หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 331.1 ไข่ดำหยามฮองเฮา (1)
อวิ๋นเฟยอยู่ในวังหลวงมาหลายปี วันที่ได้กินเนื้อมีไม่มาก แม้ จะมีมื้อสองมื้อเป็นครั้งคราว แต่ก็ไม่ใช่อาหารชั้นดีอะไร หมูผัดนํ้า แดงจานนี้ถูกทำถวายแด่องค์ประมุข ไม่เพียงแต่ใช้หมูสามชั้นที่ดี ที่สุด ยังใช้ทักษะควบคุมความแรงไฟที่สูงส่งที่สุดอีกด้วย เนื้อทุก ชิ้นเป็นมันเงาเด้งดึ๋ง นุ่มเหนียวละลายในปาก มันและเนื้อมาก น้อยพอดี ไม่มันเลี่ยน หนึ่งคำกลืนลงคอ รสเค็มสอดแทรกด้วยรส หวานผสมผสานลงตัว อร่อยจนคำสุดท้าย
ทักษะฝีไม้ลายมือนี้ ลํ้าเลิศกว่ากระต่ายย่างเมื่อคืนมากมาย นัก
อวิ๋นเฟยเอร็ดอร่อยจนนํ้าตาไหล
ไข่ดำน้อยทั้งสามก็ซดไม่หยุดปาก
องค์ประมุขไม่มีนิสัยพิถีพิถันในด้านอาหารการกิน มักเป็น ฮองเฮาที่ให้คนทำสิ่งใดมา องค์ประมุขก็เสวยสิ่งนั้น เป็นครั้งแรกที่ เขารู้สึกอยากอาหาร คนสี่คนกินอย่างตะกละตะกลามจนเขาก็ต้อง ใช้ตะเกียบคีบให้อยู่หลายครั้ง
หมูผัดนํ้าแดงอร่อยเลิศลํ้ายิ่งนัก อวิ๋นเฟยกับไข่ดำยัง เพลิดเพลินไม่หายอยาก ทว่าหมดก็คือหมด แม้ว่าเสี่ยวเป่าที่เด็ก ที่สุดจะมีงอแงขออีกชาม แต่พวกเขายอมกินข้าวในชามอย่างเชื่อ ฟัง
องค์ประมุขครุ่นคิดและสั่งให้คนทำหมูผัดนํ้าแดงเพิ่มอีกสอง ชามใหญ่
ทั่วทั้งห้องเต็มไปด้วยเสียงดูดซดของไข่ดำตัวน้อย
เมื่อเห็นว่าพวกเขาดูกินได้มากกว่าเด็กทั่วไป องค์ประมุขจึง รับสั่งให้ห้องครัวจัดเตรียมวัตถุดิบไว้บางส่วน ไม่ให้คุณชายน้อย ทั้งหลายต้องหิวท้องกิ่ว
พ่อครัวไม่กล้าขัดคำสั่ง เดินไปอย่างเคารพนอบน้อม
มื้อนี้อวิ๋นเฟยอิ่มหนำสำราญ ถึงเวลาก็เรอออกมาทีหนึ่ง
ไข่ดำทั้งสามลูบพุงน้อยๆ ที่อ้วนกลมของพวกเขาและเรอออก มาตามๆ กัน
หลังจากนั้น ไข่ดำน้อยก็จูงอวิ๋นเฟยกับองค์ประมุขเดินเล่นใน ลานครู่หนึ่ง นี่เป็นนิสัยที่อวี๋หวั่นบ่มเพาะมา จากจวนคุณชายไปที่ หมู่บ้านเหลียนฮวา และจากหมู่บ้านเหลียนฮวาไปถึงจวนเห้อ เหลียน กระทั่งยามนี้เข้าวังหลวงก็ยังไม่ขี้เกียจ
องค์ประมุขยุ่งกับหน้าที่ราชการ ช่วงเวลาผ่อนคลายสบายใจ เช่นนี้มีน้อยนัก เดินเล่นใต้ต้นไห่ถังในตำหนักจูเชวี่ย สายลมยาม คํ่าคืนพัดเอื่อย คืนสารทฤดูเงียบสงบงดงาม
“มาเลย มาเลย จับข้าสิ!”
