หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 329 ไข่ดำเข้าวัง จัดการองค์ประมุข
คืนที่อวิ๋นเฟยหายตัวไป พายุคลื่นใหญ่พัดกระพือไปทั่ววังหลัง นางไม่ได้ก่อเรื่องมาเพียงครั้งหรือสองครั้ง แต่เพราะก่อนหน้านี้ นางไม่ได้รับความโปรดปราน ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจ รวมถึงไม่มีผู้ ใดจับจุดอ่อนของนางเช่นกัน เรื่องราวยิ่งใหญ่เกินจะเอาอดีตมา เปรียบเทียบ ตี้จีองค์เล็กถูกลดขั้น ตี้จีองค์โตยิ่งมีชื่อเสียงในหมู่ ประชาชนขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ผู้คนในวังก็ยังเริ่มให้ความสำคัญกับ นางมากขึ้น
เมื่อมีผู้ที่มองนางสำคัญ แน่นอนว่าต้องมีผู้ที่ไม่พึงใจนางเช่น กัน แต่ไม่ว่าผู้คนในวังจะมีความคิดแบบใด หนึ่งคืนผ่านไป ก็ยัง ไม่มีผู้ใดพบเห็นเงาของอวิ๋นเฟย
“คงมิใช่ว่านางกระโดดทะเลสาบฆ่าตัวตายไปแล้ว?”
“จะเป็นไปได้อย่างไร? ข้าว่านางน่าจะกระโดดบ่อนํ้าเสีย มากกว่า”
“บุตรสาวของนางกำลังจะถูกยอมรับกลับมาแล้วแท้ๆ ไยนาง กลับมาคิดสั้นเช่นนี้?”
“นั่นปะไร…”
อวิ๋นเฟยที่อยู่บนทางเดินด้านนอกกำแพงวังได้ยินเข้าโดย บังเอิญ “…”
ข้ายังไม่ตาย! ! !
วังหลวงมีสี่ประตูแปดเส้นทาง อวิ๋นเฟยเดินไปประตูทางทิศ เหนือซึ่งใกล้กับนางมากที่สุด ทหารองครักษ์ที่ประตูทางทิศเหนือ เตรียมพร้อมเฝ้าระวังกันอย่างแข็งขัน เดินอีกเพียงสิบกว่าก้าว ซ้ายมือก็จะเป็นประตูทิศเหนือแล้ว
ลูกตาดำกลิ้งกลอกไปมา เมื่อห่างจากประตูทิศเหนือเพียง สองก้าว จู่ๆ นางก็หยุดแล้วหมุนตัววิ่งกลับไป กระโดดโลดเต้น พลางร้องตะโกนว่า “ฮ่าๆ! ออกมาแล้ว! ออกมาแล้ว!”
ทหารองครักษ์สองนายที่เฝ้าประตูต่างก็ตกอกตกใจ เกิดอัน ใดขึ้น? ผู้ใดออกมา?
ทหารองครักษ์มองเข้าไปในวังอย่างยากที่จะเชื่อได้ จากนั้นก็ เดินออกไปและมองทางขวา พลันเห็นอวิ๋นเฟยที่กำลังวิ่งมาข้าง หน้าอย่างมีความสุข
ทั้งสองตกใจจนเหงื่อเย็นผุดพราย!
พบเรื่องประหลาดกลางวันแสกๆ เขาสองคนยืนเฝ้ายามอยู่ดีๆ เหตุใดอวิ๋นเฟยวิ่งออกมาต่อหน้าพวกเขา?
ทั้งสองไม่เข้าใจว่าเรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่สิ่งที่ แน่นอนก็คือพวกเขาไม่อาจปล่อยให้อวิ๋นเฟยหนีออกจากวังไปเช่น นี้ได้ ไม่เช่นนั้นหากองค์ประมุขไต่ถาม พวกเขาคงถูกลงโทษฐาน ละเลยหน้าที่!
