หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 347 พาต้าเป่ากลับบ้าน
การประลองเริ่มขึ้น (1)
หนานกงเยี่ยนไม่มีจิตใจสนใจอารมณ์เล็กน้อยของหนานกง หลี เวลาสามวันเพียงพริบตาก็ผ่านไปแล้ว นั่นเป็นโอกาสสุดท้าย ของนาง นางต้องใช้กำลังทั้งหมดทุ่มเทกับการประลองกับตี้จีองค์ โต
นางรู้ดีว่าในมือของตี้จีองค์โตมียอดฝีมือ นางเคยชะล่าใจ หลายครั้งหลายครา แต่จากนี้ไม่ได้อีกแล้ว
นางสูดหายใจระงับอารมณ์ที่ไม่สงบ นางก้มลงมองต้าเป่าที่ นั่งอยู่บนเก้าอี้
พบเพียงดวงตากลมโตสีดำที่เบิกกว้างมองนางไม่กะพริบตา
นางทอดถอนใจ ยื่นมือลูบหัวโล้นน้อยๆ ของต้าเป่าอย่างอ่อน โยน “เป็นเด็กดีเช่นเจ้าก็คงดี”
อย่างไรก็ตาม หลังจากหนานกงหลีเดินออกไปอย่างโกรธ เกรี้ยว คนคนหนึ่งก็นั่งลงบนขั้นบันไดด้านนอกห้อง
เขาไม่อยากเข้าใจว่าบุรุษผู้นั้นเป็นใคร มีความสัมพันธ์อย่างไร กับมารดาตน ยิ่งไม่อยากเข้าใจว่าเยี่ยนจิ่วเฉาทำเรื่องที่ไร้ความ ปรานีเช่นนั้นกับมารดา แต่เหตุใดนางยังปกป้องบุตรของเขา
ใช่ เขาเป็นตัวประกันที่ไม่เลวทีเดียว
แต่แค่ให้มีชีวิตอยู่ก็เพียงพอแล้วมิใช่หรือ?
ทรมานเขาสักหน่อยจะเป็นไร?
พวกเขาทนทุกข์ทรมานมากถึงเพียงนั้นในมือของเยี่ยนจิ่วเฉา หนี้บิดาบุตรชดใช้ มิใช่สัจธรรมที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้หรือ?
หนานกงหลีไม่มีทางยอมรับ ความริษยาของตนที่มีต่อเยี่ยน จิ่วเฉายิ่งมีมากขึ้น ไม่เพียงแต่เพราะตัวเขา แต่ยังเพราะเขาให้ กำเนิดบุตรที่ยอดเยี่ยมเพียงนี้ถึงสามคน เป็นปรมาจารย์พิษ อาวุโสเจ็ดจั้ง เป็นองค์ประมุขน้อยแห่งหนานจ้าว!
เขายังจำตนเองในวัยห้าขวบได้ เขาเดินเข้าไปในตำหนักจินหล วนโดยไม่ตั้งใจ
เขาเห็นท่านตานั่งบนบัลลังก์มังกรสีทองอร่าม เขาเดินขึ้น บันไดไปด้วยความประหลาดใจ ทว่าเดินได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ถูกขันที ของท่านตาอุ้มลงไป
เขายังจำสีหน้าของท่านตาได้
ท่านตาขมวดคิ้วราวกับว่าเขาได้ทำสิ่งที่ไม่ควร
แล้วเด็กนั่นเล่า?
เขามีสิทธิ์อะไรเดินขึ้นไป มีสิทธิ์อะไรถึงสามารถนั่งเก้าอี้มังกร มีสิทธิ์อะไรที่ได้ครอบครองตราหยกแผ่นดินราวกับเป็นของเล่น?
ท่านตาลำเอียงเกินไปแล้ว!
“หลีเอ๋อร์”
ขณะที่ดวงตาทั้งสองของหนานกงหลีเป็นสีแดงด้วยความ โกรธแค้น จู่ๆ นํ้าเสียงอ่อนโยนก็ดังมาจากด้านหลัง
ความคิดของหนานกงหลีหยุดลงกะทันหัน ดวงตาลุกโชนด้วย ไฟโทสะ ใบหน้ากลับเฉยชาราวกับอยู่ห่างไกลออกไปพันหลี่ “เจ้า มาทำอะไร?”
