หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 336.1 ปทุมขาวถูกเปิดโปง (1)
อวี๋หวั่นรู้อยู่ว่าฮองเฮาไม่ได้เรื่องนัก แต่ไม่คาดคิดว่าไม่ได้เรื่อง ถึงเพียงนี้ กระทั่งเด็กสามขวบก็ยังทำร้ายได้ลงคอ เยี่ยงสัตว์ร้าย ตัวหนึ่ง
แต่คิดไปคิดมาก็ไม่แปลก อย่างไรเสียนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่นาง ลงมือกับเด็ก เมื่อก่อนท่านแม่ของเธอถูกกลอุบายของฮองเฮาขับ ออกจากวังทั้งที่ยังเป็นทารก เมื่อเจ้าวัดไม่ดี หลวงชีก็สกปรก ไม่ แปลกใจที่หนานกงเยี่ยนโหดเหี้ยมอำมหิตถึงเพียงนี้ ความกล้า หาญวางยาพิษเยี่ยนจิ่วเฉาในวัยเด็กถูกถ่ายทอดมาจากครรภ์ มารดานี่เอง
ในเมื่อรู้แล้วว่าต้าเป่าถูกฮองเฮาทำร้าย เช่นนั้นอวี๋หวั่นก็ไม่ อาจปล่อยให้เด็กๆ อยู่ที่ตำหนักจงกงอีกต่อไป
อวี๋หวั่นให้อิ่งสือซันกลับไปก่อน ส่วนเธอจะไปที่ตำหนักจงกง อย่างเปิดเผย
องค์ประมุขมีใจห่วงใยเด็กๆ มากขึ้น เพื่อที่จะดูแลพวกเขา จึง รับสั่งให้คนย้ายฎีกาทั้งหมดไปยังห้องตำราของตำหนักจงกง ขณะ ที่เขากำลังตรวจฎีกา จู่ๆ ขันทีหวังก็กระวีกระวาดเข้ามาในห้อง “ฝ่าบาท”
“มีอันใด?” องค์ประมุขกล่าวโดยไม่ละสายตาจากฎีกาตรง หน้า
ขันทีหวังชะงักไปและพูดว่า “องค์หญิงน้อยเดินทางมาพ่ะย่ะ ค่ะ”
“ซีเอ๋อร์มาหรือ?” องค์ประมุขส่งเสียงอืมตอบรับ “ให้นางไป หาฮองเฮาก่อน ข้ายังมีราชกิจในมือ”
ขันทีหวังกระแอมเล็กน้อย “ไม่ใช่องค์หญิงซี แต่เป็นองค์หญิง หวั่นพ่ะย่ะค่ะ”
มือที่ตรวจฎีกาขององค์ประมุขหยุดชะงัก ไม่ได้โต้แย้งขันที หวังที่เรียกอวี๋หวั่นเช่นนี้ เพียงแต่ถามว่า “มาที่วังหลวงหรือ?”
ขันทีหวังยิ้มแหย “ไม่ใช่วังหลวง แต่เป็นตำหนักจงกงพ่ะย่ะ ค่ะ”
องค์ประมุขมือสั่น “ผู้ใดปล่อยให้เด็กคนนั้นเข้ามา?”
ขันทีหวังก็สงสัยเช่นกัน ตอนที่พบกับอวี๋หวั่นที่ประตู เขายัง คิดว่าตัวเองเห็นผี เขามั่นใจอย่างยิ่งว่าอวิ๋นเฟยไม่มีป้าย สัญลักษณ์เข้าออกวังหลวงได้อย่างอิสระ ดังนั้นองค์หญิงหวั่นเข้า มาได้อย่างไร?
“ก่อเรื่องวุ่นวาย!” องค์ประมุขกดเสียงตํ่า แต่กลับไม่ได้ถาม อะไรต่อ และตรัสกับขันทีหวัง “ให้นางเข้ามา”
“พ่ะย่ะค่ะ!” ขันทีหวังรับคำสั่งอย่างนอบน้อม ไปประตูตำหนัก จงกงเพื่อนำอวี๋หวั่นเข้ามา
ด้านนอกห้องตำราเล็ก ขันทีหวังหยุดเดิน “ฝ่าบาท องค์หญิง
หวั่นมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“อื้ม”
เสียงทุ้มตํ่าในลำคอขององค์ประมุขดังออกมาจากห้องตำรา
ขันทีหวังค้อมกายและชี้ไปที่ห้องตำรา “องค์หญิงหวั่น เชิญ พ่ะย่ะค่ะ”
อวี๋หวั่นไม่ยอมรับตำแหน่งนี้ แต่ขันทีหวังเป็นคนดีเธอจึงไม่ ทำให้เขาลำบากใจ หลังจากพยักหน้าตอบรับก็เดินเข้าไป
องค์ประมุขนั่งอยู่ด้านหลังโต๊ะทำงานด้วยสีหน้าเคร่งขรึม จริงจัง เหลือบมองอวี๋หวั่นพลางตรัสอย่างเฉยเมย “มิใช่ปฏิเสธไม่ ยอมรับข้ารึ? เหตุใดจึงมาหาข้าได้?”