เสี่ยวเป่าเริ่มยั่วเย้าอีกครั้ง
ไข่ดำทั้งสามวิ่งเล่นอย่างบ้าคลั่งไปทั่วลาน วังลึกที่มีเพียงสี
ขาวกับสีดำปรากฏสีที่ต่างไปในชั่วข้ามคืน
อวิ๋นเฟยไม่เคยเลี้ยงบุตรมาก่อน จึงไม่รู้จักวิธีดูแลพวกเขา อย่างเลี่ยงไม่ได้ โชคดีที่พวกเขาเชื่อฟัง เตือนอวิ๋นเฟยว่าพวกเขา ต้องการเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ต้องการอาบนํ้าและแปรงฟันแล้ว
อวิ๋นเฟยผู้ที่จัดการทุกอย่างได้คล่องแคล่ว ทำสิ่งที่ต้องทำ เสร็จได้ในครึ่งชั่วยาม ครานี้นางงงงันอยู่หนึ่งชั่วยามเต็ม ท้ายที่สุด ก็ยังสวมเสื้อผ้าให้ต้าเป่ากลับด้าน
ต้าเป่าก้มมองชุดนอนตัวน้อยด้วยความรู้สึกว่ามีบางอย่าง แปลกไป!
เอ้อร์เป่าชี้ไปที่เสื้อของเขาและพูดว่า “กลับด้านแล้ว!”
อวิ๋นเฟยรู้สึกอาย
“ข้าทำเอง” องค์ประมุขยื่นมืออุ้มต้าเป่าขึ้นไว้ในอ้อมแขน ค่อยๆ ถอดเสื้อแล้วสวมด้านที่ถูกต้องให้เขา
ฉากนี้ตกอยู่ในสายตาของผู้คนในวังไปโดยธรรมชาติ
ผู้คนต่างสบสายตาแลกเปลี่ยนกัน พวกเขาล้วนเห็นสิ่งอันน่า ตกตะลึงที่ไม่อาจบรรยายด้วยตาของตนเอง
องค์ประมุขดีต่อคุณชายน้อยเหล่านี้ดีเกินไปแล้วกระมัง? ทั้ง ยังเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ด้วยพระองค์เอง ไม่รู้ว่าตี้จีองค์เล็กกับองค์ หญิงน้อยในยามนั้นเคยได้รับการดูแลดีเช่นนี้หรือไม่?
ย่อมไม่เคยอยู่แล้ว
ฮองเฮาเพียบพร้อมด้วยคุณธรรม เรื่องเหล่านี้นางทำได้ แม่นมที่นางเชิญมาก็เป็นผู้ดูแลที่มากประสบการณ์ องค์ประมุข ได้พบตี้จีองค์เล็ก องค์หญิงน้อย หรือกระทั่งหนานกงหลีที่กลับเข้า วังตอนอายุได้สองสามขวบ ไม่ว่ายามใดก็ถูกดูแลอย่างเป็น ระเบียบเรียบร้อยเสมอ
“กางเกง! กางเกง! อ๊ะ!”
กลับเป็นอวิ๋นเฟยที่ใส่ขาอวบอ้วนสองข้างของเสี่ยวเป่าเข้าไป ในขากางเกงข้างเดียว เสี่ยวเป่าเดินหนึ่งก้าวก็ล้มลงพร้อมกับเสียง ดังตุ้บ
ที่นอนอ่อนนุ่ม ถึงแม้ไม่เจ็บ แต่ก็ทำให้อวิ๋นเฟยตำหนิตนเอง ไม่น้อย
นางมือไม้ลนลานทำอะไรไม่ถูก ใบหน้าแดงฉาน
องค์ประมุขพาเสี่ยวเป่าไปอีกครั้งและสวมกางเกงให้เขา
ทุกอย่างถูกจัดการอย่างเรียบร้อย แต่เด็กน้อยทั้งสามกลับไม่ หลับ ทำเพียงนอนอยู่บนเตียง สองมือจับสองเท้าของตนเอง มอ งอวิ๋นเฟยกับองค์ประมุขด้วยแววตาใสซื่อ
“มีอันใด? ท้องหิวหรือ?” อวิ๋นเฟยถาม
ทั้งสามมองพวกเขาด้วยท่าทางออดอ้อน
เมื่อถามได้ความว่าทั้งสามต้องการทำสิ่งใด องค์ประมุขก็ รับสั่งให้คนไปหาแม่แพะที่มีนมมาตัวหนึ่งในทันที ให้รีดนมแพะ
และต้มนม ผู้คนยุ่งเหยิงกันครึ่งค่อนคืน
เมื่อไข่ดำน้อยทั้งสามหลับไปพร้อมกับขวดนมในมือ ประตูของ วังหลวงก็ถูกลงกลอนไว้หมดแล้ว
ตำหนักจูเชวี่ยที่วุ่นวายพลันเงียบสงบลง มีเพียงเสียงหายใจ เข้าออกสมํ่าเสมอของคนทั้งสามบนเตียงนอน
อวิ๋นเฟยมองดูพวกเขา ร่องนํ้าในใจนับพันสายค่อยๆ ถูกเติม เต็ม แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกเกลียดชังองค์ประมุขมากขึ้นเรื่อยๆ
ที่แท้การเลี้ยงดูบุตรมีความสุขเช่นนี้ เดิมทีนางสมควรได้รับ มันทั้งหมด แต่กลับถูกองค์ประมุขตํ่าตมกับฮองเฮาแสงจันทร์ ฉายของเขาพรากไปอย่างไร้ปรานี! ! !
