หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 314 นํ้าลดตอผุด
ส่วนไป๋เชียนหลีคิดอย่างไร เขาถูกปิดปังอยู่หรือไม่ ย่อมไม่อาจ รู้ได้
ไป๋เชียนหลียังคงระแวดระวัง เขามองไปทางประตูใหญ่
เยี่ยนจิ่วเฉาบอกด้วยนํ้าเสียงราบเรียบว่า “ไม่ต้องมองหรอก หน่วยกล้าตายทั้งหมดถูกจัดการไปแล้ว องครักษ์ก็คงไม่ได้มาเร็ว ขนาดนั้น”
เรือนหลังนี้มีหน่วยกล้าตายคอยคุ้มกัน แต่ก็จะมีองครักษ์ของ หนานกงเยี่ยนมาตรวจตราทุกวัน อิ่งลิ่วและอิ่งสือซันได้ตรวจสอบ ตารางการลาดตระเวนของพวกเขาแล้ว ยังมีเวลาอีกอย่างน้อยห นึ่งชั่วยามกว่าจะถึงเวลาลาดตระเวน
หากไป๋เชียนหลีต้องการหนี พวกเขาก็จะช่วย แต่หากเขาคิด จะต่อสู้ พวกเขาก็จะสังหารเขาเสีย
เยี่ยนจิ่วเฉาไม่สนว่าไป๋เชียนหลีตกใจเพียงใด เขาเดินเข้าไป นั่งลงบนเก้าอี้อย่างผึ่งผาย
อิ่งสือซันยกกานํ้าชาขึ้นมารินชาให้เขา และหยิบขนมซึ่งเดิมที อยู่ตรงหน้าของไป๋เชียนหลีมาวางไว้ข้างมือของคุณชายบ้านตน แม้ว่าเขาจะไม่กิน แต่ก็ต้องหยิบมาวางตรงหน้า
ไป๋เชียนหลีถูกนายบ่าวทั้งสามทำให้สับสนไปหมด เขาเคยพบ
คนที่มาหาเรื่อง กระนั้นก็ไม่เคยเจอคนที่อยู่ๆ ก็มาทำตัวเป็นเจ้า บ้านเช่นนี้ เขาเป็นใครกันแน่?
“ดื่มชาไหม?” เยี่ยนจิ่วเฉาถามพลางยกถ้วยชาขึ้นมา
ไป๋เชียนหลีพยักหน้าด้วยความงุนงง
“อืม” เยี่ยนจิ่วเฉาส่งสายตาให้อิ่งสือซัน อิ่งสือซันจึงรินชาให้ ไป๋เชียนหลีอีกถ้วยหนึ่ง
ไป๋เชียนหลีขมวดคิ้ว นี่มันออกจะแปลกๆ อยู่สักหน่อย
เขาเป็นเจ้าบ้าน ไฉนจึงรู้สึกคล้ายกับตนเองเป็นแขกกันนะ
คุณชายไม่ชอบกลิ่นคาวเลือดเป็นอันดับหนึ่ง ไม่ชอบกลิ่นนํ้า หมึกเป็นอันดับสอง เขารู้สึกว่ากลิ่นเหม็นเหลือเกิน ดังนั้นอิ่งลิ่วจึง ไปเปิดหน้าต่าง แล้วหยิบชุดนํ้าหมึกของไป๋เชียนหลีไปไว้นอก หน้าต่าง จากนั้นก็ปิดหน้าต่างลายฉลุบนเสีย
ไป๋เชียนหลี “…”
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวอย่างไม่รีบร้อนว่า “บอกมา เกิดอะไรขึ้น ระหว่างเจ้ากับหนานกงเยี่ยน? แน่นอนว่าเจ้าอาจไม่อยากบอก แต่ ว่าข้าก็มีวิธีทำให้เจ้าบอก”
ดูๆๆๆๆๆ คำพูดคำจานั่น กำลังข่มขู่เขาชัดๆ
“ข้าเคยได้ยินเรื่องของเจ้า” ไป๋เชียนหลีไม่ได้รีบตอบเยี่ยนจิ่ว เฉา ไม่รู้ว่าเขาไม่อยากบอก หรือว่าเขาไม่อยากรีบบอก เพื่อให้ เยี่ยนจิ่วเฉาไม่รู้ว่าการข่มขู่นั้นได้ผล
