หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 294 พ่อลูก ภาพแฉก (1)
กลุ่มเยี่ยนจิ่วเฉากับอวี๋หวั่นกลับจวนเห้อเหลียน
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้พบหลานชายและเหลนมาหลายวัน แม้แต่ การเล่นไพ่ที่เป็นสิ่งโปรดปรานก็ยังไม่มีกะจิตกะใจ ทันทีที่ได้ยินข้า รับใช้บอกว่าคุณชายใหญ่ คุณหนูใหญ่และคุณชายน้อยกลับมาถึง จวนแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าถึงกับโยนไพ่ใบไม้ในมือ แล้วคว้าไม้เท้าออก ไปต้อนรับ
ต้าเป่าเป็นคนแรกที่วิ่งเข้าลานมา
ด้านพละกำลัง น้องชายทั้งสองไม่เคยสู้เขาได้
แต่เสี่ยวเป่ามีแผนสูงกว่าเขา คนยังไปไม่ถึง ทว่าเสียงนำไป ก่อนแล้ว
“ย่าทวด! ข้าคิดถึงท่านแทบขาดใจ”
เด็กน้อยทั้งสามมีหน้าตาเหมือนกัน ฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินเสียง ของเสี่ยวเป่าก่อน จากนั้นถึงมองเห็นต้าเป่า นางเกือบเข้าใจว่าผิด ต้าเป่าคือเสี่ยวเป่า
ดีที่ต้าเป่ามีผมยาวออกมาเล็กน้อย ฮูหยินผู้เฒ่านับผมบน ศีรษะของเขา
หนึ่งเส้น
อ้อ นี่คือต้าเป่า
“เหลนของย่า!” ฮูหยินผู้เฒ่าอุ้มต้าเป่า มองซ้ายมองขวา ช่าง หาได้ยากยิ่ง
“ย่าทวด! ย่าทวด!”
เอ้อร์เป่า เสี่ยวเป่าวิ่งเข้าลานมาพร้อมกัน แต่น่าเสียดายที่ต้า เป่าใช้ร่างอวบอ้วนจองแขนของฮูหยินผู้เฒ่าจนไม่มีที่ว่างสำหรับ สองพี่น้องอีกแล้ว
เมื่อเห็นเหลนตัวน้อย ฮูหยินผู้เฒ่าก็รู้สึกดีขึ้น ความโกรธก็ คลายลงราวกับว่าอากาศในจวนสดชื่นขึ้น
ไม่นาน เยี่ยนจิ่วเฉากับอวี๋หวั่นก็เข้ามาในลาน
ฮูหยินผู้เฒ่าปล่อยเหลนตัวน้อย เดิมแย้มยิ้มปรีดาเข้าไป ต้อนรับหลานชาย
ไม่พบกันไม่กี่วัน เหลนก็ดำขึ้น ส่วนหลานชายกลับขาวขึ้น โต มาอย่างไรกัน?
แน่นอนไม่ว่าจะโตไปเป็นอย่างไร ล้วนเป็นแบบที่ฮูหยินผู้เฒ่า ชื่นชอบ
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่รู้ว่าพวกเขาไปดูแลราชบุตรเขยที่จวนประมุข หญิงมา ก่อนจะเดินทางออกจากจวนได้บอกว่านายท่านชิน เจีย[1]มาที่เมืองหลวง เลยจะพาเด็กๆ ไปเยี่ยมเยียนเขาสักหน่อย
ความจริงแล้วเพิ่งผ่านไปเพียงไม่กี่วันเท่านั้น แต่ฮูหยินผู้เฒ่า
กลับรู้สึกราวกับผ่านไปนานหลายปี นางคิดถึงจนไม่เป็นอันทำอะไร
ฮูหยินผู้เฒ่าบีบใบหน้าหลานชายและพูดด้วยความยินดี “กลับมากันหมดแล้ว กลับมาก็ดีแล้ว นายท่านชินเจียสบายดี หรือ? ไยถึงไม่กลับมากับพวกเจ้า?”