ไม่ต้องหันไปมองก็เดาได้ว่าคนที่มาเป็นใคร
ไป๋เชียนหลีนั่งลงข้างกายและมองเขาอย่างเอ็นดู “กำลังคิด อะไรอยู่หรือ? เหม่อลอยเช่นนั้น?”
หนานกงหลีตอบอย่างไม่ใยดี “เรื่องอะไรของเจ้า? ข้าขอเตือน เจ้า อยู่ห่างๆ ตี้จีไว้หน่อยจะดีที่สุด นางไม่ใช่คนที่เจ้าจะล้อเล่นได้!”
ไป๋เชียนหลีถูกตำหนิไม่รำคาญ ยิ้มก้มหน้าเบาๆ “ได้ ข้าจะไม่ วุ่นวายกับนาง”
การเชื่อฟังของเขาทำให้สีหน้าหนานกงหลีผ่อนคลายลง “ทาง ที่ดีที่สุดเจ้าไปจากที่นี่ แล้วอย่ากลับมาให้พวกเราเห็นหน้าอีก!”
ไป๋เชียนหลีกล่าว “จุดนี้เกรงว่าข้าจะทำไม่ได้”
กว่าจะรู้สึกว่าคนผู้นี้ก็นับว่าน่าสนใจ หันกลับมาก็กล้าขัดขืน คำสั่งของเขา หนานกงหลีกล่าวอย่างไม่พอใจ “ด้วยเหตุใด?”
“เจ้าก็รู้ว่าเหตุใด” ไป๋เชียนหลีกล่าว
เรื่องพวกนี้รู้แล้วก็ไม่สู้ไม่รู้ เดาออกก็อยากแสร้งทำเป็นเดาไม่ ออก
คำพูดสุดท้ายของไป๋เชียนหลีทำให้ความโกรธของหนานกงหลี ปะทุขึ้น เขาลุกขึ้น ชักกระบี่ที่เหน็บไว้ข้างเอว ชี้ไปทางไป๋เชียนหลี “นํ้าหน้าอย่างเจ้าเป็นอันใด! คู่ควรจะรับใช้แม่ข้า!”
ในที่สุดรอยยิ้มในดวงตาของไป๋เชียนหลีก็ค่อยๆ เลือนรางหาย ไป เขาเงยหน้ามองหนานกงหลีเนือยนิ่ง พลางกล่าวคำเว้นคำ “ข้า เป็นพ่อของเจ้า”
หนานกงหลีโกรธจัด “เหลวไหล!”
“ข้าเปล่า” ไป๋เชียนหลีกล่าว
หนานกงหลีโกรธจนตัวสั่น “หุบปาก! เจ้าไม่ใช่พ่อของข้า! พ่อ ของข้าคือเยี่ยนอ๋องแห่งต้าโจว! ไม่ใช่คนที่ซ่อนอยู่ในป่าเขากันดาร ไม่อาจพบเจอแสงแดด!”
แม้จะเดาได้ว่าท่าทีของเขาอาจเป็นเช่นนี้ แต่เมื่อได้เห็นจริง กับตา ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวัง หัวใจของไป๋เชียนหลีเจ็บปวด ราวกับเข็มทิ่มแทง เขาไม่พูดอะไรอีก หมุนตัวกลับห้องอย่างเฉยชา
หนานกงหลีจับกระบี่ในมือแน่น มองเงาหลังของเขา “เจ้าอย่า ฝัน! ไม่มีวันที่เจ้าจะเป็นพ่อของข้า!”
“เอะอะโวยวายอะไร!” หนานกงเยี่ยนออกมาจากห้อง จ้อง มองหนานกงหลีด้วยสายตาเยือกเย็น
หนานกงหลีก็หันมองนาง ดวงตาเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง จานนั้นเขาก็กัดฟันกรอดๆ เหวี่ยงกระบี่ในมือทิ้งและเดินเข้าไปใน ความมืดมิดยามคํ่าคืนโดยไม่หันกลับมา
“หลีเอ๋อร์…” ไป๋เชียนหลีที่เพิ่งเข้าห้องไปได้ยินการเคลื่อนไหว จึงหมุนตัวออกมาตามหา
หนานกงเยี่ยนหยุดเขาไว้ “ไม่ต้องไปสนใจเขา เขาอยากเอาแต่ ใจ ก็ปล่อยเขาไป”
ไป๋เชียนหลีกังวล “ดึกเช่นนี้ เดินเตร่เข้าไปในป่าจะไม่เป็น อันตรายหรือ?”
