หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 354.1 อวิ๋นเฟยผู้ยิ่งใหญ่ (1)
ที่แท้ท่านก็เป็นภิกษุเช่นนี้!
ในใจของอวี๋หวั่นเกิดคลื่นโหมกระหนํ่า แต่คิดไปคิดมา ดู เหมือนว่าก็มิใช่ไม่มีสัญญาณบ่งบอกเสียทีเดียว
ทักษะการปลอมตัวที่แสนอ่อนหัดของเธอ หลอกสตรีโง่เขลา อย่างหนานกงซียังพอไหว แต่หากจะหลอกต่งเซียนเอ๋อร์เกรงว่า ยังไม่ดีพอ ไม่แน่ว่าต่งเซียนเอ๋อร์เห็นแวบแรกก็สามารถมองทะลุ ถึงเรือนร่างสตรีของเธอแล้ว ดังนั้นการแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว ทั้งยังสั่งสอนหนานกงซีแทนเธอ ไม่มีสิ่งใดนอกจากสืบทราบความ สัมพันธ์ของเธอกับสกุลเห้อเหลียนมานานแล้ว
คราแรกน่าจะรู้ว่าเธอเป็น ‘น้องสะใภ้’ ของเห้อเหลียนเซิง แต่ หลังจากเธอถูกจวนเห้อเหลียนรับเข้ามา ถึงรู้ว่าแท้จริงแล้วเธอ เป็นลูกพี่ลูกน้องของเห้อเหลียนเซิง
แต่ก็ไม่เลวร้าย ตราบใดที่ยังเป็นครอบครัวของเห้อเหลียนเซิง ต่งเซียนเอ๋อร์ก็จะพยายามปกป้องสุดกำลัง
แม้ว่าต่งเซียนเอ๋อร์จะอยู่ในยุทธภพ แม้เกิดจากโคลนตม แต่ ไม่เปื้อนสกปรก เป็นแม่นางที่มีความรักที่ลึกซึ้ง แต่ไม่รู้ว่าไฟที่ลุก โชนของนางสามารถเผาโพธิจิตของภิกษุตัวเหม็นผู้นี้ได้หรือไม่
“จะหนีไปไหน!” ตงเซียนเอ๋อร์ปล่อยแพรขาวพุ่งไปขัดขวาง
เห้อเหลียนเซิง
หลังจากนั้น นางก็คิดจะใช้แพรขาวพันรอบตัวเห้อเหลียนเซิง แต่เห้อเหลียนเซิงกลับหลบเลี่ยงไปได้อย่างง่ายดาย
อวี๋หวั่นนับว่ามองออก ศิลปะการต่อสู้ของต่งเซียนเอ๋อร์หาได้ อ่อนด้อย ทว่าน่าเสียดายนางยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเห้อเหลียนเซิง ไม่ แปลกใจที่หลายปีขนาดนี้ยังไม่อาจจับเขามาแก้ปัญหาอย่างตรง จุดได้
ต่งเซียนเอ๋อร์ลองอีกสองสามครั้ง แต่ก็ไม่มีเหตุการณ์ที่คาด ไว้ แพรขาวไม่ถูกเห้อเหลียนเซิงเลยแม้แต่น้อย
ต่งเซียนเอ๋อร์โกรธจัด “เห้อเหลียนเซิง! หากเป็นบุรุษก็สู้กับ ข้า! ถ้าข้าแพ้ข้าจะไม่รบกวนเจ้าอีกต่อไป!”
เห้อเหลียนเซิงยกมือข้างหนึ่ง “อมิตาภพุทธ อาตมาไหนเลย จะสามารถดูหมิ่นสีกา? สีกาจิตใจว้าวุ่น รอเจ้าสงบสติอารมณ์แล้ว อาตมาจะมาขอโทษเจ้าอีกครั้ง”
“อยากไป? ไม่ง่ายดายเช่นนั้นหรอก!” ตงเซียนเอ๋อร์สะบัด แขนเสื้อซ้าย ทันใดนั้นอาวุธลับก็ถูกยิงออกมา
อวี๋หวั่นตะลึงตาค้าง แม่นางต่งเอ๋ยแม่นางต่ง เจ้าเอาจริง หรือ? นี่ทำให้คนตายได้เลยนะ ผู้ใดจะหามาให้เจ้าใหม่อีกคน?
อาวุธลับนั่น มองแวบแรกใช้พลังถึงสิบส่วน อวี๋หวั่นไม่อาจรับ ประกันว่าเห้อเหลียนเซิงจะสามารถหลบหนีไปได้อย่างง่ายดาย เห้อเหลียนเซิงไม่ได้หนีไปอย่างแน่นอน เขาถูกบังคับให้ต้องลงมือ
เขาปล่อยลูกประคำปัดป้องอาวุธลับที่เกือบปลิดชีพเขา
อาวุธลับนั้นมีพิษ
มันพุ่งเข้าไปในกิ่งไม้ แม้แต่เปลือกไม้ก็กลายเป็นสีดำ
เห้อเหลียนเซิงขมวดคิ้ว สองมือพนมประกบกัน “อมิตา ภพุทธ!”
ต่งเซียนเอ๋อร์กล่าวอย่างโกรธเกรี้ยว “ศีลขาดแล้ว เจ้ายังอมิ ตาภพุทธอีก!”
แน่นอน ต่งเซียนเอ๋อร์ไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าเห้อเหลียนเซิงจริงๆ นางเข้าใจในความสามารถของตนเองดี ต่อให้ทั้งร่างกายเปื้อนพิษ ก็ยังไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเห้อเหลียนเซิง นางเพียงแค่ต้องการ บังคับให้ภิกษุรูปนี้ต้องออกแรง
น่าเสียดายที่เห้อเหลียนเซิงจะไม่ให้โอกาสนางอีก
เขาใช้ปลายเท้ากระโดดหายไปในความมืด
“หนีไปอีกแล้ว!” ตงเซียนเอ๋อร์กัดฟัน “เห้อเหลียนเซิง ฝากไว้ ก่อนเถอะ!”
