หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 304 อาหวั่น เขาคือท่านตาของเจ้า
อวี๋หวั่นลุกขึ้นมาจากรถเข็นของลุงใหญ่แล้ว แต่เธอก็ยังถูก หนอนพิษตัวหนึ่งตามวอแวอยู่
อวี๋หวั่นก้มหน้าลงไปมองหนอนน้อยซึ่งห้อยต่องแต่งอยู่บนตัว เธอ
ในสายตาของคนอื่น นี่เป็นของศักดิ์สิทธิ์ ไม่อาจจับต้องได้ ด้วยมือเปล่า แต่ในสายตาของอวี๋หวั่น มันก็เป็นแค่หนอนน้อยตัว หนึ่งไม่ใช่หรือ!
ถึงจะไม่น่าเอ็นดูเท่าลูกๆ ของเธอ!
แต่ก็น่ารักดี!
หึ!
“ลงมา” อวี๋หวั่นเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
ไม่ลง! ให้ตายก็ไม่ลง!
หงึกๆๆ~
สัตว์พิษตัวน้อยของอวี๋หวั่นกระโดดขึ้นมาลากเจ้าหนอนพิษ ลงไปบนพื้น!
ราชินีสัตว์พิษซึ่งได้รับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสแทบ ร้องไห้ออกมา
กระนั้นมันก็ไม่ได้หนีไป
มันยังคงยืนหยัดอยู่ตรงนั้น!
มันปีนขึ้นไปหาอวี๋หวั่นอีกครั้งหนึ่ง ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ไปไหน!
สัตว์พิษของอวี๋หวั่นพุ่งเข้าไปหมายจะจัดการมัน
อวี๋หวั่นจึงบอกว่า “เจ้าเบาๆ หน่อย เดี๋ยวมันตาย สามีข้ายัง ต้องใช้มันถอนพิษอีกนะ”
สัตว์พิษตัวน้อยขึ้นไปนั่งไขว่ห้างกอดอกบนหัวไหล่ของอวี๋หวั่น ด้วยความขุ่นเคือง มันมองลงมายังเจ้าหนอนน่า
สมเพชที่ยังคงเกาะแกะเจ้านายของตนไม่เลิก
อวี๋หวั่นยังคงฟัดกับหนอนน้อยตัวนี้ จนไม่รู้ว่าผู้คนบนแท่น บูชาเริ่มแตกตื่นกันแล้ว
พะ…พวกเขาไม่ได้มองผิดไปใช่ไหม? นะๆๆๆ หนอน…หนอน สองตัวนั้นคือ…
ผู้ที่ตั้งสติได้เป็นคนแรกกลับเป็นปรมาจารย์พิษอาวุโสซ่งซึ่งมี ประสบการณ์น้อยที่สุดและอายุน้อยที่สุด ปีนี้เขาเพิ่งอายุสี่สิบต้นๆ เป็นปรมาจารย์พิษอาวุโสห้าจั้ง ในวิหารพิษนับว่าเขาปราดเปรื่อง เปี่ยมพรสวรรค์ อายุประมาณสี่สิบจึงก้าวขึ้นมาถึงระดับห้าจั้งได้
เขาเคยได้รับสมญานามว่าอัจฉริยะแห่งหนานจ้าว เพียงแต่ สมญานามนี้ก็ต้องพังทลายลงเมื่อพบกับปรมาจารย์พิษอาวุโสตัว น้อยทั้งสาม
อีกคนหนึ่งที่ถูกปรมาจารย์พิษตัวน้อยทั้งสามบดบังความเฉิด ฉายก็คือปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่ง ความ
สามารถของเขาเหนือกว่าเหล่าปรมาจารย์พิษอาวุโสในวิหาร พิษ กระนั้นเขาก็อายุสี่สิบแล้ว เมื่อเทียบกับปรมาจารย์พิษอาวุโส น้อยทั้งสาม พรสวรรค์ของเขาก็นับว่าไม่เพียงพอ
ปรมาจารย์พิษอาวุโสซ่งกล่าวว่า “ปปปปปป…ปรมาจาร ย์ซ่ง…นั่น…นั่นมันราชันสัตว์พิษ…หรือว่าราชินีสัตว์พิษหรือ?”