อย่างไรเสียนี่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมย์อะไร
เยี่ยนจิ่วเฉากลับรู้สึกสนอกสนใจ เขายกชาขึ้นมาจิบ แล้วบุ้ย ใบ้ให้ไป๋เชียนหลีพูดต่อ
ไป๋เชียนหลีนับว่าเยือกเย็น แต่ภายในจิตใจของเขายังคงมี คลื่นยักษ์โหมซัดไม่หยุด เขาพยายามพูดออกมาด้วยนํ้าเสียงปกติ ว่า “ทุกๆ วัน บ่าวของที่นี่จะออกไปซื้อกับข้าว พวกเขาจะนำเรื่อง ข้างนอกมาบอกกับข้า มีทั้งเรื่องของราชบุตรเขย เรื่องของเจ้า บาง ครั้งก็เป็นเรื่องที่ข้าถาม บางครั้งก็เป็นเรื่องที่พวกเขาเล่าเอง เจ้า นั้น…”
ไป๋เชียนหลีอยากพูดว่า ‘ปกติกว่าที่ข้าจินตนาการไว้มาก’ แต่ คำพูดกลับมาติดอยู่ที่ริมฝีปาก เขาคิดว่าหากตนพูดออกไปเช่นนั้น คงไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันอีก เขาจึงเปลี่ยนเป็น “เหมือนเยี่ยนอ๋ องกว่าที่ข้าจินตนาการไว้มาก”
และนั่นเป็นความจริง
เขาเคยเห็นใบหน้าเดิมก่อนมีรอยแผลเป็นของเยี่ยนอ๋อง เขา ยังไม่ปักใจเชื่อว่าหนานกงเยี่ยนจะให้ความสำคัญกับเยี่ยนอ๋อง มากกว่าตนได้อย่างไร หากกล่าวถึงเรื่องตัวแทน เขาเดาว่าเยี่ยนอ๋ องน่าจะเป็นตัวแทนของเขา เมื่อได้พบตัวจริงจึงรู้ว่าระหว่างตน และเยี่ยนอ๋องยังคงมีระยะห่างที่ไม่อาจก้าวข้ามได้
หน้าตา ความสามารถ นิสัย หรือชาติกำเนิด เขาเทียบเยี่ยนอ๋ องไม่ได้เลยสักอย่าาง
ครั้งแรกที่เห็นเยี่ยนจิ่วเฉา เขาก็จดจำลูกชายของเยี่ยนอ๋องได้ ทันที ไม่ใช่เพราะอะไร หากแต่เป็นเพราะใบหน้านั้นเหมือนกัน เหลือเกิน
“แน่นอนว่าเจ้างามกว่าเยี่ยนอ๋องในวัยหนุ่ม”
นี่ก็เป็นความจริง
เดิมทีคิดว่าเยี่ยนอ๋องเป็นบุรุษที่งดงามจนในชีวิตนี้ไม่อาจหาผู้ ใดเปรียบ ตราบจนเยี่ยนจิ่วเฉาปรากฏตัว
“โอ้ พูดต่อสิ” เยี่ยนจิ่วเฉาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
คำสรรเสริญเยินยอ คุณชายเยี่ยนฟังไม่เคยเบื่อ
มุมปากของอิ่งสือซันกระตุก คุณชายรักษาหน้าบ้างก็ได้
เข้าเรื่องได้หรือยัง?
โชคดีที่ไป๋เชียนหลียังจำได้ว่าเยี่ยนจิ่วเฉาคือลูกของเยี่ยนอ๋อง จะชมมากเกินไปก็คงดูไม่เหมาะ เขาจึงหยุดไว้ตรงนี้ แล้วเข้า ประเด็นหลัก “พ่อของเจ้าไม่รู้ว่าข้ามีตัวตนอยู่กระมัง? ข้าคิดว่าสัก วันหนึ่งตัวตนของข้าก็คงต้องถูกเปิดเผย แต่ไม่คิดว่าผู้ที่มาหา ถึงที่จะเป็นเจ้า”
คำพูดเหล่านี้เยี่ยนจิ่วเฉาคร้านจะฟัง เพราะมันไม่ใช่ทั้งความ จริง และไม่ใช่ทั้งคำชม ใช่ไหมเล่า?