อวี๋หวั่นกับไข่ดำทั้งสามชมละครดีอย่างออกรสออกชาติ
แน่นอน ไข่ดำทั้งสามดูไม่เข้าใจ เหตุใดผู้ใหญ่ถึงต้องทะเลาะ กัน
อวี๋หวั่นรู้สึกหนาวเย็นด้านหลังอย่างอธิบายไม่ถูก
ที่แห่งนี้ไม่ควรอยู่นาน!
อวี๋หวั่นรับบุตรชาย และกำลังจะทิ้ง….
“หยุด!” ต่งเซียนเอ๋อร์กล่าว
อวี๋หวั่นตัวแข็งทื่อ
ต่งเซียนเอ๋อร์เดินเข้ามาอย่างช้าๆ โทสะระหว่างคิ้วพลันจาง หายไป แทนที่ด้วยดวงตาคู่หนึ่งที่ยิ้มราวกับจันทร์เสี้ยว
นางนั่งลงบนม้านั่งหิน หยิบส้มจากจานผลไม้บนโต๊ะ ปอก เปลือกแล้วโบกมือหาไข่ดำน้อยทั้งสาม “มานี่”
ไข่ดำทั้งสามเดินเข้ามา
ต่งเซียนเอ๋อร์เกิดมางดงาม และเป็นความงามแบบที่น่า หลงใหลชวนเคลิบเคลิ้ม ผ้าคลุมหน้าที่บางเบาราวกับปีกของ จักจั่นก็ไม่อาจปิดซ่อนความงดงามของนางได้
นางแบ่งส้มให้ไข่ดำทั้งสาม แล้วเลือกคนที่เล็กที่สุดอุ้มนั่งบน ตัก
เสี่ยวเป่ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ถูกพี่สาวผู้เป็นเทพธิดา กอด
ทว่าอวี๋หวั่นกลับรู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดี
ผลเป็นดังคาด หลังจากป้อนส้มให้ไข่ดำทั้งสามครู่หนึ่ง ต่ง เซียนเอ๋อร์ก็เอ่ยอย่างช้าๆ “หากเห้อเหลียนเซิงไม่แต่งงานกับข้า เจ้าต้องแต่งงานกับข้า!”
อวี๋หวั่น “?!”
เธอฟังผิดไปใช่หรือไม่?
อวี๋หวั่นยืดอก “ข้าเป็นสตรี!”
ต่งเซียนเอ๋อร์กล่าวอย่างไม่เดือดร้อน “ข้าไม่ถือ”
ข้าถือนี่นา! ! !
อวี๋หวั่นอยากจะร้องไห้
พี่ใหญ่ พี่ชายของข้า ท่านรีบสึกเถิด…
“อื๊ม น่ารักยิ่งนัก” ต่งเซียนเอ๋อร์บีบหน้าเสี่ยวเป่า บีบจนเริ่ม เสพติด แล้วก็เปลี่ยนอุ้มเอ้อร์เป่าและต้าเป่าขึ้นมาบีบ “รอข้า แต่งงานกับภิกษุแล้ว จะมีบุตรให้เขาสี่คน!”
อวี๋หวั่นสำลัก
พี่สาวที่รัก เรื่องดวงยังไม่ทันผูก ท่านก็คิดไปไกลถึงเพียงนั้น แล้ว…
ท่านไม่สู้คิดเรื่องตอนนี้จะก่อนดีกว่าหรือ
เช่นจะทำอย่างไรให้เขาสึก หรือ…จะจับเขาได้อย่างไร?
ต่งเซียนเอ๋อร์บีบไข่ดำน้อยจนพอใจ พลังเสพติดการบีบอย่าง เมามันก็จากไปทั้งที่ยังไม่หายอยาก
สตรีของพี่ใหญ่กลับเป็น ‘คนรักเก่า’ ของข้า ช่างซับซ้อน เหนื่อยหน่ายยิ่ง!
อวี๋หวั่นกลับห้องไปอย่างอ่อนล้า
เธออยากจะนินทาเห้อเหลียนเซิงและต่งเซียนเอ๋อร์กับเยี่ยน จิ่วเฉา แต่ก็เห็นว่าเยี่ยนจิ่วเฉานอนแล้ว
“แปลกจัง เข้านอนเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ?” อวี๋หวั่นกระซิบ พลางเดินไปที่เตียง เปิดม่านมองเยี่ยนจิ่วเฉาที่หลับไปแล้วอย่าง แผ่วเบา
เมื่อก่อนชั่วยามนี้ หากไม่ใช่อ่านหนังสือภาพของบุตรชายสัก พัก เขาก็เล่นข่งหมิงซั่วของบุตรชายครู่หนึ่ง ไม่ได้เข้านอนเร็ว ขนาดนี้
หรือว่าวันนี้เขาเหนื่อยมาก?
ใช่แล้ว ตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ยังเดินท่องภูผาลำธารมาทั้งวัน ฟังอิ่งลิ่วกล่าวว่า พวกเขาต้องปีนเขามากกว่าครึ่งลูกถึงพบเยี่ยนอ๋ องกับต้าเป่า เยี่ยนจิ่วเฉาไม่เคยเดินทางไกลขนาดนี้มาก่อน
อวี๋หวั่นมองเขาอย่างอ่อนโยน พลางห่มผ้าให้เขา
“ตีๆๆ!”
“ดูไว้ซะ!”
ตอนนี้ไข่ดำทั้งสามกำลังฝึกฝนสิ่งที่เพิ่งเรียนรู้มา เรียนรู้การ ‘ต่อสู้’ ระหว่างเห้อเหลียนเซิงกับต่งเซียนเอ๋อร์ โหวกเหวกโวยวาย วิ่งเข้าห้อง
ปัง!