หนานกงเยี่ยนขมวดคิ้ว “มีซิวหลัวคอยปกป้องเขาอยู่ในเงามืด ไม่มีทางเกิดเรื่อง”
ไป๋เชียนหลีมองหนานกงเยี่ยนปราดหนึ่ง พลางเกลี้ยกล่อม นาง “เจ้าอย่าโกรธเขาเลย ถ้าจะโทษก็โทษข้า ข้าไม่ควรเล่าเรื่อง ชีวิตของเขาให้ฟังกะทันหันเช่นนี้”
หากเป็นเมื่อก่อน หนานกงเยี่ยนไม่มีทางเห็นด้วยกับการที่เขา ทำเช่นนี้ แต่เรื่องมาถึงตอนนี้ เรื่องพวกนี้ไม่สำคัญกับนางอีกแล้ว
หนานกงเยี่ยนกล่าว “โตถึงขนาดนี้แล้ว อารมณ์ความคิดยัง เหมือนเด็ก ต้าเป่ายังรู้ความมากกว่าเขาเสียอีก”
ไป๋เชียนหลีชะงัก “ต้าเป่า…เด็กคนนั้นใช่หรือไม่? เขาเป็นบุตร ชายของเยี่ยนจิ่วเฉาหรือ?”
หนานกงเยี่ยนตอบเขาด้วยนํ้าเสียงเย็นชาว่า “เป็นบุตรชาย คนโตของเยี่ยนจิ่วเฉา ได้รับความโปรดปรานจากท่านพ่อของข้า อย่างยิ่ง กระทั่งตราหยกแผ่นดินท่านพ่อก็ยกให้เขา”
ไป๋เชียนหลีตกตะลึง
องค์ประมุขรักและทะนุถนอมเด็กคนนี้ถึงเพียงนี้ เป็นไปได้ หรือไม่ว่าจะแต่งตั้งเขาเป็นรัชทายาท?
ไป๋เชียนหลีนึกถึงเด็กที่ถูกพามาที่นี่ แม้แต่เสียงร้องไห้งอแง เพียงน้อยนิดก็ไม่มี ยามพบคนแปลกหน้าก็ไม่ระแวดระวังหรือ หวาดกลัว ดูจากสองอย่างนี้แล้ว ไม่ใช่เด็กที่มีชะตาธรรมดาเป็น แน่
“เยี่ยนจิ่วเฉารู้จักที่นี่ เขาจะตามมาที่นี่หรือไม่?” เรื่องที่เยี่ยน จิ่วเฉาเคยมาที่นี่ ไป๋เชียนหลีไม่ได้ปกปิดหนานกงเยี่ยน
หนานกงเยี่ยนกล่าวด้วยนํ้าเสียงเยือกเย็น “ตามมาเจอแล้ว อย่างไร? มาหนึ่งคน ข้าก็จะให้ซิวหลัวฆ่าหนึ่งคน!”
“ต้าเป่า~”
“ต้าเป่า เจ้าอยู่ที่ใด?” เสี่ยวเป่าดึงมือเอ้อร์เป่า ผลักประตูห้อง ปีกห้องหนึ่ง
เด็กน้อยทั้งสองชะโงกหัวมองเข้าไปด้านใน พวกเขากลัวความ มืดมากที่สุด แต่เพื่อที่จะตามหาต้าเป่า พวกเขาจึงรวบรวมความ กล้าเดินเข้าไป
“ต้าเป่า ออกมาได้แล้ว~” เสี่ยวเป่าก้มตัวมองใต้เตียง
“ต้าเป่า เจ้าไม่ต้องซ่อนแล้ว พวกเรายอมแพ้แล้ว” เอ้อร์เป่า
เปิดประตูตู้
เด็กสองคนค้นหาต้าเป่าทั่วห้องแต่ก็ไม่พบ ทั้งสองจึงจูงมือ กันเดินออกมาและค้นหาต้าเป่าต่อไปทีละห้อง
จื่อซูที่เพิ่งล้างจานเสร็จ เห็นเด็กน้อยสองคนเดินอยู่ตรง ระเบียงทางเดิน ก็รีบเดินไปนั่งยองๆ แล้วพูดว่า “ไอ้หยา คุณชาย น้อย พวกท่านยังไม่นอนอีกหรือ? เหตุใดจึงออกมาอีก? ไม่สวม รองเท้า บนพื้นเย็นมากเลยนะเจ้าคะ!”
