หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 306 องค์ประมุขมาเยือน
พ่อลูกพบหน้า
เมื่อเกิดเรื่องใหญ่เช่นนี้ขึ้น องค์ประมุขจึงรู้สึกสับสนวุ่นวาย ภายในใจ
รถม้าเคลื่อนมาถึงประตูวังหลวง ทันใดนั้นเขาก็บอกสารถีให้ หยุดรถม้า
สารถีถามว่า “ฝ่าบาท ไม่กลับวังแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ถึงปากประตูแล้ว
เรื่องที่เกิดขึ้นบนแท่นบูชานั้นเป็นเรื่องใหญ่ เกรงว่าในวัง หลวงคงได้ข่าวนี้แล้ว หากหลับไปตอนนี้ สิ่งที่รอตนอยู่ก็คืออวิ๋นเฟ ยมาโวยวาย หรือไม่ก็ฮองเฮามารํ่าไห้ แม้ว่าเขาจะเป็นองค์ประมุข แต่เขาก็เป็นเพียงบุรุษธรรมดา เมื่อต้องเผชิญกับเรื่องแบบนี้ ก็คิด จะหลีกหนีบ้างบางครั้ง
เขากดจุดไท่หยางซึ่งเต้นตุบๆ “ไปวิหารพิษ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
สารถีเปลี่ยนทิศ นำรถม้าเคลื่อนออกจากวังหลวง เดินทางไป อีกประมาณไม่กี่สิบหลี่ก็ถึงวิหารพิษ
วิหารพิษเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ สิ่งปลูกสร้างหายไปหลายหลัง หนึ่งในนั้นก็คือเรือนของปรมาจารย์พิษอาวุโสข่ง
ปรมาจารย์พิษอาวุโสข่งอายุมากแล้ว หากจะย้ายไปอยู่เรือน ไกลๆ คงจะไม่คุ้นเคย จึงย้ายไปอยู่ในสวนสมุนไพรซึ่งอยู่ในรั้ว เดียวกัน
ในสวนสมุนไพรปลูกพืชสมุนไพร ส่วนมากเป็นพืชที่เก็บมา จากบนเขา ใช้สำหรับเลี้ยงและฝึกสัตว์พิษ ด้านหลังของสวนมีกระ ท่อมเล็กๆ หลังหนึ่ง ปัจจุบันปรมาจารย์พิษอาวุโสข่งอาศัยอยู่ที่นั่น
กระท่อมหลังนี้เก่าครํ่าคร่า แต่เก็บกวาดได้สะอาดเรียบร้อย เหลือเกิน
ปรมาจารย์พิษอาวุโสข่งอยู่ในบ้านครู่หนึ่ง เขาหยิบบัวรดนํ้า แล้วเดินออกไปรดนํ้าพืชสมุนไพรในสวน
เขาเดินกะโผลกกะเผลก ท่าทางย่างเยื้องเชื่องช้า เมื่อองค์ ประมุขไปถึงสวนสมุนไพร เขาก็เพิ่งจะรดนํ้าไปได้เพียงแปลงเดียว
เมื่อองค์ประมุขเห็นว่าเขาดูลำบากลำบนกว่าจะรดนํ้าได้ ก็อด ไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว “ไฉนต้องลำบากเพียง นี้? ไม่ให้คนอื่นมาทำ เล่า? งานเล็กน้อยเช่นนี้ท่านต้องถึงกับทำด้วยตนเองเชียวหรือ?”
ปรมาจารย์พิษอาวุโสข่งหันร่างชราของเขามา มองไปยังองค์ ประมุขด้วยรอยยิ้ม กล่าวว่า “ฝ่าบาทมาแล้วหรือ?”