“เลิกพล่ามได้แล้ว!” อิ่งสือซันเห็นว่าคุณชายของตนเริ่มจะ หมดความอดทน จึงกล่าวข่มขู่ด้วยนํ้าเสียงเย็นเยียบ “เรื่องของ
เจ้ากับหนานกงเยี่ยน ทางที่ดีเจ้าควรจะพูดความจริงมา! ไม่เช่น นั้นเจ้าได้มีจุดจบที่อนาถแบบหน่วยกล้าตายข้างนอกแน่!”
ไป๋เชียนหลีลอบถอนหายใจ “เรื่องของข้ากับนาง พวกเจ้าเดา ออกหมดแล้วไม่ใช่หรือ? ใช่แล้วละ ข้าเป็นลูกของหัวหน้าเผ่าไป๋เอ้อ ข้ามีพี่ชายอีกสามคน ข้าเป็นลูกคนเล็ก”
ไป๋เชียนหลีเล่าประวัติของตนเองอีกไม่น้อย
เผ่าไป๋เอ้อเป็นเผ่าเล็กๆ เผ่าหนึ่งในหนานเจียง หลายปีก่อน ยอมสวามิภักดิ์ต่อหนานจ้าว และกลายเป็นดินแดนใต้อาณัติของ หนานจ้าว เผ่าไป๋เอ้อมีอำนาจปกครองของตนเอง นอกจาก บรรณาการที่ต้องส่งทุกสามปีแล้ว หนานจ้าวก็ไม่ได้ไปมาหาสู่กับ พวกเขาเท่าไร
โศกนาฏกรรมเกิดขึ้นในปีที่ต้องถวายราชบรรณาการ ไป๋เชียน หลีติดตามบิดามายังวังหลวง และได้พบกับตี้จีแห่งหนานจ้าว
ไป๋เชียนหลีตกตะลึงในครั้งแรกที่เห็นตี้จี แต่เขาก็มิได้คิดเกิน เลย
โดยเฉพาะเมื่อท่าทีของหนานกงเยี่ยนที่มีต่อเขานั้นช่างหมาง เมิน ในสายตาของตี้จีแห่งหนานจ้าวผู้สูงศักดิ์ เผ่าเล็กๆ อย่างพวก เขาคงเทียบไม่ได้แม้แต่ศักดินาหนึ่งด้วยซํ้า
แต่ไหนแต่ไรเขาไม่เคยคิดว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นระหว่างพวกเขา ไหนเลยจะรู้ว่าหลังจากนั้นไม่กี่เดือน คณะทูตจากหนานจ้าวก็เดิน ทางไปยังเผ่าไป๋เอ้อ หนานกงเยี่ยนก็ติดตามไปด้วย
ทุกครั้งที่เผ่าไป๋เอ้อส่งบรรณาการ หนานจ้าวก็จะส่งคณะทูต ไปยังเผ่า หนึ่งก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ สองก็เพื่อ เยี่ยมเยียนผู้คนในเผ่า แต่เรื่องเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องถึงมือตี้จีผู้สูง ศักดิ์
“ครั้งนั้น สายตาที่นางมองข้าไม่เหมือนเดิม”
พบหน้ากันเพียงครั้งเดียว ยังไม่ทันได้มีความรู้สึกต่อกัน
“นางมาหาข้าและพูดคุยกับข้าอยู่บ่อยครั้ง นางท่าทางเป็น มิตรจนข้าประหลาดใจ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเหลือเชื่อ ข้าไม่ เข้าตานางตั้งแต่ครั้งแรก ภายหลังตี้จีเห็นความดีของข้า จึงมา ตามข้าอย่างนั้นหรือ”
