หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 34.1 สตรีในคืนนั้นก็คือนาง (1)
อวี๋หวั่นคิดในใจว่า ทุกครั้งที่ข้าสร้างเรื่อง เป็นต้องถูกเจ้าจับได้ ทุกครั้ง เมื่อมาหาจริงๆ กลับไม่เจอ
อวี๋หวั่นจึงไปยังหอจุ้ยเซียนด้วยความรู้สึกเสียดาย
ย้อนไปในการแข่งขันทำอาหารระดับเทพ หอจุ้ยเซียนนับว่า โดดเด่นและเดินหมากได้ถูกทาง ชื่อเสียงไม่เพียงกระฉ่อนออกไป ไกลจนเป็นที่ขึ้นชื่อในวงกว้าง กอปรกับอาหารจานเด่นของร้าน ทำให้กิจการของหอจุ้ยเซียนรุ่งเรือง ขายดีเป็นเทนํ้าเทท่า ภายใน ระยะเวลาไม่ถึงครึ่งปีก็สามารถเทียบชั้นกับหอเทียนเซียงได้แล้ว
อวี๋หวั่นไปหานายท่านฉินก่อน ทว่าเขาไปที่คฤหาสน์พอดี นี่ เป็นครั้งแรกที่อวี๋หวั่นมาหอจุ้ยเซียน กิจการราบรื่นกว่าที่เธอคาด คิดเอาไว้
“แม่นาง ท่านมาทานอาหารหรือมาพักผ่อนขอรับ?” เสมียน ไหวพริบดีคนหนึ่งเดินเข้ามาต้อนรับ มิได้ดูแคลนเสื้อผ้าธรรมดา ของอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นยังไม่ทันได้ตอบ เสมียนหนุ่มก็ถูกตบศีรษะจากด้าน หลัง คนที่ตบก็คือนายท่านฉินซึ่งรุดรีบเดินเข้ามา
นายท่านฉินถลึงตาใส่เขา “แม่นางอันใด? ถ่างตาของเจ้าดู เสีย นางคือเจ้าของคนที่สอง!”
“ฮะ! จะ…เจ้าของคนที่สองหรือ?” เรื่องที่หอจุ้ยเซียนมี เจ้าของอีกคนหนึ่ง นายท่านฉินได้บอกแก่ผู้ใต้บัญชาให้รู้โดยทั่วกัน เพียงแต่พวกเขาเคยได้ยินชื่อ หาได้รู้จักคนไม่ ทั้งยังมิได้คาดคิดว่า จะเป็นแม่นางซึ่งทั้งอ่อนเยาว์และงดงามเช่นนี้
เสมียนหนุ่มรีบขอโทษขอโพย อวี๋หวั่นยกยิ้มมุกปากพร้อมกับ กล่าวว่า “ไม่เป็นไร เจ้าไปต้อนรับแขกต่อเถอะ”
“ขอรับๆ!” เขารีบเดินออกไปด้วยความตื่นเต้น
สายตาของนายท่านฉินไปหยุดที่ไหในมือของอวี๋หวั่น เขาถาม ขึ้นว่า “คงไม่ใช่หน่อไม้ดองหรอกกระมัง?”
“เป็นหน่อไม้ดอง” อวี๋หวั่นรู้สึกขบขันกับปฏิกิริยาของนายท่าน ฉิน ถ้าไม่รู้ก็คงคิดว่าสิ่งที่บรรจุอยู่ในไหคือทองคำ
นายท่านฉินเป็นพ่อค้า วัตถุดิบชั้นดีมาอยู่ในมือของเขา เขา ย่อมมีสารพัดร้อยแปดวิธีเปลี่ยนให้มันกลายเป็นทอง
“ข้ากำลังจะบอกว่า ต่อให้หน่อไม้ดองของเจ้ายังทำออกมาไม่ เสร็จ ข้าก็ยังจะไปหาเจ้า” นายท่านฉินเอ่ยขึ้นด้วยความมุ่งมั่น เขา เดินนำอวี๋หวั่นไปยังห้องครัว ระหว่างทางก็ยังไม่ลืมที่จะไถ่ถาม เรื่องของอวี๋เซ่าชิง “พ่อเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? ต้องการให้ข้าช่วย เรื่องใดหรือไม่? มีอะไรเจ้าก็มาหาข้า อย่าได้เกรงใจไป เห็นข้าเพิ่ง เริ่มกิจการในเมืองหลวงเช่นนี้ แต่ข้ากว้างขวางในแถบเจียง จั่ว[1]เชียวนะ!”
