หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 359.1 ตั้งครรภ์ (1)
อวี๋หวั่นเดินเล่นอยู่ในสำนักสักพัก ทว่าสำนักนี้ใหญ่เหลือกิน ใหญ่ยิ่งกว่าจวนสกุลเห้อเหลียนทั้งสองฝั่งรวมกันเสียอีก อวี๋หวั่น เดินไปจนขาแทบหัก แต่ก็ไม่เห็นวี่แววของเจียงไห่
พวกเขาไม่อาจเดินเอ้อระเหยลอยชายตามหาเจียงไห่เช่นนี้ต่อ ไป ไม่อย่างนั้นพวกเขาก็คงต้องตามหาอีกนาน
กระนั้นก็ไม่สามารถถามไปตรงๆ ว่าเจ้าสำนักอยู่ที่ใด คงจะ อาจจะ เป็นไปได้ว่าจะไม่มีใครบอกคนนอกอย่างเธอ
อวี๋หวั่นลูบคาง เธอชักจะเริ่มสงสัยในชีวิตแล้ว
ทูตแห่งความมืดทั้งสองตามมาราวกับเงาตามตัวจนอวี๋หวั่น เริ่มรู้สึกรำคาญ
พวกเขาเดาไม่ออกว่าเป้าหมายของอวี๋หวั่นกับซิวหลัวคืออะไร เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ติดตามมาขวางหูขวางตาเช่นนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
อวี๋หวั่นหยุดฝีเท้าลง
ซิวหลัวก็หยุดฝีเท้าลงเช่นกัน
ทูตแห่งความมืดทั้งสองก็หยุดฝีเท้าลงเช่นกัน
อวี๋หวั่นหันหน้าไปแล้วพูดกับพวกเขาอย่างช่วยไม่ได้ว่า “บุรุษ ผู้อาจหาญทั้งสอง พวกเจ้าตามติดพวกข้ามาทั้งคืนไม่เหนื่อยบ้าง หรือ?”
ซิวหลัว: นั่นสิ ไม่เหนื่อยหรืออย่างไร!
ทูตแห่งความมืดทางซ้ายตอบว่า “ฮูหยินไม่เหนื่อย ข้าก็ไม่ เหนื่อย”
อวี๋หวั่นเป่าเส้นผม “แต่ข้าเห็นพวกเจ้าแล้วเหนื่อยใจ”
ซิวหลัว: เหนื่อยใจ!
ทูตแห่งความมืดทางขวาบอกว่า “ฮูหยินเดินต่อไปเถิด ไม่ต้อง สนใจพวกข้า”
“ข้าหิวแล้ว” อวี๋หวั่นบอก
ทั้งสองมุมปากกระตุก เอาอีกแล้ว แม่นางคนนี้ถ้าหากในหนึ่ง วันไม่หิวสักเจ็ดแปดครั้งไม่ได้เลยใช่ไหม?
ทูตแห่งความมืดทางขวาพูดต่อ “เช่นนั้นฮูหยินก็กลับเรือน ใน ครัวมีคนทำอาหารให้”
อวี๋หวั่นตอบอย่างเกียจคร้านว่า “ข้าหิวจะแย่อยู่แล้ว เดินไม่ ไหวแล้ว พวกเจ้าไปหาของกินมาให้หน่อยสิ กินอื่มแล้วข้าถึงจะมี แรงเดินกลับเรือน”
ทั้งสองมุมปากกระตุก ความสามารถในการพูดจาส่งเดชหน้า ตายเช่นนี้ หากแม่นางผู้นี้เป็นที่สอง เกรงว่าคงจะไม่มีผู้ใดกล้าขึ้น เป็นที่หนึ่งแล้ว พวกเขาไม่สามารถทำอะไรกับเธอได้ เรื่องบางเรื่อง พวกเขาอาจเลือกปฏิเสธ แต่เรื่องอาหารการกินเครื่องนุ่งห่ม พวก เขาจะปฏิเสธก็คงไม่เหมาะนัก
ระหว่างทั้งสองฝ่ายมีเส้นกำหนด หากไม่ลํ้าเส้นกัน เธอก็คือฮู หยิน พวกเขาก็คือบ่าว
“ฮูหยินอยากกินอะไรหรือขอรับ” ในที่สุดทั้งสองก็ยอม ประนีประนอมด้วย ทูตแห่งความมืดทางขวาตัดสินใจไปยกอาหาร มาให้อวี๋หวั่น
แน่นอนว่าอวี๋หวั่นย่อมต้องเลือกอาหารที่ขั้นตอนการปรุงซับ ซ้อน “ก้วนทังเปาหนึ่งเข่ง เนื้อตุ๋นนํ้าแดงหนึ่งชาม กระดูกสันหลัง แพะหนึ่งหม้อ”
ทูตแห่งความมืดทางขวาบอกว่า “มากขนาดนี้เชียวหรือ เกรง ว่าคงจะยกมาไม่หมด”
ทั้งเข่งทั้งหม้อ เห็นทีคงต้องสร้างห้องครัวให้แล้วกระมัง!!
