หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 362.1 ยอดฝีมือแห่งเผ่าปีศาจ (1)
ณ ทุ่งอันเวิ้งว้างไร้ที่สิ้นสุด รถม้าหลายคันหยุดลง คนกลุ่ม หนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางฝุ่นตลบอบอวล
ในบรรดาพวกเขาแบ่งเป็นนักบวชผู้ยิ่งใหญ่แห่งเผ่าปีศาจ ทูต แห่งแสงสว่าง และอาเว่ยจอมวายร้าย
แสงแดดแผดเผา ด้านในรถม้าร้อนระอุ
เยี่ยนจิ่วเฉาไม่อาจทนต่อความอบอ้าวในรถได้เช่นกัน อิ่งลิ่ว จึงพยุงเขาลงจากรถ
อิ่งสือซันกางร่มให้ด้วยความเป็นห่วง หลังจากนั้นก็มองไปยัง อาม่าและคนอื่นๆ “ไม่ได้บอกหรอกหรือว่าเผ่าปีศาจทิวทัศน์ งดงาม ผู้คนปราดเปรื่อง? พวกเรามาอยู่ที่ทะเลทรายเช่นนี้ได้ อย่างไร?”
ผู้คนปราดเปรื่องหรือไม่อิ่งสือซันไม่อาจรู้ได้ อย่างไรเสียพวก เขาก็เห็นเพียงความว่างเปล่าและเหี่ยวแห้งมาตลอดทาง ต่างจาก เผ่าปีศาจที่อาม่าพรรณนา
อิ่งลิ่วเบ้ปากพึมพำว่า “คงไม่ได้หลงทางหรอกใช่ไหม?”
เยว่โกวตอบอย่างดุดันว่า “ไม่หลงทางหรอก! อาม่าเป็นผู้ที่ ฉลาดหลักแหลมที่สุดในเผ่าปีศาจ เขาชำนาญทางอยู่แล้ว ในปีนั้น ในเผ่าส่งยอดฝีมือจำนวนไม่น้อยออกตามหาฮูหยิน มีเพียงพวก
เราที่หาพบ อาม่าเป็นคนนำทางทั้งหมด!”
อิ่งสือลิ่วร้อง ‘อ้อ’ มองไปยังเยว่โกว “ขอถามได้ไหมว่าใช้เวลา หานานเท่าไร?”
“ไม่นาน” เยว่โกวกล่าวด้วยความลำพอง “สามปี!”
อิ่งลิ่ว “…”
อิ่งสือซัน “…”
เยี่ยนจิ่วเฉา “…”
อิ่งลิ่วมุมปากกระตุก “ขอถามได้ไหมว่าครั้งแรกที่เผ่าของพวก เจ้าส่งทูตแห่งแสงสว่างออกไปคือเมื่อใด?”
“โอ้” เยว่โกวใคร่ครวญด้วยสีหน้าจริงจัง “ตอนข้าเป็นเด็ก กระมัง”
นั่นมันตั้งสิบสองปีที่แล้ว!!!
ทั้งสองไม่มีอะไรจะพูด ได้ยินว่าคนในเผ่าปีศาจนับวันยิ่งน้อย ลง ที่แท้ก็เป็นเพราะเหตุผลนี้เองหรือ? เช่นนั้นเหล่ายอดฝีมือที่ ออกมาจับนางเจียงก็หลงทาง หาทางกลับเผ่าไม่ได้อย่างนั้นหรือ?
เผ่าปีศาจของพวกเจ้าใช้ความสามารถนำพาอันตรายเข้าหา ตัวจริงๆ…
ทั้งนายและบ่าวไม่กล้ามองหน้าพวกเขาตรงๆ
แม้แต่เยี่ยนจิ่วเฉายังแทบยกมือขึ้นกุมขมับ
อิ่งสือซันหายใจเข้าลึกๆ แล้วถามอาเว่ยว่า “หนอนพิษของ พวกเจ้ายังใช้ได้อยู่ไหม?”
อาเว่ยส่ายหน้า “ใช้ไม่ได้แล้ว ครั้งก่อนฝนตกหนัก ทำให้กลิ่น เจือจางไป ตามรอยไม่ได้แล้ว”
คิดดูแล้วก็คงจะเป็นเช่นนั้นจริง หลังจากที่ฝนตก สถานที่ซึ่ง พวกเขาเดินทางผ่านก็แปลกขึ้นเรื่อยๆ ในตอนนั้นพวกเขาได้หลง ทางเสียแล้ว
อิ่งสือซันกล่าวว่า “เผ่าปีศาจของพวกเจ้าอยู่ทางใดของหนาน จ้าว?”