ประตูถูกกระแทกเปิด
“ชู่——” อวี๋หวั่นหันหน้าไป ทำมือให้พวกเขาทั้งสามเงียบลง
ทั้งสามหยุดเสียงดังทันที ปิดปากน้อยๆ อย่างว่าง่าย และ ทำท่าทางแบบเดียวกันกับมารดาของพวกเขา
อวี๋หวั่นยิ้มปลื้มใจ ปิดม่านลงแล้วเดินไปนั่งยองๆ อย่างแผ่ว เบา กระซิบกับพวกเขา “ท่านพ่อหลับแล้ว เราจะไม่รบกวนเขา”
ทั้งสามพยักหน้า
อวี๋หวั่นพาไข่ดำทั้งสามไปยังห้องถัดไป แช่ในอ่างกลีบดอกไม้ อันสวยสดงดงาม อาบนํ้าจนหอมกรุ่น เปลี่ยนสวมชุดนอนตัวน้อย จากนั้นก็กลับไปที่ห้องราวกับเต่า ทั้งเชื่องช้าและไร้เสียง
ท่านแม่บอกว่าอย่ารบกวนท่านพ่อ
พวกเขาเป็นเด็กน้อยที่เชื่อฟัง
ยามซุกซนสุดเหวี่ยงขึ้นฟ้า ยามรู้เรื่องก็ชวนให้คนหลงรักเข้า กระดูก
อวี๋หวั่นนอนอยู่บนเตียง ลูบหัวน้อยๆ ของเด็กน้อยทั้งสาม “นอนเถอะ”
ทั้งสามมองบิดามารดา จากนั้นก็มองกันและกัน จับมือเล็กๆ หลับไปอย่างมีความสุข
อวี๋หวั่นจูบหน้าผากพวกเขา และกุมมือของเยี่ยนจิ่วเฉา หลับตาลงเข้าสู่นิทรา
…
กลางคืนเงียบสงัด
อวี๋หวั่นถูกปลุกด้วยเสียงดังโครมคราม
เธอสะดุ้งตัวและลืมตา “ใครน่ะ?”
“ข้าเอง” เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยเสียงแหบแห้ง
อวี๋หวั่นพยุงร่างกายของตนขึ้นด้วยศอก และเปิดม่านมอง ออกไป “ท่านเป็นอะไรไป?”
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวว่า “ข้ากระหายนํ้า จึงรินนํ้าดื่มแล้วเก้าอี้ก็ ล้มลง”
“อากาศหนาวพื้นเย็น ท่านอยากดื่มนํ้าเรียกข้าก็ได้” อวี๋หวั่น ยกผ้าห่มขึ้นลุกจากเตียง อาศัยแสงเทียนเลือนรางหาเสื้อคลุมมา สวมให้เขา จากนั้นเธอก็ยกเก้าอี้ที่ล้มลงขึ้นมา
“ข้าดื่มไปแล้ว” เยี่ยนจิ่วเฉาก้าวเดินไปที่เตียง
“ช้าก่อน” อวี๋หวั่นพบว่าเสื้อผ้าของเขาเปียก จึงจับแขนของ เขาไว้ วางเบาะขนหนานุ่มลงบนเก้าอี้ไม้ให้เขานั่งลง จากนั้นก็ไปหา ชุดนอนแห้งในตู้เสื้อผ้า “เหตุใดยังหกไปทั้งตัว?”
เยี่ยนจิ่วเฉาไม่ตอบ
อวี๋หวั่นปลดกระดุมเปลี่ยนชุดนอนให้เขา
“ข้านอนละ” เยี่ยนจิ่วเฉาพูด
“อื้อ” อวี๋หวั่นพยักหน้า ทั้งบนโต๊ะทั้งบนพื้นมีนํ้าหกอยู่ไม่น้อย เทนํ้าให้หกได้เช่นนี้ ยังนอนไม่ตื่นหรือ?
“เยี่ยนจิ่วเฉา” อวี๋หวั่นหันไปเรียกเขาที่กำลังถัดตัวนั่งลงบน ขอบเตียง “ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
“อืม ง่วง” เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยพร้อมกับดึงผ้านวมมาห่มและนอน ลง
เหนื่อยมาทั้งวัน ตกกลางคืนก็ง่วง อวี๋หวั่นไม่สงสัยเขา เธอ หยิบผ้าขนหนูมาเช็ดนํ้าที่หกบนโต๊ะและพื้น จากนั้นก็ล้มตัวลง นอนหลับไป
…
เรื่องการประลองของตี้จีทั้งสองในที่สุดก็แพร่สะพัด มีผู้คน มากมายที่มาชมการต่อสู้ ทุกคนต่างรู้สึกราวกับตนเองได้ผ่านมหา สงครามก่อตั้งอาณาจักร เมื่อพวกเขาตื่นขึ้นจากอาการมึนหัวแล้ว พบว่าแขนไม่ได้ขาดขาไม่ได้หาย ก็ดีใจจนอยากร้องไห้
หลังจากตี้จีองค์เล็กพ่ายแพ้การต่อสู้ก็เปิดฉากสังหารหมู่ เป็น คนของตี้จีองค์โตและองค์หญิงหวั่นที่ช่วยพวกเขาไว้ พวกเขารู้สึก ขอบคุณและซาบซึ้งใจในสิ่งนี้ และยิ่งเกลียดหนานกงเยี่ยนมากขึ้น เรื่อยๆ ไปโดยธรรมชาติ
หากไม่ใช่เพราะตี้จีองค์โตและองค์หญิงน้อยในครั้งนี้ พวกเขา ทั้งหมดคงกลายเป็นวิญญาณที่ถูกฆ่าด้วยนํ้ามือของหนา นกงเยี่ยน
ไม่เคยเห็นผู้ใดเลวร้ายโหดเหี้ยมกว่านางจริงๆ ตนเองพ่ายแพ้ ไม่ยอมรับ คิดฆ่าทุกคนปิดปาก สตรีใจดำอำมหิตเช่นนาง เป็นที่รัก
ของพวกเขามาเนิ่นนานถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?
ตี้จีพรจากสวรรค์อะไรกัน? เป็นสตรีปีศาจที่ก่อหายนะแก่แว่น แคว้นเสียมากกว่า!
ชาวบ้านตาดำๆ นางสังหาร ขุนนางทั้งพลเรือนและทหารนาง ก็สังหาร!