องค์ประมุขก้าวไปด้านหน้า หมายจะเข้าไปช่วยเขาถือบัวรดนํ้า เขากลับชี้ไปยังถังนํ้าด้านข้าง “ตรงนั้นยังมีอีกพ่ะย่ะค่ะ”
องค์ประมุขผู้ซึ่งไม่ได้คิดจะช่วยรดนํ้าต้นไม้จริงๆ “…”
องค์ประมุขหลับตาลง หายใจเข้าลึกๆ เดินไปหยิบถังนํ้าขึ้นมา เดินไปตักนํ้าในบ่อแล้วนำมารดในแปลงพืชสมุนไพร
องค์ประมุขมือไม้คล่องแคล่วว่องไว แต่เพื่อที่จะรักษา ความเร็วให้ใกล้เคียงกับปรมาจารย์พิษอาวุโสข่ง เขาจึงมิได้เร่งรีบ นัก
ปรมาจารย์พิษอาวุโสข่งรดนํ้าพืชสมุนไพรพลางถามว่า “วันนี้ ไม่ได้มีพิธีบวงสรวงสวรรค์หรอกหรือ? เหตุใดฝ่าบาทจึงกลับมาเร็ว นัก? เกิดอะไรขึ้นหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
องค์ประมุขพลันรู้สึกพูดไม่ออก
มีวัชพืชเติบโตอยู่รอบๆ พืชสมุนไพรต้นหนึ่ง ปรมาจารย์พิษ อาวุโสข่งวางบัวรดนํ้าลง แล้วใช้มือผอมและเหี่ยว
ของเขาถอนวัชพืชออก
เมื่อถอนวัชพืชออกมาแล้ว เขาก็ไม่ได้โยนทิ้งไป แต่ค่อยๆ ใส่ มันลงในกระเป๋าผ้าที่เอว
“เหตุใดทำเช่นนั้น?” องค์ประมุขถามด้วยความสงสัย
ปรมาจารย์พิษอาวุโสข่งยิ้มพร้อมกับตอบว่า “วัชพืชนั้น แข็งแกร่ง โยนทิ้งไปก็ยังเติบโตได้” เขาหยุดไปชัวขณะหนึ่ง แล้ว กล่าวขึ้นในทันใด “เด็กคนนั้นก็เป็นเช่นนั้นกระมัง”
องค์ประมุขชะงักไป
ปรมาจารย์พิษอาวุโสข่งพูดต่อ “เกิดมาก็ถูกคนที่บ้านถอนทิ้ง
โยนไปไกลๆ กระนั้นก็ยังเติบโตมาเป็นอย่างดี”
องค์ประมุขเข้าใจแล้วว่าเขาพูดถึงใคร ไม่รู้ว่าควรจะตอบว่า อย่างไรไปชั่วขณะหนึ่ง ทันใดนั้นก็ได้ยินปรมาจารย์
พิษอาวุโสข่งตบกระเป๋าเบาๆ แล้วบอกว่า “ต้องเผาทิ้ง”
เผาทิ้ง…เด็กคนนั้นน่ะหรือ?
องค์ประมุขตัวสั่นเทิ้ม!
ปรมาจารย์พิษอาวุโสข่งยิ้มพลางเหลือบมองเขา แล้วชี้ไปยัง วัชพืชในกระเป๋า “ข้าหมายถึงนี่”
องค์ประมุขตกใจกลัวเสียจนเม็ดเหงื่อเย็นผุดขึ้นบนหน้าผาก
ในตอนนั้นต่อให้จะไม่ต้องการเด็กคนนั้นอีกต่อไป นางก็ยังนับ ว่าเป็นประชาชนของหนานจ้าว เขามิได้คิดจะปลิดชีวิตนาง
“แต่ก็เป็นหลักการเดียวกัน” ปรมาจารย์พิษอาวุโสข่งกล่าว “รู้ ทั้งรู้ว่าเติบโตได้ทุกที่ เพียงแต่ย้ายจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ในใจคง หวังให้นางกลับมาเหมือนกันกระมัง”
ไม่ว่าจะมาพร้อมกับความพยาบาท หรือมาพร้อมกับความ ปรารถนาที่จะได้พบหน้ากันอีกครั้งก็ตาม
องค์ประมุขมิได้โต้ตอบ เพียงแต่เปลี่ยนหัวข้อสนทนา “สุขภาพท่านเป็นอย่างไรบ้าง? ตอนที่ไฟไหม้ได้ยินว่าท่านออกไป หาบนํ้าข้างนอก ต้องขอบคุณในความขยันของท่าน ท่านจึงไม่ได้ อยู่บ้านในตอนนั้น”