เขาทำท่าทำทางเสียยิ่งใหญ่
อวี๋หวั่นหัวเราะ “ขอบคุณนายท่านฉินที่เป็นห่วง ถ้าข้ามีเรื่อง รบกวนท่าน ข้าก็จะไม่เกรงใจ”
“ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น!”
ทั้งสองเดินสนทนากันไปจนถึงห้องครัวของหอจุ้ยเซียน ใน กระทะใบใหญ่สองใบกำลังทอดเต้าหู้สีดำเมี่ยม กลิ่นเหม็นคละ คลุ้งไปทั่ว บรรดาพ่อครัวเก่าต่างเคยชินกับกลิ่นเหม็นนี้แล้ว ส่วน คนมาใหม่ก็ลำบากสักหน่อย เหม็นจนพวกเขาอยากรํ่าไห้ แต่ กระนั้นเต้าหู้เหม็นก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก กระทะทอด เต้าหู้เหม็นนั้นไม่เคยถูกปล่อยว่างตั้งแต่เช้าจรดเย็น
นายท่านฉินเรียกพ่อครัวซึ่งกำลังเข้างานอยู่มา “นี่คือแม่นา งอวี๋ เจ้าของคนที่สองของหอจุ้ยเซียนของพวกเรา นางเป็นผู้ คิดค้นเต้าหู้เหม็น”
ทุกคนล้วนเหมือนกับเสมียนหนุ่มก่อนหน้านี้ ทึกทักว่าเจ้าของ คนที่สองเป็นบุรุษวัยกลางคนรูปร่างอ้วนท้วน พวกเขารู้สึก ประหลาดใจยิ่งกว่าตอนที่เห็นแม่นางตู้เสียอีก
ทุกคนปฏิบัติต่ออวี๋หวั่นอย่างรู้มารยาท
“นี่คือพ่อครัวจาง นี่คือพ่อครัวหวัง…” นายท่านฉินแนะนำ พ่อครัวทีละคน จากนั้นจึงส่งหน่อไม้ดองให้พวกเขา แล้วรีบออก มาโดยไม่แม้แต่จะหันหลังกลับไปมอง
เป็นดังคาด มีเสียงร้องระงมของพ่อครัวดังตามหลังเขามา นายท่านฉินยกมือทาบอก โชคดีที่หนีออกมาเร็ว!
หน่อไม้ดองก็เหมือนกับเต้าหู้เหม็น แม้ว่าจะมีกลิ่นเหม็น แต่ เมื่อกินเข้าไปจะรู้สึกว่าหอม เมื่อคลุกเคล้ากับถั่วลิสง ฟองเต้าหู้ และถั่วฝักยาวดอง ใส่ในนํ้าแกง เทนํ้าส้มสายชูลงไปอีกหนึ่งช้อน รสชาติเปรี้ยวทำให้รู้สึกสดชื่นอย่างไม่น่าเชื่อ
ในเมืองหลวงมีร้านขายก๋วยเตี๋ยวจำนวนมาก แต่เส้นข้าวเจ้า นั้นพบได้น้อย ส่วนใหญ่ไม่ใช่สูตรดั้งเดิม ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็น สูตรเส้นหมี่จากแป้งข้าวเจ้าที่ลุงใหญ่สอนพวกเขาทำ
ของหายากย่อมมีราคาแพง อวี๋หวั่นคาดการณ์เอาไว้แล้วว่า หลัวซือเฝิ่นจะต้องขายดิบขายดีจนทำไม่ไหว
หน่อไม้ดองคือจิตวิญญาณของหมี่หลัวซือเฝิ่น ทว่านํ้าแกงก็ เป็นส่วนสำคัญ พวกเขาต้องใช้เนื้อหอยหลัวซือและกระดูกหมูที่ สดใหม่ เครื่องเทศต้มจนได้ที่ หลังจากที่ได้สืบทอดตำราอาหาร ของพ่อครัวเทพเป้า ลุงใหญ่ก็พัฒนาสูตรนํ้าแกง โดยเพิ่มสมุนไพร ลงไป ทำให้นํ้าแกงมีรสชาติที่กลมกล่อมมากยิ่งขึ้น
อวี๋หวั่นลองชิมไปได้ครึ่งชาม ก็คิดว่าฝีมือของเหล่าพ่อครัวนั้น ไม่เลว แน่นอนว่าหน่อไม้ที่เธอหมักนั้นดียิ่งกว่า
ทำไมฉันถึงเก่งขนาดนี้นะ?