ไป๋เชียนหลีกล่าวเช่นนั้น เขาก็หัวเราะเยาะตนเอง “ภายหลัง จึงรู้ว่า ไม่กี่เดือนก่อนหน้านั้นนางเดินทางไปยังจงหยวน และได้ พบกับบุรุษซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์คนหนึ่ง และข้าก็โชคร้ายเหลือเกิน ที่หน้าเหมือนเขาคนนั้น”
หากไม่รู้ความจริงส่วนหนึ่งแล้ว ทุกคนคงคิดว่าไป๋เชียนหลี เป็นตัวแทนของเยี่ยนอ๋อง ความจริงก็เป็นเช่นนั้น แต่ก็ไม่ได้มี เพียงเท่านั้น
ไป๋เชียนหลีไม่ได้มีปณิธานอันยิ่งใหญ่ เขาเป็นบุตรชายคนเล็ก เขาไม่จำเป็นต้องสืบทอดตำแหน่งหัวหน้าเผ่า แต่ก็ไม่ถึงกับอด ตาย เขาเพียงแค่กินอยู่ไปเรื่อยๆ จนตาย ไม่คิดเลยว่าจะมาเป็นที่ ถูกตาต้องใจตี้จีแห่งหนานจ้าว
เขาเป็นลูกคนสุดท้อง ไม่มีความจำเป็นต้องแบกภาระหน้าที่ แต่อย่างใด ย่อมไม่มีผู้ใดคาดหวังจากเขานัก เมื่อได้ยินว่าตี้จีจาก หนานจ้าวชมชอบเขา ท่านพ่อของเขาดีใจเหลือเกิน ทั้งยังบอกอีก ว่านี่นับเป็นโชควาสนาในชีวิตของเขา
ตอนแรกเขาก็คิดเช่นนั้น
เพียงแต่เมื่อมาถึงหนานจ้าว เขาก็พบว่าตนเองเป็นเพียง ตัวแทนของใครอีกคน
หนานกงเยี่ยนไม่ได้ต้องการตัวเขา แต่นางต้องการสถานะ ของเขา หนานกงเยี่ยนจับเขามาขัง และให้คนผู้นั้นใช้ตัวตนของ เขาเพื่อเป็นราชบุตรเขยของนาง
อันที่จริงหนานกงเยี่ยนจะสังหารเขาก็ได้ ทว่าเห็นแก่ใบหน้า ละม้ายคล้ายกับเยี่ยนอ๋อง นางก็พลันใจอ่อนขึ้นมา
ไป๋เชียนหลีหนีไปไหนไม่ได้ ต่อสู้ก็ไม่ไหว สิ่งเดียวที่จะทำให้เขา หลุดพ้นก็คือความตาย แต่เขายังไม่กล้าหาญพอที่จะตาย
เขาอยากมีชีวิตอยู่ต่อ และนั่นหมายความว่าเขาต้องเอาใจ หนานกงเยี่ยน เขาจึงเริ่มเลียนแบบท่าทางและความชอบของเยี่ย นอ๋อง
ยิ่งเขาเหมือนเยี่ยนอ๋องมากเท่าไร หนานกงเยี่ยนก็ยิ่งไม่อาจ ละสายตาจากเขาได้
ในที่สุด หนานกงเยี่ยนก็มาพักที่เรือนของเขา
ก่อนหน้านี้หนานกงเยี่ยนไม่เชื่อใจเขาแม้แต่น้อย กระนั้นเมื่อ สตรีมอบเรือนร่างให้แล้ว ใจก็อยู่ไม่ห่างออกไป ไป๋เชียนหลีไม่กล้า บอกว่าตนสามารถแทนที่เยี่ยนอ๋องในใจของนางได้ แต่อย่างน้อย นางก็ไม่ได้หมางเมินเขาอีก นางค่อยๆ เปิดเผยความลับของนางให้ เขารู้
นางวางยาเยี่ยนอ๋อง นางทำลายความทรงจำของเยี่ยนอ๋อง และนางกลายเป็นจื่อจวินผู้ซึ่งยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำ ของเขา
แต่แล้วอย่างไร?