องค์ประมุขปัดแขนเสื้อแล้วลุกขึ้นยืน เมื่อนึกถึงท่าทีของอ วิ๋นเฟยเมื่อคืนก็รู้สึกพึงใจอยู่บ้าง เช่นนี้สิถึงดูเหมือนกิริยาที่สนม คนหนึ่งควรมี ใช่ก่อเรื่องวุ่นวายทั้งวันได้อย่างไร?
ดูเหมือนการพาเด็กๆ เข้าวังมาถูกต้องแล้ว
ในเมื่ออวิ๋นเฟยกลับเนื้อกลับตัวแล้ว “เด็กๆ หลับแล้ว ข้า…”
ยังเอ่ยไม่สิ้นประโยค อวิ๋นเฟยก็ยกขาถีบเขาออกไป!
เด็กหลับแล้ว การแสดงก็เล่นจบแล้ว บุรุษตัวเหม็นน่ารังเกียจ เช่นนี้ไม่รีบขับออกไปจะเก็บให้อยู่ข้ามปีหรือ?
ในที่สุดองค์ประมุขที่มีมุมมองต่ออวิ๋นเฟยเปลี่ยนไปก็ถูกถีบ กระเด็นจนเห็นดาว โกรธกริ้วเป็นฟืนเป็นไฟ ปีนขึ้นมาถมึงตามอ
งอวิ๋นเฟยที่อยู่บนเตียง
“คร่อก~ คร่อก~” อวิ๋นเฟยนอนโอบกอดไข่ดำน้อยคนหนึ่ง ปิดตาลงหลับกรนเบาๆ
องค์ประมุขที่มีไฟแห่งโทสะสุมอกไร้ที่ระบาย “…”
องค์ประมุขมองอวิ๋นเฟยอย่างเย็นชาอยู่เป็นนาน เขามองนาน เท่าใด อวิ๋นเฟยก็กรนอยู่นานเท่านั้น หากเป็นเรื่องการแสดงแล้ว นางจริงจังมาก!
องค์ประมุขคล้ายสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดในจิตใจ เขากำ หมัดแน่น สูดหายใจเข้าลึกๆ สองสามครั้ง พยายามดับโทสะที่คุก รุ่นอยู่ในใจลง
ท้ายที่สุด เขาก็ลากสะโพกที่เจ็บปวดจากนํ้ามืออวิ๋นเฟย เดิน กะโผลกกะเผลกกลับตำหนักไป
“ฮองเฮา ฝ่าบาทเสด็จกลับมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ณ ตำหนักจงกง ฮองเฮาใช้มือเท้ารองศีรษะอยู่บนโต๊ะด้วย ดวงตาที่ปิดปรือ เมื่อได้ยินรายงานจากขันทีก็พลันเบิกตา เอ่ยด้วย เสียงแหบพร่า “ฝ่าบาทกลับมาแล้วหรือ?”