เดิมทีเขาอยากถามว่านั่นคือราชันสัตว์พิษกับราชินีสัตว์พิษ หรือ? แต่เมื่อคิดดูแล้วก็คงเป็นไปไม่ได้ ก็เหมือนกับพยัคฆ์ดุร้าย ตัวหนึ่งนอนแอ้งแม้งในลานบ้านกับชะมดอีกตัวหนึ่ง นี่คือเรื่องที่ ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นไปไม่ได้
เขายินดีที่จะเชื่อว่าตนมองตัวหนึ่งออก อีกตัวหนึ่งจะเป็นอะไร ก็ช่างมันเถอะ เขาต้องมองผิดไปเองอย่างแน่นอน!
เป็นเพราะความตกใจ สมองของเขาประมวลผลไม่ไหว จนเขา ลืมนึกถึงดรุณีน้อยที่ถูกราชันสัตว์พิษยอมรับเป็นเจ้านายและถูก ราชินีสัตว์พิษเข้ามาแอบอิง
ปรมาจารย์พิษอาวุโสซุนอายุมากที่สุด มีประสบการณ์และ วิชาความรู้มาก กระนั้นเขาก็เหมือนกับปรมาจารย์พิษอาวุโสซ่ง พวกเขาแทบไม่อยากเชื่อสายตาของตนเอง
เพียงแต่ว่าไม่เชื่อสายตาของตนนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง ข้อเท็จจริง ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แน่นอนว่าสิ่งแรกที่พวกเขาสนใจนั้นไม่ใช่ตัวตนของดรุณี น้อยคนนั้น หากแต่เป็นเจ้าตัวเล็กสองตัวนั้น พวกมันคือราชัน สัตว์พิษและราชินีสัตว์พิษจริงหรือไม่
“ราชครู ท่านคิดว่าอย่างไร” เขาหายใจเข้าลึก มองไปยัง ราชครูซึ่งยังคงนิ่งเงียบ
ราชครูไหนเลยจะจงใจยืนนิ่ง เขาเองก็ตกใจเหมือนกัน
หากมาถึงขั้นนี้แล้วยังไม่ตกใจ ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว
ที่แท้กลิ่นที่เขาสัมผัสได้จากอวี๋หวั่นก็คือกลิ่นของสัตว์ ศักดิ์สิทธิ์ แต่อวี๋หวั่นคงจะมองแผนการของเขาออก และสับ เปลี่ยนเส้นผมที่เขาเก็บกลับไป ส่งผลให้การตรวจสอบของเขาผิด พลาด
เด็กคนนี้ เจ้าเล่ห์ไม่ต่างกับเยี่ยนจิ่วเฉา!