วันนี้อวี๋หวั่นไม่ได้มาเพื่อทะเลาะกับเขา หากการทะเลาะกันยิ่ง แย่ลง ก็มีแต่จะผลักให้เขาไกลออกไป แม้มีหรือไม่มีท่านตาผู้นี้ไม่ ได้แตกต่างกันนัก แต่หากเป็นผลดีกับฮองเฮานั่นก็ได้ไม่คุ้มเสีย
อวี๋หวั่นพูดอย่างอารมณ์ดี “ข้ามารับเด็กๆ กลับจวน”
องค์ประมุขได้เห็นท่าทีอ่อนโยนเชื่อฟังที่หาได้ยากของอวี๋หวั่น ทั้งนํ้าเสียงก็ยังผ่อนคลายลงมาก “ฮองเฮาดูแลพวกเขาเป็นอย่าง ดี เจ้าไม่ต้องกังวลไป ให้พวกเขาอยู่ในวังอีกสักสองสามวัน”
ตาแก่ไม่รู้อะไร บุตรของข้าเพิ่งอยู่ในวังได้ไม่เท่าไร ก็ถูก ฮองเฮาแม่จันทร์กระจ่างของท่านทำร้ายจนตกนํ้า หากอยู่ต่อไปข้า เกรงว่าจะไม่ได้พบกันอีก
อวี๋หวั่นไม่ได้กระวนกระวานโต้เถียงกับเขา อย่างไรเสียหลัง จากพบบุตรชายแล้ว พวกเขาก็จะติดเธอและอยากจะกลับไปกับ เธอเอง
“ให้ข้าไปดูพวกเขาก่อนแล้วกัน” อวี๋หวั่นกล่าว
องค์ประมุขพยักหน้าและวางฎีกาในมือลง “ข้าจะพาเจ้าไป”
ขันทีหวังหน้ามุ่ย ตอนที่ทราบว่าองค์หญิงมา ท่านยังไม่เห็น ร้อนใจละทิ้งราชกิจเช่นนี้ คงกลัวว่าเหล่าคุณชายน้อยจะไม่ ต้องการทวดอย่างท่าน แล้วตามมารดากลับจวนกระมัง?
ไม่ต้องพูดแล้ว องค์ประมุขกังวลใจเช่นนี้จริงๆ
ยามออกจากห้องตำราเล็ก เดินผ่านไหล่ขันทีหวัง องค์ประมุข กระแอมในลำคอด้วยสีหน้าราบเรียบ รับสั่งด้วยเสียงแผ่วเบาที่ ได้ยินเพียงสองคน “นำตราหยกของข้ามาด้วย”
ขันทีหวัง “…”
เจ้าแผนการ!
เด็กน้อยทั้งสามนอนหลับและตื่นขึ้นในช่วงเวลาอาหารคํ่า เมื่อพวกเขาลืมตาขึ้นก็พบว่ามารดาของพวกเขานั่งอยู่ข้างๆ เด็ก น้อยสามคนถึงกับผงะไปครู่หนึ่ง จากนั้นทุกคนก็รีบโผเข้าสู่อ้อม แขนของอวี๋หวั่น
“ท่านแม่ ท่านแม่ เสี่ยวเป่าคิดถึงท่านยิ่งนัก!”
“เอ้อร์เป่าก็คิดถึงท่านแม่!”