บิดาของเยี่ยนจิ่วเฉา หากจะเรียกว่าเป็นนายท่านชินเจียของ จวนเห้อเหลียนก็ไม่ผิด
ราชบุตรเขยมีแผนการของตนเอง ช่วงเวลานั้นยังมีความจริง บางอย่าง ที่เขาต้องทำความเข้าใจอย่างละเอียด ในเมื่อองค์ ประมุขยังไม่นึกถึงเขาขึ้นมาในยามนี้ เขาจึงสามารถไปจัดการเรื่อง ของตนเองได้อย่างสบายใจ
เยี่ยนจิ่วเฉาส่งอิ่งสือซันกับอิ่งลิ่วติดตามเขาไป
“ท่านย่า ท่านก็ดูข้าด้วยสิ” อวี๋หวั่นเอาหัวน้อยๆ ยื่นให้ฮูหยินผู้ เฒ่า
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ฝืนดูนานนัก จึงมองแวบเดียวเท่านั้น
จากนั้นฮูหยินผู้เฒ่าก็ทำเสียงฮึดฮัด เมินหน้าหนี
หลานสะใภ้ตัวเหม็นมีขนดูดีหรือ?
แล้วก็ไม่ใช่เลือดเนื้อแท้ๆ ด้วย~
แน่นอน ฮูหยินผู้เฒ่าปากก็บอกรังเกียจ ‘สะใภ้ตัวเหม็น’ แต่ กลับปฏิบัติต่อเธออย่างไร้ที่ติ เมื่ออวี๋หวั่นกลับไปที่ห้อง ก็พบว่ามี เสื้อผ้าที่งดงามดูดีกว่าสิบเจ็ดหรือสิบแปดชุด เครื่องประดับที่เธอ
เคยสวมใส่เพียงครั้งเดียวถูกฮูหยินผู้เฒ่าโยนเข้าห้องเก็บของ และ แทนที่ด้วยชิ้นใหม่
ใช้คำพูดเดิมของฮูหยินผู้เฒ่า ‘หน้าตาก็ไม่สวย ยังไม่แต่งตัว ให้ดี ข้ากลัวว่าหลานข้าจะไม่ต้องการเจ้า’
อวี๋หวั่นจะรํ่าไห้…
หลังจากคารวะฮูหยินผู้เฒ่า คนทั้งกลุ่มก็ไปคารวะลุงใหญ่ที่ เรือนของเห้อเหลียนเป่ยหมิง ไข่ดำทั้งสามไม่พูดจาปีนขึ้นไปนั่งบน รถเข็นจนเต็ม
“ท่านปู่ ท่านปู่ เสี่ยวเป่าจากไปนานเพียงนี้ ท่านคิดถึงเสี่ยว เป่าหรือไม่?” เสี่ยวเป่าชอบได้ยินคนบอกว่าชอบและคิดถึงเขา
เห้อเหลียนเป่ยหมิงกล่าวด้วยความหลงใหล “ต้องคิดถึง แน่นอน”
“เช่นนั้นคิดถึงเสี่ยวเป่าที่สุดใช่หรือไม่?” เสี่ยวเป่าเอ่ยถาม ด้วยท่าทางบ้องแบ๊ว
เห้อเหลียนเป่ยหมิงกลั้นหัวเราะไม่อยู่ “คิดถึงทุกคนนั่นละ”
“ไอ้หยา” เสี่ยวเป่าถอนใจด้วยความผิดหวัง “แต่เสี่ยวเป่า คิดถึงท่านปู่ที่สุด”
อวี๋หวั่นยิ้ม “คำพูดนี้ เจ้าก็บอกกับย่าทวดเหมือนกันนะ”
ถูกมารดาทำลายแผนการ เสี่ยวเป่าก็ดูไม่ดีนัก
คำที่เสี่ยวเป่าพยายามแย่งชิงที่สุดก็คือ เด็กน้อยที่เชื่อฟังที่สุด