ทั้งสองไม่สนใจสิ่งอื่นใด รีบร้อนจับอวิ๋นเฟยกลับไป
ข่าวการพบตัวอวิ๋นเฟยแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วจนถึง พระกรรณขององค์ประมุข
องค์ประมุขกำลังเสวยพระกระยาหารกับฮองเฮาในวังหลวง เมื่อได้ยินว่าอวิ๋นเฟยเกือบหนีออกจากวังไปได้ องค์ประมุขพลันทิ้ง ตะเกียบในมือลงด้วยแรงโทสะ ลุกขึ้นเสด็จไปตำหนักจูเชวี่ยจูเชวี่ย ในทันที
“นำไปเก็บเถิด” ฮองเฮาตรัสนํ้าเสียงเนือยนิ่ง
“เพคะ” ข้ารับใช้เก็บอาหารที่ยังกินไปหมดออกไป
องค์ประมุขแบกพระพักตร์เขียวคลํ้าด้วยความโกรธมุ่งหน้าไป ยังตำหนักของอวิ๋นเฟย
ในเวลานี้อวิ๋นเฟยกำลังนอนเอนกายบนเก้าอี้หวายในลาน กว้าง สั่งให้นางกำนัลหั่นแตงกวาสองสามแว่นมาวางบนใบหน้า เพื่อบำรุงผิว ขณะที่โยกเก้าอี้ไปพลาง ก็อาบแดดอย่างสบายๆ โดย ไม่มีทีท่าตระหนักว่าตนถูกจับตัวแม้แต่น้อย
องค์ประมุขย่างกรายเข้ามาในลานของนาง
“ฝ่าบาท!” ข้ารับใช้ในลานที่เห็นเขาเดินเข้ามาต่างพากัน หวาดผวา รีบคุกเข่าลงอย่างพร้อมเพรียง
“ออกไปให้หมด!” องค์ประมุขตรัสด้วยนํ้าเสียงอันเย็นเยียบ
เหล่าข้ารับใช้มองหน้ากันไปมาด้วยความหวาดกลัวและมอง ไปที่อวิ๋นเฟยโดยไม่ได้นัดหมาย จากนั้นก็เดินตัวสั่นงันงกออกไป
องค์ประมุขนับว่าเป็นคนอารมณ์ดี แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดยาม อยู่ต่อหน้าอวิ๋นเฟย เขาจึงไม่อาจควบคุมโทสะในใจได้ หากเป็นคน ธรรมดาแอบหนีออกจากวังแล้วถูกจับได้ คงหวาดกลัวจนรีบลงไป คุกเข่า ไหนเลยจะเหมือนนาง ทำราวกับเป็นบรรพบุรุษของตระกูล!
ไม่สิ คนธรรมดาที่ใดจะหนีออกจากวังได้?
บรรดาสนมนางในของบุตรแห่งสวรรค์ การแขวนคอตายและ หนีออกจากวังล้วนเป็นอาญาใหญ่หลวงถึงขั้นค้นเรือนยึดทรัพย์ ประหารทั้งโคตร!
แต่ราวกับว่าองค์ประมุขมองเห็นปฏิกิริยาตอบกลับของอ วิ๋นเฟย เมื่อตนเองกล่าวประโยคนี้ออกไป
‘ยึดๆๆ! ยึดเลย! ยึดหมาลูกแหง่พวกนั้นอย่าให้เหลือ!’
ความเป็นไปได้ที่ปรากฏขึ้นในจิตใจ ชวนให้องค์ประมุขรู้สึก ปวดเศียรยิ่งนัก
เขาสงสัยอย่างยิ่งว่าอวิ๋นเฟยจงใจ จงใจยั่วให้เขาโกรธเกรี้ยว และจงใจยืมมือของเขาทำลายครอบครัวฝ่ายมารดาของนาง
ช่างเป็นสตรีที่ร้ายกาจยิ่งนัก!
“เจ้าไม่ดูฮองเฮาเป็นเยี่ยงอย่าง เลิกสร้างความวุ่นวายให้ข้า สักทีได้หรือไม่?”