“พวกเรานอนไม่หลับ” เสี่ยวเป่ากล่าว
“ตามหาต้าเป่า” เอ้อร์เป่ากล่าว
ภายในใจจื่อซูหมองหม่น ไม่รู้จะอธิบายกับพวกเขาอย่างไรดี ทำได้เพียงแต่ต้องพูดตามที่มีคนกำชับมา “ไม่ได้บอกแล้วหรือว่า ต้าเป่าไปอยู่เป็นเพื่อนท่านยายทวดที่วังหลวง?”
“แล้วเหตุใดเขาถึงยังไม่กลับ?” เสี่ยวเป่าถาม
“เขา…” จื่อซูกล่าวอย่างละอาย “อีกสองวันก็กลับมาแล้ว”
“เหตุใดไม่พาพวกเราไปด้วย? ท่านยายทวดไม่ชอบพวกเรา หรือ?” เสี่ยวเป่าถาม
จื่อซูถูกถามจนอํ้าอึ้ง ฮูหยินให้บอกว่าอย่างไรนะ? ถูกเด็กทั้ง สองพูดแทรกจนนางลืมคำพูดไปหมดสิ้น!
“ท่านยายทวดชื่นชอบพวกเจ้าแน่ แต่พวกเราก็ชอบพวกเจ้า เช่นกัน หากพวกเจ้าไปกันหมด พวกเราคงเสียใจ”เยี่ยนอ๋อง
ปรากฏตัวทันเวลา
จื่อซูถอนใจโล่งอก ลุกขึ้นคำนับ “ท่านอ๋อง”
“เจ้าออกไปเถอะ” เยี่ยนอ๋องกล่าว
“เจ้าค่ะ” จื่อซูถอยออกไป
เยี่ยนอ๋องถือรองเท้าหัวเสือเล็กๆ สองคู่เดินเข้ามาด้านหน้าทั้ง สอง นั่งยองๆ จับเท้าน้อยๆ ของพวกเขาใส่เข้าไปทีละข้าง
เยี่ยนอ๋องพาพวกเขากลับห้อง นำนํ้าร้อนมาเช็ดเท้าให้เด็กทั้ง สอง และให้พวกเขานอนลงบนเตียงนุ่มๆ
เอ้อร์เป่าและเสี่ยวเป่าจำใจยอมรับความจริงที่ว่า เพราะต้อง อยู่เป็นเพื่อนผู้ใหญ่แต่ละคน พี่น้องทั้งสามจึงไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่ พวกเขาก็ยังคิดถึงต้าเป่ามาก
“เมื่อใดต้าเป่าจะกลับมา?” เอ้อร์เป่าถาม
คำถามนี้ถามมาไม่ตํ่ากว่าร้อยครั้ง พวกเขาก็ตอบไม่ตํ่ากว่า ร้อยหน เยี่ยนอ๋องกล่าวอย่างอดทน “อีกสองวัน”
เสี่ยวเป่าหักนิ้วนับวัน “สองวันนะ พูดแล้ว”
“อื้อ” เยี่ยนอ๋องพยักหน้า ห่มผ้าให้พวกเขา แล้วตบไหล่เล็ก ของพวกเขาเบาๆ กล่อมให้พวกเขาหลับ
เฮ้อ
ในใจเด็กสองคนลอบถอนหายใจ คิดถึงต้าเป่าจังเลย
อีกด้านของป่าไผ่ ต้าเป่าก็นอนลงเช่นกัน เขาไม่มีใครขับกล่อม มีเพียงเจ้าใบ้คนหนึ่งเข้ามาดับไฟให้เขา
เขาถอดรองเท้าด้วยตนเองอย่างงุ่มง่าม คลำปีนขึ้นเตียง จัด วางตัวของตนเองให้อยู่ตรงกลางและดึงผ้านวมขึ้นห่มกาย
ขยี้ขอบตาที่เริ่มเป็นสีแดงระเรื่อ
ต้าเป่าไม่หนาว
ต้าเป่าไม่กลัว
ต้าเป่าไม่ร้องไห้
ต้าเป่าต้องอดทน
บทที่ 347.2 พาต้าเป่ากลับบ้าน