เด็กน้อยที่อายุน้อยที่สุด เด็กน้อยที่น่ารักที่สุด เด็กน้อยที่ชาญ ฉลาดที่สุด…เอ้อร์เป่าแสร้งเป็นเด็กดีได้มากกว่าเขา ชัดเจนว่ามัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ คนที่เป็นที่ชื่นชมมากที่สุดก็คือเขา
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเทียบกับเสี่ยวเป่าที่มักเอาแต่ถามผู้คนว่า คิดถึงตนเองหรือไม่ คำทักทายของเอ้อร์เป่านั้นหลากหลายยิ่งกว่า “ท่านปู่ร่างกายสบายดีหรือ? กินเป็นอย่างไรบ้าง? นอนหลับสบาย หรือไม่? อากาศเริ่มหนาวแล้ว ต้องสวมเสื้อผ้าหนาๆ…”
ฟังสิ ฟังสิ นี่ถึงเป็นเด็กน้อยที่รู้เรื่องมากที่สุด
หลังจากถูกมารดาทำลายแผนการ เสี่ยวเป่าก็ถูกพี่รองเจ้า แผนการแย่งความโดดเด่นไปอีก
ต้าเป่ายังคงไม่พูด
อวี๋หวั่นมักสงสัยว่าประโยคแรกที่เขาจะพูดเป็นสิ่งใดกันแน่
…
อีกด้านหนึ่ง เรื่องการปลดประมุขหญิงทำให้เกิดความวุ่นวาย ในหมู่ราษฎรและขุนนางมากขึ้นเรื่อยๆ จนไม่อาจแยกได้ องค์ ประมุขไม่อาจเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ หลังจากหนานกงเยี่ยนย้ายออก จากจวนประมุขหญิง ก็กลับไปที่วังหลวงและเข้าราชสำนัก
หนานกงเยี่ยนนั่งในตำแหน่งตี้จีมาหลายปีเช่นนี้ แต่ก็ไม่รู้ว่า ในราชสำนักมีผู้สนับสนุนที่ภักดีมากน้อยเพียงใด นางเป็นบุตร สาวของฮองเฮา เป็นสายเลือดดั้งเดิม หากจะสนับสนุนนางก็ไม่ผิด และความสัมพันธ์ของบิดาและบุตรเป็นไปอย่างดียิ่ง แม้ไม่เอ่ยก็
ยังระวังวาจาต่อกัน
ยามนี้เกิดเรื่องขึ้น เหล่าข้าราชบริพารที่สนับสนุนหนานกงเยี่ย นก็ต่างตกใจหน้าถอดสี แต่พวกเขาก็ยังไม่ได้หมดหวังโดยสิ้นเชิง
ประเทศไม่อาจขาดประมุขแม้แต่วันเดียว องค์ประมุขก็แก่ มากแล้ว อาณาจักรต้องถูกส่งต่อไม่ช้าก็เร็ว
ยามนี้ดูเหมือนองค์ประมุขมีทางเลือกสองทาง ทางหนึ่งคือ เลือกผู้สืบทอดที่เหมาะสมจากสายแยก อีกทางหนึ่งคือพาดาว หายนะที่ถูกเนรเทศกลับมาที่หนานจ้าว แต่ความจริงแล้ว ทั้งสอง ทางนี้ไม่อาจเทียบได้กับการคืนตำแหน่งแก่ประมุขหญิงตาม เจตจำนงของราษฎร
ไม่ว่าแบบใด ประมุขหญิงก็คือดาวนำโชค คราหนึ่งของ ศักดิ์สิทธิ์ได้เลือกนางเป็นเจ้านาย นางได้รับพรของเทพกู่ ผู้ใดจะดี ไปกว่านาง?