ต้าเป่าพยักหน้า
เป็นความหมายว่าเขาก็คิดถึงท่านแม่เหมือนกัน
อวี๋หวั่นกอดเด็กชายทั้งสามไว้ในอ้อมแขนและพรมจูบที่หน้า ผากของพวกเขา “แม่ก็คิดถึงพวกเจ้านะ”
ทั้งสามนอนบนอ้อมแขนของมารดาทั้งกอดทั้งหอมกันโดยไม่ สนใจองค์ประมุขที่อยู่ด้านข้าง
องค์ประมุขเขย่าตราหยกในมืออย่างเจ้าแผนการ
ต้าเป่าไม่สนใจเขา
มีท่านแม่แล้วใครจะเสียดายของเล่นพรรค์นั้น!
องค์ประมุขปวดใจยิ่งนัก แม้แต่ตราหยกก็ไม่น่าดึงดูดอีกแล้ว ดูแล้วคงไม่อาจรั้งให้เด็กๆ อยู่ต่อไปได้
เมื่อครู่ฮองเฮาไปเก็บส้มให้กับเด็กๆ ด้วยตนเองที่สวนผลไม้ เมื่อกลับถึงตำหนักจงกงก็ได้ยินว่าอวี๋หวั่นเดินทางมา นางจึงเดิน ไปที่ห้องปีกด้วยรอยยิ้ม
อวี๋หวั่นเพิ่งเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เด็กทั้งสาม ไข่ซุกซนที่คอยสร้าง ปัญหาอยู่ตลอดทั้งวัน แต่ต่อหน้าอวี๋หวั่นกลับทำตัวเชื่อฟังอย่างไม่ น่าเชื่อ พวกเขาทั้งสามคนถือขวดนมเล็กๆ นั่งดื่มนมอยู่บนเก้าอี้ ม้านั่งตัวเล็ก และใช้ดวงตากลมโตมองอวี๋หวั่นเป็นครั้งคราว ราวกับกลัวว่าเธอจะจากไป
ท่าทางสงบเสงี่ยมเชื่อฟังของเด็กน้อยสามคน ทำให้หัวใจของ
ผู้คนในห้องเคลิบเคลิ้มในความน่ารัก
องค์ประมุขที่เดิมทีชื่นชอบพวกเขามากอยู่แล้ว ยามนี้ยิ่งอดใจ ไม่ไหวหลงใหลพวกเขามากกว่าเดิม
ทว่าภาพเบื้องหน้าที่ตกอยู่ในสายตาของฮองเฮา หาใช่เรื่องน่า ยินดี ยิ่งเด็กๆ น่ารักเช่นนี้ ยิ่งทำให้เห็นว่าหนานกงหลีไม่เป็นที่ชื่น ชอบแล้ว
ไม่ต้องเอ่ยว่ายามนี้หนานกงหลีโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ต่อให้กลับ ไปเป็นเด็ก ก็ยังไม่เป็นที่ชื่นชอบเช่นเด็กพวกนี้
แค่คนเดียวก็สามารถเทียบหนานกงหลีได้แล้ว แต่นี่เป็น สาม?
ฮองเฮาร้อนรุ่มในใจ ทว่าใบหน้ากลับไม่แสดงออก สายตาของ นางตกกระทบบนร่างของอวี๋หวั่น
นางเคยเห็นภาพของอวี๋หวั่น แต่ตัวจริงกลับงดงามกว่านั้น หากบอกว่าเหมือนตี้จีองค์โต แน่นอนว่าเหมือน เพียงแต่อารมณ์ดู สงบเยือกเย็นมากกว่าตี้จีองค์โตเล็กน้อย
เป็นหญิงสาวที่รูปลักษณ์งดงามน่ามอง ไม่แปลกใจที่สามารถ เข้าไปอยู่ในสายตาซื่อจื่อแห่งราชวงศ์ต้าโจวได้
เมื่อเทียบกับเธอแล้ว หนานกงซีไม่อาจเทียบได้
ฮองเฮาหลับตา ระงับความสะเทือนในจิตใจ ปั้นยิ้มอ่อนโยนมี เมตตาเดินเข้าไปในห้อง “ข้าได้ยินว่าอาหวั่นมา ผู้นี้คืออาหวั่น
หรือ? ช่างดูดียิ่งนัก”
นางมองอวี๋หวั่นอย่างใจกว้าง
อวี๋หวั่นก็มองนาง
หลังจากได้พบสตรีที่งดงามเช่นอวิ๋นเฟยกับท่านแม่ของเธอ ความสวยสง่าของฮองเฮาก็ไม่อาจเข้าไปอยู่ในสายตาอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นลุกขึ้นทักทาย “ฮองเฮา”
ฮองเฮาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เด็กคนนี้ อย่าได้มาพิธีเลย นั่งเถอะ”
อวี๋หวั่นนั่งลง
เด็กน้อยทั้งสามมองไปที่ฮองเฮา จากนั้นก็มองมารดาของ พวกเขาและดื่มนมต่อไป
เมื่อองค์ประมุขเห็นว่าอวี๋หวั่นไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ฮองเฮา เหมือน ที่เคยทำกับเขาในตอนแรก ก็รู้สึกสงบใจลงเล็กน้อย เพื่อกระชับ ความสัมพันธ์ของทั้งสอง องค์ประมุขจึงเอ่ยเรื่องที่ต้าเป่าตกนํ้า “…โชคดีที่ฮองเฮาเดินผ่านมาจึงช่วยต้าเป่าขึ้นมาได้ ไม่เช่นนั้นคง ไม่โชคดีนัก”
บัดนี้ อวี๋หวั่นสามารถพูดได้ว่า เหตุใดฮองเฮาถึงไปที่นั่น? ที่ นั่นมิได้ใกล้กับตำหนักจงกง อีกทั้งไม่ใช่ทางผ่านไปยังวังมังกร แต่ อวี๋หวั่นก็ไม่ได้ถามอะไร เพียงแต่หยิบกล่องยาขี้ผึ้งออกจาก กระเป๋าและส่งให้กับฮองเฮา “นี่คือยาขี้ผึ้งที่หมอชุยเตรียมไว้ เขา บอกว่านำไปทาให้เด็กหลังจากตกนํ้า สามารถป้องกันลมหนาว ทา
ที่บริเวณหน้าผากก็พอ ลำบากฮองเฮาแล้ว”
ขณะที่เธอพูด ก็ยื่นยาขี้ผึ้งใส่มือของฮองเฮา
ฮองเฮาชะงัก
เด็กทั้งสามสวมใส่เสื้อผ้าเหมือนกัน กระทั่งสีหน้ายามดื่มนมก็ ยังไม่ต่างกันมากนัก แล้วคนไหน คนไหนคือต้าเป่าละ?
“ต้าเป่า มานี่สิ” ฮองเฮาเกิดความคิด กวักมือไปทางพวกเขา ทั้งสาม
แต่ต้าเป่าง่วนอยู่กับการดื่มนม ไม่ขยับเคลื่อนไหว
เป็นเอ้อร์เป่ากับเสี่ยวเป่าที่ปรายตามองนางด้วยความสงสัย แต่ทั้งสองก็ไม่ขยับ
อวี๋หวั่นเอ่ยขออภัยด้วยรอยยิ้ม “อ้า หม่อมฉันลืมไป ฮองเฮา แยกไม่ออกว่าคนใดคือต้าเป่ากระมัง”
“แยกออกๆ!” ขันทีหวังซํ้าเติมได้ถูกจังหวะ “ยามที่ฮองเฮา ช่วยต้าเป่าขึ้นจากนํ้า ยังบอกกับฝ่าบาทว่า ‘ต้าเป่าสำลักนํ้า’!”
ฮองเฮาเหงื่อเย็นผุดพราย
อวี๋หวั่นทำหน้าประหลาดใจ “จริงรึ? ข้าดูฮองเฮาคล้ายว่าไม่ อาจแยกแยะพวกเขาได้ เหตุใดฮองเฮาถึงรู้ว่าเด็กที่จมนํ้าคือต้า เป่าเล่า?”
นั่นก็เพราะนางเห็นเอ้อร์เป่ากับเสี่ยวเป่า แล้วได้ยินบท สนทนาของพวกเขาทั้งสอง แต่นางไม่มีทางยอมรับ เพราะหาก
ยอมรับแล้ว ก็เป็นที่ชัดเจนว่านางไม่ได้ผ่านมาโดยบังเอิญ หากแต่ แอบสังเกตการณ์พวกเขาเป็นเวลานาน นางมีเวลามากพอที่จะ หยุดยั้งต้าเป่า ไม่ใช่เฝ้าดูเขาเดินลงทะเลสาบไปต่อหน้าต่อตา
ฮองเฮานึกเสียใจที่ตนเองทิ้งช่องโหว่ไว้ในประโยคนั้น
ตอนนี้นางต้องทำอย่างไร?
บทที่ 336.2 ปทุมขาวถูกเปิดโปง (2)
เมื่อครู่บอกว่าจำได้ ผ่านไปไม่กี่ชั่วยามก็ลืมเสียแล้ว?