อวี๋หวั่นเลิกคิ้ว “แม้แต่ก้อนหินที่หนักนับร้อยจินเจ้ายังยกไหว กับข้าวแค่ไม่กี่อย่างจะยกไม่ไหวเชียวหรือ อย่ามาหลอกกันเสียให้ ยาก”
ซิวหลัวถลึงตาใส่พวกเขา ใช่แล้ว! อย่ามาหลอกกันเสียให้ยาก!
ทูตแห่งความมืดทางขวาจึงเดินไปยังห้องครัวอย่างจนปัญญา
ครั้นอยู่ในเผ่า เขาได้ยินเรื่องราวของฮูหยินผู้นี้มาไม่น้อย ว่า นางเป็นคนที่ใครได้ยินชื่อก็ต้องหน้าถอดสี เดิมทีเขาก็เชื่อครึ่งไม่ เชื่อครึ่ง ทว่าบัดนี้ได้เห็นเป็นประจักษ์แล้ว คนในเผ่าไม่ได้หลอก เขาจริงๆ นางเอาใจยากเหลือเกิน!
เมื่อเพื่อนไปแล้ว ทูตแห่งความมืดทางซ้ายก็เหลือตัวคนเดียว
อวี๋หวั่นเดินไปอีกสามสี่ก้าว สายตาก็เบนมาแล้วถามเขาว่า “ห้องนํ้าอยู่ไหนหรือ?”
เจ้าเป็นสตรี มาถามบุรุษว่าห้องนํ้าอยู่ที่ไหนเช่นนี้จะดีหรือ?
เขาชี้นิ้วออกไป “อยู่นั่น”
อวี๋หวั่นมองออกไป อยู่ไม่ไกล แต่ถึงอย่างนั้นสลัดหลุดไปสัก คนก็ยังดี
“เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่แหละ ประเดี๋ยวข้ากลับมา” อวี๋หวั่นบอก
เขาเดินตามไป “ข้าน้อยได้รับคำสั่งมาให้อารักขาฮูหยิน จะ ออกห่างจากฮูหยินไม่ได้”
อวี๋หวั่นหัวเราะเบาๆ “สำนักเฟยอวี๋ป่าเถื่อนจนคิดว่าข้าคงโดน จับกินกระมัง? ข้าว่าเจ้ากำลังจับตามองข้าเสียมากกว่า”
เขาตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “แล้วแต่ฮูหยินจะคิด”
“ได้ เช่นนั้นเจ้าก็ตามข้ามา”
พูดจบ อวี๋หวั่นก็เดินไปโดยไม่หันหลังกลับมามอง
“หึ!” ซิวหลัวมองค้อนทูตแห่งความมืด จากนั้นก็เดินไปอย่าง ผึ่งผาย
ทูตแห่งความมืดเดินตามทั้งสองไปถึงห้องนํ้า
ห้องนํ้าที่นี่ใหญ่เหลือเกิน กว้างขวางราวกับเป็นเรือนหลังหนึ่ง
หากไม่รู้ก็คงคิดว่าเป็นเรือนหรู
อวี๋หวั่นหยุดฝีเท้าหน้าประตู แล้วหันไปบอกว่า “ตอนนี้เจ้า คงจะไม่ตามข้าเข้ามาแล้วกระมัง? หลังจากนี้ถ้าหากข้าอาบนํ้า พวกเจ้าก็คงจะต้องมายืนเฝ้าด้วยสินะ? นายเจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าทำ เช่นนี้กับฮูหยินของเขา?”
ทูตแห่งความมืดหน้าแดงกํ่าในทันใด
คำพูดเหลวไหลเช่นนี้ นางกล้าพูดออกมาด้วยรึ?
เขาไม่คิดจะตามเข้าไปตั้งแต่แรกแล้ว อย่างไรเสียที่นี่ก็แขวน ป้ายเอาไว้ ศิษย์หญิงเท่านั้นที่จะสามารถเข้าไปได้ เขาเป็นบุรุษอก สามศอก จะเข้าไปได้อย่างไร?
“ข้าจะรอฮูหยินอยู่ที่นี่” ทูตแห่งความมืดก้มหน้า สายตาของ เขายังคงแน่วแน่
อวี๋หวั่นบอกกับซิวหลัวว่า “ซิวหลัว ดูเขาไว้ ข้ากังวลเหลือเกิน ว่าเขาจะเข้าไปแอบดูร่างกายอันงดงามของข้า!”
ทูตแห่งความมืดโมโหจนมุมปากกระตุกไม่หยุด ใครจะไปแอบ ดูเจ้า!!!
