หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 325 แม่ลูกพานพบ
หนานกงหลีขึ้นเหนือลงใต้มามาก พบปะผู้คนมานับไม่ถ้วน แต่กลับไม่เคยพบผู้ใดที่หน้าไม่อายเช่นนี้มาก่อน
นางเป็นสนมขององค์ประมุข เขาเป็นหลานชายขององค์ ประมุข นางกล้าพูดว่าเขาเป็นหนึ่งในชายชู้ของนาง นางรู้หรือไม่ว่า คำนี้มันน่าอดสูเพียงใด
ยังไม่ต้องเอ่ยถึงสถานะและอายุของพวกเขา เขากับนางไม่มี ความสัมพันธ์อันใดต่อกัน และเขาก็ไม่ได้สติฟั่นเฟือนถึงกับจะทำ เรื่องพรรค์นั้นด้วย!
ยิ่งไปกว่านั้น คำว่า ‘หนึ่งใน’ หมายความว่าอย่างไรกัน?
นางคิดจะเปลี่ยนคนไม่ซํ้าหน้ากันทุกวันเลยหรือ?
หนานกงหลีโทสะพลุ่งพล่าน
พูดคุยกันไม่เท่าไร สตรีผู้นี้ก็ทำให้เขาโมโหถึงเพียงนี้ ไม่อยาก จินตนาการว่าองค์ประมุขและฮองเฮาที่ ‘สนิทชิดเชื้อ’ กับนางนั้น ต้องเผชิญกับอะไรบ้าง
หนานกงหลีพลันรู้สึกเห็นใจท่านตาและท่านยายของตนขึ้นมา
อย่างไรก็ดี ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาเห็นใจใคร เขามีเรื่องเกิดขึ้นกับ ตัว อีกไม่นานก็คงจะถูกสตรีเฒ่าผู้นี้ทำให้ประสาทเสีย และลืมสิ่งที่ ตนจะต้องทำไปเสียสนิท
“เจ้ากำลังจะทำข้าเสียเรื่อง!”
หนานกงหลีตั้งสติได้ทันท่วงที จากนั้นจึงสั่งองครักษ์ซึ่งเฝ้าอ วิ๋นเฟยว่า ไม่ว่าอวิ๋นเฟยจะโวยวายหรือหาเรื่องอะไร ให้หาวิธีแก้ ปัญหาด้วยตนเอง ไม่ต้องมาถามเขาอีก
หลังจากนั้นองครักษ์ก็ไม่มาหาเขาอีก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขา สามารถแก้ปัญหาด้วยตนเองแล้ว หรือเป็นเพราะอวิ๋นเฟยเบื่อที่ จะโวยวายแล้ว
บัดนี้หนานกงหลีมิได้ใส่ใจอวิ๋นเฟยอีกต่อไป เขาเดินออกจาก ห้องทำสมาธิ ตรงไปยังศาลาบนไหล่เขา ยืนรับลมแห่งขุนเขาซึ่ง โชยมาปะทะใบหน้าอย่างแผ่วเบา จากตรงนี้ เขาสามารถมองลงไป เห็นเส้นทางมายังวัดฉางถิง
นี่ก็ดึกมากแล้ว เส้นทางก็ขรุขระ ถ้าหากนางมาที่นี่เพียงลำพัง นางจะหาทางขึ้นเขาเจอไหม?
เขามิได้วิตกแม้แต่น้อยว่าอวี๋หวั่นจะตกอยู่ในอันตราย เขาคิด เพียงว่าทางที่ดีที่สุดคือต้องไม่ปล่อยให้เด็กคนนั้นหลงทาง ไม่เช่น นั้นแผนการของเขาก็คงล่มไม่เป็นท่า
หนานกงหลีเรียกองครักษ์มา “พวกเจ้าไปรอที่เชิงเขา”
“ขอรับ!”
องครักษ์ทั้งห้ารับคำสั่ง แล้วถือคบเพลิงไปรอด้านล่าง
หนานกงหลียืนเอามือไพล่หลังอยู่ในศาลา รอคอยการมาถึง
ของอวี๋หวั่น
ไม่รู้ว่าเขารอคอยอยู่นานเท่าไร ก็ยังไม่มีวี่แววของอวี๋หวั่น
หรือว่านางไม่สนว่าอวิ๋นเฟยจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร จึงมิได้ คิดจะมาช่วย?