อวี๋หวั่นคิดด้วยความประหลาดใจ
เดิมทีนายท่านฉินทำท่าทางรังเกียจไม่อยากกิน แต่หลังจาก นั้นก็ยกชามที่อวี๋หวั่นยังกินไปเพียงครึ่งชามมากินจนหมดเกลี้ยง แม้แต่นํ้าแกงหยดเดียวก็ไม่มีเหลือ
นายท่านฉินลูบท้องกลมๆ นั่งเอนหลัง กล่าวอย่างสำราญใจว่า “รสชาติเช่นนี้ ดีเหลือเกิน! ราคาต่อรองได้ เจ้าจะส่งของได้ เมื่อไร?”
อวี๋หวั่นใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ตอนนี้มีหน่อไม้ไม่ มาก ไม่พอส่งให้หอจุ้ยเซียน หากท่านอยากได้ ข้าจะให้ท่านไปกิน สองไห ไม่คิดเงิน”
เจ้าตัวแสบที่บ้านอยากกินอาหารของอวี๋หวั่นมานาน ครั้งนี้ ช่างเหมาะเจาะพอดี นายท่านฉินจะได้นำไปให้เขากิน เขาจะได้ไม่ บ่นว่าท่านลุงไม่รักตน
นายท่านฉินยิ้มร่าอย่างมีความสุข “เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจแล้ว!”
ทั้งสองสนทนากันอยู่ครู่หนึ่ง นายท่านฉินถามอวี๋หวั่นว่า ต้องการดูสมุดบัญชีหรือไม่ อวี๋หวั่นบอกว่าตนเชื่อใจนายท่านฉิน หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็จะไม่ยอมบอกว่าตนดูสมุดบัญชีไม่รู้เรื่อง
“ข้ายังมีธุระ ข้าขอตัวก่อน” อวี๋หวั่นลุกขึ้นกล่าวลา
นายท่านฉินเดินไปส่งเธอที่ชั้นล่าง
ครั้นเดินไปยังห้องโถงใหญ่ ก็มีลูกค้าซึ่งจ่ายเงินเสร็จและ กำลังจะเดินออกไป แต่ขณะที่กำลังจะก้าวข้ามธรณีประตู ไม่รู้ว่า
มิได้มองทางหรือว่าอย่างไร เขาล้มโครม จากนั้นก็ลุกไม่ขึ้น นอน ขดอยู่บนพื้น
“ไอ้หยา! มีคนตาย!”
ไม่รู้ว่าใครโพล่งประโยคนี้ออกมา บรรดาแขกเหรื่อในหอจุ้ย เซียนต่างก็วางตะเกียบลงด้วยความตื่นตระหนก
นายท่านฉินสีหน้าเคร่งเครียด ผู้จัดการร้านและเสมียนต่างก็ กรูเข้ามาช่วยพยุงคนผู้นั้นลุกขึ้นนั่ง
คนผู้นั้นเป็นพ่อค้าชาอายุอานามราวห้าสิบปี กล่องใส่ใบชาชั้น เยี่ยมที่อยู่ในมือแตกกระจายอยู่บนพื้น
เขากดส่วนบนของท้องด้วยสีหน้าทรมานราวกับจะอาเจียน ผู้ ใดมองเขาก็ต่างคิดว่าเขากินมากจนปวดท้อง
อวี๋หวั่นกลับไม่คิดเช่นนั้น
เธออ่านตำราแพทย์ที่ท่านปู่เป้าทิ้งไว้ให้ทุกคืน บังเอิญว่ามี บันทึกเกี่ยวกับกรณีที่คล้ายคลึงกัน เพียงแต่อวี๋หวั่นไม่รู้ว่าตอนนี้ ชีพจรของเขาเป็นอย่างไร
นายท่านฉินพูดกับเหล่าเสมียนซึ่งยืนนิ่งด้วยความงุนงง “ทำ อะไรกันอยู่เล่า? ยังไม่ให้คนไปตามหมออีก!”