ซิวหลัวก้าวไปด้านหน้า เพื่อขวางหน้าเขาไว้
ทูตแห่งความมืดคร้านจะสนใจซิวหลัว เขาหันหลัง กอดกระบี่ ไว้แน่น แล้วรอคอยด้วยความอดทนที่มีจำกัด
อวี๋หวั่นเดินเข้าไปในเรือน
แน่นอนว่าเธอไม่ได้มาปลดทุกข์ แต่มาสืบข้อมูล เธอพกเงิน ติดตัว เมื่อมีเงินแล้วจะทำอะไรก็ได้ ไม่แน่ว่าเธออาจได้พบคนที่ เห็นเงินแล้วตาลุกวาวสักคนสองคนก็เป็นได้
ความจริงเป็นประจักษ์แล้วว่าโชคก็เข้าข้างเธอเช่นกัน
เธอเดินผ่านห้องซึ่งมีศิษย์หญิงแต่งตัวกันอยู่ เธอได้ยินเสียง อันคุ้นเคย ต้องบอกว่าในสำนักนี้มีลูกหลานชาวหนานจ้าวอยู่ไม่ น้อย เธอจึงได้ยินภาษาหนานจ้าวเป็นครั้งคราว
เสียงของพวกนางนั้นเหมือนกับศิษย์หญิงที่ตะโกนเรียกเจ้า สำนักเหลือเกิน
อวี๋หวั่นเหลือบมองเข้าไปด้านใน เป็นดังคาด เป็นไฉ่เยี่ยนและ ไฉ่อวี้ที่เธอพบก่อนหน้านี้
ไฉ่อวี้ปลดผ้าคาดเอวออก แล้วคาดไปใหม่เพื่อให้แน่นกว่าเดิม เพื่อให้เอวของนางแลดูเล็กลง แต่กระนั้นก็แทบหายใจไม่ออก “อึดอัดจะตายอยู่แล้ว! แต่เพื่อเจ้าสำนักน้อย ข้าทำได้!”
เพื่อเจียงไห่อีกแล้วหรือ?!
อวี๋หวั่นตาเบิกโพลง
ไฉ่เยี่ยนมองกระจก จิ้มลงบนชาด และค่อยๆ ถูเบาๆ “เจ้าอย่า ทำพลาดซะละ ไม่เช่นนั้นพวกเราคงไปเสียเที่ยว”
ไฉ่อวี้แค่นเสียงหึ “ไม่มีทาง! ข้าได้ยินอาจารย์บอกกับหู! เจ้า สำนักน้อยไปท่องทะเลสาบชมจันทราพร้อมกับเจ้าสำนัก อาจารย์
ก็ไป! อีกประเดี๋ยวพวกเราไปไหว้อาจารย์ อาจารย์ก็จะเรียกพวกเรา ขึ้นเรือ แล้วในตอนนั้นพวกเราก็จะได้พบกับเจ้าสำนักน้อย!”
ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะมีโอกาสเจอเจียงไห่แล้ว
อวี๋หวั่นลูบคาง และตัดสินใจหาวิธีตามพวกนางไป
อวี๋หวั่นไม่มีวรยุทธ์ แต่รอบตัวมีแต่ยอดผีมือ เธอจึงรู้วิธี ซ่อนกลิ่นอายของตน
อวี๋หวั่นเดินออกมาโดยซ่อนกลิ่นอายเอาไว้
กระนั้นซิวหลัวก็สามารถสัมผัสถึงกลิ่นอายของเธอได้ทันใด
อวี๋หวั่นส่งสายตาให้ซิวหลัว
ซิวหลัวเข้าใจในทันใด เขาใช้ร่างสูงใหญ่บดบังเส้นสายตาของ ทูตแห่งความมืดเสียสนิท
อวี๋หวั่นเดินตามทั้งสองไปยังทางเล็กสายหนึ่ง
ระหว่างทาง ทั้งสองก็กำลังมีความสุขกับการจะได้พบเจ้า สำนักน้อย มิได้สังเกตว่าด้านหลังมีผู้ใดติดตามมา จนกระทั่งเข้า ใกล้ทะเลสาบ อวี๋หวั่นกลั้นจามไม่ไหว พวกนางจึงรู้ตัว
“ใครน่ะ?!” ทั้งสองจับกระบี่ขึ้นพร้อมกัน
“ฮัดชิ่ว!” อวี๋หวั่นจามอีกครั้งหนึ่ง เธอได้เปิดเผยตัวตนเป็นที่ เรียบร้อย
ดึกดื่นป่านนี้ ใครมานึกถึงเธอกัน? ทำให้เธอจามไม่หยุด จะ ตามพวกนางเงียบๆ ก็ทำไม่ได้
“สวัสดีศิษย์พี่หญิงทั้งสอง” ในเมื่อซ่อนตัวไม่ได้อีกต่อไป อวี๋ หวั่นจึงเดินออกมาอย่างสง่าผ่าเผย
“เป็นเจ้า?” ไฉ่เยี่ยนจำอวี๋หวั่นได้ นี่ไม่ใช่เด็กที่บอกว่าพวกนาง ส่งเสียงดังตอนที่ท่านเจ้าสำนักน้อยกลับมาหรอกหรือ?
อวี๋หวั่นแค่นเสียงหัวเราะ “ศิษย์พี่หญิงไฉ่เยี่ยนจำข้าได้ด้วย หรือ?”