องค์ประมุขไม่แม้แต่ถามว่านางทำไปเพื่ออะไร เพราะมันไม่ จำเป็น เขาพบเจอเรื่องประหลาดใจจนชินชาเสียแล้ว นางเป็นคน
อารมณ์ร้ายที่กลัวว่าโลกจะไม่วุ่นวาย หากนางสงบเสงี่ยมศึกษา คุณธรรมคำสอนสตรีอยู่ในวังหลังได้ คงเป็นเรื่องประหลาดที่ยาก จะเข้าใจ
อวิ๋นเฟยเองก็ไม่บอกเรื่องที่หนานกงหลีลักพาตัว เพราะ อย่างไรเสีย ยามนี้หนานกงหลีก็ได้รับบาดเจ็บ และลูกน้องคนสนิท ก็มาล้มตาย ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ดูเหมือนนางจะเป็นฝ่ายลักพา ตัวหนานกงหลีเสียมากกว่า
แม้ว่านางไม่มีความสามารถในเรื่องนี้ แต่คนที่มีความ สามารถ คือคนที่นางต้องการปกป้อง
การตั้งคำถามที่ไม่ต้องแยกแยะถูกผิดขององค์ประมุข เมื่อ หลายปีก่อนอาจสามารถทิ่มแทงหัวใจนาง แต่ยามนี้ไม่ใช่อีกต่อไป นางแค่คิดว่าเขาผายลมแล้วเดินจากไปเท่านั้น
แตงกวาขนาดใหญ่สองชิ้นถูกวางอยู่บนเปลือกตา นางนอน เอนกายบนเก้าอี้หวายโดยไม่หยิบมันออก ท่าทีเอื่อยเฉื่อยไม่สนใจ ผู้คน
องค์ประมุขกริ้วโกรธนางจนปวดฟัน “อวิ๋นเฟย! เจ้ายังหลง เหลือความเป็นภรรยาข้าอยู่หรือไม่!”
อวิ๋นเฟยเอ่ยอย่างไม่ทุกข์ร้อน “อ้อ ที่แท้ฝ่าบาทก็ยังจำได้ว่า หม่อมฉันเป็นภรรยาของพระองค์ หม่อมฉันคิดว่าในใจของฝ่าบาท มีเพียงฮองเฮาผู้เดียว ลืมเลือนหม่อมฉันไปหมดสิ้น ฝ่าบาทก็คิด เสียว่าหม่อมฉันได้ตายไปแล้วเถิด ต่อไปตำหนักจูเชวี่ยท่านก็ไม่
จำเป็นต้องมาอีก ในเมื่อยามหนุ่มท่านไม่มา ยามนี้แก่เสียแล้ว ถึง มาก็ไม่มีประโยชน์อันใด”
ไม่..ไม่มีประโยชน์? !
พระพักตร์ขององค์ประมุขเป็นสีเขียวด้วยโทสะ
อวิ๋นเฟยหยิบแตงกวาฝานบนเปลือกตาออก พลันลืมตามอง กายท่อนล่างขององค์ประมุข “หือ? ยังใช้อยู่หรือ?”
พระพักตร์ขององค์ประมุขเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดง ความ โกรธเคืองแทบจะระเบิดออกมา “เสิ่นอวิ๋น!!!”
เมื่อฮองเฮาเพิ่งเสด็จถึงหน้าประตูตำหนักจูเชวี่ย ได้ยินนํ้า เสียงเจือโทสะขององค์ประมุข ก็ถึงกับตกตะลึง หากว่ากันอย่าง เคร่งครัดแล้ว องค์ประมุขไม่ใช่คนที่โกรธง่าย ไม่เช่นนั้นคงไม่ถูก ขนานนามว่าเป็นเสือหน้ายิ้ม แค่มีเพียงอวิ๋นเฟยที่สามารถดึง โทสะทั้งหมดในจิตใจของเขาออกมาได้ เขาดูเหมือนมีความโกรธที่ ไม่สิ้นสุดต่ออวิ๋นเฟยตลอดเวลา
มีอันใดน่าโกรธ? ก็แค่สตรีบ้าบอคนหนึ่ง เป็นถึงองค์ประมุข แห่งแว่นแคว้น อดทนต่อความโกลาหลวุ่นวายในราชสำนักได้ แต่ กลับไม่อาจทนนางสนมจอมวายร้ายเพียงคนเดียว?