นางไม่กลัวแผ่นดินบ้านเมืองจะปั่นป่วนเลยหรือ?
บัดนี้ ไม่จำเป็นที่องค์ประมุขจะต้องป่าวประกาศให้โลกรู้ ผู้คน ต่างก็เกิดความสงสัยในคำทำนายของปีนั้นด้วยตนเองแล้ว
เมื่อไร้การคุกคามจากขันทีหลี่และฮองเฮา องค์ประมุขก็ฟื้น ขึ้นมา เขาเองก็ได้ยินเรื่องราวที่แท่นบูชา สิ่งที่ไม่คาดคิดคือ ครั้งนี้ เขาไม่ได้ปกปิดความอัปยศของราชวงศ์ แต่กลับเปิดเผยทุกอย่างสู่ เบื้องหน้า
หนานกงเยี่ยนถูกหินก้อนใหญ่ทับจนกลายเป็นอัมพาตครึ่งซีก ไร้ความรู้สึกตั้งแต่ช่วงเอวลงไป นี่เป็นเพียงการชดใช้เล็กน้อย สำหรับสิ่งที่พวกนางสองแม่ลูกกระทำต่อเห้อเหลียนเป่ยหมิงอย่าง โหดเหี้ยม
แน่นอนพวกนางทำบาปมากมาย
หนานกงเยี่ยนและฮองเฮาถูกจับ หนานกงหลีและราชครูก็ล้ม เหลวในการหลบหนีไปสวรรค์
องค์ประมุขสั่งให้ศาลาว่าการต้าหลี่รวบรวมหลักฐานการก่อ
อาชญากรรมของพวกเขาทีละรายการ และประกาศต่อสาธารณะ
เมื่อมาถึงจุดนี้ประชาชนรู้ว่าพวกเขาได้ก่อความชั่วร้าย มากมายเพียงใด
หนานกงเยี่ยนลักพาตัวเยี่ยนอ๋อง และใส่ร้ายเรื่องที่เยี่ยนอ๋อง เสียชีวิต ทำให้ครอบครัวของเขากระจัดกระจาย เท่านี้ยังไม่พอ ยัง วางยาพิษเยี่ยนจิ่วเฉาในวัยแปดขวบ จี้ตัวฝ่าบาทต้าเป่าแห่งหนาน จ้าว กักขังบุตรชายของหัวหน้าเผ่าไป๋เอ้อ กระทำความผิดฐาน หลอกลวงองค์ประมุข…
แต่ละเรื่อง แต่ละกระทง มากมายจนยกตัวอย่างไม่หวาดไม่ ไหว
เมื่อเทียบกันแล้ว สิ่งที่ไม่เอ่ยถึงไม่ได้คือความผิดของฮองเฮา สตรีผู้นี้ได้รับการยกย่องจากองค์ประมุขมาตลอดชีวิต ฮองเฮา ผู้ทรงคุณธรรมซึ่งเป็นที่ชื่นชมของผู้คนในหนานจ้าวมาหลาย ทศวรรษ กลับกลายเป็นสตรีมากพิษสงที่สมสู่กับอดีตราชครู!
นางมีสัมพันธ์ชู้สาวกับราชครูอวี่เหวินจ้าว ผิดประเวณีราช สำนัก ข่มเหงมารดาบุตรอวิ๋นเฟย ทำร้ายองค์ประมุขและสมคบ คิดก่อกบฏ อาชญากรรมทุกอย่างร้ายแรงเกินอภัย!
กล่าวถึงอวี่เหวินจ้าวอีกครั้ง คนผู้นี้มีพรสวรรค์ หากไม่ได้พบ กับฮองเฮา ก็อาจเป็นถึงราชครูที่มีอำนาจน่าเกรงขามคนหนึ่งของ หนานจ้าว น่าเสียดายนัก แต่คิดดูแล้ว ฮองเฮาก็เป็นเพียงสาเหตุ ภายนอกเท่านั้น ท้ายที่สุดแล้วเขาแพ้ให้กับเงามืดและความไม่
มั่นคงของตัวเขาเอง
อวี่เหวินจ้าวตายแล้ว แต่ศิษย์ของเขายังมีชีวิตอยู่ ราชครูช่วย คนชั่วก่อกรรมทำเข็ญ โทษประหารยากจะหลีกเลี่ยง
ฮองเฮาถูกปลด ลูกหลานทั้งหมดถูกลดตำแหน่งเป็นสามัญ ชน แม้ว่าหนานกงซีจะไม่ได้กระทำความผิด แต่กลับติดร่างแห ของฮองเฮาและหนานกงหลีไปด้วย
ฮองเฮาและราชครูจะถูกประหารสามวันหลังจากนี้
สองแม่ลูกหนานกงเยี่ยนถูกขับออกจากเมืองหลวง เนรเทศ ไปอยู่ในสถานที่อันหนาวเหน็บและห้ามออกมาอีกตลอดไป
ไป๋เชียนหลีก็ถูกสืบจนพบเช่นกัน เขาเป็นเพียงบุรุษที่หนา นกงเยี่ยนเลี้ยงไว้ที่ชานเมือง เขาไม่ถือว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด
แต่เห็นได้ชัดว่าเขามีโอกาสมากมายที่จะหนีไป แต่กลับดื้อดึง องค์ประมุขไม่อาจรู้สึกเห็นใจเขาได้จริงๆ
องค์ประมุขส่งเขากลับไปที่เผ่าไป๋เอ้อ
ก่อนจากไป เขาขอให้องค์ประมุขเนรเทศเขาไปอยู่กับหนา นกงเยี่ยน แต่องค์ประมุขปฏิเสธ
เพื่อชดใช้หนี้ที่ติดค้างเขา องค์ประมุขจึงมอบหนานกงซีให้กับ เขา และขอให้เขาพาหนานกงซีกลับไปที่เผ่าไป๋เอ้อและไม่ได้รับ อนุญาตให้กลับมาที่หนานจ้าวอีก