“พ่ะย่ะค่ะ ฮองเฮา” ขันทีตอบ
“เขาไม่มาที่ตำหนักจงกงหรือ?” ฮองเฮาถามด้วยความแปลก ใจ
เป็นสามีภรรยากันมาหลายปี แม้ว่าทั้งสองจะมีห้องของ
ตนเอง ทว่าองค์ประมุขก็มักจะมาหานางที่นี่เสมอ
ขันทีรีบร้อนอธิบาย “คงเพราะเพลานี้ดึกมากแล้ว ฝ่าบาทจึง เกรงว่าจะรบกวนฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ”
นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ก่อนหน้านี้ติดราชกิจยาวถึงค่อนคืน องค์ ประมุขก็จะไม่เสด็จมา ทว่าคํ่าคืนนี้ต่างไป องค์ประมุขน่าจะส่งคน มาแจ้งข่าวนางก่อนล่วงหน้า ว่าให้นางพักผ่อนก่อนไม่ต้องรอเขา
คืนนี้องค์ประมุขติดพันกับเด็กน้อยจนลืมเรื่องนั้นไป กว่า เด็กๆ จะหลับก็ไม่ง่าย ยังถูกอวิ๋นเฟยใช้เท้าถีบโดยที่ไม่รู้ว่าจงใจ หรือไม่ ยามนี้ก็ยังคิดไม่ตก ไม่มีใจไปคิดเรื่องอื่น
องค์ประมุขไม่อยู่ค้างคืน ว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องเล็กน้อย ทว่าสิ่ง ที่ฮองเฮาวิตกคือ เขาอยู่ที่ตำหนักจูเชวี่ยเนิ่นนานเพียงนี้
แน่นอนฮองเฮามิได้คิดว่าเป็นเพราะอวิ๋นเฟย หากอวิ๋นเฟยมี แผนการเช่นนี้คงกลับตัวไปนานแล้ว ไหนเลยจะยอมนั่งบน ตำแหน่งที่มีเพียงชื่อมาจนบัดนี้?
ต้องเป็นเพราะเด็กสามคนนั้นเป็นแน่
เมื่อขันทีเห็นว่าฮองเฮาไม่ได้ตรัสสิ่งใด จึงคาดเดาความกังวล ของฮองเฮา “ฮองเฮาไม่มีสิ่งใดต้องกังวล ที่ฝ่าบาทให้ความสนใจ คนตัวเล็กๆ พวกนั้น เพียงเพราะต้องการใช้ประโยชน์จากพวกเขา ในภายภาคหน้า บิดาของพวกเขาเป็นเชื้อพระวงศ์แห่งต้าโจว มารดาเป็นบุตรีจวนเห้อเหลียน เด็กสามคนก็ยังเป็นปรมาจารย์ พิษอาวุโสเจ็ดจั้ง กำลังทั้งสามฝ่ายรวมกันช่างแข็งแกร่ง เพียง
พอที่จะทำให้ครึ่งหนึ่งของหนานจ้าวสั่นสะเทือน”
ฮองเฮาปิดปาดเงียบ ไม่คล้อยตามไม่ขัดแย้ง “ข้าได้ยินมาว่า เด็กทั้งสามคนนั้นน่าเอ็นดูยิ่งนัก”
อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง แค่แฝดสามก็หาได้ยากแล้ว ไม่ต้อง บอกว่าองค์ประมุขโปรดปรานพวกเขา แม้แต่นางเองก็ยังสงสัยยิ่ง
บทที่ 331.2 ไข่ดำหยามฮองเฮา (2)
หากไม่มีความสัมพันธ์กับตี้จีองค์โตถึงขั้นนี้ นางเองก็อยากหา ทางมัดใจปรมาจารย์พิษอาวุโสน้อยพวกนี้ให้มาเข้ากับหนา นกงเยี่ยนและหนานกงหลี
ขันทีกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ต่อให้น่าเอ็นดูเพียงใด ก็มิใช่เด็กที่ฝ่า บาทจะเก็บใส่พระทัย ในพระทัยของฝ่าบาทมีเพียงท่าน ทายาท ของท่านก็คือคนที่เขารักมากที่สุด”
ฮองเฮาทอดถอนใจ “น่าเสียดายที่หลีเอ๋อร์ยังไม่แต่งงาน ไร้ บุตร”
ไม่ใช่ ก่อนหน้านี้เคยได้ยินหลีเอ๋อร์บอกว่าเขากำลังจะมีบุตร แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใดเมื่อพูดถึงเรื่องนี้อีกครั้ง เขากลับบอกว่าไม่มีเด็ก แล้ว
ฝ่าบาทอายุมากแล้ว ไม่ได้มีจิตใจเยือกเย็นดังเช่นปีก่อนๆ เด็กๆ สามารถสัมผัสส่วนที่อ่อนโยนของจิตใจเขาได้มากที่สุด หาก หลีเอ๋อร์มีบุตรด้วยก็คงดียิ่งนัก
คำพูดนี้ขันทีหมดหนทางโต้ตอบ คนหนานจ้าวออกเรือนช้า กว่าจงหยวน เชื้อพระวงศ์ยิ่งช้ากว่า ตี้จีทั้งสองถือว่าเป็นกรณี พิเศษ เหล่าพระราชนัดดาไม่ได้รีบเร่งเช่นนี้
อีกอย่าง ต่อให้เร่งยามนี้ก็ไม่ทันแล้ว อุ้มท้องเกือบสิบเดือน รอ
ให้คลอดบุตร ก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์ของหนานจ้าวจะไปถึงไหนแล้ว
ขันทีเกลี้ยกล่อม “ฮองเฮา ดึกมากแล้ว ท่านพักผ่อนก่อนเถิด พ่ะย่ะค่ะ แค่เด็กที่ยังไม่หย่านมสองสามคนเท่านั้น ไม่อาจก่อคลื่น ลมใหญ่ใดได้”
ฮองเฮาพยักหน้า องค์ประมุขกับนางครองรักกันมาครึ่งชีวิต ไม่เชื่อว่าไม่อาจเอาชนะเด็กสองสามคนที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวออกมา
ฮองเฮาเข้าสู่บรรทม
รุ่งขึ้นฟ้าสาง องค์ประมุขเสด็จออกว่าราชการเช้า ฮองเฮาสั่ง ให้คนเตรียมอาหารที่ฝ่าบาทโปรดปรานโต๊ะใหญ่ รอให้เขาเสร็จ จากราชการมาร่วมทานอาหารเช้า แต่หารู้ไม่รอจนอาหารเย็นชืดก็ ยังไม่เห็นเงาคน
“ไปถามว่าเกิดอันใดขึ้น” ฮองเฮาสั่งกับขันที
ขันทีเดินจากไป
เวลาผ่านไปหนึ่งถ้วยชา ขันทีก็เดินกลับมาพร้อมกับรอยยิ้ม แหย “ทูลฮองเฮา ฝ่าบาทเสด็จไปตำหนักจูเชวี่ยพ่ะย่ะค่ะ”
“อันใดกัน?” สีหน้าฮองเฮาเปลี่ยนไป “ไยจึงไปที่นั่นอีก?”
ขันทีฝืนใจกล่าวต่อ “ในช่วงราชการเช้า ไม่ทราบว่าขุนนางคน ใดถวายอินทรีขาวไห่ตงชิงตัวหนึ่ง ฝ่าบาททรงเห็นว่านกตัวนั้น งดงามยิ่ง จึงนำไปให้เด็กๆ ที่ตำหนักจูเชวี่ยด้วยพระองค์เองพ่ะย่ะ ค่ะ”
เมื่อคนไปที่นั่นแล้ว ก็ย่อมต้องอยู่เสวยอาหารเช้าที่นั่น