เวลาผ่านไปหนึ่งถ้วยชา ความอดทนของหนานกงหลีก็ถึงจุด สิ้นสุด
ขณะที่เขากำลังคิดว่าการกระทำของตนในครั้งนี้สูญเปล่า แสงที่เชิงเขาก็มีการเคลื่อนไหว ทันใดนั้นองครักษ์คนหนึ่งก็ใช้วิชา ตัวเบากระโดดขึ้นมายังศาลา ยกมือขึ้นประสานกันเบื้องหน้าเขา แล้วกล่าวว่า “กราบทูลองค์ชาย นางมาแล้วขอรับ”
“มาคนเดียว?” หนานกงหลีจ้องเขม็ง
“ขอรับ” องครักษ์ตอบ “ข้าน้อยมั่นใจว่าไม่มีใครติดตามนาง มา”
หนานกงหลีฉุกคิด “เจ้าไม่ได้จำคนผิดใช่ไหม?”
องครักษ์ตอบด้วยความมั่นใจว่า “ข้าน้อยเคยเห็นภาพเขียน ของนาง จำไม่ผิดแน่นอนขอรับ”
ลูกพี่ลูกน้อง เจ้ากล้ามาจริงๆ ด้วย
หนานกงหลีแค่นเสียงหัวเราะ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางสบาย อารมณ์ว่า “พาคนขึ้นมา แล้วไปหาข้าที่ห้องทำสมาธิ”
“ขอรับ!” องครักษ์รับคำสั่ง ไม่นานก็นำสตรีสวมผ้าคลุมสีดำ
เข้าไปยังวัดฉางถิง และพานางไปยังห้องทำสมาธิดังที่หนานกงหลี สั่งไว้
เมื่อหนานกงหลีผลักประตูเข้าไป ก็เห็นร่างอรชรอ้อนแอ้นที่ แสนคุ้นเคย แผ่นหลังของนางหันหาประตู นางสวมผ้าคลุมสีดำ สวมหมวกสานซึ่งปิดบังใบหน้าของนาง
ภายใต้ผ้าคลุม นางสวมชุดยาวเนื้อผ้าโปร่งสีขาวสะอาดตา จากจุดที่เขายืนอยู่ สามารถมองเห็นรองเท้าสีชมพูอ่อนปักดิ้น งดงาม บนรองเท้าประดับด้วยไข่มุกเม็ดสวย
“เจ้ามาแล้ว” หนานกงหลีกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา
อีกฝ่ายมีปฏิกิริยาตอบสนอง ร่างของนางค่อยๆ หันมา เผยให้ เห็นมือเรียวซึ่งพาดอยู่บนหน้าขา รวมใบถึงใบหน้าครึ่งหนึ่งซึ่งอยู่ ใต้หมวกสานนั้นด้วย
ใบหน้านั้น เป็นเห้อเหลียนหวั่นอย่างมิต้องสงสัย
เด็กโง่ มาที่นี่โดยลำพังจริงด้วย นางไม่เข้าใจหรือว่านี่ หมายความว่าอย่างไร นางคิดว่าเขาเป็นวิญญูชน แต่เขากลับไม่ได้ คิดจะเป็นเช่นนั้น
“เจ้ากล้ามาจริงๆ ข้าคิดว่าอย่างน้อยเจ้าอาจให้คนติดตามมา” หนานกงหลีเย้าหยอก และนั่งลงบนเก้าอี้ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากอวี๋หวั่น เท่าไร
เห้อเหลียนหวั่นยังคงไม่ตอบอะไร เมื่อหนานกงหลีเห็นท่าทาง สงบเสงี่ยมเหนียมอายของนางแล้ว ก็พลันรู้สึกหัวใจพองโตอย่าง
บอกไม่ถูก
หลังจากมายังหนานจ้าว หนานกงหลีก็พบว่าเห้อเหลียนหวั่น ไม่ใช่เด็กสาวชาวบ้านที่ถูกรังแกได้ง่ายอีกต่อไป ครานั้นนางถูกเขา บีบบังคับอยู่หลายครั้ง บัดนี้นางแลดูราวกับกลับมาอยู่ในวันคืนอัน แสนชื่นมื่นของเขาอีกครั้ง
นั่นทำให้หนานกงหลีอารมณ์ดีเหลือเกิน แม้แต่อารมณ์ขุ่นมัว เพราะอวิ๋นเฟยก็พลันมลายหายไปด้วย