การประลองเริ่มขึ้น (2)
หลังจากเอ้อร์เป่าและเสี่ยวเป่าหลับไปแล้ว เยี่ยนอ๋องเรียกฝู หลิงกับอิ่งลิ่วเข้ามา ให้พวกเขาอารักขาเด็กน้อยทั้งสอง ส่วนตัว เองจะไปที่เรือนของเซียวเจิ้นถิง
“ท่านมาหาท่านแม่ทัพหรือ? เขาไม่อยู่ ไปซื้อของกินมาให้ข้า แล้ว” ซั่งกวนเยี่ยนกล่าวกับเยี่ยนอ๋องที่มาเยี่ยมกลางดึก
สองคนนี้ตั้งแต่เจอหน้ากัน ขิงก็ราข่าก็แรง หาได้ยากนักที่เยี่ย นอ๋องจะมาหาเซียวเจิ้นถิงถึงที่เช่นนี้
“มิเป็นไร” เยี่ยนอ๋องเดาได้ว่าเซียวเจิ้นถิงออกไปทำสิ่งใด หา ได้ออกไปหาซื้อสิ่งใดให้ซั่งกวนเยี่ยนกิน
สิ่งที่เยี่ยนอ๋องคาดเดาไม่ผิดเลย ซื้อของกินเป็นเพียงป้ายหน้า ร้านที่มีไว้บังหน้า เซียวเจิ้นถิงออกเดินทางในเวลากลางคืนเพื่อไป หาต้าเป่าแล้ว
ป่าไผ่ของไป๋เชียนหลี เขาพบป่าไผ่ที่ไป๋เชียนหลีอยู่แล้ว
ที่เขาสามารถพบสถานที่แห่งนี้ก็เนื่องมาจากทักษะวรยุทธ์อัน สูงส่ง เขาบังเอิญได้ยินข่าวยามที่อิ่งสือซันกับอิ่งลิ่วนำมารา ยงานเยี่ยนจิ่วเฉา เขาไม่มั่นใจว่าหนานกงเยี่ยนจะพาต้าเป่ามาที่นี่ หรือไม่ เขาแค่ลองมาเสี่ยงดวงดูเท่านั้น แต่ไม่คิดว่าทันทีที่เข้าป่า
ไผ่ เขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ไม่ธรรมดา
เซียวเจิ้นถิงหยุดชะงักด้วยความสงสัย หลังจากคิดไตร่ตรอง ชั่วครู่ สีหน้าก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป “ซิวหลัว!”
ทันทีที่สิ้นเสียง ลมปราณพลังภายในแปรเปลี่ยนเป็นใบมีดพุ่ง ตรงสู่ประตูชีวิต[1]ของเขาอย่างรุนแรง
เซียวเจิ้นถิงกระโดดลอยหลบการโจมตีด้วยปลายเท้า
ทว่าไผ่ที่อยู่ข้างหลังเขาไม่โชคดีนัก ต้นไผ่เขียวขจีแน่นหนา หลายร้อยต้นถูกตัดขาดสะบั้นภายใต้ใบมีดลมปราณนี้
หัวใจเซียวเจิ้นถิงพลันรู้สึกหนาวเหน็บรุนแรง
ฝีมือทรงพลังยิ่งนัก!
กำลังภายในของเซียวเจิ้นถิงนับว่าหาได้น้อยนักในใต้หล้า แต่ หากปะทะกับการโจมตีเมื่อครู่นี้ เขาไม่แน่ใจว่าตนเองจะสามารถ รับการโจมตีโดยไม่ได้รับบาดเจ็บเหมือนครั้งก่อนที่เขาต่อสู้กับซิว หลัวได้
ซิวหลัวที่นี่น่ากลัวถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
ที่น่ากลัวไม่ใช่ซิวหลัว แต่เป็นซิวหลัวสามคน!