เสมียนคนหนึ่งจึงกระวีกระวาดออกไป
พวกเขาพยุงพ่อค้าชาเข้ามาในโถงกลาง เสมียนอีกคนหนึ่งยก เก้าอี้มาให้ ผู้จัดการจึงพยุงเขาให้นั่งลง เขานั่งพิงพนักเก้าอี้อย่าง
ไร้เรี่ยวแรง
อวี๋หวั่นเดินไปด้านหน้า แล้วบอกกับพ่อค้าชาว่า “ยื่นมือออก มา”
พ่อค้าชารู้สึกเจ็บปวดเสียจนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก เขามองอวี๋ หวั่นด้วยความประหลาดใจ เขารู้สึกแย่เหลือเกิน ไม่มีแม้แต่แรง จะเอ่ยปากพูด
อวี๋หวั่นมิได้ชักช้ารอจนเขาให้ความร่วมมือ เธอจับมือของเขา มา สามนิ้วทาบลงจับชีพจร
ฝูงชนต่างรู้สึกตื่นตะลึงยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นแม่นางน้อยทำท่า ทางประหนึ่งเป็นหมอ
นายท่านฉินกระซิบกับอวี๋หวั่นว่า “แสดงได้เก่งมาก”
อวี๋หวั่นเหลือบไปมองนายท่านฉิน
ครั้นศึกษาวิชาแพทย์ บางครั้งอวี๋หวั่นก็ไม่ไว้หน้าใคร
นายท่านฉินพลันรู้สึกตะลึงงันกับท่าทีเอาจริงเอาจังของอวี๋ หวั่น
เป็นดังที่บันทึกเอาไว้ในตำรา อวี๋หวั่นตรวจชีพจรตำแหน่งจั่ว กวน กดทั้งแบบลอย กลางและจม ทั้งยังดูลิ้นของพ่อค้าชาอีกด้วย ลิ้นสีแดง ฝ้าลิ้นออกสีเหลือง กอปรกับอาการปวดที่ชายโครง ใบหน้าเหลืองคล้ายกับโรคดีซ่าน แปดในสิบคืออาการของถุงนํ้าดี อักเสบชนิดรุนแรง
“ยกเก้าอี้ยาวมาอีกตัว” อวี๋หวั่นสั่ง
เสมียนมองไปยังนายท่านฉิน
นายท่านฉินดูคล้ายกับกำลังคิดอะไรอยู่ เขาโบกมือ เหล่า เสมียนจึงยกเก้าอี้ยาวมาอีกตัว
“เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว อย่าได้ไปวุ่นวายกับชีวิตคน หมอใกล้จะ มาถึงแล้ว” นายท่านฉินกระซิบข้างหูอวี๋หวั่น ในความคิดของเขา อ วี๋หวั่นทำเช่นนั้นก็เพื่อเลี่ยงคำครหาของผู้คน ตรวจอาการจริงๆ ได้ เสียเมื่อไรกัน?
อวี๋หวั่นไม่มีเวลาอธิบาย เธอให้พ่อค้าชานอนราบบนเก้าอี้ยาว ทว่าเก้าอี้กลับยาวไม่พอ เธอจึงหันไปสั่งเสมียนว่า “ยกเก้าอี้มานี่ หน่อย!”
เสมียนยกเก้าอี้มาอย่างเชื่อฟัง และนำเท้าของพ่อค้าชาพาด ไว้บนเก้าอี้
ช่องท้องส่วนบน ตั้งแต่หัวนมลงไป ช่องซี่โครงที่เจ็ดจากแนว กึ่งกลางลำตัวเป็นแนวระนาบสี่ชุ่น
ในสมองของอวี๋หวั่นท่องตำแหน่งของจุดรื่อเยว่ เธอใช้ส่วน ล่างของฝ่ามือซึ่งติดกับโคนนิ้วโป้งกดลงไป
ผ่านไปครู่หนึ่ง พ่อค้าชาก็มิได้รู้สึกคลื่นไส้อยากอาเจียนแล้ว ความเจ็บปวดที่ชายโครงก็ทุเลาลงมาก
“นี่! พวกเจ้าดูสิ! เขาหายแล้ว!” คนที่พูดก็คือบัณฑิตคนเดียว
กับที่กล่าวหาว่าหอจุ้ยเซียนว่ามีคนตาย
……………………………………………………… …..