ฮองเฮาบีบนิ้ว ตรัสสั่งขันทีด้วยนํ้าเสียงสงบนิ่ง “ห้องครัวเล็ก ทำอาหารที่ฝ่าบาทโปรดปรานมากี่อย่าง ให้นำไปส่งถวายฝ่าบาทที่ ตำหนักจูเชวี่ย แล้วก็ทำขนมที่เด็กๆ ชอบ นำไปส่งให้ถึงมือฝ่าบา ทกับอวิ๋นเฟย”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ขันทีไปตามรับสั่ง
ในเวลานี้ ฝ่าบาทกำลังเสวยอาหารเช้าพร้อมกับอวิ๋นเฟยและ เด็กๆ เขามอบลูกอินทรีไห่ตงชิงที่งดงามมาให้ ไข่ดำเล็กชื่นชอบกัน อย่างมาก และเพื่อแสดงความซาบซึ้ง เด็กๆ จึงขอให้เขาอยู่ทาน อาหารเช้าที่นี่ด้วย
ที่แท้อวิ๋นเฟยเห็นแก่หน้าเขาเพียงใด ต่อหน้าเด็กๆ จึง ประพฤติตัวดุจภรรยาที่เคารพเทิดทูนสามีเช่นนี้
ดังนั้นองค์ประมุขจึงได้เห็นอวิ๋นเฟยผู้อ่อนโยนมีคุณธรรมอีก ครั้ง
เขากล่าวในใจ ฝ่าเท้าเมื่อคืนนางไม่ตั้งใจเป็นแน่ นางหลับไป แล้ว ไม่รู้ตัวว่าทำสิ่งใดลงไป
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฝ่าบาทก็ได้ตัดสินใจยกโทษให้อวิ๋นเฟย
ด้วยความดีความชอบของไข่ดำ อวิ๋นเฟยจึงไม่ต้องกิน มังสวิรัติอีกครั้ง อาหารเช้าเป็นซาลาเปาเนื้อแพะ แป้งแผ่นอบเนื้อ
เป็ดหอมใหญ่ โจ๊กลำไยพุทราแดง และขนมชาววังรสเลิศอีก มากมาย
องค์ประมุขพบว่าตนเองอยากอาหารมากขึ้นกว่าในอดีต เรื่อง นี้ แม้แต่ขันทีหวังก็ดูออก
ขันทีหวังสุขใจแทนองค์ประมุข ฮองเฮายึดถือกฎเกณฑ์ เคร่งครัด แต่ถึงยามกินกลับจืดชืดไร้ชีวิตชีวา เป็นอวิ๋นเฟยที่สดใส ให้ความรู้สึกราวกับเป็นครอบครัวคนธรรมดา โจ๊กทุกคำข้าวทุกคำ ให้รสชาติที่แตกต่าง
“ฝ่าบาท ฮองเฮาส่งเครื่องเสวยมาพ่ะย่ะค่ะ” นางข้าหลวงผู้รับ ผิดชอบแห่งตำหนักจูเชวี่ยรายงาน
องค์ประมุขพยักหน้า “ฮองเฮาช่างใส่ใจ นำขึ้นมาเถิด”
“เพคะ” นางข้าหลวงผู้รับผิดชอบนำอาหารที่ฮองเฮาส่งมา จัด วางบนโต๊ะทีละจาน สำรับของตำหนักจงกงย่อมวิจิตรกว่าตำหนัก จูเชวี่ยอยู่แล้ว
อวิ๋นเฟยไม่ได้โง่ถึงขนาดยอมทรมานท้องของตัวเอง ฮองเฮา กล้าส่งมา นางก็กล้ากิน กินอย่างเอร็ดอร่อย!
หากคิดจะใช้ลูกไม้นี้โต้ตอบนาง เช่นนั้นก็คาดการณ์ผิดแล้ว
อวิ๋นเฟยกินจนอิ่มแปล้
ท้องไข่ดำทั้งสามก็กลมดิ๊ก
องค์ประมุขพึงพอใจอย่างยิ่ง กล่าวกับอวิ๋นเฟย “เมื่อคืนนี้ดึก
เกินไป ไม่ค่อยสะดวกนัก วันนี้เจ้าพาเด็กๆ ไปคารวะฮองเฮาที่วัง หลวงสักหน่อย ให้นางได้พบพวกเขาด้วย”
ไข่ดำทั้งสามมองอวิ๋นเฟยอย่างออดอ้อน
อวิ๋นเฟยลูบหัวเล็กๆ ของพวกเขา “อยากไปหรือไม่?”