ซิวหลัวทั้งสามปลดปล่อยพลังภายในพร้อมๆ กับกดพลังของ เซียวเจิ้นถิงอย่างหนักหน่วง
หากมีเพียงหนึ่งยังมีโอกาสได้ต่อสู้ แต่สามแทบไร้โอกาสหลบ หนี
ขณะที่ซิวหลัวคนหนึ่งจะแทงดาบไปที่หัวใจของเซียวเจิ้นถิงอ ย่างไร้ความปรานี จู่ๆ ร่างขาวร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นบดบังเบื้อง หน้าของเซียวเจิ้นถิง
“หยุดนะ!”
นั่นเป็นเสียงตะโกนของหนานกงเยี่ยน
ดาบของซิวหลัวเบี่ยงหลบ เฉียดข้างกายของเยี่ยนอ๋องไป
ร่างของซิวหลัวปรากฏขึ้นเพียงชั่วพริบตาก็หายไปในความมืด
ในขณะเดียวกันการกดพลังเพื่อควบคุมของซิวหลัวก็สลายไป เซียวเจิ้นถิงก็สามารถขยับตัวได้ เขากุมหน้าอก ร่างกายกระตุก กระอักเลือดออกมา
“เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่” เยี่ยนอ๋องหมุนตัวไปพยุงเขา
การกดพลังของซิวหลัวพุ่งเป้าไปที่นักรบเท่านั้น คนอย่างเยี่ย นอ๋องที่ไม่มีแม้กระทั่งเรี่ยวแรงจะผูกไก่ ในสายตาซิวหลัว เขาไม่ ต่างจากมดตัวเล็กๆ ต่อให้เขาเข้ามาใกล้หรือปรากฏตัว ก็ไม่ทำให้ ซิวหลัวทั้งสามโจมตีเขา ดังนั้นเขายังนับว่าปลอดภัย
เซียวเจิ้นถิงเช็ดเลือดที่มุมปาก และกล่าวอย่างดื้อรั้น “ข้าหรือ จะเป็นอะไร? ท่านมาทำอะไรที่นี่? ยังไม่รีบไปอีก?”
ซิวหลัวบดขยี้เขา ยังง่ายดายกว่าบี้มดตัวหนึ่งอีกรู้หรือไม่?
เยี่ยนอ๋องยิ้มจางๆ “เจ้าไปเถอะ”
“ผู้ใดบอกว่าจะปล่อยให้เขาไป?” หนานกงเยี่ยนเดินเข้ามา
อย่างเยือกเย็น “นัดหมายประลองใหญ่อีกสามวันไม่ทำตาม กลับ มารนหาที่ตายก่อน ข้าก็จะเก็บชีวิตท่านแม่ทัพใหญ่เซียวไว้!”
ไม่แปลกใจที่นางจำเซียวเจิ้นถิงได้ อย่างไรเสียนางก็เคยเห็น ภาพวาดและรู้เรื่องภายใน
เซียวเจิ้นถิงบังเยี่ยนอ๋องไว้ด้านหลังเขา
เยี่ยนอ๋องหัวเราะ “ไม่เป็นไร นางไม่ฆ่าข้าหรอก” ขณะที่พูดก็ เดินออกจากด้านหลังไปทางหนานกงเยี่ยน “ปล่อยท่านแม่ทัพ ใหญ่เซียว”
“ไยข้าต้องปล่อย….”
“ข้าจะอยู่”
เยี่ยนอ๋องขัดคำพูดนาง
มือของหนานกงเยี่ยนกำแน่นในทันใด
นางมองเข้าไปในดวงตาของเขาชั่วขณะหนึ่ง หลังจากทำเรื่อง โหดเหี้ยมป่าเถื่อนและไร้ความปรานีกับนางถึงเพียงนี้ เหตุใดถึงยัง สามารถใช้สายตาอ่อนโยนไร้พิษสงเช่นนั้นมองนาง?
เขาเห็นนางเป็นสิ่งใด?
เขาคิดว่านางยังสามารถให้เขาใช้ประโยชน์อย่างเชื่อฟังเช่น เมื่อก่อนหรือ?