[1] เจียงจั่ว ใช้เรียกพื้นที่ลุ่มแม่นํ้าแยงซีขึ้นไปในแถบมณฑลอันฮุนไป
จนถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน
บทที่ 34.2 สตรีในคืนนั้นก็คือนาง (2)
อาการของพ่อค้าชาดีขึ้นมาก อย่างน้อยเขาก็สามารถพูดได้ แล้ว เขามองไปยังอวี๋หวั่น แล้วกล่าวด้วยความจริงใจว่า “ขอบคุณ แม่นาง”
อวี๋หวั่นบอกเขาว่า “อาการของท่านนับว่ารุนแรง ข้าทำได้ เพียงทำให้อาการทุเลาลงได้ชั่วคราว หลังจากนี้ก็ต้องรักษาต่อไป”
“อาการรุนแรงอันใด? ไม่ใช่ว่าเขากินจนท้องเสียหรอกรึ?”
“นั่นสิ! ภัตตาคารของพวกเขาเหม็นซะขนาดนี้ พวกเจ้าก็ได้ กลิ่นนี่ คงไม่ได้เอาของบูดมาขายหรอกนะ!”
เห็นได้ชัดว่าผู้ที่กล่าวเช่นนี้ย่อมต้องพยายามซํ้าเติมและปลุก ปั่นเป็นแน่
ในตอนนั้นเอง หมอก็รุดมาถึงทันเวลาพอดี
หลังจากที่หมอตรวจอาการของพ่อค้าชาแล้ว ก็แก้หน้าให้หอ จุ้ยเซียน “เป็นโรคที่ตับและถุงนํ้าดี ไม่ได้กินจนท้องเสีย! บุรุษพวก นี้ ความรู้สู้แม่นางน้อยคนนี้ไม่ได้เลยสักนิด!”
การคาดคะเนของอวี๋หวั่นแม่นยำยิ่งนัก มิเช่นนั้นพ่อค้าชาผู้นี้ คงจะหมดสติเพราะเจ็บปวด ฝูงชนต่างกล่าวชื่นชมเธอ พ่อค้าชา ขอบคุณเธอซํ้าแล้วซํ้าเล่า
“ไม่ยักดูออก” นายท่านฉินมองไปยังอวี๋หวั่น “แม่นางอวี๋ช่าง เป็นคมในฝัก”
อวี๋หวั่นยิ้ม แต่ไม่ได้กล่าวอะไร เธอรู้สึกกระดากใจที่จะบอกเขา ว่านี่เป็นครั้งแรกที่ตนรักษาคน
พ่อค้าชาและหมอกลับไปพร้อมกัน เหตุการณ์ก็จบลงด้วย ประการฉะนี้
……
ณ ศาลาซงฮวา นอกเมืองหลวง
เยี่ยนไหวจิ่งได้พบกับผู้รอบรู้ผู้เป็นที่กล่าวขาน
ผู้รอบรู้แต่งกายประหนึ่งกับบัณฑิต ดูแล้วคล้ายกับเด็กหนุ่ม อายุยี่สิบต้นๆ แต่เยี่ยนไหวจิ่งรู้ว่านี่ไม่ใช่รูปร่างหน้าตาที่แท้จริง ของเขา ผู้รอบรู้ไม่อาจเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริงของตน อีกทั้งยัง ต้องเปลี่ยนหน้าไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น อีกชื่อเรียกหนึ่งของเขาใน แถบเจียงหูก็คือ ‘ผู้รอบรู้ร้อยหน้า’
จวินฉางอันยืนพิงเสาเงียบๆ คอยอารักขาทั้งสองคน
ผู้รอบรู้และเยี่ยนไหวจิ่งนั่งฝั่งตรงข้ามกับที่โต๊ะหินในศาลา บนโต๊ะมีสุราชั้นเลิศและขนม เยี่ยนไหวจิ่งเป็นองค์ชาย ย่อมไม่ จำเป็นต้องลดฐานะของตนเพื่อชาวเจียงหู
ผู้รอบรู้ยิ้ม แล้วรินสุราให้เยี่ยนไหวจิ่งด้วยตนเอง “องค์ชาย รอง เชิญ”
เยี่ยนไหวจิ่งเข้าประเด็นทันที “วันนี้ข้ามาหาท่าน มีสองเรื่อง ใคร่อยากปรึกษาสักหน่อย”
ผู้รอบรู้หัวเราะ พร้อมกับกล่าวว่า “ข้าคงยังมิได้บอกองค์ชาย ผู้รอบรู้สามารถตอบได้เพียงคำถามเดียว อีกทั้งคำถามแต่ละข้อ ยังตอบได้เพียงครั้งเดียว หากองค์ชายถามข้ามาแล้วหนึ่งคำถาม และข้าให้คำตอบไปแล้ว ต่อให้ผู้อื่นมาถามแทน ข้าก็ไม่อาจตอบ ได้”
เยี่ยนไหวจิ่งขมวดคิ้ว
เขาอยากถามว่าโจวไหวอยู่ที่ใด และก็อยากสืบข่าวคราวของ แม่นางผู้นั้น
ผู้รอบรู้เทสุราให้ตนเองหนึ่งจอก ยกขึ้นจิบอย่างละเมียดละไม “สุราในวังรสชาติดีเหลือเกิน น่าเสียดายที่ไม่แรงเท่าสุราของเจียง หู…องค์ชายตัดสินใจได้แล้วหรือยัง?”