เป็นเพราะมีเรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นมาก่อน ทำให้เขายอมรับว่า อวี๋หวั่นครอบครองสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ได้ง่ายกว่าผู้ใด
เขาเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าหนอนพิษที่อยู่กับอวี๋หวั่นในตอนนี้ก็ คือสัตว์ศักดิ์สิทธิ์และราชินีสัตว์พิษ
แต่ก็ยังมีเรื่องที่เหนือความคาดหมายอยู๋ดี ตัวอย่างเช่น การที่ อวี๋หวั่นเอาชนะสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ได้
เป็นเพราะครั้งแรกที่เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์จา กอวี๋หวั่น เขาคิดเพียงว่าเธอถือมันผ่านเขาไปก็เท่านั้น ไหนเลยจะรู้
ว่ามันยอมรับเธอเป็นเจ้านายแล้ว
และไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลใด หลังจากที่สัตว์พิษยอมรับอวี๋หวั่น เป็นเจ้านายแล้ว มันแข็งแกร่งขึ้นกว่าไม่กี่ปีก่อนมาก
ที่จริงแล้วไม่ใช่สัตว์ศักดิ์สิทธิ์เพียงอย่างเดียว ราชินีสัตว์พิษก็ แข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน เพราะฉะนั้นจึงเกิดความสับสนกับกลิ่นอาย ของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์
อธิบายอย่างง่ายก็คือ เดิมทีสัตว์ศักดิ์สิทธิ์มีพลังในระดับห้า ราชินีสัตว์พิษมีพลังระดับสาม ในตอนนี้ราชินีสัตว์พิษมีพลังเพิ่ม ขึ้นถึงระดับห้าหรือหก แต่สัตว์ศักดิ์สิทธิ์…เกรงว่าจะมีพลังถึง ระดับสิบ
ราชครูไม่เข้าใจว่าเรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
ผู้ที่งุนงงเสียยิ่งกว่าราชครูก็คือหนานกงเยี่ยน
ครานั้นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของหนานจ้าวเป็นสิ่งที่นางนำมาจาก เผ่าปีศาจด้วยตนเอง นางไม่ลังเลที่จะขายพี่สาวของตนเพื่อแลก กับสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เรียกได้ว่านางเป็นผู้ที่คลุกคลีกับสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ มากที่สุด นางมองเพียงปราดเดียวก็จดจำมันได้แล้ว
สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่นางปรารถนามาตลอด!
เจ้าตัวเล็กนั่นออกมาจากร่างของอวี๋หวั่น หลังจากจับราชินี สัตว์พิษกลับมา มันก็ขึ้นไปนั่งด้วยท่าทางอวดเบ่งบนลาดไหล่ขอ งอวี๋หวั่น
มันไม่หนีไปหลบ แต่กลับนั่งอย่างผึ่งผายปล่อยให้ผู้คนจับจ้อง ราวกับมิได้เกรงกลัวคำครหาใด
นี่คือหายนะที่แท้จริง
สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่นางพรํ่าบอกว่าถูกขโมยไป กลับมาอยู่ที่อวี๋ หวั่น
‘สัตว์ศักดิ์สิทธิ์’ ที่นางอ้างว่าถูกวิหารพิษทำให้ตกใจกลัวจนหนี ไป ก็มาอยู่ที่อวี๋หวั่น
นี่คือการหักหน้าครั้งที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ นางรู้สึก ว่าใบหน้าของนางแสบร้อนเหลือเกิน
“ฮ่า!” ปรมาจารย์พิษอาวุโสซ่งซึ่งในที่สุดยอมรับความจริงได้ แล้วก็เท้าเอวหัวเราะร่า “เจ้าไม่ได้สาบานเสียดิบดีหรือว่าที่หนีไป เมื่อครู่คือสัตว์ศักดิ์สิทธิ์? ทุกคนเห็นเต็มตาแล้วว่าสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ แท้จริงแล้วก็คือคางคกหิมะ!”
ผู้คนต่างก็มองออก สัตว์ศักดิ์สิทธิ์พุ่งออกมาจากตัวของอวี๋ หวั่น เจ้าตัวเล็กที่ถูกมันจับกลับมาก็คือราชินีสัตว์พิษที่วิ่งหนีไป!
พวกเขาอาจทำให้หนานกงเยี่ยนกลัว แต่ก่อนหน้านี้ก็ ปราศจากหลักฐาน บัดนี้หลักฐานชิ้นใหญ่กองอยู่ตรงหน้า
พวกเขา ทำให้หนานกงเยี่ยนแก้ต่างไม่ได้
แต่หนานกงเยี่ยนก็มิได้ยอมแพ้ ยกมือขึ้นชี้หน้าอวี๋หวั่น “เป็น นาง! นางขโมยสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของข้าไป!”