ฮองเฮาหันมององค์ประมุข ตัดสินใจเสี่ยงชะตา “เมื่อครู่ข้าแค่ เดาสุ่มสี่สุ่มห้าว่าเด็กที่ตกนํ้าคือต้าเป่า”
โชคดีที่นางชนะเดิมพัน
องค์ประมุขไม่ได้สงสัยนางแม้แต่น้อย
แต่ฮองเฮากลับเริ่มสงสัยในตัวอวี๋หวั่น อวี๋หวั่นจงใจทำให้องค์ ประมุขมองเห็นช่องโหว่ของเรื่องทั้งหมด แปดเก้าส่วนคงเพราะได้ ยินอวิ๋นเฟยพูดอะไรมา จึงสงสัยว่านางทำให้ต้าเป่าตกนํ้า
เด็กคนนี้ฉลาดและมีเล่ห์เหลี่ยมมากกว่าที่นางคาดคิดไว้
แต่แล้วอย่างไร? แค่องค์ประมุขเชื่อใจนางก็พอแล้ว
ฮองเฮาคลี่ยิ้มอ่อนโยน “นานๆ อวี๋หวั่นจะเข้าวังสักที ทานมื้อ คํ่าด้วยกันเถอะ”
อวี๋หวั่นเผยยิ้มงดงาม “ได้เพคะ”
ฮ่องเฮาสั่งห้องครัวหลวงให้จัดเตรียมสำรับงามวิจิตรชุดหนึ่ง ระหว่างรออาหาร อวี๋หวั่นหามุมลับตาคน กระซิบเสียงเบา “อิ่งสือ ซัน!”
อิ่งสือซันกระโดดลงมาจากฟ้า “พระชายาซื่อจื่อ ท่านจะออก
จากตำหนักจงกงแล้วหรือ?”
“ไม่” อวี๋หวั่นส่ายหน้า “ข้าตัดสินใจจะอยู่ต่อ”
“อะไรนะ?” อิ่งสือซันประหลาดใจ
อวี๋หวั่นจ้องตาเขม็ง “ข้าจะอยู่ที่ตำหนักของวังหลวง ข้าก็เพิ่ง ตัดสินใจ เจ้าไปที่สำนักราชครู พบคนผู้หนึ่งแทนข้าที”
“พระชายาซื่อจื่อ ท่านจะทำสิ่งใด?” อิ่งสือซันถาม
“จัดการกับฮองเฮา” อวี๋หวั่นตอบ
ฮองเฮาทำให้องค์ประมุขหลงใหลหัวปักหัวปำ นอกจากนางจะ ยอมรับจากปากตนเอง ก็มีแต่ให้องค์ประมุขได้เห็นด้วยตาตนเอง ไม่เช่นนั้นคงไม่มีผู้ใดสามารถล้มนางได้ สตรีผู้นั้นกระทำการอย่าง แนบเนียน จะให้นางยอมรับจากปากของตนเองไม่มีทางเป็นไปได้ ให้องค์ประมุขจับจุดอ่อนของนางก็ไม่ง่าย แต่พวกเขาสามารถจัด ฉากอำพรางได้
อิ่งสือซันกล่าว “พระชายาซื่อจื่อต้องการให้ข้าไปพบหวั่นเฟิง หรือ?”
อวี๋หวั่นพยักหน้า “ใช่แล้ว อีกครู่หนึ่งหลังจากทานอาหารเย็น ข้าจะหาทางวางยาหนานกงเยี่ยน ให้สถานการณ์ของนางรุนแรง ขึ้น เป็นยาของชุยเฒ่า หมอหลวงตรวจไม่พบสิ่งใด ถึงเวลานั้น องค์ประมุขต้องขอความช่วยเหลือจากราชครูเป็นแน่ เจ้าบอกกับ หวั่นเฟิงให้เขามา”
“เขามาได้หรือ?” อิ่งสือซันแสดงความสงสัย องค์ประมุขเชิญ คนที่ถูกเชิญก็ควรเป็นราชครู
“เขาต้องมีวิธี” อวี๋หวั่นมั่นใจในตัวหวั่นเฟิง
“เมื่อมาแล้วละ?” อิ่งสือซันถาม
อวี๋หวั่นชั่งนํ้าหนักยาขี้ผึ้งในมือ “เมื่อมาแล้ว ก็ให้ทำนายหนา นกงเยี่ยนว่าหนึ่งในพวกเรามีผู้ที่ดวงชะตาขัดแย้งกับนาง”
เมื่อพูดเช่นนี้ อิ่งสือซันถึงเข้าใจ “พระชายาซื่อจื่อคิดจะล่อให้ ฮองเฮา…ลงมืออีกครั้งหรือ?”