เพื่อที่จะป้องกันความสับสนของพวกเขา อิ่งสือซันจึงลงมือ วาดวงกลมลงบนพื้น
“ทางนี้!” เยว่โกวชี้นิ้วไป
“ไม่ใช่ น่าจะเป็นทางนี้มากกว่า” ชิงเหยียนเอ่ยขึ้นพลางชี้ไป อีกทิศทางหนึ่ง
“ข้าว่าพวกเจ้าจำผิดแล้ว ทางนี้” อาเว่ยชี้ไปยังอีกทิศหนึ่ง
อาม่ายกมือขึ้นหมายจะชี้
อิ่งสือซันเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “ท่านจะชี้ทิศสุดท้าย แล้วใช่ไหม?”
อาม่าพยักหน้า
อิ่งสือซันอดโมโหไม่ได้ “นั่นมันต้าโจว!”
ทั้งสี่คน “…”
ทั้งสี่คนมีท่าทางซึมเซาลงทันใด
หากถามว่าความสามารถเรื่องทิศทางของพวกเขายํ่าแย่เพียง ใด ก็คงต้องบอกว่าพวกเขาใช้เวลาตามหาหมู่บ้านเหลียนฮวาอยู่ นานถึงสามปี สามปีมานี้เกรงว่าโชคคงจะเข้าข้างอยู่บ้าง มิเช่นนั้น อาจกำลังยังหลงทางอยู่ที่ใดสักแห่งบนโลกนี้
อิ่งสือซันยังไม่เข้าใจ ในเมื่อไม่รู้ทาง แต่ยังมีสติปราศจาก ความลนลาน ทั้งยังเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ…อย่างนี้ก็ได้หรือ?!
“พวกเจ้าไม่มีแผนที่หรือ?” อิ่งสือซันถาม
“ก่อนหน้านี้มี” อาม่าตอบ
“แล้วตอนนี้เล่า?” อิ่งสือซันถามด้วยเสียงทุ้มตํ่า
“ลืมไปแล้วว่าวางไว้ที่ไหน” อาม่าตอบเสียงเบา
อิ่งสือซัน “…!!”
อิ่งสือซันโมโหเสียจนโมโหไม่ออกแล้ว
ชุยเฒ่ารู้สึกร้อนเสียจนต้องยื่นหน้าออกมาแลบลิ้นนอก หน้าต่าง “สรุปแล้วจะไปต่อกันอย่างไร? ถ้ายังอยู่ที่นี่ต่อได้ร้อน ตายกันพอดี!”
อิ่งสือซันปวดหัว เขากดขมับ แล้วหันไปหาเยี่ยนจิ่วเฉา “คุณชาย ฟ้าเริ่มมืดแล้ว เราหยุดพักกันก่อน พรุ่งนี้ค่อยคิดหาวิธี เถิดขอรับ”
เยี่ยนจิ่วเฉาตอบ “อืม”
อิ่งสือซันหันไปพูดกับอิ่งลิ่วว่า “ไปหยิบนํ้าแข็งมาให้คุณชาย”
แน่นอนว่านํ้าแข็งเหล่านี้ไม่ใช่นํ้าแข็งจริงๆ หากแต่เป็นก้อน หยกซึ่งแช่ในนํ้าใบปั๋วเหอ แช่จนเย็น ให้ความรู้สึกสดชื่น มี สรรพคุณคลายร้อนเห็นผลชะงัด
อิ่งลิ่วเดินเข้าไปหยิบบนรถม้า
ไม่นาน เขาก็ร้องออกมาด้วยความสงสัย “เอ๋? ทำไมหายไป มากขนาดนี้? ข้าจำได้ว่ามีตั้งครึ่งถังนี่!”
อาเว่ยดื่มชาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เมื่อทั้งสามคนตั้งกระโจมเสร็จ อิ่งสือซันและอิ่งลิ่วก็พบแหล่ง นํ้าสะอาดอยู่ห่างออกไปไม่ไกล พวกเขาหาบนํ้ามาสองถัง ถังแรก ใช้สำหรับทำอาหาร อีกถังใช้สำหรับดื่ม
อาหารเย็นนับว่าพรั่งพร้อมบริบูรณ์ ทั้งข้าวสวย เนื้อรมควัน เนื้อแพะตุ๋น เนื้อกระต่ายย่าง และผักต้มที่เก็บมาระหว่างทาง
ไม่มีโต๊ะอาหาร พวกเขาจึงทำได้เพียงนั่งกินกลางแจ้งหรือไม่ก็ กลับไปกินในกระโจมของตน
ขณะที่อาเว่ยเดินมาเติมข้าวชามที่สาม ชิงเหยียนซึ่งนั่งแทะ น่องกระต่ายอยู่ข้างกองไฟก็มองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาด “อาเว่ย ข้าว่าพักนี้เจ้ากินข้าวมากกว่าปกตินะ”
เยว่โกวก็คิดเช่นนั้น “บางอย่างเมื่อก่อนเจ้าก็ไม่ชอบกิน”
อาเว่ยไม่ได้เป็นมังสวิรัติ แต่เขาก็ไม่ได้ชอบกินเนื้อเท่าไรนัก เขาชอบกินปลา
เยว่โกวชูนิ้วขึ้นมา “วันนี้เจ้ากินน่องกระต่ายไปสามน่อง!”