ฮองเฮาไม่ต้องการให้องค์ประมุขสนใจอวิ๋นเฟย แม้แต่ด้านที่ น่าเกลียดที่สุดก็ตาม
ฮองเฮารวบรวมสติ สูดหายใจเข้าก่อนจะเดินเข้าไปอย่างสงบ เยือกเย็น ตลอดทางคนในวังต่างร้องคารวะ นางโบกมือให้ถอย
ออกไป
นางย่างกรายเข้ามาอย่างสง่างาม มององค์ประมุขที่แทบคลั่ง จากนั้นก็มองอวิ๋นเฟยที่วางท่าทีไม่รู้ร้อนรู้หนาว คิ้วพลันขมวดมุ่น “อวิ๋นเฟย ฝ่าบาทเสด็จมา เจ้าไม่คารวะ แล้วยังวางท่าถือดีเช่นนี้ เหมาะสมแล้วหรือ?”
อวิ๋นเฟยส่งเสียงชิชะ แล้ววางแตงกวาฝานลงบนเปลือกตา “ฮองเฮามาก็ดีแล้ว รีบพาบุรุษของท่านกลับไปเถิด ตำหนักจูเชวี่ย ของหม่อมฉันไม่อาจรองรับพระพุทธรูปองค์ใหญ่ทั้งสองพระองค์”
ฮองเฮาตรัสอีกครั้ง “อวิ๋นเฟย เจ้ารู้หรือไม่ว่าคืนนี้ที่เจ้า หายตัวไป ทำให้องค์ประมุขกับข้าเป็นกังวลยิ่งนัก?”
อวิ๋นเฟยเย้ยหยัน “กังวลอันใด? กังวลว่าจะไม่มีผู้ใดรังแก พวกท่านทั้งสองอีก? หรือไม่มีผู้ใดช่วยขับภาพลักษณ์อันอ่อนโยน ทรงคุณธรรมให้ฮองเฮา?”
องค์ประมุขตรัสอย่างเย็นชา “เจ้ากล่าววาจาเช่นนี้กับฮองเฮา ได้เยี่ยงไร? อย่าคิดว่าข้าแต่งตั้งให้เจ้าเป็นกุ้ยเฟย แล้วจะไม่เห็น ฮองเฮาอยู่ในสายตา เชื่อหรือไม่ว่าข้า…”
อวิ๋นเฟยขัดคำพูดของเขาอย่างเฉยเมย “ถอดตำแหน่ง ปลด จากเฟยให้เป็นไฉเหริน หม่อมฉันรู้ดี ฝ่าบาทรีบรับสั่งมาเถิด”
“เจ้า!”
“ฝ่าบาท” ฮองเฮาจับมือของเขาพลางส่ายศีรษะเบาๆ “ช่าง เถิด นางมีนิสัยเช่นไร ไม่ทราบดีแก่ใจหรือ ไม่ได้ผิดร้ายแรง เพียง
ความผิดเล็กน้อย จะกริ้วนางไปไย? อย่าทำร้ายร่างกายตนเอง”
องค์ประมุขตรัสอย่างเย็นชา “การกระทำของนางครั้งนี้หาใช่ ความผิดเล็กน้อย! นางหลบหนีออกจากวังหลวง!”