สิ่งที่พวกเขาต้องทำในยามนี้ มีเพียงทำให้ความกริ้วขององค์ ประมุขสงบลง แล้วค่อยมองทางลงอันมีเกียรติให้แก่องค์ประมุข
ข้างต้นนั้นเป็นความคิดของเหล่าขุนนางใหญ่
พวกเขาคิดเช่นนี้ จึงเป็นเหตุให้ทำเช่นนี้
“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องอยากกราบทูล”
“หากจะอ้อนวอนให้ประมุขหญิงที่ถูกปลด เช่นนั้นไม่จำเป็น”
“ทูลฝ่าบาท”
“หากต้องการให้ข้าถอนรับสั่ง ก็ไม่จำเป็นอีกเช่นกัน”
องค์ประมุขได้หยุดปากของขุนนางคนสำคัญถึงสองคน บรรยากาศในห้องโถงสำรวมอาการลงเล็กน้อย
องค์ประมุขชำเลืองมองทุกคน
“ฎีกาล่าสุดของข้าได้อธิบายไว้ชัดเจนแล้ว ราชบุตรเขยก็คือ เยี่ยนอ๋องแห่งต้าโจว ประมุขหญิงปิดบังข้ามาตลอดหลายปี นางได้ กระทำความผิดฐานหลอกลวงประมุข ข้าถอนตำแหน่งของนาง ก็ มีคัมภีร์สวรรค์จารีตแผ่นดิน[2] เจ้ากำลังตั้งคำถามกับการตัดสิน ใจของข้า หรือกฎราชวงศ์แห่งหนานจ้าวกันแน่?”
เรื่องที่หนานกงเยี่ยนวางยาพิษไข่ดำ องค์ประมุขไม่ได้ตรัสถึง เพราะเห็นแก่หน้าของนางและราชวงศ์หนานจ้าว
เมื่อมีฝ่ายที่สนับสนุนประมุขหญิง โดยธรรมชาติแล้วก็ต้องมี ฝ่ายที่ต่อต้านประมุขหญิงเช่นกัน
“เริ่มแรกตี้จีกระทำความผิดฐานหลอกลวงประมุข หลังจาก นั้นก็สูญเสียของศักดิ์สิทธิ์แห่งหนานจ้าว พฤติกรรมเช่นนี้ ไม่ คู่ควรกับตำแหน่งว่าที่ประมุขแห่งหนานจ้าวของข้า!”
………………….…
[1] นายท่านชินเจีย หมายถึง บิดาของฝ่ายเขยหรือสะใภ้
[2] คัมภีร์สวรรค์จารีตแผ่นดิน หมายถึง สัจธรรมความถูกต้องที่ไม่
อาจเปลี่ยนแปลง
บทที่ 294 พ่อลูก ภาพแฉก (2)
เจ้าของวาจานั้นคือผู้บัญชาการทหารแซ่เยว่ท่านหนึ่ง บิดา ของเขาเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของหนิวตั้น ยามแรกเคยต่อต้าน ขุนนางที่ต้องการส่งตี้จีองค์โตออกไป บิดาของเขาก็เป็นคนที่ตก เป็นเป้า แต่ทว่า บิดาของเขาไม่มีมิตรภาพที่แน่นแฟ้นเช่นองค์ ประมุขกับหนิวตั้น จึงถูกคนของจวนท่านตาประมุขหญิงบีบคั้น จน ต้องลาออกไปก่อนเวลา
เขาไม่มีร่มเงาของบิดา เข้ามาในค่ายทหารด้วยความสามารถ ของตนเอง จนได้นั่งตำแหน่งแม่ทัพ
แม้ไม่อาจเทียบได้กับเห้อเหลียนเป่ยหมิง ทว่าในบรรดา แม่ทัพก็นับว่าไม่น้อยหน้า
ทันทีที่เขาเอ่ยปาก ก็มีอีกหลายคนที่เห็นด้วยทันที
ในบรรดากลุ่มคนพวกนั้น มีหลายคนที่มีความไม่พอใจต่อ ประมุขหญิง และเคยถูกราชบุตรเขยใช้วิธีกดขี่มาก่อน เมื่อยามนี้ หาตัวราชบุตรเขยไม่ได้ พวกเขาจึงเอาความโกรธแค้นไปลงกับ ประมุขหญิง
องค์ประมุขปวดหัว
“เลิกทะเลาะกันได้แล้ว” เขากล่าว “สิ่งที่ควรลงโทษก็ได้ ลงโทษแล้ว สิ่งที่ควรยกเลิกก็ถูกยกเลิกแล้ว ข้ามาราชสำนักในวัน
นี้ มีเรื่องต้องการขอความคิดเห็นจากใต้เท้าทั้งหลาย”
สิ่งที่เขาต้องการพูดถึง คือการพาตี้จีองค์โตกลับมาที่หนาน จ้าว
ไหนเลยจะรู้ว่าเขายังไม่ทันเอ่ย ขันทีคนหนึ่งก็กระวีกระวาด เข้ามาด้วยหน้าตาตื่น รีบคุกเข่านอกตำหนักจินหลวน เอ่ยด้วยนํ้า เสียงหวาดหวั่น “ฝ่าบาท! บ่าวมีเรื่องจะทูลพ่ะย่ะค่ะ!”