เยี่ยนไหวจิ่งกำมือแน่น ดวงตาเป็นประกายเปี่ยมความหวัง “ข้าอยากรู้ว่า สตรีที่ช่วยข้าเอาไว้ที่สวี่โจวเมื่อสองปีก่อน บัดนี้อยู่ที่ ใด?”
ผู้รอบรู้หัวเราะด้วยความปีติยินดี เขายื่นมือออกมา “เห็ดหลิน จือโลหิตหนึ่งต้น”
เห็ดหลินจือโลหิตเป็นสมุนไพรวิเศษที่ใช้สำหรับรักษา บาดแผล ใต้หล้าหาได้ยากยิ่ง บังเอิญว่าที่จวนองค์ชายรองมีอยู่
หนึ่งต้น แม้ว่าราคาจะสูงลิบ แต่ก็มิใช่ว่าเยี่ยนไหวจิ่งจะจ่ายไม่ไหว
เยี่ยนไหวจิ่งเอ่ยขึ้นว่า “ฉางอัน เจ้ากลับจวนไปเอาเห็ดหลินจือ โลหิตมา”
จวินฉางอันลังเลครู่หนึ่ง “องค์ชาย…”
เยี่ยนไหวจิ่งกล่าวว่า “เห็ดหลินจือโลหิตต้นนั้นเก็บไว้ที่ข้าก็ไม่ ได้ใช้ ให้ผู้รอบรู้ไปเถิด”
จวินฉางอันมองผู้รอบรู้ด้วยสีหน้าซับซ้อน ตอบรับและออกไป
จวินฉางอันคลื่อนไหวได้รวดเร็ว ในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ก็นำ เห็ดหลินจือโลหิตมาวางบนโต๊ะแล้ว
ผู้รอบรู้ยกยิ้มมุมปาก กล่าวกับเยี่ยนไหวจิ่งว่า “ผู้ที่องค์ชาย ถามถึง อยู่ไกลสุดขอบฟ้า อยู่ใกล้ที่เบื้องหน้า พบพานแต่ไม่รู้จัก รู้จักแต่มิอาจจดจำได้”
เยี่ยนไหวจิ่งนัยน์ตากระตุกวูบหนึ่ง “เป็นนาง!”
ผู้รอบรู้ยิ้มพลางเอ่ยขึ้นว่า “ดูแล้วองค์ชายน่าจะรู้คำตอบดี เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”
เยี่ยนไหวจิ่งรู้สึกประหนึ่งหัวใจของตนถูกกระแทกเข้าอย่าง แรง “เป็นนางไปได้อย่างไร…เห็นชัดๆ ว่าตอนนั้นนางตั้งครรภ์ ใกล้คลอดแล้ว…ลูกของนางเล่า? ลูกของนางไปไหน?!”
ใบหน้าของผู้รอบรู้ยังคงประทับรอยยิ้มดังเดิม “นั่นเป็น คำถามที่สอง”
ผู้รอบรู้ลุกขึ้นยืนอย่างไม่รีบร้อน ยกมือขึ้นคำนับเยี่ยนไหวจิ่ง “ขอตัว หวังว่าจะมีโอกาสได้พบกันอีก”
พูดจบ ก็หยิบเห็ดหลินจือโลหิตเดินจากไป
“องค์ชาย ท่านไม่ควรให้เห็ดหลินจือโลหิตเขา ผู้รอบรู้เจ้าเล่ห์ เพทุบาย ผู้ใดต้องการคำตอบจากเขา ย่อมต้องจ่ายด้วยราคาซึ่ง ยากจะยอมรับได้ เห็ดหลินจือโลหิตต้นนั้น ไม่แน่ว่าองค์ชายอาจจะ ได้ใช้…”
เยี่ยนไหวจิ่งกลับมิได้ใส่ใจคำพูดของจวินฉางอัน เขากำลังวน เวียนอยู่ในความตกใจ “เป็นนาง…ฉางอัน…เป็นนางจริงๆ…”
“ใช่ เป็นแม่นางอวี๋” ดูจากปฏิกิริยาของเยี่ยนไหวจิ่ง จวินฉาง อันย่อมเดาออก เป็นเพราะเขามิได้สนใจ จึงไม่ได้รู้สึกตกใจเท่าไร นัก จวินฉางอันกล่าวด้วยนํ้าเสียงปกติว่า “องค์ชายยังอยากพบมา มาท่านนั้นหรือไม่?”