ฮองเฮามองอวิ๋นเฟย และเอ่ยอย่างจริงจัง “อวิ๋นเฟย เจ้าก็ ก่อกวนมากเกินไป สร้างความวุ่นวายในวังหลวงก็มากพอแล้ว ไย เจ้ายังไปก่อเรื่องถึงนอกวังอีก? นี่มิใช่เจตนาสร้างความอัปยศแก่ ราชวงศ์หรอกหรือ? หากเจ้าไม่เห็นแก่ฝ่าบาท ก็เห็นแก่ตี้จีของเจ้า เจ้าก็คงไม่อยากให้นางมีมารดาที่เอาแต่สร้างปัญหา”
หลังจากได้ยินวาจาของฮองเฮา อวิ๋นเฟยก็เงียบงันในทันที
องค์ประมุขฮึดฮัดอย่างเย็นชา “เจ้าจงไตร่ตรองการกระทำ ของตนเองอยู่ที่นี่ หากไม่มีคำสั่งจากข้า อย่าคิดย่างกรายออกจาก ตำหนักแม้เพียงก้าวเดียว!”
องค์ประมุขตรัสจบก็เดินจากไปพร้อมกับฮองเฮา
ก่อนจากไป ฮองเฮาเรียกนางกำนัลผู้รับผิดชอบของตำหนักจู เชวี่ย “ดูแลกุ้ยเฟยอย่าให้ขาดตกบกพร่อง”
“เพคะ” นางกำนัลผู้รับผิดชอบรับคำสั่งด้วยความเคารพ
“เป็นเช่นนี้ เจ้าก็ยังปกป้องนาง”
อวิ๋นเฟยได้ยินเสียงกระซิบพึมพำขององค์ประมุข จากนั้นก็ได้ ยินฮองเฮาตรัส “ไม่ว่าอย่างไรนางก็เป็นสนมของฝ่าบาท หม่อมฉัน ต้องปฏิบัติตัวดีต่อนางสักหน่อย อีกอย่างก็ช่วยให้ฝ่าบาทสบาย
พระทัยขึ้น ต่อไปนี้อย่าได้ไปกริ้วต่อหน้านาง หากโทสะกระทบพระ วรกายแล้ว หม่อมฉันจะเป็นกังวลนะเพคะ”
องค์ประมุขทอดถอนใจ “ก็นางก่อเรื่องวุ่นวาย หากรู้จักคิดได้ เช่นเจ้าสักครึ่งหนึ่ง ข้าก็คงไม่ต้องปวดหัวเช่นนี้ เจ้าวางใจเถิด ข้า จะไม่ไปที่ตำหนักจูเชวี่ยอีก”
ฮองเฮาได้ฟังคำมั่นสัญญาก็เบาใจลงเล็กน้อย จากนั้นจึงเอ่ย ต่อ “นางคงโกรธที่ท่านส่งตี้จีองค์โตออกไปในเพลานั้น ทำให้สอง แม่ลูกจำต้องพรากจากกัน หากเป็นหม่อมฉัน ก็คงโกรธเช่นกันละ เพคะ”
องค์ประมุขตรัส “แต่เจ้าไม่มีทางทำให้ข้าต้องอับอายต่อหน้า ผู้อื่น”
ฮองเฮาชะงัก และยิ้มอย่างขมขื่น “นั่นเป็นธรรมดาเพคะ”
ทั่วหล้าต่างรับรู้ว่า ฮองเฮาสง่างามมองการณ์ไกล ดังนั้นเมื่อ องค์ประมุขลงโทษตี้จีองค์เล็กแล้ว นางจึงทำได้เพียงปิดประตูด้วย ความโกรธเคืองต่อองค์ประมุขเท่านั้น หากเป็นอวิ๋นเฟยละจะทำ เช่นไร? นางก็คงไปโวยวายถึงราชสำนัก มือเท้าสะเอวก่นด่าองค์ ประมุขราวกับแม่มดหมอผีถูกเลือดหมารดหัว[1] จากนั้นก็ไปนั่ง ในตำหนักจินหลวนโดยไม่สนใจกฎเกณฑ์ ขอให้องค์ประมุขยก ตำแหน่งประมุขหญิงให้บุตรสาวของนาง
เพราะนางเป็นฮองเฮา นางจึงไม่สามารถทำเช่นนี้ได้
เมื่อนึกถึงตี้จีองค์เล็กที่ค่อยๆ สูญเสียความโปรดปรานจาก
องค์ประมุข นิ้วของฮองเฮาพลันบีบแน่น
……………..