นอกจากนี้ องค์ประมุขยังประกาศความสำนึกผิดต่อใต้หล้า ไตร่ตรองบาปของตนเอง ยอมรับคำกล่าวโทษของประชาชน
นับตั้งแต่การก่อตั้งหนานจ้าว ไม่เคยมีองค์ประมุของค์ใดกล้า ประกาศความสำนึกผิด เขาเป็นคนแรก เขาอุทิศชีวิตให้กับหนาน จ้าว คุณูปการที่เขาสร้างแก่แว่นแคว้นก็ยิ่งใหญ่กว่าความผิด พลาด ยามนี้เขายังยอมรับผิดด้วยความจริงใจ เสียงก่นด่าของ ผู้คนที่มีต่อเขาจึงค่อยๆ เลือนหายไป
ตอนนี้องค์ประมุขไม่สนใจว่าผู้คนจะด่าว่าเขาอย่างไร เขาทำ ผิด ยอมรับคำกล่าวหาของประชาชนก็เป็นสิ่งสมควรแล้ว ต่อไปสิ่ง ที่เขาแทบรอจะทำไม่ไหวมีอีกอย่างหนึ่ง
องค์ประมุขเสด็จไปตำหนักจูเชวี่ยด้วยพระองค์เอง
บทที่ 354.2 อวิ๋นเฟยผู้ยิ่งใหญ่ (2)
ตั้งแต่ฮองเฮาถูกปลด อวิ๋นเฟยจึงกลายเป็นเพียงเจ้านาย เพียงคนเดียวของวังหลัง คนมาประจบเอาใจนางมากมาย จน ธรณีประตูตำหนักจูเชวี่ยแทบพังไม่เหลือ นี่ยังเพราะองค์ประมุข ไม่รับนางใน ไม่เช่นนั้นเหล่าสตรีพี่น้องที่มาถวายพระพร เกรงว่า จะส่งเสียงดังจนอวิ๋นเฟยนอนหลับไม่เป็นสุข
อวิ๋นเฟยนอนอาบแดดอยู่บนเก้าอี้หวายใต้ต้นไม้ นางข้าหลวง ผู้รับผิดชอบกระซิบว่า “ฝ่าบาทเสด็จมาแล้วเพคะ”
“มาก็มาสิ” อวิ๋นเฟยกล่าว
นางข้าหลวงผู้รับผิดชอบมองพระสนมของนางด้วยความ ลำบากใจ จากนั้นก็ก้มศีรษะและหันหน้าไปคำนับองค์ประมุขที่อยู่ ไม่ไกล
องค์ประมุขโบกมือส่งสัญญาณให้นางถอยออกไป
นางข้าหลวงผู้รับผิดชอบพาเหล่าคนในวังออกจากลานไป อย่างรู้ความ
อวิ๋นเฟยยังคงเพลิดเพลินกับแสงแดด แม้ฤดูหนาวในหนาน จ้าวไม่เยือกเย็นเท่าต้าโจวที่ดินแดนปกคลุมไปด้วยหิมะ แต่ก็ยัง หนาวเย็นยิ่งนัก นางห่มผ้านวมขนปุย ผ้าห่มดูดซับแสงแดด อบอุ่นจนทำให้นางมีเหงื่อออกเล็กน้อย
แต่ก่อนยามยากลำบากนางยังชอบอาบแดด กลับไม่มีผ้าห่ม ที่นุ่มสบายเช่นนี้
“อวิ๋นเอ๋อร์” องค์ประมุขเดินไปนั่งข้างๆ นาง
อวิ๋นเฟยสั่นสะท้านกับคำเรียกชวนสะอิดสะเอียน พลันกล่าว อย่างขนลุก “ฝ่าบาทท่านไม่ปกติตรงใดหรือไม่? เรียกหม่อมฉันว่า อวิ๋นเฟยไม่ดีหรือ? กุ้ยเฟยก็ได้ แล้วแต่ท่าน”
“อะแฮ่ม” องค์ประมุขกระแอมแก้เขิน ตรัสอย่างเคร่งขรึม “ผ้าห่มผืนนี้น่าพอใจหรือไม่?”
“อื้อ อบอุ่นมาก” เหงื่อออกแล้ว อวิ๋นเฟยจึงเอาแขนออกมา
“เป็นหนังเสือชั้นดี” องค์ประมุขตรัส
อวิ๋นเฟยผงะคว้าหนังเสือขึ้นมาดู “ข้าห่มหนังเสือหรือนี่”
ท่าทางมึนงงน่ารักของนางทำให้องค์ประมุขรู้สึกขบขัน หลัง จากหัวเราะก็กลับอดรู้สึกเศร้าไม่ได้ ตลอดหลายปีมานี้นางมีชีวิตที่ ขมขื่น จำไม่ได้แม้กระทั่งหนังเสือ หากเป็นฮองเฮา…
เมื่อนึกถึงสตรีที่ทำลายราชวงศ์ ใบหน้าขององค์ประมุขพลัน เกิดเงามืดหม่น
อวิ๋นเฟยนอนลงอีกครั้ง “ฝ่าบาทเสด็จมาตำหนักจูเชวี่ยมีเรื่อง อันใดหรือ? หากไม่มีเรื่องอันใด หม่อมฉันจะนอนอาบแดดต่อ”
หมายความว่า เจ้าไปได้แล้ว
หากในอดีตอวิ๋นเฟยกล่าวเช่นนี้ องค์ประมุขคงจะโกรธไปแล้ว
แต่เมื่อนึกถึงช่วงเวลาหลายปีที่เขาเข้าใจผิดและติดค้างนาง องค์ ประมุขก็โกรธไม่ลง
เขาต้องการการอภัยจากพวกนางสองแม่ลูก เขาต้องการใช้ เวลาที่เกรงว่าเหลืออยู่อีกไม่กี่ปีข้างหน้า ชดเชยสิ่งที่ติดค้างต่อ พวกนาง
แต่จู่ๆ เขาก็ไม่รู้จะเอ่ยปากอย่างไร
ไม่มีสตรีหน้าไหว้หลังหลอกอย่างฮองเฮาแล้ว อวิ๋นเฟยรู้สึกว่า อากาศสดชื่นขึ้นไม่น้อย อาบแดดได้พักหนึ่ง นางก็หาวอย่าง สบายใจ