อวี๋หวั่นทอดถอนใจ “นางเป็นคนที่องค์ประมุขไว้ใจอย่างยิ่ง หากไม่จับนางคาหนังคาเขา ยากที่จะทำให้องค์ประมุขสงสัยนาง”
อิ่งสือซันสีหน้าเคร่งขรึม “ข้าเข้าใจแล้ว พระชายาซื่อจื่อโปรด วางใจ ข้าจะนำไปบอกเขา”
เดิมทีมันคือแผนการที่ราบรื่นไร้รอยตะเข็บ ทว่าฟ้าไม่เป็นใจ หวั่นเฟิงถูกราชครูพาไปภาวนาปฏิบัติเสียแล้ว
อวี๋หวั่นโมโหมาก!
เจ้าราชครูบ้า ช้าเร็วกว่านี้ไม่ภาวนาปฏิบัติ มาภาวนาปฏิบัติ ยามที่สถานการณ์คับขันเช่นนี้ ทั้งยังพาหวั่นเฟิงไปด้วย! จะให้เธอ เล่นลูกไม้สักหน่อยก็ไม่ได้!
อวี๋หวั่นกลับไปที่ห้องอย่างจุกอก
ในเมื่อไม่อาจทำตามแผนได้ก็ไม่จำเป็นต้องอยู่อีกต่อไป
แม้แต่อาหารคํ่าเธอก็ขี้เกียจกินแล้ว หมายจะพาเด็กๆ กลับจวน เสียดื้อๆ
เธอเข้าไปในห้อง แต่เด็กน้อยกลับไม่อยู่แล้ว ถามนางข้าหลวง ที่ทำความสะอาดจึงได้รู้ว่าทั้งสามออกไปเดินเล่น
นางข้าหลวงกล่าว “องค์หญิงหวั่นโปรดวางใจ มีมามาติดตาม ไปด้วย ไม่มีทางปล่อยให้เกิดเรื่องกับคุณชายน้อยเพคะ”
หากมามาจับตาดูบุตรชายของเธอได้สิแปลก!
ไม่มีผู้ใดรู้จักบุตรได้ดีกว่ามารดา ตอนแรกเหล่ามามาก็เดิน ตามอยู่ไม่ห่าง แต่ไม่รู้เหตุใด เพียงพริบตาเดียวไข่น้อยทั้งสามกลับ ไม่เห็นเสียแล้ว!
เหล่ามามาตกใจกันยกใหญ่!
ไข่ดำทั้งสามเดินเล่นที่ตำหนักจงกง เดินไปเดินมาก็เข้าไปใน ห้องที่มีกลิ่นหอมของไม้กฤษณาและสมุนไพร
ภายในห้องมีร่างของคนนอนอยู่
เด็กน้อยสามคนเดินเตาะแตะไปที่เตียง มองสตรีที่หมดสติอยู่ บนเตียงด้วยความอยากรู้อยากเห็น
นั่นคือหนานกงเยี่ยน
ทั้งสามคนเคยเห็นหนานกงเยี่ยน ทว่ายามนั้นหนานกงเยี่ยน สดใสเปล่งปลั่ง หนานกงเยี่ยนตรงหน้าพวกเขากลับดูแห้งเฉา ซีดเซียวราวกับเป็นคนละคน ทั้งสามจึงจำนางไม่ได้
ทั้งสามกะพริบตามองนาง
ทันใดนั้น ยุงตัวเล็กๆ ก็บินมาเกาะที่ใบหน้าของหนานกงเยี่ยน
เสี่ยวเป่าตั้งอกตั้งใจตบลงไปดังผัวะ!
ใบหน้าซีกหนึ่งของหนานกงเยี่ยนบวมออกมา แต่น่าเสียดายที่ ยุงไม่ถูกตีตาย มันบินขึ้นไปและลงมาเกาะที่ใบหน้าของหนา นกงเยี่ยนอีกซีกหนึ่ง
แป๊ะ!
เอ้อร์เป่าตบอีกครั้ง!