ทว่าด้านอวี๋หวั่น เมื่อลืมตาตื่นขึ้น ก็พบว่าอวิ๋นเฟยไม่อยู่แล้ว หลังจากถามมารดาจึงทราบว่าอวิ๋นเฟยลงจากภูเขาไปแล้ว อวี๋ หวั่นเดาว่านางคงจะกลับไปที่วังหลวง เธอจัดการเก็บข้าวของและ กลับจวนไปพร้อมกับบิดามารดา
เธอไปรับไข่ดำก่อน จากนั้นจึงไปที่ถนนซื่อสุ่ย เล่าเรื่องอ วิ๋นเฟยให้เยี่ยนจิ่วเฉาฟัง เธอไม่แน่ใจว่าอวิ๋นเฟยกลับไปที่วังหลวง หรือไม่ จึงคิดจะไปสืบความดูสักหน่อย
“กลับไปแล้ว” เยี่ยนจิ่วเฉากล่าว
“ท่านรู้ได้อย่างไร?” อวี๋หวั่นถาม
เยี่ยนจิ่วเฉาลูบผมเส้นน้อยเส้นหนึ่งบนศีรษะของเธอแล้วพูด ว่า “อวิ๋นเฟยได้รับการเลื่อนขั้นเป็นกุ้ยเฟย และวันนี้ก็ถูกสั่งห้าม ออกจากตำหนัก ข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่วทุกตรอกซอกซอย ทำไมรึ? ระหว่างทางกลับมาเจ้าไม่ได้ยิน?”
อวี๋หวั่นมุ่นคิ้ว “พวกเรารีบร้อนเดินทางกลับมา ไม่ได้สืบฟัง ความอันใด แล้วเหตุใดนางถึงถูกห้ามออกจากตำหนัก? เพราะ เรื่องที่นางออกจากวังหลวงหรือไม่? นั่นหนานกงหลีเป็นคนทำต่าง หาก!”
“ไม่น่าจะใช่เรื่องนี้” เยี่ยนจิ่วเฉาเป็นเชื้อพระวงศ์ รู้กฎของวัง หลวงดีกว่าอวี๋หวั่น หากองค์ประมุขลงโทษอวิ๋นเฟยเพราะออกจาก
วังหลวง คงไม่ใช่แค่ห้ามออกจากตำหนัก ดูเหมือนอวิ๋นเฟยยั่วยุ องค์ประมุข จนถูกองค์ประมุขวางอำนาจมากกว่า
“ข้าจะไปพบท่านยายของข้า!” อวี๋หวั่นกระโดดลุกขึ้นยืน ลูก ผมที่ถูกเยี่ยนจิ่วเฉาลูบให้ราบลงอย่างยากลำบากก็เด้งขึ้นมาอีก ครั้ง
“เจ้าไปไม่ได้หรอก” เยี่ยนจิ่วเฉาพูดพร้อมกับจ้องมองลูกผม ของเธอ
“เพราะเหตุใด?” อวี๋หวั่นสงสัย
เยี่ยนจิ่วเฉาหยดนํ้าสองหยดลงในฝ่ามือแล้วลูบผมเส้นน้อย บนศีรษะของอวี๋หวั่น “เจ้าไม่ยอมรับด้วยซํ้าว่าตนเองเป็นองค์หญิง แห่งหนานจ้าว แล้วองค์ประมุขจะยอมรับว่าเจ้าเป็นหลานสาวขอ งอวิ๋นเฟยได้อย่างไร? เว้นแต่…เจ้าจะยอมรับเขา”
“ข้าไม่ยอมรับ!” อวี๋หวั่นโกรธจนลูกผมบนหัวตั้งขึ้นอีกครั้ง
“เฮ้อ” เยี่ยนจิ่วเฉาเอามือปิดตา
…
แม้อวี๋หวั่นไม่อาจเข้าวัง แต่มีบางคนที่เข้าได้
ตกเย็น องค์ประมุขกำลังตรวจฎีกาอยู่ในห้องทรงอักษร ทันใด นั้นองครักษ์รักษาพระองค์นายหนึ่งก็เดินเข้ามาด้วยความรีบร้อน “ทูลฝ่าบาท มีคนจากด้านนอกมา แจ้งว่าตนเป็นญาติของอ วิ๋นเฟยพ่ะย่ะค่ะ!”