เมื่อเห็นว่าอวิ๋นเฟยกำลังจะหลับ ในที่สุดองค์ประมุขก็เปิดปาก “เรื่องในอดีต ข้าไม่ถูกต้อง”
“ฝ่าบาทมาที่นี่เพื่อขอโทษ?” อวิ๋นเฟยมองเขาด้วยความ ประหลาดใจ
“ก็…ก็คิดว่าใช่กระมัง” องค์ประมุขพูดอย่างลำบากใจ “ข้า เข้าใจเจ้าผิด ทำให้เจ้าต้องเสียใจ”
อวิ๋นเฟยทอดถอนใจ ลมหนาวหนึ่งพัดมาทำให้นางก็รู้สึก หนาวอีก จึงดึงผ้าห่มหนังเสือขึ้นคลุมร่างและพูดอย่างเฉยเมย “มันผ่านไปแล้ว หม่อมฉันรู้สึกโล่งใจแล้ว ฝ่าบาทก็คงโล่งใจเช่น กัน ไม่มีสิ่งใดต้องเก็บมาใส่ใจ”
“เจ้าเต็มใจยกโทษให้ข้า?” ร่องรอยความดีใจปรากฏขึ้นใน ดวงตาขององค์ประมุข
อวิ๋นเฟยส่ายหน้า “ไม่ใช่ยกโทษให้ฝ่าบาท แต่หม่อมฉันปลด ปล่อยตัวเองแล้ว”
องค์ประมุขฟังแล้วรู้สึกลึกลับงงงวย ไม่ค่อยเข้าใจความหมาย ของนาง อวิ๋นเฟยก็ไม่ได้คิดจะอธิบายสิ่งใดเพิ่มเติม หลับตาลงและ อาบแดดต่อไป
ทว่ามีประโยคหนึ่งที่องค์ประมุขเข้าใจ นั่นคือนางไม่ได้ให้อภัย เขา
“เจ้าต้องการเช่นไร จึงจะยกโทษให้ข้า?” เขาถาม
อวิ๋นเฟยปรือตากล่าวอย่างขอไปที “ได้ หม่อมฉันยกโทษให้ฝ่า บาท ฝ่าบาทโปรดกลับไปเถิด หนานจ้าวเกิดเรื่องใหญ่เช่นนี้ ฝ่า บาทคงยุ่งแย่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเสียแรงกับหม่อมฉัน ทรงเย็นชากับหม่อมฉันเหมือนเมื่อก่อนไม่ดีหรือ?”
อวิ๋นเฟยไล่เขาไปอย่างจริงใจ แต่องค์ประมุขกลับดื้อรั้น ทอด ถอนใจยาวเหยียด “เมื่อก่อนข้าผิดเอง ไม่ควรทอดทิ้งเจ้าให้อยู่ อย่างหนาวเหน็บมาหลายปีเช่นนี้”
“อย่าเลย” อวิ๋นเฟยกุมหน้าผากอย่างเหนื่อยใจ
นางแค่อยากรับแสงแดดอย่างเงียบสงบ เหตุใดช่างยากเย็น ถึงเพียงนี้?
องค์ประมุขนับบาปที่ตนเองเคยก่อในใจอย่างเงียบๆ และ กล่าวกับอวิ๋นเฟยอย่างจริงใจ “ข้าตั้งใจจะแต่งตั้งเจ้าเป็นฮองเฮา”
“หา? อะไรนะ?” อวิ๋นเฟยพรวดพราดลุกขึ้นนั่งเยี่ยงนกตื่น ธนู[1]!
เมื่อเห็นท่าทางตื่นเต้นไม่มีสิ้นสุดของนาง ดวงตาขององค์ ประมุขพลันยกโค้งและยิ้มอย่างรู้ทัน “ข้าต้องการทำให้เจ้าเป็น ฮองเฮา ให้เจ้าไปอยู่ตำหนักจงกง”
ยามนี้อวิ๋นเฟยแน่ใจว่าตนเองไม่ได้ฟังผิด เจ้าแก่นี่คิดจะให้ ตำแหน่งฮองเฮากับนางจริงๆ ให้นางเป็นสนมเฟยยังไม่พอ ยัง อยากให้เป็นฮองเฮา? เช่นนั้นนางไม่ต้องเห็นหน้าเขาทั้งกลางวัน กลางคืนหรือ? วันที่หนึ่งและสิบห้ายังต้องนอนกับเขาตาม ธรรมเนียมดั้งเดิม?
สีหน้าของอวิ๋นเฟยเริ่มหมดความอดทน “ฝ่าบาทเพิ่งปลด ฮองเฮา ก็อยากแต่งตั้งฮองเฮาใหม่แทบไม่ไหว ไม่กลัวว่าขุนนางจะ คัดค้านหรือเพคะ?”
องค์ประมุขตรัสว่า “ขุนนางไม่มีทางคัดค้านหรอก หลายปีมา นี้เจ้าเหน็ดเหนื่อยตรากตรำมีผลงานใหญ่หลวง…”
อวิ๋นเฟยเยาะเย้ยขัดคำพูดของเขา “ฮ่า ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันยัง ด่าข้าว่าเป็นคนบ้าอยู่เลยมิใช่หรือ? เพียงพริบตา ข้าก็เหน็ดเหนื่อย ตรากตรำมีผลงานใหญ่หลวง? ขุนนางเหล่านั้นของท่าน ตาไม่ดี หรือว่าสมองไม่ดีกันละ?”
องค์ประมุขละอายใจ “ไม่ใช่เพราะเพิ่งรู้ว่าเจ้าได้รับความอ ยุติธรรมหรือ? เจ้าในเมื่อก่อนถูกบังคับให้ทำ”
อวิ๋นเฟยยกมุมปาก “ไม่ละ ตำแหน่งฮองเฮาฝ่าบาทเก็บไว้ให้ผู้ อื่นเถิดเพคะ ผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ เลือกมาสักคนก็ล้วน สงบเสงี่ยมจิตใจดีมีคุณธรรมกว่าหม่อมฉันทั้งนั้น”
องค์ประมุขทอดถอนใจช้าๆ “เจ้ายังโกรธข้าอยู่ใช่หรือไม่?”