“ศิษย์พี่หญิง นางเป็นใครกัน?” ไฉ่อวี้ถาม
“แขกที่มาพักน่ะสิ! ที่เมื่อครู่มาดูเจ้าสำนักน้อย!” ไฉ่เยี่ยน ตอบด้วยความรังเกียจ
แม้ปากจะบอกว่ารังเกียจ แต่เมื่อเห็นรูปร่างหน้าตาของอวี๋ หวั่นชัดๆ แล้ว นางถึงกับลอบหายใจเข้าเฮือกหนึ่ง เมื่อครู่คิดแต่จะ เรียกร้องความสนใจจากเจ้าสำนักน้อย จนลืมสังเกตแขกคนนี้ไป เสียสนิท นางงดงามเสียจนศิษย์หญิงในสำนักดูหม่นหมองไปเมื่อ อยู่ต่อหน้านาง
โชคดีที่เจ้าสำนักน้อยไม่แม้แต่จะมองเหล่าศิษย์หญิง มิเช่น นั้นลำพังรูปร่างหน้าตาของนาง เจ้าสำนักน้อยมองเพียงปราด เดียวก็คงตราตรึงในใจไม่รู้ลืม
ไฉ่เยี่ยนคิดได้ ไฉ่อวี้ก็คิดได้เช่นเดียวกัน
ไฉ่อวี้ดึงไฉ่เยี่ยนไปด้านข้าง แล้วกระซิบว่า “ศิษย์พี่ นาง งดงามถึงเพียงนี้ อีกประเดี๋ยวเจ้าสำนักน้อยเห็นนางย่อมต้อง ถูกใจนาง พวกเราห้ามให้เจ้าสำนักน้อยเห็นนางเป็นอันขาด”
ไฉ่เยี่ยนก็คิดเช่นนั้น
ไม่ใช่ศิษย์หญิงจากสำนัก ยังจะกล้ามาแย่งเจ้าสำนักน้อยไป อีกหรือ?
ไฉ่เยี่ยนข่มขู่ว่า “ไม่ว่าเจ้าตามพวกข้ามาด้วยเหตุผลใด ข้าขอ เตือนเจ้าว่าให้รีบกลับไปเสีย มิเช่นนั้นอย่ามาโทษข้ากับไฉ่อวี้ว่าไม่ เกรงใจก็แล้วกัน!”
อวี๋หวั่นร้อง ‘โอ้’ ออกมา “ศิษย์หญิงสำนักเฟยอวี๋ก็ดุดันถึง เพียงนี้เชียวหรือ? ยังไม่ทันถามข้าเลยว่ามาทำอะไร ก็ไม่เกรงใจข้า เสียแล้ว กฎสำนักของพวกเจ้าบอกไว้หรือว่าห้ามออกมาเดิน เล่น?”
“เจ้า…” ไฉ่อวี้เดือดดาล “เห็นชัดๆ ว่าเจ้าตามพวกข้ามา!”
อวี๋หวั่นตอบอย่างปราศจากความอับอาย “ข้าก็เพียงบังเอิญ เดินมาทางเดียวกับพวกเจ้า”
ไฉ่อวี้ขมวดคิ้ว “เหลวไหล! พวกข้าจะไปรอเจ้าสำนักน้อยริม ทะเลสาบ!”
อวี๋หวั่นยักไหล่ “บังเอิญเสียจริง ข้าก็เหมือนกัน!”
ไฉ่อวี้ยกดาบขึ้นชี้หน้าอวี๋หวั่น “เจ้าเป็นใคร มีคุณสมบัติใดที่ จะไปรอเจ้าสำนักน้อยของพวกข้า?!”
อวี๋หวั่นลูบคาง “สัญญาขายตัวของเขาก็อยู่ที่ข้า ถ้าข้าไม่มี คุณสมบัติที่จะไปรอเขา พวกเจ้าก็ไม่มียิ่งกว่า!”
ไฉ่อวี้เดือดดาล “นางบ้า! ถ้ายังพูดจาเหลวไหลอีก ข้าจะตบ ปากเจ้า!”
“ดึกดื่นป่านนี้ เอะอะอะไรกัน?”
นํ้าเสียงเกรี้ยวกราดดังขึ้นด้านหลังพวกเขา
สตรีวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่าอาจารย์อาเดินเข้ามา มองทั้ง สามด้วยสีหน้าขึงขัง สายตาชะงักที่อวี๋หวั่นชั่วขณะหนึ่ง จากนั้นก็ มองไปยังไฉ่เยี่ยนและไฉ่อวี้ “เป็นถึงลูกศิษย์ในสำนัก ไม่รู้หรือว่าไม่ ควรส่งเสียงโหวกเหวกโวยวายในสำนัก?”
“ศิษย์สำนึกผิดแล้ว” ไฉ่เยี่ยนบอก
ไฉ่อวี้เอ่ยขึ้นด้วยความน้อยใจว่า “เป็นนางที่สะกดรอยตามพ วกข้ามาก่อน นางทำตัวลับๆ ล่อๆ ใครจะไปรู้เล่าว่านางจะทำอะไร นางยังพูดจาล่วงเกินเจ้าสำนักน้อย ข้ากับศิษย์พี่จำต้องสั่งสอน นาง!”
สตรีวัยกลางคนตำหนินางว่า “ผู้มาเยือนเป็นแขก นี่เป็นกิริยา มารยาทที่เจ้าใช้ต้อนรับแขกหรือ?”