เขาเอ่ยขึ้นว่า “อวิ๋นเฟยอยู่ในห้องทำสมาธิด้านหลัง เจ้าวางใจ เถิด ข้าดูแลนางเป็นอย่างดี ขอเพียงเจ้าฟังสิ่งที่ข้าพูด ข้ารับ ประกันว่าเจ้ากับอวิ๋นเฟยจะไม่เป็นไร”
เห้อเหลียนหวั่นยังคงไม่พูดอะไร นางเพียงนั่งก้มหน้าเล่นกับ ผ้าคาดเอว
ในสายตาของหนานกงหลี ท่าทางสงบเสงี่ยมเชื่อฟังเช่นนี้ แฝงไปด้วยความรู้สึกผิด และนั่นทำให้หนานกงหลีรู้สึกใจอ่อน
จะว่าไปก็น่าแปลกเสียจริง ตนไม่ได้มีจิตพิศวาสแม่นางผู้นี้ดัง ที่บุรุษและสตรีมีต่อกัน ที่เขาอยากครอบครองนางนั้นเป็นเพราะ นางเป็นคนของเยี่ยนจิ่วเฉาก็เท่านั้น
ทว่าตอนนี้…
หนานกงหลีกดหัวใจซึ่งเต้นระรัวของตนไว้ แย่แล้ว ความรู้สึก ที่เขามีต่อนาง…
เขาตั้งสติ พยายามขจัดความคิดฟุ้งซ่านไปจากสมอง “อันที่ จริง ข้าก็ไม่ได้อยากเป็นศัตรูกับเจ้า เดิมทีข้าเห็นตราประทับของ เผ่าปีศาจบนร่างของเจ้า ข้าก็เดาได้ว่าตัวตนที่แท้จริงของเจ้าจะ ต้องไม่ธรรมดา เพียงแต่ข้าไม่คาดคิดว่าเจ้าจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้ อยู่ที่ต้าโจวดีๆ ไม่ชอบหรืออย่างไร? ไฉนต้องกลับมาหนานจ้าว? มาแย่งชิงของที่เดิมทีก็ไม่ใช่ของเจ้าอยู่แล้ว
แม่ของเจ้าเป็นถึงตี้จีองค์โต นางเกิดมาเป็นกาลิณี นางจะ นำพาหนานจ้าวสู่หายนะ เรื่องนี้เป็นความจริงแท้ ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อ หรือไม่ เพราะฉะนั้นต่อให้เจ้ามีสัตว์ศักดิ์สิทธิ์แล้วอย่างไร? เจ้าไม่มี ทางเอาชนะข้าได้หรอก”
พูดมาถึงตรงนี้ หนานกงหลีก็ยิ้มน้อย หว่างคิ้วของเขาปรากฏ ความรู้สึกลำพองใจ “ข้าขอบอกเจ้าไว้ก่อนว่าพวกเจ้าไม่มีทางชนะ ถือใช้โอกาสนี้ล้มเลิกความคิดที่ไม่ควรคิดเสีย ก่อนที่จะสายจน เกินแก้ เจ้าเป็นลูกพี่ลูกน้องของข้า ขอเพียงทำตามที่ข้าบอก ข้าก็ จะไม่แตะต้องตี้จีองค์โต อวิ๋นเฟยก็จะได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบ สุข ส่วนเงื่อนไขของข้านั้น ข้าคิดว่าเจ้าคงกระจ่างดี ข้าต้องการ ศีรษะของเยี่ยนจิ่วเฉาและเซียวเจิ้นถิง!
เจ้าอย่าเพิ่งรีบปฏิเสธข้า ข้าให้เวลาเจ้าคิดอีกหนึ่งคืน พรุ่งนี้ เช้า เจ้ามีตัวเลือกคือตอบตกลงข้า หรือถูกจัดการ เจ้า
คิดเองก็แล้วกัน
อ่า อีกอย่าง อย่าคิดเล่นแง่เชียว พวกเจ้าเอาชนะข้าไม่ได้
หรอก รู้ไหมว่าเพราะอะไร”
หนานกงหลีชูนิ้วขึ้นมา “ข้ามีซิวหลัวสามคน”
ในที่สุดอีกฝ่ายซึ่งนั่งก้มหน้าใกล้ผล็อยหลับก็มีปฏิกิริยาตอบ สนองกับประโยคสุดท้าย นัยน์ตาของนางลุกวาวขึ้นมา!