เพื่อที่จะยืนยันว่าอวี๋หวั่นเป็นสตรีผู้นั้นที่ตั้งครรภ์จริงหรือไม่ เยี่ยนไหวจิ่งให้จวินฉางอันไปตามหานางกำนัลชราซึ่งทำคลอดให้ เหล่าสนม นางมีสายตาเฉียบแหลบ มองปราดเดียวก็จดจำได้ว่า นางเคยดูแลสตรีผู้นั้นหรือไม่
เยี่ยนไหวจิ่งมองออกไปไกล “ไม่จำเป็น รู้แน่ชัดแล้วว่าเป็น นาง”
เพียงแต่ว่าที่จริงแล้วเกิดอะไรขึ้น? นางเป็นคนหมู่บ้านเหลี
ยนฮวา ในปีนั้นไปสวี่โจวด้วยเหตุใด? นางแต่งกายราวกับคุณหนู สกุลสููงศักดิ์ ข้างกายมีมามาคนหนึ่งคอยติดตาม
เห็นได้ชัดว่านางท้องแก่จวนจะคลอดอยู่แล้ว ผ่านไปสองปี ลูกของนางอยู่ที่ใด? จากไปตั้งแต่อยู่ในครรภ์หรือว่า จากไปตั้งแต่ ยังเด็ก?
แล้วพ่อของเด็กเป็นใคร?
“เยี่ยนจิ่วเฉา!”
บนถนนที่ผู้คนพลุกพล่าน อวี๋หวั่นก็เหลือบไปเห็นเยี่ยนจิ่วเฉา ซึ่งกำลังพาเด็กๆ เดินเล่น
คนผู้นี้ชอบทำหน้าราวกับโกรธสวรรค์เกลียดมนุษย์อยู่ตลอด เวลา กระทั่งท่ามกลางฝูงชนมากมาย ก็ยังสามารถหาเขาพบ
เด็กน้อยทั้งสามคนที่เดิมเดินคอตกไร้เรี่ยวแรง เมื่อได้ยิน เสียงที่คุ้นเคย พวกเขาก็เหลือบไปมองกันละกัน เงยหน้าขึ้น รีบ แกะมือออกจากท่านพ่อแล้ววิ่งเตาะแตะไปทันที!
อวี๋หวั่นลงจากรถม้า ค้อมตัวลง รับเด็กๆ ที่วิ่งเข้ามาในอ้อมอก ของเธอ
อวี๋หวั่นจับแก้มนุ่มของพวกเขา “ไม่ได้กินของอร่อยกันหรือ ดู พวกเจ้าสิ ผอมซะแล้ว”
เด็กทั้งสามก้มหน้าอย่างรู้สึกผิด
เมื่ออวี๋หวั่นเห็นท่าทางของพวกเขา ก็พลันรู้สึกใจอ่อนขึ้นมา
เธอลูบศีรษะเล็กๆ ของพวกเขา “ช่วยไม่ได้นี่เนอะ ช่างเถอะ ข้ายัง ไม่ได้กินข้าวพอดี พวกเจ้าหิวไหม?”
ทั้งสามพยักหน้า
“หิวขนาดไหน?” อวี๋หวั่นหยอกเย้า
เด็กทั้งสามเลิกเสื้อขึ้น เผยให้เห็นพุงน้อยๆ หิวเหลือเกิน หิว จนพุงแฟบเชียว!