บทที่ 359.2 ตั้งครรภ์ (2)
ไฉ่อวี้ไม่กล้าส่งเสียง
สตรีวัยกลางคนกล่าวว่า “เรือมาแล้ว อาจารย์ของพวกเจ้าอยู่ บนเรือ ตามข้าขึ้นเรือมา!”
ทั้งสองพลันดีใจ!
อาจารย์อาพาพวกนางขึ้นเรือ ดีเสียยิ่งกระไร!
ทั้งสองเดินไปยังด้านข้างของสตรีวัยกลางคนด้วยความปลื้ม ปีติ
สตรีวัยกลางคนกล่าวว่า “ฮูหยิน นี่ก็ดึกมากแล้ว กลับไปพัก ผ่อนเถิด”
“เรื่องนั้น…” อวี๋หวั่นครุ่นคิด แล้วเอ่ยขึ้นว่า “ข้าขึ้นไปบนเรือ กับพวกท่านได้ไหม?”
สตรีวัยกลางคนมองไปยังเธอด้วยความเคลือบแคลงใจ
อวี๋หวั่นบอกว่า “ข้าเป็นเพื่อนของเจ้าสำนักน้อยของพวกท่าน ข้าอยากพบเขา”
ไฉ่อวี้แค่นเสียง ‘หึ’ ในทันใด “อาจารย์อาท่านอย่าไปเชื่อนาง! เมื่อครู่นางบอกว่านางมีสัญญาขายตัวของเจ้าสำนักน้อย! ครั้งนี้ ยังจะมาบอกอีกว่าเป็นเพื่อนของเจ้าสำนักน้อย! ข้าว่านางได้แต่ พูดจาเหลวไหล ไม่มีเรื่องจริงสักเรื่องหรอก!”
อวี๋หวั่นเหนื่อยใจเหลือเกิน สิ่งที่เธอพูดออกไปล้วนเป็นความ จริง จริงแท้แน่นอน!
แน่นอนว่าสตรีวัยกลางคนย่อมไม่เชื่อคำพูดของอวี๋หวั่น สำ นักเฟยอวี๋เป็นสำนักอันดับหนึ่งในใต้หล้า ผู้ที่อยากประจบเจ้า สำนักน้อยมีมากมายราวกับเหล่ามัจฉาในสายนํ้า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ นางได้ยินคำพูดเหลวไหลเช่นนี้
เพียงแต่น่าเสียดายใบหน้างามล่มเมืองนี้ หากไม่รู้ก็คงคิดว่า เป็นพระธิดาของกษัตริย์ ทั้งที่จริงแล้วเป็นเพียงจอมหลอกลวงใน ยุทธภพ
อย่างไรก็ดี เจ้าสำนักมีใจโอบอ้อมอารี เป็นมิตรต่อคนในใต้ หล้า นางไม่อาจทำให้เจ้าสำนักขายหน้า จึงพูดกับอวี๋หวั่นด้วยท่าที ที่นับว่าเกรงอกเกรงใจ “ฮูหยินได้โปรดกลับไปก่อน หาเจ้าสำนัก ต้องการพบ ย่อมต้องแจ้งกับพวกข้า”
ความหมายโดยนัยก็คือ จะไม่พาอวี๋หวั่นขึ้นเรือ
อวี๋หวั่นรู้สึกผิดหวัง จึงบอกไปว่า “เช่นนั้นรบกวนท่านไปบอก เขาว่าอาหวั่นมาหา”
สตรีวัยกลางคนมิได้ปฏิเสธหรือตอบรับ นางมองอวี๋หวั่น จาก นั้นก็พาทั้งสองเดินจากไป
ไฉ่อวี้กระซิบถามว่า “อาจารย์อา ท่านจะนำคำพูดของนางไป แจ้งหรือไม่เจ้าคะ?”