ปรมาจารย์พิษอาวุโสข่งถอนหายใจ “เวลาตัดสินโชคชะตา โชคชะตาตัดสินชีวิต”
พูดจบ เขาก็ยกบัวรดนํ้าขึ้นมารดนํ้าพืชสมุนไพรต่อ
องค์ประมุขเงียบไปชั่วประเดี๋ยวหนึ่ง “เดิมทีข้าก็เชื่อโชคชะตา แต่ตอนนี้…”
“ตอนนี้ไม่เชื่อแล้ว?” ปรมาจารย์พิษอาวุโสข่งต่อประโยค แทนเขา
องค์ประมุขกำลังว้าวุ่นใจ ถ้าหาก ‘เวลาตัดสินโชคชะตา โชค ชะตาตัดสินชีวิต’ เป็นความจริง เช่นนั้นเรื่องของตี้จีทั้งสองนั้นจะ อธิบายอย่างไร? ชีวิตจริงของพวกนางต่างจากคำทำนายโชคชะตา ทั้งหมดนี้จะอธิบายอย่างไร ใครเอาชนะใคร หรือว่าชะตากรรมของ หนานจ้าวหมดสิ้นหนทางเยียวยาแล้ว?
“หาสัตว์ศักดิ์สิทธิ์พบแล้ว”
เดิมทีองค์ประมุขอยากเล่าเรื่องที่แท่นบูชาให้ฟัง แต่ประโยค นั้นกลับมาหยุดอยู่ที่ริมฝีปาก ไม่ว่าอย่างไรก็พูดไม่ออก เขาไม่คิด เลยว่าธิดาที่เขารักและเอ็นดูมาตลอดจะทำเรื่องน่าผิดหวังเช่นนี้ ได้
น่าเสียดายที่เป็นถึงตี้จี
ปรมาจารย์พิษอาวุโสข่งอยู่มาจนถึงอายุปูนนี้แล้ว ยังจะมีผู้ใด ปิดบังความคิดกับเขาได้อีก แต่องค์ประมุขไม่ยินดีจะบอก เขาก็ไม่ คิดจะซักไซ้ เพียงแต่ถามกลับว่า “ผู้ใดหาพบ?”
องค์ประมุขตอบว่า “ลูกสาวของนาง”
เขาจำได้ว่าเห้อเหลียนเป่ยหมิงเรียกนางว่าอาหวั่น เขาก็อยาก เรียกนางแบบนั้น แต่ก็มิอาจพูดออกมาได้
ปรมาจารย์พิษอาวุโสข่งฟังออกว่า ‘นาง’ คือใคร เขาพยักหน้า กล่าวว่า “เดิมทีก็ได้มาเพราะนาง บัดนี้ก็ไปอยู่ในมือของลูกสาว นาง นับว่าของได้กลับคืนสู่เจ้าของเดิมแล้ว”
“อย่างนี้นับว่ากลับคืนสู่เจ้าของเดิมได้อย่างไรกัน?” องค์ ประมุขคิดว่าคำจำกัดความเช่นนี้ออกจะผิดเพี้ยนไปสักหน่อย
ปรมาจารย์พิษอาวุโสข่งยิ้ม ไม่ได้ต่อล้อต่อเถียงกับเขาอีก
ปรมาจารย์พิษอาวุโสข่งเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ไม่ค่อยโอนอ่อน ตามเขา ยามที่สนทนากับปรมาจารย์พิษ
อาวุโสข่ง ก็มักจะขัดแย้งกันอยู่เสมอ แต่กระนั้นองค์ประมุขก็ จะถูกโน้มน้าวได้ทุกครั้งไป
องค์ประมุขถอนหายใจ แล้วกล่าวว่า “เมื่อสัตว์ศักดิ์สิทธิ์อยู่ใน มือของเด็กคนนั้น มันก็แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม”
นี่เป็นเรื่องที่แม้แต่คนตาบอดก็มองออก แม้แต่ราชินีสัตว์พิษ ยังแข็งแกร่งกว่าในตำนานเสียอีก เห็นจะเป็นเพราะถูกเด็กคนนั้น เลี้ยงไว้
ปรมาจารย์พิษอาวุโสข่งกล่าวว่า “อา ได้ยินท่านพูดเช่นนี้ ข้า ชักอยากเจอเด็กคนนั้นเสียแล้ว”
“นางไม่อยากเจอข้าด้วยซํ้า” องค์ประมุขนึกถึงสายตาและนํ้า เสียงของอวี๋หวั่น ในใจก็พลันรู้สึกขมขื่นขึ้นมา
ปรมาจารย์พิษอาวุโสข่งหยอกล้อเขา “ข้าบอกว่าอย่างไร? อับจนหนทางแล้วกระมัง?”