อวี๋หวั่นอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขบขัน เธอจัดเสื้อของเด็กๆ ให้ เรียบร้อย แล้วมองไปยังเยี่ยนจิ่วเฉาซึ่งอยู่ห่างออกไป ก็เห็นว่าเขา มิได้มีท่าทีว่าจะเดินมา ทั้งยังกะพริบตาปริบๆ ด้วยความงุนงง หลัง จากที่อวี๋หวั่นบอกกับสารถีเรียบร้อยแล้ว ก็จูงเด็กทั้งสามเดินไป
เด็กน้อยทั้งสามวิ่งไปกระโดดโลดเต้นไปอย่างมีความสุข
เยี่ยนจิ่วเฉาแค่นเสียง ‘หึ’ ขึ้นจมูก ตอนที่เขาพาเดินเล่น กลับ แกล้งทำเป็นหมดเรี่ยวแรง บัดนี้นางพาเดิน กลับกระโดดโลดเต้น สรุปแล้วเป็นลูกใครกันแน่!
เมื่ออวี๋หวั่นได้เจอกับเด็กๆ จิตใจอันว่างเปล่าก็รู้สึกเหมือนได้ เติมเต็ม ความสุขของเธอมากล้นเกินบรรยาย ใบหน้าประดับไป ด้วยรอยยิ้ม “เยี่ยนจิ่วเฉา เมื่อครู่ข้าไปที่จวนคุณชายมา พวกท่าน ไม่อยู่ ยังคิดว่าวันนี้คงไม่ได้เจอพวกท่านแล้ว”
“เจ้าไปที่จวนข้าทำไม?”
“ก็ไปหาพวกท่านไง!”
มาหาเด็กๆ เป็นหลัก มาหาท่านเป็นผลพลอยได้
เยี่ยนจิ่วเฉาเหลือบมองตัวแสบทั้งสาม “ข้าว่าเจ้ามาหาพวก เขามากกว่า”
เอ๋? คนคนนี้จะต้องพูดว่า ‘ไม่เจอหน้าข้าแค่วันเดียวถึงกับทน ไม่ไหวเลยหรือ? สะกดรอยตามไปโรงเตี๊ยมไม่พอ ยังใช้ข้ออ้างว่า มาหาเด็กๆ เพื่อมาหาข้าถึงจวนอีก!’ นี่นา
“ข้า…”
“หึ!”
อวี๋หวั่นเพิ่งจะเอ่ยปากพูด คุณชายก็สะบัดแขนเสื้อขึ้นรถม้า ไปเสียแล้ว
อวี๋หวั่นรู้สึกเจ็บใจ มาหาท่านกับเด็กๆ จริงๆ ทำไมไม่เชื่อ?
อวี๋หวั่นอุ้มเด็กน้อยทั้งสามขึ้นรถม้า เธอเปิดห่อผ้าที่พกติดตัว มาด้วย แล้วหยิบกล่องขนมเล็กๆ ออกมา ด้านในมีทั้งขนมกุ้ยฮวา ขนมเปี๊ยะไส้ธัญพืช และซาลาเปารูปหน้าหมูซึ่งเธอทำเองกับมือ
เมื่อเด็กน้อยเห็นซาลาเปาหมู ก็พลันนํ้าลายสอ
อวี๋หวั่นหัวเราะ “กินเถอะ”
เด็กน้อยทั้งสามไม่ได้รีบร้อนกิน แต่กลับหยิบซาลาเปาหมูขึ้น มาลูกหนึ่งแล้วยื่นให้อวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นเพิ่งนึกได้ว่าตนบอกพวกเขาไปว่ายังไม่ได้กินข้าว เด็ก
ทั้งสามจดจำได้ ทั้งยังให้เธอกินซาลาเปาหมูที่พวกตนชอบที่สุด อีก?
อวี๋หวั่นรู้สึกอบอุ่นหัวใจ “ข้าไม่ชอบกินซาลาเปาหมู ข้าชอบกิน ขนมเปี๊ยะไส้ธัญพืชมากกว่า”
เด็กทั้งสามหยิบขนมเปี๊ยะส่งให้เธอ เมื่อเห็นว่าอวี๋หวั่นรับขนม มาด้วยรอยยิ้ม พวกเขาจึงจะหยิบซาลาเปาหมูขึ้นมาแล้วกัดคำโต
ยังมีซาลาเปาหมูเหลืออยู่อีกหนึ่งชิ้น อวี๋หวั่นส่งให้เยี่ยนจิ่วเฉา
“ข้าไม่กินหรอก!” เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวด้วยความรังเกียจ
“อร่อยมากนะ”
“ไม่กิน!”
อวี๋หวั่นยัดซาลาเปาใส่ปากเขา