สตรีวัยกลางคนยังคงลังเล คำพูดเพียงประโยคเดียว แต่นาง
ไม่รู้ว่าควรนำไปแจ้งหรือไม่
นางคิดว่าจะไปถามเจ้าสำนักน้อยว่ารู้จักสตรีที่ชื่ออาหวั่นหรือ ไม่ ถ้าเจ้าสำนักน้อยรู้จัก ค่อยบอกเขาก็ยังไม่สาย แต่ถ้าไม่รู้จัก ก็ ทำเป็นว่านางไม่เคยพบกับคนโกหกเช่นนั้้นมาก่อน
อวี๋หวั่นมองไปยังเรือลำขนาดมหึมาซึ่งกำลังจะจอดเทียบท่า กระนั้นก็เป็นเพราะการอารักขาที่เข้มงวด เธอจึงไม่อาจเข้าใกล้เรือ ได้
เธอไม่เคยคิดเลยว่าการพบหน้าเจียงไห่นั้นยากถึงเพียงนี้
เพียงแต่หวังว่าอาจารย์อาผู้นั้นจะใจดี นำคำพูดไปบอกกับเขา
ถ้าหากเจียงไห่รู้ว่าเธอมา ก็ต้องพลิกสำนักตามหาเธออย่าง แน่นอน
สตรีวัยกลางคนพาไฉ่อวี้กับไฉ่เยี่ยนขึ้นเรือ
นางเดินเข้าไปในห้องหรูหราห้องหนึ่ง ยกมือขึ้นคำนับผู้ที่นั่ง อยู่ “เหลี่ยวเฉินคำนับเจ้าสำนัก เจ้าสำนักน้อย ศิษย์พี่ทั้งสอง ส่วน ท่านนี้คือ…”
นางมองไปยังใบหน้าไม่คุ้นเคยด้วยสายตาประหลาดใจ คน หนึ่งคือผู้เฒ่าอายุอานามใกล้เคียงกับเจ้าสำนัก อีก
คนหนึ่งคือคุณหนูผู้งดงามดุจบุปผาชาติ
คุณหนูผู้นี้สวมผ้าคลุมหน้า รูปร่างอรชร ท่วงท่างดงาม
สตรีวัยกลางคนมองปราดเดียวก็รู้ว่าการท่องทะเลสาบในวัน
นี้คือการดูตัว จัดขึ้นเพื่อให้เจ้าสำนักน้อยกับคุณหนูท่านนี้ได้พบ กัน
เจ้าสำนักกล่าวว่า “ท่านนี้คือหัวหน้าเผ่าเว่ยจากเผ่าชิวซาน นี่ คือคุณหนูเว่ย”
เผ่าชิวซานเป็นเผ่าเล็กๆ ใกล้กับเผ่าปีศาจ ทำเหมืองเกลือ ราษฎรมั่งคั่งรํ่ารวย
เมื่อเห็นท่าทางยิ้มแย้มของเจ้าสำนักแล้ว ชัดเจนว่าเจ้าสำนัก ย่อมมีความคาดหวังที่จะเกี่ยวดองกับพวกเขาอย่างเปี่ยมล้น
หลังจากนั้น คุณหนูเว่ยผู้นี้ก็จะกลายเป็นฮูหยินน้อยของพวก เขา ต่อหน้าฮูหยินน้อยจะให้ถามเจ้าสำนักน้อยว่ารู้จักสตรีที่ชื่ออา หวั่นหรือไม่ จะไม่เท่ากับเป็นการทำลายการแต่งงานของพวกเขา หรอกหรือ?
เหลี่ยวเฉินลอบถอนหายใจ ขอโทษด้วยฮูหยิน ข้าไม่สามารถ พูดออกไปได้
สุดท้ายแล้วอวี๋หวั่นก็ไม่ได้รอเจียงไห่
ทูตแห่งความมืดซึ่งไปยกอาหารกลับมาแล้ว “ฮูหยิน นี่คือเนื้อ ตุ๋นนํ้าแดง สันหลังแพะ และก้วนทังเปา”
อวี๋หวั่นกินเข้าไปสองคำ จากนั้นก็เดินกลับเรือนไป
เธอวางแผนว่าจะแกล้งป่วย จากนั้นก็พักอยู่ที่นี่สักสองสาม วัน ไม่เช่นนั้นหากคลาดกับเจียงไห่ ก็คงพลาดโอกาสหลบหนีเพียง
ครั้งเดียว
น่าเสียดายที่บุรุษชุดดำไม่ไว้หน้าเธอเอาเสียเลย เขาริบของ ของเธอไว้ ใช้แส้ซิวหลัวมัดซิวหลัวเอาไว้ แล้วจับทั้งสองยังใส่รถม้า
อวี๋หวั่นโมโหจนอยากจับเขาทุ่มให้รู้แล้วรู้รอด!
บุรุษชุดดำควบม้ามาด้านข้าง แล้วเอ่ยขึ้นว่า “ฮูหยินจะร้อง ก็ได้ จะเสียงดังเท่าไรก็ได้ อย่างไรเสียข้าก็บอกคนในสำนักไว้แล้ว ว่าฮูหยินสติวิปลาส”
อวี๋หวั่นกัดฟันกรอด เขาตัดทางหนีทีรอดสุดท้ายของเธอแล้ว! เจ้าคนโฉดชั่ว!
เธอไม่คุ้นเคยกับที่นี่ จะร้องแร่แห่กระเชอไปก็ไม่มีใครช่วย และคงไม่มีใครนำเรื่องของคนวิปลาสไปรายงานต่อเจ้าสำนักน้อย ด้วย
เธอจะถูกจับกลับไปยังเผ่าปีศาจจริงๆ หรือ?
“นี่ พวกเจ้าช้าหน่อยสิ! ระวังของของคุณชาย!”
“ไม่เป็นไรหรอก ทำจากไม้ทั้งนั้น ตกไปก็ไม่แตก”
เสียงอันนุ่มนวลและคุ้นเคยนี้…
อวี๋หวั่นเลิกม่านทันใด!
“หวั่นเฟิง!!! ”
บุรุษหนุ่มซึ่งอยู่บนหลังม้ากระตุกบังเหียนในทันใด เขาหันมา ด้วยสีหน้างุนงง มองไปยังทิศทางของรถม้าที่เพิ่งสวนกับตนไป
“ท่านพี่หวั่น?”
บุรุษชุดดำสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล เขารีบ เข้าไป หมายสกัดจุดของอวี๋หวั่น ทว่าช้าไปหนึ่งก้าว อวี๋หวั่นตะโกน ว่า “ข้าถูกจับ!”
หวั่นเฟิงนัยน์ตากระตุกวูบ “หยุดพวกเขาไว้!”
ประตูสำนักที่เปิดอ้าถูกลูกศิษย์ในสำนักปิดลงทันใด ลูกศิษย์ กลุ่มใหญ่กรูกันเข้ามาล้อมรถม้าไว้ในเวลาชั่วพริบตา!
บุรุษชุดดำขมวดคิ้ว
หวั่นเฟิงควบม้าเข้ามา!
บุรุษชุดดำหยุดเขาไว้ “ฮูหยินของพวกข้านั่งอยู่ด้านใน คุณชายโปรดอย่าล่วงเกิน”
หวั่นเฟิงท่าทางงามสง่าเปี่ยมพลัง นัยน์ตาเย็นชา “ฮูหยินของ พวกเจ้าอะไรกัน? ข้าไม่รู้จักพวกเจ้าด้วยซํ้า! เหตุ
ใดท่านพี่หวั่นของข้าจึงกลายเป็นฮูหยินของพวกเจ้าไปได้! ถอยไป!”
หลังจากที่เขาแผดเสียงตวาด ลูกศิษย์ในสำนักต่างก็ชักกระบี่ ออกมา
หวั่นเฟิงพลิกตัวลงจากหลังม้า เดินอ้อมไปยังบุรุษชุดดำ แล้ว เข้าไปพยุงอวี๋หวั่นมา
“มีซิวหลัวด้วย” อวี๋หวั่นมองไปยังรถม้าอีกคันหนึ่ง
หวั่นเฟิงส่งสัญญาณมือให้เหล่าลูกศิษย์ พวกเขาพุ่งไปยังรถ ม้า แล้วช่วยซิวหลัวออกมา
ทันใดนั้นจิตสังหารของทูตแห่งความมืดก็พลุ่งพล่าน
บุรุษชุดดำส่งสัญญาณมือเพื่อบอกให้พวกเขาใจเย็นก่อน จาก นั้นก็มองไปยังทิศทางที่เจ้าสำนักเดินเข้ามา “เจ้าสำนักมาได้ จังหวะพอดี ไม่รู้ว่าคุณชายท่านนี้คือผู้ใด อยู่ๆ ก็มายื้อยุดฉุดกระ ชากฮูหยินของเผ่าปีศาจ”
เจ้าสำนักอายุย่างหกสิบปีทว่าสติสัมปชัญญะยังคงปราด เปรื่องสาวเท้าเข้ามา ยกมือขึ้นประสาน คำนับบุรุษชุดดำ “ผู้ พิทักษ์จูเก๋อ นี่คือหวั่นเฟิงหลานชายของข้า ใช้ชีวิตอยู่ในหนานจ้าว มาโดยตลอด เพิ่งกลับสำนักมาเป็นครั้งแรก หากเขาล่วงเกินท่าน ได้โปรดให้อภัยด้วย”
พูดจบ เจ้าสำนักก็หันไปหาหวั่นเฟิง “เฟิงเอ๋อร์ ยังไม่คืนฮูหยิน ให้ผู้พิทักษ์จูเก๋ออีก!”
หวั่นเฟิงมีสีหน้าจริงจัง “ท่านตาขอรับ! นางไม่ใช่ฮูหยินของ พวกเขา!”
เจ้าสำนักสีหน้าถมึงทึงในทันใด “อย่าพูดจาเหลวไหล!”
หวั่นเฟิงเอ่ยขึ้นอย่างร้อนรน “นางไม่ใช่ฮูหยินของพวกเขา จริงๆ นะขอรับ! นางมีสามีแล้ว! นางจะไปเป็นฮูหยินของเผ่าปีศาจ ได้อย่างไรกัน?”
บุรุษชุดดำรู้ว่าตี้จีองค์โตแต่งงานไปแล้วครั้งหนึ่ง เพราะ
ฉะนั้นเมื่อได้ยินหวั่นเฟิงพูดเช่นนี้ เขาจึงมิได้ตกใจแม้แต่น้อย เพียงแต่คุณชายน้อยผู้นี้ดูคล้ายกับว่าจะรู้จักกับฮูหยินมานาน เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายของเขาเหลือเกิน
บุรุษชุดดำมองไปยังเจ้าสำนัก หวังว่าผู้เฒ่าจะไม่เลอะเลือน เสียจนคิดเป็นศัตรูกับเผ่าปีศาจ
ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เจ้าสำนักไม่มีทางตั้งตัวเป็นอริ กับเผ่าปีศาจโดยเด็ดขาด
เขากล่าวกับหวั่นเฟิงว่า “นี่เป็นเรื่องในครอบครัวของผู้อื่น เจ้า ไม่ต้องมาข้องเกี่ยว! ปล่อยฮูหยินบัดเดี๋ยวนี้!”