ขณะนี้ ฮองเฮาเดินนำนางข้าหลวงที่ถือยาเข้ามา ทันทีที่เข้า มาในห้องก็เห็นเด็กหมีสองคนวาดฝ่ามือตบหน้าบุตรสาวของนาง เสี้ยววินาที นางพาลเดือดดาล ไร้เหตุผล ย่างสามขุมเข้าไปลากตัว เอ้อร์เป่าออกมา “เจ้าจะทำอันใด!”
“อ๊า ข้าเจ็บ!” เอ้อร์เป่านํ้าตาไหล
“อย่ารังแกเอ้อร์เป่า!” เสี่ยวเป่ากระทืบเท้า หมายจะจับมือ ของนาง นางวาดฝ่ามือกลับมา
ต้าเป่าบังร่างน้องชาย
ฝ่ามือนั้นไม่ได้กระทบใบหน้าทว่าเป็นไหล่ของเขา แต่มันก็ เพียงพอที่จะทำให้เขาเจ็บปวดแล้ว
เสี่ยวเป่าโกรธแค้น “เจ้า…เจ้ามันเลว! เจ้ารังแกเอ้อร์เป่า รัง แกต้าเป่า ข้า…ข้า…ข้าจะให้กู่ไปกัดเจ้า!”
ในที่สุดเสี่ยวเป่าก็จำได้ว่าเขายังมีแมลงกู่น้อยที่อาจารย์อาเว่ ยมอบให้เขา เขาไม่สนใจว่ามันคือกู่ตัวใด และโยนมันออกไป ทั้งหมดในคราวเดียว!
“อ๊า——” ฮองเฮากรีดร้องและล้มลงกับพื้น
แต่ว่ากันว่าองค์ประมุขไม่ได้มาเยี่ยมหนานกงเยี่ยนเป็นเวลา นานแล้ว คราวนี้ฮองเฮาได้ช่วยต้าเป่าไว้ เพื่อเห็นแก่หน้าฮองเฮา เขาจึงตัดสินใจที่จะมาดูสตรีเจ้าเล่ห์ผู้นี้ แต่ไหนเลยจะรู้ว่าเมื่อมา ถึงหน้าประตู ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของฮองเฮา
“ฮองเฮา!” เขาสีหน้าเปลี่ยนในฉับพลัน เร่งฝีเท้าเข้ามาในห้อง
ฮองเฮาถูกกู่ทำร้าย ทั้งคันทั้งเจ็บปวด ทั้งใบหน้าบวมเป่ง
องค์ประมุขตรัสด้วยความเจ็บปวด “เจ้าเป็นอะไรไป?”
ฮองเฮาบีบคอคล้ายกับมีบางอย่างจุกอยู่ ไม่อาจเอ่ยสิ่งใดออก มาได้แม้แต่คำเดียว
นางส่งสายตาให้นางข้าหลวงที่ถือยา นางข้าหลวงรู้ความ หมาย รีบคุกเข่าลงพร้อมกับถาดในมือ “ทูลฝ่าบาท เมื่อครู่ฮองเฮา นำยามาให้ตี้จี เมื่อเข้ามาในห้องก็เห็นว่าคุณชายน้อยกำลังตบตี้จี อยู่ ฮองเฮาเกลี้ยกล่อมให้พวกเขาหยุด แต่พวกเขาก็ไม่ฟัง และยัง ปล่อยแมลงมากัดฮองเฮาด้วยเพคะ!”
องค์ประมุขขมวดคิ้วมองเด็กน้อยตัวแสบทั้งสาม แล้วก็มอง หนานกงเยี่ยนบนเตียงที่มีใบหน้าบวมออกมาเล็กน้อย แววตา พลันหม่นลง
ฮองเฮามีนิสัยอย่างไรเขารู้ดี นางจิตใจงดงามและมากด้วย คุณธรรม ไม่ต้องพูดว่านางไม่มีทางทำร้ายเด็กๆ ต่อให้อยาก ทำร้ายจริง ก็ไม่มีทางใช้บุตรสาวของตนเองเป็นเครื่องมือ นางไม่ อาจยอมให้หนานกงเยี่ยนถูกทำร้ายแม้แต่ผมหนึ่งเส้น
เช่นนั้นคำพูดของนางข้าหลวงเป็นความจริงหรือ? หนา นกงเยี่ยนถูกเด็กชายตัวเล็กๆ สองสามคนตบตี?
องค์ประมุขตรัสนํ้าเสียงหม่น “เหตุใดพวกเจ้าถึงทำเช่นนี้? เอ้ อร์เป่า เจ้าพูดมา!”