เยี่ยนอ๋องยอมรับนาง แต่ก็ยังไม่ใคร่แตะต้องนาง
หนานจ้าวมีพิษเสน่ห์ แต่พิษเสน่ห์จะทำให้ฤทธิ์ของซื่อหุนเฉ่า เจือจางลงเรื่อยๆ หนานกงเยี่ยนไม่กล้าใช้กับเยี่ยนอ๋อง
หนานกงเยี่ยนเริ่มบำบัดความปรารถนาด้วยร่างกายของเขา
ไป๋เชียนหลีมองไปยังราตรีอันเวิ้งว้าง แล้วพึมพำว่า “บางครั้ง นางก็แยกไม่ออกว่านางอยู่กับใคร กับข้าไป๋เชียนหลี หรือว่ากับสามี ของนาง”
“เจ้าใช้ผงห้าศิลากับนาง?” เยี่ยนจิ่วเฉาพูดแทงใจดำ
สีหน้าของไป๋เชียนหลีเปลี่ยนเล็กน้อย
ผงห้าศิลา หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าผงอาหารเย็น เป็นยาผง ชนิดหนึ่ง ใช้สำหรับระงับความเจ็บปวดที่มีประสิทธิภาพ เพียงแต่
ว่าหากกินเข้าไปมากเกินขนาด จะทำให้เห็นภาพหลอน ในหอ คณิกาใช้ยาชนิดนี้เพื่อปลุกเร้าอารมณ์ ผงห้าศิลานั้นเสพติดได้ ง่าย ราชสำนักต้าโจวจึงประกาศให้เป็นยาต้องห้าม
ในหนานจ้าวก็ไม่สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไปเช่นกัน ทว่าไป๋เชียนหลีอยู่ว่างๆ จึงไหว้วานให้คนไปซื้อตัวยามาทำเอง
เดิมทีเขาใช้กับตนเอง เพื่อให้สามารถรับใช้หนานกงเยี่ยนได้ดี ขึ้น แต่ไหนเลยจะรู้ว่าวันดีคืนดีเขาก็ไม่จำเป็นต้องใช้ผงห้าศิลานี้ อีกเลย เขาเฝ้ารอวันคืนที่หนานกงเยี่ยนจะมาหา
เรื่องที่เขาใส่ยานี้ให้หนานกงเยี่ยนนั้นเป็นอุบัติเหตุ
ทุกครั้งที่กลับวัง หนานกงเยี่ยนจะดื่มยาขับเลือด เขารู้ดีว่า นางไม่ต้องการตั้งท้องเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา
หากเป็นเมื่อหลายปีก่อน เขาคงจะไม่ทำอะไร ทว่าบัดนี้เขาไม่ ยินดี
หลังจากหนานกงเยี่ยนกินผงห้าศิลาเข้าไป นางจะไม่รู้ว่านาง ไม่ได้ดื่มยาขับเลือดเข้าไป และนางก็จะสุขสมในความปรารถนายิ่ง กว่าเดิม
อิ่งสือซันส่ายหน้า ว่ากันว่าคุณชายเป็นคนบ้า ถ้าถามเขา เจ้า ไป๋เชียนหลีนี่สิถึงจะเรียกว่าคนบ้า
หนานกงเยี่ยนกักขังเขาเช่นนี้ แทนที่เขาจะหาโอกาสสังหาร นางเสีย แต่กลับหลงรักนางเสียอย่างนั้น นี่ต้องเรียก
ว่าบ้าจนเกินเยียวยาแล้ว
หนานกงหลีและหนานกงซีคือลูกของเขา
เด็กคนที่ฮูหยินเหยาเห็นในเมืองเยี่ยนก็คือหนานกงหลี เพียง แต่นั่นคือหนานกงหลีที่ปลอมตัวแล้ว หนานกงเยี่ยนทำทุกวิถีทาง เพื่อหลอกเยี่ยนอ๋อง
อิ่งลิ่วนึกบางอย่างออก จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า “น่า แปลก ทำไมนางไม่บอกว่าหนานกงซีเป็นลูกของท่านอ๋อง”
ไป๋เชียนหลีส่ายหน้า “วันเวลาไม่ตรงกัน เยี่ยนอ๋องติดโรค ระบาด จึงต้องถูกจับแยกเป็นเวลาสองปี เรื่องนี้มีอยู่ในบันทึกของ ทางการ แต่การสูญเสียความทรงจำใช่ว่าจะลบล้างได้ทุกอย่าง”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” อิ่งลิ่วกระจ่างขึ้นทันใด แต่อีกครู่หนึ่งก็ ขมวดคิ้ว “โรคระบาดร้ายแรงเพียงนั้น ท่านอ๋องกำลังปางตาย นางยังมีกะจิตกะใจมาเริงรมย์กับเจ้าอยู่อีกรึ?!”