หนานกงเยี่ยนกำมือแน่น เล็บแหลมค่อยๆ จิกลงบนฝ่ามือ
เยี่ยนอ๋องกล่าวด้วยนํ้าเสียงอ่อนโยนสง่างามดุจหยกลํ้าค่า
“เยี่ยนอ๋องแห่งต้าโจว น้องชายที่ฮ่องเต้แห่งต้าโจวรักที่สุด บิดา ของเยี่ยนจิ่วเฉา ครอบครัวฝั่งเขยของตี้จีองค์โต ไม่ว่ามองอย่างไร ก็มีค่ามากกว่าแม่ทัพใหญ่ทหารม้าในใต้หล้า มิใช่หรือ?”
เซียวเจิ้นถิงโกรธยิ่ง “อ้าว! ท่านนี่มัน!”
หนานกงเยี่ยนกล่าวด้วยนํ้าเสียงเย็นชา “ท่านมารับต้าเป่า”
เยี่ยนอ๋องยังคงมองนางด้วยสายตาอ่อนโยนไร้พิษภัย “ข้าไม่ ได้คิดจะรับตัวเขาไป เพียงแค่อยากอยู่เป็นเพื่อนเขา เจ้าก็ได้ตัว ประกันเพิ่มอีกคน ไม่ดีหรือ?”
“เช่นนั้นข้าไม่สู้เก็บตัวประกันไว้ทั้งสองคน! หรือไม่…ข้าก็ฆ่า เขาทิ้งซะ!” ขณะที่หนานกงเยี่ยนกล่าวก็ยกดาบหยกในมือขึ้น
เยี่ยนอ๋องจับดาบของนางไว้ “เยี่ยนเอ๋อร์!”
หนานกงเยี่ยนมองมือของเยี่ยนอ๋องที่บัดนี้ถูกบาดจนเลือด ไหลรินออกมา หน้าอกนางกระเพื่อมขึ้นลงด้วยความโกรธ “ท่าน!”
เยี่ยนอ๋องทำราวกับว่าไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย ยังคง มองนางเนือยนิ่งด้วยสายตาอันอบอุ่น
หนานกงเยี่ยนอยากใช้ดาบแทงตัวเองแทบทนไม่ไหว!
บุรุษผู้นี้ทำร้ายตนถึงเพียงนี้ ตนยังใจอ่อนกับเขาอีกหรือ?
ไม่…หนานกงเยี่ยนในอดีตได้ตายไปแล้ว
นางไม่มีทางหลงผิดซํ้าสองอีก
นางจะใช้ประโยชน์จากเขา เหมือนกับที่เขาเคยใช้ประโยชน์
จากนางเช่นกัน!
หนานกงเยี่ยนเก็บดาบ หันมองเยี่ยนอ๋องอย่างเย็นชา และ มองเซียวเจิ้นถิงที่อยู่ด้านข้าง “ก็ได้ ท่านอยู่ที่นี่ รบกวนแม่ทัพใหญ่ เซียวกลับไปแจ้งข่าวต่อตี้จีองค์โต อย่าได้ส่งคนมาตายอีก หลัง จากนี้สามวัน พบกันที่แท่นบูชา!” เซียวเจิ้นถิงถูกซิวหลัว ‘ส่ง’ ออก จากป่า
เยี่ยนอ๋องเดินตามหนานกงเยี่ยนเข้าไปที่ห้อง
หนานกงหลีกลับเข้ามาแล้ว เขาเพิ่งเดินออกมาจากห้องก็พบ กับเยี่ยนอ๋องพอดี ดวงตาเขาเกิดประกาย “ท่านพ่อ!”