เอ้อร์เป่ายังไม่ได้ปริปาก
เสี่ยวเป่าก็เอ่ยขึ้น “เรากำลังตบยุง!”
นางข้าหลวงกล่าว “เหลวไหล ยามนี้ที่ใดมียุงกัน?”
องค์ประมุขใช้สายตาจ้องนางข้าหลวง
นางข้าหลวงก้มหัวลง
“ตียุงจริงๆ” เสี่ยวเป่ากล่าว
องค์ประมุขขมวดคิ้ว “ฮองเฮาเกลี้ยกล่อมให้พวกเจ้าหยุด เหตุ ใดถึงไม่ฟัง? แล้วยังปล่อยแมลงมากัดฮองเฮาอีก?”
เสี่ยวเป่าชี้มือเล็กๆ “นางรังแกเอ้อร์เป่ากับต้าเป่า! เอ้อร์เป่าถูก นางทำให้เจ็บ! นางยังตีข้า! และถูกต้าเป่าด้วย!”
คำพูดของเด็กไม่มีตรรกะเช่นผู้ใหญ่ แต่ไม่ส่งผลต่อความ หมายที่เขาต้องการแสดงออกมา
กล่าวด้วยจิตใจที่เป็นกลาง เขาเชื่อฮองเฮา แต่เขาก็ไม่ ปรารถนาจะสงสัยเด็กๆ เช่นกัน
“องค์หญิงหวั่นสอนให้พวกเจ้าพูดเช่นนี้ใช่หรือไม่?” นาง ข้าหลวงกล่าว
พระขนงองค์ประมุขขมวดมุ่น เป็นอาหวั่นที่ให้พวกเขามากลั่น แกล้งหนานกงเยี่ยนกับฮองเฮา?
กล่าวด้วยจิตใจที่เป็นกลาง องค์ประมุขเชื่อในฮองเฮา แต่ใน ขณะเดียวกัน เขาก็ไม่ปรารถนาจะสงสัยในตัวเด็กๆ อย่างยิ่ง นี่อาจ จะมีสิ่งที่เข้าใจผิดก็เป็นได้
องค์ประมุขมองฮองเฮาผู้ทรมานแสนสาหัส “เสี่ยวเป่าบอกว่า เจ้ารังแกพวกเขา เป็นเรื่องเข้าใจผิดกันใช่หรือไม่?”
หม่อมฉันไม่ได้รังแกพวกเขา!
หม่อมฉันเกลี้ยกล่อมดีๆ พวกเขากลับทำให้หม่อมฉันล้ม แล้ว ยังปล่อยแมลงหน้าตาประหลาดมากัดหม่อมฉันจนบาดเจ็บ!
ในใจของฮองเฮาคิดเช่นนี้จึงพูดเช่นนี้ แต่คำพูดทุกอย่างที่ ออกมากลับตาลปัตร “ใช่! หม่อมฉันรังแกเดรัจฉานตัวน้อยเหล่า นี้!”
ฮองเฮาผงะ!
องค์ประมุขก็ผงะ “เจ้า เจ้าพูดว่าอย่างไรนะ? บอกว่าพวกเขา เป็นสิ่งใด?”
ฮองเฮาแทบบ้า เมื่อครู่เกิดอันใดขึ้นกับนาง? ไยนางถึงกล่าว เช่นนั้นออกไป?
ฝ่าบาทฟังหม่อมฉันอธิบายก่อน ไม่ใช่เช่นนี้ หม่อมฉันไม่ได้ด่า พวกเขา!
“เดรัจฉานตัวน้อยไงละ! ทำไม? เจ้าหูหนวก ฟังไม่ได้ยินรึ? กล้ามาตบลูกสาวข้า หากตีให้ตายแล้วอย่างไร!”
ฮองเฮาร่างกายสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนก!
เป็นไปได้อย่างไร? นี่ไม่ใช่สิ่งที่นางเอ่ย! แม้ในใจนางจะคิดเช่น นี้…แต่นางไม่ได้คิดจะเอ่ยเช่นนี้นี่! ! !
“หม่อมฉัน…หม่อมฉัน…”
ชอบพวกเขามาก!
“อยากให้พวกมันจมนํ้าตาย!”
ฮองเฮาเอ่ยอย่างไม่อาจควบคุมตนเอง สีพระพักตร์ขององค์ ประมุขแปรเปลี่ยนไปสิ้นเชิง