จู่ๆ ก็ถูกขัดจังหวะ สีหน้าขององค์ประมุขดูคาดไม่ถึงเล็กน้อย แต่เขาก็เข้าใจว่าหากไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนยิ่ง พวกบ่าวก็คงไม่กล้า รบกวนถึงตำหนักจินหลวน
เขาตรัสเสียงทุ้ม “รีบว่ามา”
ขันทีกล่าว “วิหารพิษไฟไหม้!”
องค์ประมุขลุกขึ้นและตรัสว่า “เจ้าว่าอย่างไรนะ? วิหารพิษไฟ ไหม้? มีผู้ใดบาดเจ็บหรือไม่?”
“ยังไม่แน่ชัดพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีกล่าวด้วยความหวาดกลัว
วิหารพิษกับสำนักราชครู เรียกอีกอย่างว่าวิหารเทพขนาด ใหญ่สองแห่งของหนานจ้าว ซึ่งเป็นสถานที่ที่ได้รับพรจากเทพเจ้า กู่ ไม่ว่าเป็นที่ใดเกิดเรื่อง ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องธรรมดา
องค์ประมุขส่งกองทหารรักษาพระองค์ไปที่วิหารพิษในทันที ด้านหนึ่งเพื่อช่วยดับไฟ อีกด้านหนึ่งเพื่อทราบสถานการณ์การ บาดเจ็บล้มตายและความจริงของการเกิดเพลิงไหม้ครั้งนี้ ไหนเลย
จะรู้ว่า กองทหารรักษาพระองค์เพิ่งเดินทาง สำนักราชครูก็ส่งข่าว มา ที่นั่นก็เกิดเพลิงไหม้เช่นกัน!
วิหารเทพใหญ่ทั้งสองเกิดไฟไหม้ นี่กำลังเป็นลางบอกเหตุ อะไรบางอย่างหรือไม่?
องค์ประมุขขมวดคิ้ว “เลิกศาล! เรียกราชครูมาพบข้า!”
ราชครูรีบมาอย่างรวดเร็ว
เมื่อครู่เกิดไฟไหม้ เขาจึงไม่ทันได้จัดระเบียบเสื้อผ้าตนเอง จึง มาเข้าเฝ้าองค์ประมุขด้วยสภาพผมเผ้ากระเซอะกระเซิงเช่นนี้
ในห้องทรงอักษร เขายกมือโค้งคำนับ “ฝ่าบาท”
องค์ประมุขมองไปที่แขนเสื้อที่ไหม้ไปครึ่งหนึ่งแล้วตรัสถาม “ราชครูไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
ราชครูส่ายหัว “กระหม่อมไม่เป็นไร”
องค์ประมุขตรัสถามว่า “เหตุใดสำนักราชครูจึงเกิดเพลิง ไหม้?”
ราชครูครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและพูดว่า “เท่าที่กระหม่อมทราบ คลังเก็บของเกิดเพลิงลุกไหม้เป็นที่แรก”
“ผู้ใดวางเพลิง?”
“ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าหมายความว่า ไฟมันลุกเองหรือ?”