ไข่ดำทั้งสามครุ่นคิด
องค์ประมุขตรัสอย่างอ่อนโยน “ฮองเฮาเป็นคนดีมาก อีก เดี๋ยวเมื่อนางพบพวกเจ้า จะต้องชอบพวกเจ้ามากแน่ๆ”
ไข่ดำทั้งสามพยักหน้า
หลังมื้อเช้า องค์ประมุขเสด็จไปจัดการหน้าที่ราชการที่ห้อง ทรงอักษร อวิ๋นเฟยก็พาไข่ดำทั้งสามไปที่ตำหนักจงกง
ฮองเฮาทราบข่าวว่าอวิ๋นเฟยกับเด็กๆ จะมา จึงแต่งองค์ทรง เครื่องวางท่าสูงส่งสง่างามนั่งบนบัลลังก์หงส์
ไม่นาน อวิ๋นเฟยก็พาเด็กๆ มาคารวะด้านหน้านาง
แม้จะอายุมากเหมือนกัน หมั่นปรนนิบัติดูแลร่างกายเหมือน กัน แต่อวิ๋นเฟยกลับดูอ่อนเยาว์กว่าฮองเฮา
ฮองเฮาไม่เคยใส่ใจเรื่องนี้มาก่อน เพราะต่อให้อวิ๋นเฟยจะ งดงามเพียงใด องค์ประมุขก็ไม่เคยปรายตามองนางตรงๆ แต่วันนี้ ไม่รู้อย่างไร ฮองเฮากลับเริ่มสนใจแล้ว
อวิ๋นเฟยดูราวกับสตรีในวัยสี่สิบต้นๆ หรืออาจจะน้อยกว่าสี่สิบ เสียด้วยซํ้า แม้กระทั่งรอยเส้นที่หางตาก็ยังเผยกลิ่นอายสง่างาม
อวิ๋นเฟยคาวระอย่างที่นับว่าสุภาพ “ถวายพระพรฮองเฮา”
เหล่าเด็กน้อยไม่ได้คารวะ เพียงแต่เบิกตาสีดำกลมโตคู่หนึ่ง มองฮองเฮาไม่วางตา
ฮองเฮาคลี่ยิ้มเปี่ยมเมตตา กวักมือเรียกพวกเขา “มานี่มา ให้ ข้ามองหน่อย”
ทั้งสามเดินเตาะแตะเข้าไปหา
ไม่มีความประหม่าหวาดกลัวแม้แต่น้อย แต่ก็ไม่ได้ดูดื้อดึง เกเร แม้แต่ฮองเฮาก็ต้องยอมรับว่าพวกเขาเป็นเด็กที่น่ารักน่า เอ็นดูยิ่ง
ทั้งสามเดินขึ้นบันได อ้อมโต๊ะไม้จินสื่อหนานมายืนอยู่เบื้อง พระพักตร์ฮองเฮา
ฮองเฮากวักมือ ขันทีก็นำตะกร้าใบใหญ่ที่ภายในบรรจุของเล่น ทุกชนิดขึ้นมา
ฮองเฮาแย้มสรวลตรัส “พวกเจ้าชอบสิ่งใดก็หยิบไป ข้ามอบให้ พวกเจ้า”
ไข่ดำทั้งสามมองกลับไปที่อวิ๋นเฟย
อวิ๋นเฟยพยักหน้าเล็กน้อย ทั้งสามก็ยื่นมือน้อยๆ ออกไปอย่าง สุภาพ
เสี่ยวเป่าหยิบธนูไม้ เอ้อร์เป่าหยิบของเล่นป๋องแป๋ง
ต้าเป่าไม่ต้องการสิ่งของในตะกร้า เขาเอียงศีรษะ หมุนตัว
กลับ ควํ่าตัวบนโต๊ะเล็กของฮองเฮา จากนั้นก็เขย่งเท้า มือข้างหนึ่ง คว้าสิ่งของสีทองแวววาวนั้น
สีหน้าของทุกคนล้วนถอดสี น่ะ…นั่นมันตราประทับของ ฮองเฮา! ! !
“ฝ่าบาท ฝ่าบาท!”
ด้านนอกห้องทรงอักษร ขันทีวังหลวงเดินมาด้วยความรีบร้อน
ขันทีหวังที่เฝ้าหน้าประตูรีบขวางเขาไว้ “อะไรกัน อะไรกัน? ห้องทรงอักษรใช่ที่ที่เจ้าจะทำโหวกเหวกโวยวายได้หรือ? ไม่เห็น หรือว่าฝ่าบาททรงยุ่งอยู่?”
ขันทีก็รู้ว่าตนเองกระทำการบุ่มบ่าม แต่เขาควบคุมไม่ได้แล้ว!
“เกิด เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!” เขากระซิบข้างหูขันทีหวังสองสาม คำ
ขันทีหวังเบิกตาโพลง “เป็นเรื่องจริงหรือ?”
ขันทีตบขากล่าว “ก็จริงน่ะสิ! ขันทีหวัง ท่านรีบให้ฝ่าบาทไป ดูเถิด!”