เยี่ยนอ๋องเหลือบมองไป๋เชียนหลีที่เป็นดั่งเงาที่หางตา พลัน กล่าวด้วยนํ้าเสียงสงบนิ่ง “ข้าไม่ใช่พ่อเจ้า เขาต่างหาก”
หนานกงหลีราวกับถูกฟ้าผ่าตอนกลางวัน ทั้งร่างตัวแข็งนิ่ง อยู่ตรงนั้น
เยี่ยนอ๋องไม่สนใจเขาอีก เข้าห้องไปหาต้าเป่าของเขา
ยามที่เด็กๆ นอนหลับต้องเปิดตะเกียงทิ้งไว้เสมอ ทว่าห้องนี้ กลับมืดจนมองไม่เห็นกระทั่งนิ้วทั้งห้า ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าต้าเป่า หวาดกลัวเพียงใด
เยี่ยนอ๋องรู้สึกเสียใจที่ตนเองไม่มาให้เร็วกว่านี้
เขารีบสาวเท้าไปหน้าเตียง มองก้อนกลมที่นูนอยู่ภายใต้ผ้าห่ม หัวใจพลันแหลกสลาย
เขาค่อยๆ เปิดผ้าห่มออก “ต้าเป่า ข้าเอง”
เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย ต้าเป่าที่นอนขดตัวและใช้มือน้อยๆ กุมหัวตนเองค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเยี่ยนอ๋องที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวออก มาด้วยดวงตาแดงกํ่า
เยี่ยนอ๋องกอดต้าเป่าเข้าไว้ในอ้อมแขน ให้หัวน้อยๆ ของต้า เป่าซบลงที่คอของตน พลางใช้มือลูบหลังของเขาเบาๆ อย่างอ่อน โยน
ปากน้อยๆ ของต้าเป่าเริ่มกดตํ่า และสะอื้นรํ่าไห้!
ต้าเป่ากลัว!
ต้าเป่าเสียใจ!
ต้าเป่าอยากกลับบ้าน!
เยี่ยนอ๋องกอดต้าเป่าที่ร้องไห้จนตัวสั่นไว้แน่น “ต้าเป่าไม่ต้อง กลัว อีกไม่นานปู่จะพาเจ้ากลับบ้าน”
ต้องพาเจ้ากลับบ้านให้ได้
เซียวเจิ้นถิงไปที่จวนเห้อเหลียน และเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในป่าให้ พวกเยี่ยนจิ่วเฉาฟัง เห้อเหลียนเป่ยหมิงกับอวี๋เซ่าชิงก็อยู่ อาม่าก็ อยู่
เมื่อได้ยินว่าเยี่ยนอ๋องยอมตกอยู่ในมือหนานกงเยี่ยนเพื่อไปดู แลต้าเป่า ภายในห้องก็เงียบงัน
“พวกเราหาทางไปชิงตัวคนกันเถอะ” อวี๋หวั่นเอ่ยปาก
เซียวเจิ้นถิงส่ายศีรษะ “ชิงตัวออกมาไม่ได้ พวกเขามีซิวหลัว สามคน”
ฆ่าตายไปหนึ่ง ในการแข่งขันใหญ่ก็มีคู่ต่อสู้น้อยลงไปอีกหนึ่ง หนานกงเยี่ยนคิดเช่นนี้ถึงไม่กลัวว่าพวกเขาจะไปหา
ในมือของพวกเขาก็มีซิวหลัวอยู่เช่นกัน แต่การดวลเป็นตัวต่อ ตัว แต่ไปยามนี้เป็นหนึ่งต่อสาม ไม่ชนะไม่ต้องเอ่ย ยังอาจทำให้ เสียซิวหลัวไปอีก
“ยังมีวิธีอื่นอีกหรือไม่ อาม่า?” อวี๋หวั่นมองไปยังเจ้าปัญญา ของพวกเขา ชายชราผู้นี้นั่นเอง
ขณะที่อาม่ากำลังจะอ้าปากพูด เยี่ยนจิ่วเฉาก็เอ่ยขึ้นอย่าง ใจเย็น “ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น รักษากำลังไว้ให้มากที่สุด ก็จะไม่ ทำให้ความพยายามของเขาเสียไปโดยเปล่าประโยชน์”
สามวัน เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ข่าวการประลองของสองตี้จีแพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวง นี่ เป็นภาพที่หาดูได้ยากยิ่งในรอบหนึ่งศตวรรษ ฟ้าไม่ทันสาง ชาว เมืองต่างก็รีบไปที่แท่นบูชา
พวกเขาอยากเห็นตี้จีทั้งสอง โดยเฉพาะตี้จีองค์โตผู้เป็นเทพ มังกรเห็นหัวไม่เห็นหาง[2]
………………………………………..
[1] ประตูชีวิต ความหมายคือ ตำแหน่งที่กักเก็บชี่ก่อนกำเนิด เป็น
แหล่งกำเนิดและรากฐานของชีวิต
[2] เทพมังกรเห็นหัวไม่เห็นหาง หมายถึง ผู้ที่ไม่เปิดเผยตัวตน เห็น
เพียงครู่หนึ่งก็หายตัวไป