“เราเป็นองค์ประมุขนะ”
“หากยอมรับท่าน ท่านก็จะเป็นองค์ประมุข หากไม่ยอมรับ ท่าน ท่านก็เป็นเพียงองค์ประมุขข้างบ้าน”
องค์ประมุขใคร่ครวญคำพูดของปรมาจารย์พิษอาวุโสข่งอยู่ ครู่หนึ่ง แล้วก็กัดฟันกรอด
ลืมไปเสียสนิทว่าอวี๋เซ่าชิงเป็นท่านโหวแห่งต้าโจว!
เยี่ยนจิ่วเฉาก็เป็นถึงซื่อจื่อแห่งราชวงศ์ต้าโจว!
อีกประเดี๋ยวพวกนางสองแม่ลูกกลับไปต้าโจว เขาก็คงได้เป็น เพียงองค์ประมุขของประเทศเพื่อนบ้าน?
องค์ประมุขมีสีหน้ายํ่าแย่เหลือเกิน
ตี้จีองค์เล็กเกิดเรื่องเช่นนี้ โทษย่อมไม่อาจละเว้น และราคาที่ ต้องจ่ายในการกระทำครั้งนี้นั้นมหาศาล หากองค์ประมุขไม่มีทาง เลือก ก็จำต้องข้ามนางไป และส่งต่อให้หนานกงหลีสืบทอดบัลลังก์ แต่อวี๋หวั่นซึ่งครอบครองสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ดันมาปรากฏตัวในตอนนี้
เป็นเพราะเด็กคนนั้นกับปรมาจารย์พิษอาวุโสเจ็ดจั้งทั้งสาม ทัศนคติที่ชาวบ้านมีต่อตี้จีองค์โตจึงเปลี่ยนไป
ตี้จีองค์โตมีชะตาเป็นกาลีบ้านกาลีเมือง แต่นั่นไม่ใช่ความผิด ของนาง ยิ่งไปกว่านั้น จุดด้อยในดวงชะตาของนางได้ถูกอวี๋หวั่น และปรมาจารย์พิษอาวุโสตัวน้อยทั้งสามมาทดแทนแล้ว
เมื่อเป็นเช่นนี้ สายเลือดของตี้จีองค์โตกลับมีโอกาสยึดเหนี่ยว จิตใจของราษฎรได้มากกว่า
แน่นอนว่านี่เป็นการพิจารณาจากดวงชะตาของหนานจ้าว หากใช้ความรู้สึกส่วนตัวมาพิจารณา…
ขณะที่กำลังอยู่ในห้วงแห่งความคิด ปรมาจารย์พิษอาวุโสข่ง ตบไหล่เบาๆ “นี่ก็สายมากแล้ว ข้าจะไปพักผ่อน ท่านกลับไปได้ แล้ว”
องค์ประมุขพยักหน้า
“ช่วยพยุงข้าหน่อย” ปรมาจารย์พิษอาวุโสข่งยื่นแขนให้องค์ ประมุข
องค์ประมุขพยุงเขากลับไปในกระท่อม
ปรมาจารย์พิษอาวุโสข่งหยิบห่อห่อหนึ่งออกมาจากตู้ แล้วยื่น ให้องค์ประมุข “ให้ท่าน ตอนที่ไปหาเด็กคนนั้นก็นำไปด้วย”
องค์ประมุขไม่ได้แกะห่อนั้นต่อหน้าเขา เมื่อขึ้นมาบนรถม้าจึง ค่อยๆ แกะออกดู
ฟังจากที่ปรมาจารย์พิษอาวุโสข่งกล่าว ในห่อนี้จะต้องเป็น ของที่ช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ของเขากับเด็กคนนั้น
ไหนเลยจะรู้ว่าทันทีที่เปิดออกดู ก็พบว่าเป็นกระดานซักผ้า แผ่นหนึ่ง!