“ไม่เพคะ ไม่เลยจริงๆ!” อวิ๋นเฟยกล่าวอย่างจริงจัง
“เช่นนั้นเหตุใดเจ้าไม่อยากเป็นฮองเฮา?” องค์ประมุขถาม
อวิ๋นเฟยมองเขาอย่างประหลาดใจ “เหตุใดข้าต้องอยากเป็น ฮองเฮา? สตรีผู้นั้นอยากเป็น ข้าก็ต้องอยากเป็นเช่นเดียวกับนาง หรือ?”
องค์ประมุขอธิบาย “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น…”
อวิ๋นเฟยขัดจังหวะเขาอีกครั้ง “เช่นนั้นฝ่าบาทหมายความว่า อย่างไร? ในปีนั้นฝ่าบาทไม่ได้ถามข้า ก็ให้ข้ามาอยู่ในวังหลัง ยามนี้ ก็ไม่ถามข้า จะแต่งตั้งข้าเป็นฮองเฮา คิดเองเออเองตั้งแต่ต้นจน จบ ฝ่าบาทไม่เคยสนใจว่าข้าต้องการอะไร! ฝ่าบาทสนใจแต่สิ่งที่ เต็มใจจะให้ข้า!”
“ข้า…”
อวิ๋นเฟยกล่าวต่อ “ให้ตำแหน่งฮองเฮาแก่ข้า ฝ่าบาทถึงรู้สึก ว่าติดค้างข้าน้อยลง? เพราะเหตุใด? เพราะตำแหน่งฮองเฮาเป็น สิ่งที่มีค่าที่สุดที่ฝ่าบาทจะมอบให้ได้! ข้าควรจะซาบซึ้งจนนํ้าตาไหล กับสิ่งนี้! ให้ความคับข้องใจในอดีตของข้ามลายหายไป ให้การ กล่าวโทษของข้าต่อฝ่าบาทจบลงเพียงเท่านี้! ฝ่าบาทมีสิทธิ์อะไร
ทำให้ข้าลำบากใจถึงเพียงนี้!”
“ข้า…ข้าทำให้เจ้าลำบากใจ?” องค์ประมุขไม่อยากเชื่อ เขา เต็มใจมอบตำแหน่งฮองเฮาแก่นาง นางกลับบอกว่าเขาทำให้นาง ลำบากใจ? ในโลกนี้มีผู้ใดไม่รู้ผิดชอบชั่วดีเช่นนี้?
ความคิดคนละทางก็ต่างคนต่างไป นางอธิบายอย่างไรก็ไม่มี ประโยชน์ เขาไม่มีวันเข้าใจ
องค์ประมุขตรัส “เรื่องในยามนั้นไม่อาจโทษข้าทั้งหมด ข้าก็ เป็นคนที่ถูกหลอกให้อยู่ในความมืดเช่นกัน ใช่ ข้าโง่เขลา ข้าสับสน ข้าไม่ควรเห็นตาปลาเป็นไข่มุก ปล่อยให้พวกเจ้าแม่ลูกต้องทน ทุกข์ทรมานอย่างไร้เดียงสามาหลายปีเช่นนี้ ข้าผิด ข้าเสียใจ ข้า หวังว่าต่อไปจะได้ชดเชยให้เจ้า ชดเชยให้เจ้าและลูกสาวของข้า เจ้า ต้องการสิ่งใด ข้าคิดไม่ออก แค่เจ้าพูดออกมา ตราบเท่าที่ข้า สามารถให้ได้ ข้าจะทำให้เจ้าทุกอย่าง!”
“ฝ่าบาทพูดจริงหรือ?” อวิ๋นเฟยถามอย่างครุ่นคิด
นางโกรธเขาอยู่ครู่ใหญ่ จู่ๆ ท่าทีก็เปลี่ยนไปกะทันหัน องค์ ประมุขผงะไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็มองนางและพูดอย่างเคร่งขรึม “ข้าเป็นองค์ประมุข ข้าไม่ผิดคำสัญญาง่ายๆ เจ้าต้องการสิ่งใด? หรือต้องการออกจากวังหลวงไปเยี่ยมต้าเป่า ข้าก็จะรับปากเจ้า”
นางในของฝ่าบาทไม่ได้รับอนุญาตให้ออกนอกวังหลวง เป็นการส่วนตัว แม้แต่ฮองเฮาก็ไม่มีสิทธิพิเศษเช่นนี้ แต่องค์ ประมุขกลับเพิกเฉยต่อกฎของบรรพบุรุษเพราะเห็นแก่อวิ๋นเฟย
ในสายตาขององค์ประมุข ถือว่าเขายอมอ่อนข้อให้นางมาก แล้ว แต่ไม่คาดคิดว่าอวิ๋นเฟยจะพูดเช่นนี้กับเขา
“ฝ่าบาท เราแยกกันไปเถิด”
เสียงของนางไม่ดังนัก
แต่ประโยคที่ลอยมาอย่างแผ่วเบานี้กลับทำให้องค์ประมุขตก ตะลึงแน่นิ่ง
เขาเป็นใบ้อยู่นานก่อนจะหาเสียงกลับมาด้วยความยาก ลำบาก “เจ้าๆๆ…เมื่อครู่เจ้าว่าอย่างไรนะ?”