“ข้าไม่ปล่อย!” หวั่นเฟิงมายืนขวางหน้าอวี๋หวั่นไว้ “หากจะจับ นางไป ก็ข้ามศพข้าไปก่อน!”
เจ้าสำนักระเบิดโทสะ “นางเป็นใคร เจ้าถึงต้องปกป้องเช่น นี้?!”
“นางเป็นภรรยาของข้า! ข้าเป็นสามีของนาง!” ด้วยความ ร้อนรน หวั่นเฟิงจึงพาตนเองเข้าไปข้องเกี่ยวด้วยเสียแล้ว
อวี๋หวั่นสำลัก
เฟิงเฟิงเอ๋ย คนอื่นเขาพูดเล่นกันอย่างนี้หรือ…
“เจ้า…” เจ้าสำนักโมโหจนแทบลมจับ “ไฉนข้าจึงไม่เคยได้ยิน น้าของเจ้าบอกเลยว่าเจ้าแต่งงานแล้ว?”
หวั่นเฟิงเหยียดหลังตรง “เป็นเพราะเขาไม่พูด!”
บุรุษชุดดำหัวเราะอย่างเย็นชา “คุณชายหวั่นเฟิง ไม่ต้อง พยายามแล้ว ท่านตาของเจ้าไม่ตั้งตัวเป็นอริกับเผ่าปีศาจเพื่อสตรี เพียงคนเดียวหรอก ข้าขอเตือนเจ้าให้จับคนมัดแต่โดยดี ไม่เช่น นั้นอีกประเดี๋ยวท่านตาของเจ้าลงไม้ลงมือขึ้นมา ข้าไม่รับประกัน ว่าเจ้าจะกลับไปมีสภาพสมบูรณ์”
เขากำลังข่มขู่ให้เจ้าสำนักพาหวั่นเฟิงออกไป
เจ้าสำนักมีโทสะ เขาจะปิดประตูสั่งสอนหลานของเขาอย่างไร ย่อมมิใช่เรื่องของคนนอก กระนั้นสิ่งที่ผู้พิทักษ์จูเก๋อกล่าวก็ถูก ต้อง พวกเขาไม่อาจล่วงเกินเผ่าปีศาจ อย่างน้อยก็ไม่อาจล่วงเกิน เผ่าปีศาจเพียงเพื่อสตรีเพียงคนเดียว
ต่อให้นางเป็นคนในใจของหลานชายของเขา เช่นนั้นก็คงต้อง ปล่อยให้หลานชายทนความเจ็บปวดกระมัง
เจ้าสำนักพยักเพยิดให้ลูกศิษย์ “พวกเจ้าพาคุณชายน้อยกลับ เรือน”
พวกเขาเข้ามาลากหวั่นเฟิงออกไป
อวี๋หวั่นความคิดโลดแล่นในทันใด “ช้าก่อน! ข้าตั้งครรภ์! หาก ท่านส่งข้าให้เผ่าปีศาจ ท่านจะต้องเสียใจ!”
หวั่นเฟิงพูดตามนํ้าอย่างมีไหวพริบ “ใช่แล้ว! นางตั้งครรภ์! ตั้งครรภ์เหลนของท่าน! ท่านจะส่งเหลนให้คนอื่นไปไม่ได้!”
ความสามารถในการแสดงของทั้งสองยํ่าแย่เสียจนไม่อาจทน ดูได้
อวี๋หวั่นยังคงสำแดงฝีมือในการแสดงที่เก่งกาจพอๆ กับความ สามารถฝีมือในการทำอาหารของเธอ “ขะ…ข้าจับชีพจรแล้วถึง บอกท่าน!”
แน่ใจหรือว่าตั้งครรภ์จริงๆ? ไม่ใช่แค่ท้องอืด?
บุรุษชุดดำหัวเราะร่วน
แน่นอนว่าเจ้าสำนักย่อมมองออกว่าทั้งสองเพียงแค่เล่น ละครตบตา
เอาเถอะ เขาจะเปิดโปงความจริงเอง เจ้าเด็กนี่จะได้รู้จักสงบ ปากสงบคำ แล้วกลับเรือนไปกับเขาแต่โดยดี!
“เรียกหมอใหญ่มา!”
“ขอรับ!”
อวี๋หวั่นตกใจ ไม่ได้สิ เร็วขนาดนี้เลยหรือ?
อย่างน้อยก็ให้เวลาเธอสักครึ่งชั่วยาม
เธอจะได้กลับไปกินยา!!!
อวี๋หวั่นรู้สึกประหนึ่งฟ้าจะถล่มลงมา
หมอใหญ่รุดรีบมาอย่างรวดเร็ว
อวี๋หวั่นยอมรับโชคชะตา ยื่นแขนให้หมอ
หมอจับชีพจรของอวี๋หวั่น จากนั้นก็หันไปประสานมือให้เจ้า สำนัก พร้อมกับกล่าวว่า
“ยินดีด้วยขอรับเจ้าสำนัก
ฮูหยินน้อยตั้งครรภ์แล้ว!”
อวี๋หวั่น “…”
เจ้าสำนัก “…”
หวั่นเฟิง “…”