องค์ประมุขผู้ซึ่งตะลึงงันจนอ้าปากค้าง “…”
กระดานซักผ้าซึ่งพยายามอยู่นิ่งอย่างสุดชีวิต “…”
…..
องค์ประมุขโทสะพลุ่งพล่าน
เขาสาบานว่าชีวิตนี้จะไม่ไปหาเจ้าแก่นั่นอีก!
องค์ประมุขโยนกระดานซักผ้าไว้ใต้ที่นั่ง
กระดานซักผ้าซึ่งถูกโยนไว้ใต้ที่นั่งเสียงดังโครม “…”
ข้าทำผิดขนาดนั้นเชียวหรือ?
“ฝ่าบาท พะ…พวกเรากลับวังหลวงเลยไหมพ่ะย่ะค่ะ?” สารถี ได้ยินเสียงจากด้านใน แม้จะไม่
รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็เดาได้ว่าฝ่าบาทกำลังเดือดดาล เขาจึง เอ่ยขึ้นเสียงเบา
“กลับวังอะไรละ!” องค์ประมุขโมโหสุดขีด “ไปจวนแม่ทัพเทพ สงคราม!” หลังจากชะงักไปชั่วประเดี๋ยวหนึ่ง ก็กล่าวเน้นว่า “จวน ตะวันออก!”
จวนตะวันออก?
วิหารพิษอยู่ไกลจากจวนตะวันออก กว่าจะเดินทางไปถึงที่ หมายก็ถึงเวลาอาหารแล้ว เข้าไปตอนนี้คงไม่ดีกระมัง?
องค์ประมุขบอกด้วยนํ้าเสียงเย็นเยียบ “ยืนอึ้งทำไมเล่า! ยังไม่ รีบไปอีก!”
“พ่ะย่ะค่ะๆๆ!”
ท่านเป็นนายท่าน!
ก็ใช่น่ะสิ!
องค์ประมุขคิดแล้วว่าเขาเป็นถึงองค์ประมุข ต่อให้ลูกโกรธเขา
แต่มีหรือจะไม่ยอมรับเขาเป็นพ่อ? หากไม่ยอมรับเขา แล้ว นางจะมาหนานจ้าวด้วยเหตุใด? หากไม่ยอมรับเขาแล้วจะ แต่งงานกับนายท่านรองสกุลเห้อเหลียนทำไม?
ที่ทุ่มเทไปมากเพียงนี้ ไม่ใช่เพราะต้องการกลับมาอยู่ข้างกาย เขา ทวงคืนทั้งหมดที่ควรจะเป็นของนางหรอกหรือ?
เขาให้โอกาสนางก็ถูกต้องแล้ว!
“ฝ่าบาท ถึงจวนสกุลเห้อเหลียนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
สารถีจอดรถม้าไว้หน้าประตูใหญ่จวนสกุลเห้อเหลียน
องค์ประมุขก้าวลงจากรถม้า
ที่บังเอิญเสียยิ่งกว่าบังเอิญก็คือนางเจียงซึ่งเพิ่งจะทำอย่าง นั้นอย่างนี้กับอวี๋เซ่าชิงจนอวี๋เซ่าชิงเหนื่อยจนหลับไปนั้น เพิ่งจะไป หยิบตั๋วแลกเงินจากบ้านข้างๆ มา และกำลังจะไปยังบ่อนการพนัน
แกรก
ประตูเปิดออก
นางเจียงโผล่หน้าลอดช่องประตูออกมา
นางมองไปรอบๆ ก็เห็นองค์ประมุขกำลังยื่นตัวแข็งทื่อ
มือหนึ่งกำลังจับห่วงเคาะประตู