ขันทีหวังเข้าไปในห้องทรงอักษร กราบทูลแก่ฝ่าบาท ฝ่าบาท ไม่รอช้าวางราชกิจในมือ มุ่งหน้าไปตำหนักจงกง
เรื่องราวต้องเริ่มเล่าตั้งแต่ต้าเป่าคว้าตราประทับของฮองเฮา ฮองเฮาบอกว่าจะมอบของเล่นแก่พวกเขา แต่ไม่ได้บอกว่ามอบ ตราประทับ ฮองเฮาต้องการตราประทับคืน แต่ต้าเป่ากอดไว้ไม่
ยอมให้
อวิ๋นเฟยก็เกลี้ยกล่อมให้ต้าเป่าวางตราประทับลง ต้าเป่าไม่ วาง
นางข้าหลวงคนหนึ่งที่ไม่อาจทนดูต่อไปได้ จึงค่อยๆ ยื่นมือไป คว้ามันเงียบๆ แต่ผลกลับทำให้ต้าเป่าบาดเจ็บ ต้าเป่าต้องการ ป้องกันตนเองจึงดึงผมของนางไว้
ฮองเฮาคิดว่าตนเองเป็นมารดาแผ่นดิน เด็กๆ ก็คงจะชอบ นางและเชื่อฟังนาง นางจึงลงไปแยกตัวต้าเป่า แต่ผลกลับถูกต้า เป่าดึงเกศาไว้เช่นกัน
เมื่อองค์ประมุขมาถึงตำหนักจงกง เกศาของฮองเฮาก็ถูกต้า เป่าดึงจนหลุดร่วงไปหลายเส้นแล้ว
มีนางข้าหลวงพยายามแยกทั้งสองออกจากกัน แต่ต้าเป่าจับ ไว้แน่นเกินไป เมื่อพวกเขาออกแรงดึง ก็ยิ่งเป็นการทำร้ายฮองเฮา ให้เจ็บกว่าเดิม
พระขนงขององค์ประมุขกระตุก! รีบย่างสามขุมเข้าไปปลอบ โยนต้าเป่าอย่างแผ่วเบา “เด็กดี เจ้าปล่อยมือก่อน ข้าจะไม่ให้พวก เขาแย่งของเจ้าไป”
ต้าเป่าไม่ขยับ
องค์ประมุขตรัสอีกครั้ง “ข้าเป็นประมุขแห่งแคว้น ข้าพูดคำ ไหนคำนั้น เจ้าปล่อยฮองเฮาก่อน”
ต้าเป่ายอมปล่อยมือ
ฮองเฮาก็หัวโกร๋นแล้ว
ฮองเฮาเจ็บปวดแทบหลั่งนํ้าตา ทั้งน้อยใจทั้งเจ็บใจ ทั้งโมโห ทั้งรำคาญ แต่นางเป็นถึงฮองเฮาผู้ยิ่งใหญ่ ไม่อาจโวยวายเสีย กิริยา!
องค์ประมุขรีบสั่งให้นางข้าหลวงพยุงฮองเฮาลงไปพักผ่อน และตามหมอหลวงมา
ต้าเป่ายังคงถือตราประทับฮองเฮาของเขา
องค์ประมุขตรัสว่า “สิ่งนี้เล่นไม่สนุกหรอก ที่ห้องหนังสือของ ข้ามีของสะสมมากมาย เจ้าไปเลือกอันที่สนุกกว่านี้ดีหรือไม่?”
ต้าเป่าครุ่นคิด ไม่พยักหน้าแต่ก็ไม่ขัดขืน
องค์ประมุขพาต้าเป่าไปยังห้องทรงอักษร ห้องทรงอักษรมี ของแปลกๆ มากมาย ทั้งมีดผากริชดาบ กระดูกและหยกแกะสลัก มีทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนเป็นของดีที่รวบรวมมาจากชาวบ้าน
แต่ไม่ว่าอันไหน ต้าเป่าก็ไม่ชอบ
ในยามที่องค์ประมุขปวดหัวสุดจะทานทน ในที่สุดต้าเป่าก็ทิ้ง ตราประทับในอ้อมแขนไป
เมื่อได้ยินเสียงตราประทับตกกระทบพื้น องค์ประมุขก็ดีอก ดีใจ ถอนใจด้วยความโล่งอก แต่ไหนเลยจะรู้ว่าวินาทีถัดมาก็ยิ้มไม่ ออกเสียแล้ว
ต้าเป่ากอดตราหยกสืบบัลลังก์ไว้ในอ้อมแขน…