“เกรงจะเป็นเช่นนั้น”
องค์ประมุขเย้ยหยันอย่างเย็นชา “ไร้สาระ! เพลิงจะลุกเองได้ อย่างไร? มีผู้วางเพลิงเพียงแต่พวกเจ้าตรวจไม่พบหรือไม่?”
ราชครูยกมือขึ้นคำนับ “กระหม่อมตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน แแล้ว เวลานั้นไม่มีผู้ใดอยู่ใกล้กับคลังเก็บของ และด้านในก็ยัง ไม่มีหนังสือที่อาจทำให้เกิดไฟได้”
“ฝ่าบาท!” รองผู้บัญชาการกองทหารรักษาพระองค์ที่เดิน ทางไปตรวจสอบวิหารพิษกลับมาแล้ว องค์ประมุขพยักหน้าให้ ขันทีหวัง ขันทีหวังจึงเปิดทางให้เขาเข้าเฝ้าประมุขที่ห้องทรงอักษร
เขายกมือคารวะ “ทูลฝ่าบาท เพลิงไหม้วิหารพิษลุกไหม้จาก ห้องของปรมาจารย์พิษอาวุโสข่ง เวลานั้นเขาไปตักนํ้าจากสถานที่ ใกล้เคียง จึงโชคดีหนีออกมาทัน ไม่เช่นนั้นหากอยู่ในเรือน เกรงว่า รอดกลับมายากพ่ะย่ะค่ะ”
องค์ประมุขตกใจ ทั่วทั้งร่างผุดเหงื่อเย็น ปรมาจารย์พิษอาวุโส ข่งอายุมากแล้ว แต่ร่างกายก็ยังนับว่าแข็งแกร่ง เขามีชีวิตอยู่ได้ ถึงร้อยปี หากจู่ๆ มาตายในกองเพลิง ช่างน่าอับอายยิ่งนัก
“ตรวจพบต้นตอหรือไม่?” องค์ประมุขตรัสถาม
“เป็นเพลิงที่เกิดขึ้นอย่างลึกลับพ่ะย่ะค่ะ” รองผู้บัญชาการ กล่าว
เรือนของปรมาจารย์พิษอาวุโสข่งไม่ค่อยมีผู้คนผ่านไปมา การ ลอบวางเพลิงนับว่าง่ายดาย แต่หากลอบวางเพลิงแล้วสามารถ
ป้องกันไม่ให้กองทหารรักษาพระองค์ค้นพบเบาะแสได้ เป็นเรื่องที่ ยากยิ่ง
กองทหารรักษาพระองค์ไม่ใช่พวกกินพืช
วิหารพิษที่มีหน่วยกล้าตายอยู่มากมายยิ่งไม่ใช่
องค์ประมุขทรงเป็นห่วงความปลอดภัยของปรมาจารย์พิษ อาวุโสข่ง แม้ว่าในเรือนจะมีข้ารับใช้ไม่มากนัก ทว่ารอบด้านกลับมี หน่วยกล้าตายฝีมือดีเฝ้าอยู่ถึงสิบกว่านาย
ราชครูชะงัก แล้วก้าวไปข้างหน้า “ฝ่าบาท นี่อาจเป็นสัญญาณ ของภัยร้ายครั้งใหญ่”
องค์ประมุขคิ้วขมวด “ท่านราชครูหมายความว่าอย่างไร?”
ราชครูไม่เร่งรีบตอบ เพียงแต่ค้อมกายคำนับ “กระหม่อมจะ ทำนายให้ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
องค์ประมุขครุ่นคิดครู่หนึ่งและพยักหน้าตกลง
ราชครูหยิบเหรียญทองแดงที่ใช้ในการทำนายออกมา พึมพำ สวดคาถาสองสามจบแล้วโยนลงบนโต๊ะ จากนั้นเหรียญทองแดง ทั้งหกก็ปรากฎเป็นลวดลายที่แปลกประหลาด
องค์ประมุขไม่เข้าใจภาพแฉก จึงตรัสถาม “ภาพแฉกมีความ หมายว่าอย่างไร?”