ซซซ…ซิวหลัว!
สสส…สามคน!!!
สู้กับพวกเขาได้หรือ?
ซิวหลัวที่บ้านเป็นเพื่อนของเด็กๆ สู้กับพวกเขาไม่ได้ ใจร้าย เกินไปแล้ว!
หนานกงหลีประหลาดใจที่อยู่ๆ นางก็สะดุ้งยืดตัวตรงขึ้นมา เขาคิดไปเองหรือเปล่านะ ทำไมรู้สึกเหมือนนางกำลังนํ้าลายสอ?!
“เจ้าหิวหรือ…”
หนานกงหลีพูดไปเพียงครึ่งเดียว ร่างอรชรก็พุ่งเข้าหาหนาน กงหลี จนเขาล้มลงไปกับพื้นเย็นเฉียบ
หนานกงหลีไม่ทันตั้งตัว ด้านหลังศีรษะจึงกระแทกกับพื้น อย่างแรง จนเขาตาลาย และหูอื้อไปหมด
ชั่วขณะที่เขาหูอื้อนั้นเอง ทำให้เขาไม่ได้ยินคำถามของนาง เจียง
นางเจียงเริ่มรำคาญใจ จึงนั่งยองลงคว้าผมของเขา จากนั้นก็ กระชากอย่างแรงจนศีรษะของเขาเหวี่ยงไปตามแรงของนาง “ข้า
ถามเจ้าว่าซิวหลัวอยู่ที่ไหน”
หนานกงหลีรู้สึกว่าสมองของเขากำลังจะแตกกระจาย!
ความเจ็บปวดอย่างกะทันหันและรุนแรงทำให้เขาได้สติกลับ มา เขาลืมตาขึ้น และมองเห็นใบหน้าภายใต้หมวกสานตรงหน้า
เขาตื่นตะลึงในทันใด
ใบหน้านี้…เหมือนกับภาพวาดสักเจ็ดแปดส่วนไม่ผิดแน่ แต่ นี่ไม่ใช่ใบหน้าของเห้อเหลียนหวั่น!
นี่คือ…
“ซิวหลัวละ! ซิวหลัวอยู่ที่ไหน!” นางเจียงถามซํ้าๆ
หนานกงหลีตกใจราวกับถูกฟ้าผ่าลงแสกหน้า
ตี้จีองค์โต!
ท่านป้าของเขา!
เมื่อนึกถึงความรู้สึกหวั่นไหวเมื่อครู่ หนานกงหลีก็พลันรู้สึกชา หนึบไปทั้งร่าง
เขาเย้าหยอกลูกพี่ลูกน้องได้ แต่กับท่านป้าไม่ได้!
“เรียกคนมาาาา” เขาร้องเรียก!
ในตอนนี้เขาไม่มีกะจิตกะใจจะคิดว่าเพราะเหตุใดผู้ที่มาจึงไม่ ใช่เห้อเหลียนหวั่น หากแต่เป็นตี้จีองค์โต ในสมองของเขายังคง เต็มไปด้วยความสับสน สตรีผู้นี้ป่วยกระเสาะกระแสะ แค่ลมพัดก็
แทบปลิวแล้วไม่ใช่หรือ? ใครบอกเขาได้บ้างว่าเจ้าคนที่ใช้นิ้วกด ศีรษะเขาไว้จนเขาลุกไม่ขึ้นผู้นี้คือใคร!
“ซิวหลัว ซิวหลัว ซิวหลัว”
นางเจียงใช้นิ้วชี้เคาะลงไปบนร่างของหนานกงหลี
ทันใดนั้นก็มีเสียงกระดูกซี่โครงหักดัง ‘กร็อบ!’
หนานกงหลีเจ็บจนแทบหมดสติ!
เขาเป็นนายท่านที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาตั้งแต่เกิด ไหนเลย จะเคยเผชิญความเจ็บปวดเช่นนี้ ไม่ต้องเอ่ยถึง
กระดูกซี่โครง แม้แต่นิ้วเพียงนิ้วเดียวเคาะลงไปเขาก็เจ็บ เจียนตาย ความทรมานเช่นนี้ซิวหลัวย่อมทนไหว แต่ไม่ใช่สำหรับ เขา
เหงื่อกาฬเปียกชุ่มไปทั้งตัว
องครักษ์เล่า? หน่วยกล้าตายเล่า? ตายหมดแล้วหรือ?