ไป๋เชียนหลีถอนหายใจ “เยี่ยนอ๋องเขา…จงใจทำให้ตนเองติด โรค”
เมื่อความทรงจำของเยี่ยนอ๋องกลับคืนมา เพื่อที่จะหลุดพ้น จากนาง เขาไม่สนแม้แต่ชีวิตของตน
หนานกงเยี่ยนมาที่นี่ด้วยความโมโห จากนั้นก็รํ่าไห้ราวกับเด็ก
ในตอนนั้น เขารู้สึกอิจฉาเยี่ยนอ๋องเหลือเกิน
อิจฉาที่เยี่ยนอ๋องดีกว่าเขาไปเสียทุกอย่าง อิจฉาที่เยี่ยนอ๋อง
ไม่ได้ทำอะไรเลย แต่กลับได้ครองหัวใจของหนานกงเยี่ยน และ อิจฉาในความกล้าหาญของเยี่ยนอ๋อง
“ข้าทำไม่ได้อย่างเขา” เขากล่าวถากถางตนเอง
อิ่งลิ่วถลึงตาใส่ “เจ้าจะทำไม่ได้ได้อย่างไร? ถ้าข้าเป็นเจ้า ข้า จะฆ่านางเสีย!”
ไป๋เชียนหลียิ้มน้อยๆ “เจ้าก็พูดง่ายเกินไป ให้ข้าฆ่าตี้จีแห่ง หนานจ้าว เจ้าคิดว่าประมุขหนานจ้าวจะปล่อยคนในเผ่าข้าไป หรือ?”
อิ่งลิ่วครุ่นคิด “…เอาเถอะ แต่ว่าตอนนี้เจ้าหนีไปได้แล้ว พวก ข้าจัดการคนข้างนอกแล้ว เจ้าไม่มีวรยุทธ์ ไม่มีอำนาจ ไม่มีใคร สงสัยเจ้าหรอก เจ้าหนีไปเถอะ!”
“จะให้ข้าหนีไปไหน” ไป๋เชียนหลีกล่าว
อิ่งลิ่วตอบว่า “โอ๊ย เจ้านี่นะ! ปล่อยเจ้าไปแล้วเจ้ายังไม่ไปอีก?”
ไป๋เชียนหลีหัวเราะ ‘เหอะๆ’ แล้วกล่าวว่า “เจ้าคิดว่าทุกคนเป็น เหมือนเยี่ยนอ๋องหรือ มีพี่ชายเป็นถึงฮ่องเต้ของประเทศใหญ่ มี ลูกชายที่มีกองทัพอยู่ในมือ มีญาติที่มีอำนาจ? ข้าไม่มีอะไรสัก อย่าง ได้แต่นอนรอความตาย ข้าอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง ทำเรื่องเยี่ยง วีรบุรุษอย่างที่เยี่ยนอ๋องทำไม่ได้หรอก”
“เจ้า…” อิ่งลิ่วคิดจะต่อปากต่อคำกับไป๋เชียนหลีอีกสักหน่อย แต่อิ่งสือซันคว้ามือของเขาเอาไว้ บุ้ยใบ้ว่าไม่ต้องพูดอะไรแล้ว
หากไม่ใช่คนที่อยู่ในสภาพเดียวกัน ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่ฟัง
ครั้นเดินเข้ามาในห้อง พวกเขายังคิดว่าไป๋เชียนหลีคล้า ยกับเยี่ยนอ๋อง ตอนนี้พวกเขาไม่คิดเช่นนั้นแล้ว
ไป๋เชียนหลีเป็นเพียงบุรุษที่หาข้ออ้างให้ตนเองเพื่อหดหัวอยู่ ในกระดอง ไม่คล้ายกับเยี่ยนอ๋องเลยสักนิด
สิ่งที่อยากถามก็ได้ถามไปแล้ว พวกเขาไม่มีความจำเป็นจะ ต้องอยู่ต่อ
เยี่ยนจิ่วเฉาสาวเท้าเดินออกไป
อิ่งลิ่วและอิ่งสือซันก็ออกไปเช่นกัน
พวกเขาเดินออกไปแล้ว แต่ทันใดนั่นเยี่ยนจิ่วเฉาก็หยุดฝีเท้า ลง แล้วมองไปยังไป๋เชียนหลี “รู้ไหมเจ้าแพ้ที่ตรงไหน? ไม่ใช่ หน้าตา ไม่ใช่ความสามารถ และไม่ใช่ชาติตระกูล”
ไป๋เชียนหลีมองเขาด้วยความงุนงง
เยี่ยนจิ่วเฉาตอบว่า “เจ้ารู้ว่านางไม่รักเจ้าแต่เจ้าก็ยังฝืน”
ไป๋เชียนหลี “…”