“ฮ่า!” ปรมาจารย์พิษซ่งตบตักฉาดพร้อมหัวเราะร่วน “พัก เรื่องที่สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ถูกขโมยไว้ชั่วคราว เจ้าอธิบายเรื่องที่เจ้าใช้ ราชินีสัตว์พิษมาหลอกลวงว่าเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ให้พวกข้าฟังก่อน เห็นชัดๆ ว่าเจ้าไม่มีสัตว์ศักดิ์สิทธิ์อยู่ในครอบครอง แต่กลับแสร้ง ทำเป็นว่าหามันกลับมาได้แล้ว เมื่อถูกเปิดโปงขึ้นมา ก็ยังปากแข็ง บอกว่าพวกข้าจงใจใส่ร้ายเจ้า ถ้าถามข้า ข้าว่าเจ้าคงไม่เคยเป็นเจ้า นายสัตว์ศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่แรกกระมัง? อีกทั้งที่มาที่ไปของราชินี สัตว์พิษไม่ชัดเจน ไม่รู้ว่าใช่วิธีแผลงๆ อะไรมาบังคับให้ราชินีสัตว์ พิษยอมรับเจ้านาย”
ก็ใช่ไง!
ราชินีสัตว์พิษมุดอยู่ในอ้อมอกของอวี๋หวั่น กัดผ้าผืนน้อยซึ่ง ทำจากใบหญ้าด้วยความโศกเศร้า
แผนในการเปลี่ยนเป้าหมายการโจมตีของหนานกงเยี่ยนล้ม เหลว
เดิมทีวิหารพิษรับบทเป็นเพียงผู้ชมในละครระหว่างหนา นกงเยี่ยนกับอวี๋หวั่น แต่ใครให้หนานกงเยี่ยนสาดโคลนใส่พวกเขา เล่า หากไม่ตอบโต้ ผู้คนก็คงคิดว่าวิหารพิษของพวกเขารังแก ง่าย?
ปรมาจารย์พิษอาวุโสซ่งเดือดดาล เดิมทีพวกเขามีใจภักดีต่อ ตี้จีองค์เล็ก ไหนเลยจะรู้ว่านางไม่ได้เห็นพวกเขาอยู่ในสายตาเสีย ด้วยซํ้า ทั้งยังมองพวกเขาในทางลบ คิดว่าพวกเขาสมคบคิดกับ
สกุลเห้อเหลียน และต้องการกำจัดพวกเขาให้พ้นทางไปแต่เนิ่นๆ
นี่ยังเรียกว่าเป็นตี้จีที่ควรค่าแก่การสนับสนุนของพวกเขาได้ อีกหรือ?
ไฉนจึงร้ายกาจถึงเพียงนี้?
ปรมาจารย์พิษอาวุโสซ่งกล่าวด้วยนํ้าเสียงเย็นเยียบว่า “น่า เวทนาเหลือเกินที่เจ้ามาเป็นตี้จีแห่งหนานจ้าว เรียกตนเองว่าเป็น ผู้ศรัทธาในเทพพิษ แต่กลับทำเรื่องดูหมิ่นทวยเทพบนแท่นบูชา ความผิดของเจ้าแม้แต่เทพก็ยังทนไม่ได้ เจ้าจึงถูกเปิดโปง! มีอะไร จะพูดอีกไหมเล่า?”
ผู้คนล้วนแต่ก่นด่า!
ในหนานจ้าว การดูหมิ่นทวยเทพนั้นมีโทษหนักกว่าหลอกลวง เบื้องสูงมาก ความเชื่อของพวกเขาถูกท้าทาย นี่เป็นสิ่งที่ผู้ที่ ศรัทธาในเทพพิษไม่อาจยอมรับได้
อวี๋หวั่นกะพริบตาปริบๆ คล้ายกับจะเข้าใจ แต่ก็ยังไม่เข้าใจ
ปรมาจารย์พิษอาวุโสคนนั้นบอกว่าตี้จีองค์เล็กบังคับให้ราชินี สัตว์พิษยอมรับเจ้านาย? แต่ราชินีสัตว์พิษไม่ได้อยู่ในห้องขอ งอาม่าหรอกหรือ?