จะโทษพวกเขาก็ไม่ได้
เขาเป็นคนสั่งเองว่าห้ามให้ผู้ใดเข้าใกล้ระหว่างที่เขากำลัง สนทนากับเห้อเหลียนหวั่น ทุกคนจึงถอยออกไปไกล หลังจากที่เขา ตะโกนออกไปแล้วสักพัก จึงมีองครักษ์วิ่งมาด้วยความสับสน
แม้หนานกงหลีจะไม่นับว่าเป็นยอดฝีมือ แต่เขาก็ฝึกฝนวร ยุทธ์สำหรับป้องกันตัวมา ใครจะไปรู้เล่าว่าจะถูกสตรี ‘รังแก’
องครักษ์ตกใจ รีบรุดเข้าไปลากนางเจียงออกมา แต่กลับถูก
กำปั้นของอีกฝ่ายต่อยจนกระเด็น
หนานกงหลีตะลึงงัน!
ไม่นานองครักษ์คนที่สองก็ถูกจัดการไปอีกคน
สตรีผู้นี้มิได้เหลือบมองด้วยซํ้า แต่กลับต่อยองครักษ์ของเขา จนกระเด็น
องครักษ์ซึ่งถูกต่อยนั้นกระเด็นไปห้อยต่องแต่งอยู่บนต้นอูถ งอายุร้อยปี
ผ่านไปเพียงครู่เดียว ต้นอูถงก็ไม่เหลือพื้นที่วางแล้ว
“ซิวหลัวอยู่ไหน ซิวหลัวอยู่ไหน ซิวหลัวอยู่ไหน”
นางเจียงคว้าเสื้อของหนานกงหลี พร้อมกับเอ่ยถามซํ้าๆ ไปมา
หนานกงหลีถูกเขย่าจนแทบอาเจียน ลูกตาของเขากลอกไปมา
แน่นอนว่าอยู่ที่จวนตี้จี
ใครจะพาซิวหลัวมาจัดการกับเห้อเหลียนหวั่นกันละ เขาไม่ได้ เสียสติสักหน่อย!!!
แต่ว่าต่อให้ไม่มีซิวหลัว เขาก็มีหน่วยกล้าตายที่เก่งกาจ พวก เขาฝึกฝนจนกลายเป็นหน่วยกล้าตายหน้ากากทองแล้ว เขาไม่เชื่อ ว่าสตรีผู้นี้จะต่อกรกับพวกเขาได้
หน่วยกล้าตายหน้ากากทองรับคำสั่ง ดวงตาเย็นเยียบเบิก กว้างในความมืด
ในมือของพวกเขาถือหอกยาว เดินออกมาจากห้องทำสมาธิ ของหนานกงหลี แลดูประหนึ่งผู้คุมขุมนรก
“ซิวหลัวอยู่ไหน! ซิวหลัวอยู่ไหน! ซิวหลัวอยู่ไหน!”
นางเจียงยังคงถามคำถามเดิมอย่างไม่ย่อท้อ นางมิได้ใส่ใจ ภยันตรายที่กำลังเข้าประชิดตัวเลยแม้แต่น้อย
หอกเล่มหนึ่งพุ่งตรงเข้ามาด้านหลังศีรษะของนางเจียง ทันที ที่มันกำลังจะปักทะลุกระโหลกของนางนั้นเอง ก็มีร่างอรชรร่าง หนึ่งถือถาดเงินพุ่งเข้ามา กระโดดพร้อมกับใช้ถาดฟาดเข้าที่ศีรษะ ของหน่วยกล้าตายหน้ากากทอง
ถาดเงินทะลุเป็นโพรง
หน่วยกล้าตายหน้ากากทองกลับปราศจากรอยขีดข่วน
ดวงตาอันเย็นเยียบของเขาหันมา จับจ้องไปยังอวิ๋นเฟยซึ่ง ลอบโจมตีตน
หากถามว่าเพราะเหตุใดเขาจึงจับการเคลื่อนไหวของอวิ๋นเฟย ไม่ได้ อันที่จริงอวิ๋นเฟยนั้นอ่อนแอเกินไป สำหรับเขาแล้วก็เป็น เพียงมดตัวหนึ่ง เพราะฉะนั้นในตอนที่มดเดินเข้ามา คนเราจะ ป้องกันตัวหรือไม่เล่า? ย่อมไม่ได้ป้องกันตัว
แต่หากมดตัวนั้นกัดตนเอง ถึงตอนนั้นก็คงต้องบี้มันให้ตาย
หน่วยกล้าตายยื่นมือออกไป คว้าหมับเข้าที่ลำคอของอวิ๋นเฟย เขามิได้คาดคิดเลยว่าจะมีความผิดปกติเกิดขึ้น!