อวิ๋นเฟยมีญาติ? มิใช่ว่าญาติของนางตัดขาดไปนานแล้ว หรือ?
องค์ประมุขยังคงตวัดมือเขียนอย่างรวดเร็วต่อไป กำลังตัดสิน ใจจะส่งคนไป แต่ทันใดนั้นก็นึกบางสิ่งขึ้นมาได้ พลันเผยรอยยิ้ม เย็นชา เกรงว่าจะเป็นตี้จีองค์โตกับบุตรสาวที่มาหาถึงที่ ไม่ยอมรับ เขา แต่กลับต้องการพบอวิ๋นเฟย ไหนเลยจะง่ายดายเช่นนั้น?
“ให้พวกเขากลับไป!”
“ไม่สามารถกลับไปได้พ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์เกาหัว
พระขนงขององค์ประมุขขมวดมุ่น
องครักษ์ตอบอย่างละอาย “ฝ่า…ฝ่าบาทเสด็จไปดูด้วย พระองค์เองเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
องค์ประมุขวางฎีกาในมือลง แล้วก้าวยาวออกไปยังหน้าประตู วัง
ยามพลบคํ่า พระราชวังตั้งตระหง่าน
ไข่ดำทั้งสามต่างหอบหิ้วกระเป๋าใบน้อยของตน นั่งอยู่บนหิน ก้อนเล็กๆ นอกประตูอย่างน่าเวทนา
ดวงตาขององค์ประมุขพลันบิกกว้างขึ้นทันที
องครักษ์กลั้นใจกล่าว
“คนที่ส่งพวกเขามา บอกว่าพวกเขาเป็นญาติของอวิ๋นเฟย ส่ง เสร็จก็จากไป ฝ่าบาททรงคิดว่า…ควรส่งพวกเขาไปที่หยาเห
มิน…”
ไข่ที่มาถึงมืออย่างยากลำบาก ให้ส่งไปที่หยาเหมินเช่นนี้ จะ เป็นไปได้อย่างไร! ! !
สามารถเจรจาเงื่อนไขกับผู้ใหญ่ได้ แต่ไม่ใช่กับเด็ก ทว่าจะให้ ส่งพวกเขากลับไปที่จวนเห้อเหลียน…
ไข่ดำทั้งสามมองเขาอย่างน่ารัก
หัวใจขององค์ประมุขอ่อนลง
“อะแฮ่ม! ไม่ต้อง”
องค์ประมุขกระแอมในลำคอและตรัสอย่างเคร่งขรึม
“เป็นญาติของอวิ๋นเฟย ให้เข้ามาเถิด”
องครักษ์ตกตะลึง อวิ๋นเฟยยังมีญาติตัวเป็นๆ อยู่จริงหรือ? ความสงสัยยังคงอยู่
ทว่าเขาก็ยังคงพาเด็กน้อยทั้งสามเข้ามา
เด็กน้อยทั้งสามจับมือกันเดินไปตรงหน้าองค์ประมุข
องค์ประมุขมองพวกเขาแล้วมองไปยังองครักษ์ที่ยืนตะลึง ตาค้างอยู่ข้างๆ
“ออกไปให้หมดเถิด”
หลังจากนั้นองค์ประมุขก็จับมือเล็กๆ ของต้าเป่า ซึ่งจับต่อกัน เป็นสายไข่ดำน้อย ไปยังตำหนักจูเชวี่ยของอวิ๋นเฟย!
…………………………………………
[1] เลือดหมารดหัว ในอดีตเชื่อว่าคุณไสยมนต์ดำจะเสื่อมลงด้วย
เลือดสุนัข หมายถึง ถูกต่อว่าด่าทอจนเสียหาย