สีหน้าของอวิ๋นเฟยสงบนิ่งมาก นางมองเขา แววตาไม่เย่อหยิ่ง บ้าคลั่งดังเช่นอดีต ไม่ได้เมินเฉยไม่รู้ร้อนรู้หนาว และไม่ได้กำลัง โกรธใคร
นางพูดอย่างจริงจังว่า “แยกกันเถิด ฝ่าบาท”
องค์ประมุขเด้งตัวลุก “เสิ่นอวิ๋น! เจ้าเป็นบ้าอะไรอีก? เหตุใด จู่ๆ เจ้ายื่นคำขอที่ไร้เหตุผลกับข้า! เจ้าเป็นถึงทวดคนแล้ว! แม้เจ้า จะกล่าวโทษข้าอีกเพียงใด เจ้าก็ควรเข้าใจว่าคำพูดใดกล่าวได้ คำ พูดใดกล่าวไม่ได้! วันนี้ข้าจะถือว่าไม่เคยได้ยิน! เก็บคำพูดของเจ้า ไปซะ!”
กล้าเอ่ยว่าแยกทางกับองค์ประมุขของประเทศ เกรงว่านางคง เบื่อชีวิตที่ยืนยาวแล้ว!
อวิ๋นเฟยส่ายหน้าเบาๆ “ไม่ใช่จู่ๆ แต่ข้าคิดเรื่องนี้มานานแล้ว
เพียงแต่กล่าวก่อนหน้านี้ก็ไม่มีประโยชน์ แต่ในเมื่อฝ่าบาทเอ่ย ปากแล้ว ถามว่าหม่อมฉันต้องการสิ่งใด นี่ก็คือคำตอบจากหม่อม ฉัน”
องค์ประมุขพิโรธเป็นฟืนเป็นไฟ “อวิ๋นเฟย! ไม่เคยมีนางใน นางใดแยกตัวออกไปในประวัติศาสตร์!”
อวิ๋นเฟยกล่าวว่า “เช่นนั้นหม่อมฉันก็เป็นคนแรก”
องค์ประมุขกัดฟันกล่าว “หากเจ้าคิดจะออกไปจากวัง มีเพียง สองทาง หนึ่งตาย สองถูกปลด!”
อวิ๋นเฟยกล่าวอย่างไม่เย่อหยิ่งไม่ถ่อมตัว “หม่อมฉันไม่ ต้องการตาย และหม่อมฉันก็ไม่มีความผิด ไม่ควรถูกปลด”
องค์ประมุขโกรธนางแทบคลั่ง “เจ้า…ข้าว่าเจ้าชักกำเริบเสิบ สานไปแล้ว! คิดว่าเจ้ามีบุตรสาวที่ดีให้ท้ายเจ้า วาจาสามหาวอันใด ก็กล้าเอ่ย! แล้วก็ เจ้า…เจ้าอายุปูนนี้แล้ว! ยังโวยวายขอแยกทาง อะไร? หรือเจ้าแยกไปแล้วคิดจะแต่งงานใหม่?”
อวิ๋นเฟยกล่าว
“หม่อมฉันอายุปูนนี้แล้วอย่างไร? สตรีในวัยนี้ควรยอมรับ ชะตากรรมแล้วหรือ? ไม่สามารถมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเองได้หรือ? สตรี แยกทาง จำเป็นต้องหาบุรุษอื่นแต่งงานเท่านั้นหรือ? สตรีจำเป็น ต้องแต่งงานหรือ?”
องค์ประมุขถูกยิงคำถามจนไม่อาจแทรกวาจา
อวิ๋นเฟยกล่าวต่อ
“ชีวิตเหลืออยู่ไม่มากแล้ว ยังจะหมกมุ่นอันใด? ชราไม่เคารพ ชรา…ฝ่าบาทคิดกับหม่อมฉันเช่นนั้นหรือ?”
องค์ประมุขสำลักจนพูดไม่ออก
เขา เขาคิดเช่นนี้จริงๆ
อวิ๋นเฟยยิ้มอย่างเฉยเมย
“ฝ่าบาท หากท่านบอกหม่อมฉันเมื่อหลายสิบปีก่อน ว่าท่าน จะแต่งตั้งหม่อมฉันเป็นฮองเฮา หม่อมฉันจะตกลงอย่างแน่นอน และไม่เพียงแต่ตกลง ยังรู้สึกปลาบปลื้มซาบซึ้งใจ เพราะหม่อมฉัน ในเวลานั้น ชื่นชมในตัวฝ่าบาทและรอคอยฝ่าบาทตลอดมา”
หัวใจขององค์ประมุขกระตุกสั่นไหว
“แต่การชื่นชมและรอคอยเหล่านั้นได้ตายไปพร้อมกับหัวใจ ของหม่อมฉันแล้ว ฝ่าบาททราบหรือไม่ว่าสิ่งใดสำคัญที่สุด สำหรับ คนสองคนที่จะอยู่ด้วยกัน ฝ่าบาทคิดว่าเป็นความเชื่อใจ หรือ ความเสน่หา? หม่อมฉันไม่คิดว่าเป็นทั้งสอง”
อวิ๋นเฟยหยุดชะงัก จ้องมองเขาเนือยนิ่ง
“เป็นความเคารพ”
องค์ประมุขเป็นใบ้สนิท
อวิ๋นเฟยยกผ้าห่มหนังเสือ เดินลงไปคำนับ
“ฝ่าบาทค่อยๆ เดิน หม่อมฉันไม่ส่ง”
องค์ประมุขออกจากตำหนักจูเชวี่ยด้วยใบหน้ามืดมน
เขาคิดว่าอวิ๋นเฟยคงไม่ยกโทษให้เขาง่ายๆ แต่ไม่คาดคิดว่าอ วิ๋นเฟยจะกล่าวเช่นนั้นกับเขา ยายลูกหลานสามคน ยิ่งโกรธเขา มากขึ้นทีละคน!
ขันทีหวังส่ายหัว ตี้จีองค์โตและองค์หญิงหวั่นยังไม่ยอมกลับ มา อวิ๋นเฟยก็กำลังทะเลาะจะแยกทาง บุรุษเอ๋ยท่านจบสิ้นแล้ว ท่านจบสิ้น จบสิ้นแล้วจริงๆ!
…………………………………………
[1] นกตื่นธนู เปรียบเปรยถึงผู้ที่เคยผ่านเหตุการณ์เลวร้าย หลังจาก
นั้น เมื่อมีสิ่งใดกระทบเพียงเล็กน้อยก็ตื่นกลัวอย่างมาก