ใบหน้าเย็นชาของนางเจียงหันมา จิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัว ระเบิดขึ้นวับวาบราวกับไข่มุก กอปรกับพลังภายในอันรุนแรง กระแทกจนทั้งคนทั้งหอกลอยออกไป
เขากระเด็นไปชนกับหน่วยกล้าตายคนอื่นๆ
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าแท้จริงแล้วจิตสังหารนี้แข็งแกร่งเพียงใด รู้เพียง ว่าหน่วยกล้าตายทั้งสี่คนทยอยกันพุ่งไปห้อยต่องแต่งอยู่บนต้นอู ถงร้อยปี มีเสียงดัง ‘แกร็ก’ ดังมาจากต้นอูถง เหล่าองครักษ์ร่วง โปรยปรายลงมาสู่พื้นราวกับเป็นเมล็ดถั่ว พวกเขากลิ้งตกลงไปบน ไหล่เขา หน่วยกล้าตายทั้งสี่ก็หล่นลงไปเช่นกัน จากนั้นพวกเขา ทั้งหมดก็ตกลงไปยังเชิงเขาที่อยู่ตํ่าลงไปนับร้อยฉื่อ และสุดท้ายก็ ตกลงไปในหลุมกว้างราวสิบเมตรที่เชิงเขา
หน่วยกล้าตายไม่ทันได้หลับตา ก็ตกลงไปจนไม่เห็นฝุ่น
นางไม่ได้ออกกระบวนท่าด้วยซํ้าไป ใช้เพียงพลังของนางก็ สามารถกำราบพวกเขาได้ทั้งหมด หนานกงหลีตกใจจนอ้าปากค้าง
สะ…สตรีคนนี้…เป็นซิวหลัวหรือ?
“เป็น…เป็นเจ้าหรือ?”
อวิ๋นเฟยเดินเข้าไปหาทั้งสองด้วยความตื่นตะลึง
จิตสังหารของนางเจียงค่อยลดลงจนควบคุมได้ นางบิดหลัง
“เป็นเจ้าหรือ?” อวิ๋นเฟยเดินเข้าไปหานางด้วยนํ้าเสียง ตะกุกตะกัก อวิ๋นเฟยคลอดลูกออกมา ลูกก็ถูกพาตัวไปแล้ว
แม้แต่ชื่อ องค์ประมุขก็ไม่ได้ตั้งให้ ตราบจนบัดนี้ นางก็ยังไม่รู้เลย ว่าลูกของนางมีชื่อว่าอะไร
นางเจียงปล่อยมือจากหนานกงหลีแล้ว เขาเป็นอิสระในที่สุด เขาคิดจะหนีออกไป ทว่าอวิ๋นเฟยเดินเข้ามาโดยมิได้มองทาง ยํ่า ลงบนใบหน้าของหนานกงหลี
หนานกงหลีผู้ซึ่งถูกเหยียบดั้งจมูก “…”
นางเจียงค้อมกายนั่งลงที่พื้น พร้อมกับขยับไปด้านข้างสอง สามก้าว
หนานกงหลีรีบลุกขึ้น มือจับดั้งจมูกซึ่งถูกเหยียบจนหัก ขณะ ที่เขากำลังจะหนี ก็ถูกนางเจียงตบด้วยหลังมือ
“เป็นเจ้าหรือ?” อวิ๋นเฟยเดินมาถึงด้านหลังของนางเจียง มองไปยังแผ่นหลังอันบอบบาง
“ไม่ใช่ข้า” นางเจียงก้มหน้า พร้อมกับตอบอย่างเศร้าสร้อย