“ฝ่าบาท” ร่องรอยแห่งความวิตกกังวลพาดผ่านใบหน้าของ ราชครู “นี่คือแฉกดุร้าย ลองดูภาพแฉกสิพ่ะย่ะค่ะ ภัยพิบัติได้
รุกรานเข้าสู่หนานจ้าวมานานแล้ว ต้องตำหนิที่กระหม่อมไม่ตรวจ พบให้เร็วกว่านี้”
องค์ประมุขพินิจคำพูดของเขาอย่างถี่ถ้วน “ภัยพิบัติ? เจ้า หมายความว่าที่หนานจ้าวประสบกับความอยุติธรรมหลายครั้ง ติดต่อกันในระยะนี้ มีเหตุผลอย่างนั้นรึ?”
“เกรงจะเป็นเช่นนั้น ฝ่าบาท” ราชครูกล่าวอย่างสมเพช “ของ ศักดิ์สิทธิ์ถูกขโมย ประมุขไม่ลงรอย บิดาและบุตรแตกแยก สามี ภรรยาแยกทาง ใต้หล้าโกลาหล ทั้งหมดเป็นเพราะทิศตะวันออก เฉียงใต้ซุกซ่อนหายนะไว้พ่ะย่ะค่ะ”
“ทิศตะวันออกเฉียงใต้?” องค์ประมุขเดินไปที่ประตูและมอง ตามทิศทางที่ราชครูชี้ไป “นั่นมิใช่ทิศทางของจวนเห้อเหลียน หรอกหรือ? ราชครูต้องการบอกข้าว่า คุณหนูและบุตรเขยที่จวน เห้อเหลียนเพิ่งรับกลับมา รวมถึงนายท่านรองและฮูหยินรอง แล้ว ก็เด็กทั้งสามนั่นเป็นหายนะของเรื่องทั้งหมดนี้น่ะหรือ?”
“กระหม่อมไม่กล้ากล่าวหาลอยๆ” ราชครูกล่าว
องค์ประมุขส่ายหัว
“จะเป็นไปได้เยี่ยงไร? ข้าเคยพบพวกเขาแล้ว พวกเขาล้วน เป็นคนที่ซื่อสัตย์ยิ่ง ไม่มีวันเป็นหายนะอย่างที่เจ้ากล่าว”
ราชครูกล่าวด้วยใบหน้าที่จริงจัง “โปรดฝ่าบาทนำช่วงเวลา ตกฟากและวันเกิดของพวกเขามา กระหม่อมจะคำนวณดวงชะตา ของพวกเขาโดยละเอียด”
ขันทีหวังที่อยู่ด้านข้างใจสั่นขึ้นกะทันหัน
คุณหนูจวนตระกูลเห้อเหลียนมีหน้าตาเหมือนตี้จีองค์โต
ในวันคล้ายวันเกิดของตี้จีองค์เล็ก วังหลวงได้ส่งสาส์นเชิญ สกุลเห้อเหลียน ทว่าสกุลเห้อเหลียนกลับปฏิเสธและบอกว่าพวก เขาต้องการฉลองวันเกิดของฮูหยินรอง
วันเกิดของฮูหยินรองเป็นวันเดียวกับตี้จีองค์เล็ก
เรื่องที่เคยถูกเขามองข้ามเหล่านี้พลันแล่นเข้ามาในความคิด
ทันใดนั้นเขาก็เกิดการคาดเดาที่อาจหาญยิ่ง
ภัยร้ายที่ราชครูกล่าว คงไม่ใช่ฮูหยินรองแห่งจวนเห้อเหลียน กระมัง?
และฮูหยินรองผู้นี้ ก็คงไม่ใช่ตี้จีองค์โตแห่งหนานจ้าวกระมัง?
นางมาที่หนานจ้าวเพียงไม่กี่วัน ก็มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิด ขึ้นกับหนานจ้าว
ฝ่าบาทจะทรงคิดหรือไม่ว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นเพราะดาวหายนะเช่น นาง?