตา ข้าล่ะโมโหเสียจริง…”
เสียงนั้นเล็กแหลมอ่อนหวาน อวี๋หวั่นฟังแล้วก็อดขนลุกไม่ได้
ยืนอยู่หน้าห้องเช่นนี้ก็ออกจะสะดุดตาไปสักหน่อย คนที่ผ่าน ไปผ่านมาอาจพบเห็นเข้า ห้องข้างๆ เป็นห้องว่าง แต่น่าเสียดายที่ ผนังหนาเกินไป ฟังไม่ได้ยิน อวี๋หวั่นเปิดหน้าต่างออก แล้วก็พบว่า ฝั่งตรงข้ามก็เป็นหน้าต่างอีกบานหนึ่งซึ่งห่างจากหน้าต่างห้องของ ฮูหยินไป๋เพียงหนึ่งแขนเท่านั้น
อวี๋หวั่นลองเสี่ยงปีนข้ามไป
ห้องนั้นใหญ่และโอ่อ่า อวี๋หวั่นคิดว่าน่าจะเป็นห้องชุดหรูราคา แพงแบบดั้งเดิม
อวี๋หวั่นปีนเข้าไปบนหน้าต่างของ ‘ห้องชุดหรูหรา’ นั้น ร่างท่อน
บนยื่นออกไป เอวของเธองอเป็นมุมประหลาด เมื่อทำเช่นนี้เธอก็ จะยื่นตัวออกไปติดกับหน้าต่างของห้องฮูหยินไป๋ได้
อวี๋หวั่นเจาะหน้าต่างกระดาษเป็นรูเล็ก
อวี๋หวั่นสาบานได้ เธออยากรู้เพียงว่าฮูหยินไป๋จะใช้วิธีอะไร เปิดโปงไป๋ถัง ไม่ได้ตั้งใจล่วงรู้ความลับก้องโลกของนาง
ในห้องที่อบอวลไปด้วยกลิ่นของกำยาน ฮูหยินไป๋สวมเสื้อผ้า น้อยชิ้น กำลังคลึงเคล้าอยู่ในอ้อมอกของบุรุษ บุรุษผู้นั้นร่างกาย สูงใหญ่ แกนกลางลำตัวขนาดมหึมา อวี๋หวั่นมั่นใจว่าเขาไม่ใช่นาย ท่านไป๋ซึ่งย่างเข้าวัยกลางคนและตัวอ้วนท้วนอย่างแน่นอน