เมื่อครู่เธอเองก็เห็นเต็มสองตาว่าราชินีสัตว์พิษถูกเจ้าสัตว์ พิษตัวน้อยจับกลับมาจากตรงโน้น…
อวี๋หวั่นขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ “ท่านลุงใหญ่ พวกท่าน
กำลังปิดบังบางอย่างกับข้าอยู่ใช่ไหม?”
เห้อเหลียนเป่ยหมิงกระแอม
พวกเขาปิดบังเธอจริง แต่จะกล่าวโทษที่พวกเขาไม่บอกความ จริงเธอมาตั้งแต่ต้นจนจบก็ไม่ได้ เพราะอันที่จริงถ้าหากหลานสาว ตัวน้อยของเขารู้ว่าเยี่ยนจิ่วเฉาจะนำตัวยาที่ใช้รักษาตนเองไปเดิม พันเช่นนี้ เธอก็ไม่มีทางเห็นด้วย
ซึ่งพวกเขาก็เข้าใจดี
เธอมองว่าเยี่ยนจิ่วเฉาสำคัญกว่าชีวิตตนเอง
เห็ดหลินจือแดงหายไปยังหามาใหม่ได้ แต่คางคกหิมะมีเพียง หนึ่งไม่มีสอง
“ข้า…” หนานกงเยี่ยนไม่มีกะจิตกะใจจะฟังบทสนทนาของลุง หลาน นางถูกปรมาจารย์พิษอาวุโสซ่งโต้กลับจนพูดไม่ออก
“เจ้าคนโกหก!” เด็กคนหนึ่งหยิบก้อนหินขึ้นมา แล้วเขวี้ยงใส่ หนานกงเยี่ยน!
ศีรษะของหนานกงเยี่ยนถูกก้อนหินกระแทกจนเลือดไหลออก มา
องครักษ์รุดเข้ามาบังด้านหน้าหนานกงเยี่ยน กระนั้นไฟโทสะ ของราษฎรก็ได้ปะทุขึ้นแล้ว สถานการณ์เริ่มโกลาหล
“ข้าไม่ใช่คนโกหก…ข้าไม่ใช่…ข้า…ข้าไม่ใช่…”
หนานกงเยี่ยนตกใจกลัว นางมองไปยังองค์ประมุขอย่างอ่อน
แรง โดยหวังว่าในยามคับขัน พระองค์จะโอบอุ้มเลือดเนื้อเชื้อไข ของตนเฉกเช่นพ่อคนอื่นๆ ในใต้หล้า
ไหนเลยจะรู้ว่าเขาไม่ได้สนใจนางแม้แต่น้อย สายตาของเขา จับจ้องไปยังอวี๋หวั่นซึ่งอยู่ด้านล่างของขั้นบันได
ตั้งแต่วินาทีที่อวี๋หวั่นล้มลงมา สายตาของเขาก็ถูกเธอดึงดูด ไป
เธอเป็นแม่ของเด็กน้อยทั้งสาม เด็กน้อยทั้งสามเป็นคุณชาย น้อยแห่งสกุลเห้อเหลียน ตัวตนของอวี๋หวั่นย่อมชัดเจนอยู่แล้ว
บิดาของนางคืออวี๋เซ่าชิง มารดาของนางคือ…
องค์ประมุขพลันรู้สึกว่าตนกำลังวิตกกังวล
เห้อเหลียนเป่ยหมิงจูงมือหลานสาวของตน แล้วพูดเบาๆ ว่า “อาหวั่น มาพบท่านตาของเจ้า”