ยังไม่ต้องกล่าวถึงความชอบ ลำพังท้องของเขา จะใส่น่อง กระต่ายป่าได้สามน่องเชียวหรือ?
อาเว่ยตอบด้วยความมั่นใจว่า “ข้าไม่ได้ไปกินของเจ้าสัก หน่อย!”
พูดจบ เขาก็หยิบน่องกระต่ายชิ้นที่สี่ ตักข้าวชามใหญ่ ตักเนื้อ แพะไปหนึ่งช้อนใหญ่ หยิบเนื้อรมควันเส้นใหญ่ แล้วเดินปึงปังกลับ ไปยังกระโจมของตน
เยว่โกวดึงชิงเหยียนเข้ามากระซิบถามว่า “เขาคงไม่ได้ถูกพิษ ของหนอนพิษหรอกใช่ไหม? กินเยอะขนาดนี้!”
ชิงเหยียนกัดน่องกระต่ายหนึ่งคำ “เขาเลี้ยงหนอนพิษ จะถูก พิษได้หรือ?”
แต่ว่า หมู่นี้เจ้านั่นกินเก่งขึ้นจริงๆ
อาเว่ยเดินถือชามอาหารกลับไปยังกระโจม ก่อนเดินเข้าไป ชะงักฝีเท้า มองไปรอบๆ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีผู้ใดจับตาดูอยู่ จาก นั้นจึงเปิดม่านและเดินเข้าไปในกระโจมอย่างรวดเร็ว
บนม้านั่งเล็กในกระโจม เด็กน้อยทั้งสามกำลังตั้งหน้าตั้งตารอ อาหารเย็น
ใต้ก้นน้อยๆ ของพวกเขามีเบาะรองนั่งซึ่งยัด ‘ก้อนนํ้าแข็ง’ เอาไว้ ทั้งสามนั่งนํ้าลายสอ ขาเล็กไกวไปมา ดวงตากลมสีดำขลับ จับจ้องไปยังอาหารที่อาจารย์ยกมาให้
เสี่ยวเป่า: ซู้ด~
เอ้อร์เป่า: ซู้ด~
ต้าเป่า: นั่งมองตาบ้องแบ๊ว~
อาเว่ยแบ่งอาหารใส่สามชามเล็ก ทั้งสามยกชามขึ้นมา กิน เข้าไปคำโต
ทั้งสามขาดเนื้อไม่ได้ ทั้งเนื้อรมควัน เนื้อตุ๋น และเนื้อย่างมีให้ กินอย่างไม่อั้น!
พวกเขาไม่ใช่เด็กเลือกกิน ข้าวหรือผักพวกเขากินได้ทุกอย่าง!
ทั้งสามคนกินอย่างเอร็ดอร่อยจนอาหารที่อาเว่ยยกมาเป็น ครั้งที่สามหมดลง ทั้งสามเลียเมล็ดข้าวซึ่งติดขอบปาก และมองไป ยังอาจารย์อย่างน่ารักน่าเอ็นดู
อาเว่ยถอนหายใจอย่างจนปัญญา คอตกเล็กน้อย “…รู้แล้ว ข้าจะไปยกมาให้”
อาเว่ยยกชามข้าวใบใหญ่ออกไป…ตักกับข้าวเป็นครั้งที่สี่
เมื่อชิงเหยียนและเยว่โกวเห็นอาเว่ยที่เพิ่งมาตักข้าวไปเมื่อครู่ ก็พลันอ้าปากค้างอย่างเหลือเชื่อ
ชิงเหยียนเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าไปอดอยากมาจากไหนกัน?”
อาเว่ย…อาเว่ยยังไม่ได้กินเลยด้วยซํ้า
ตั้งแต่ที่อาเว่ยซ่อนเด็กน้อยทั้งสามเอาไว้ ก็แลดู ‘กิน’ มากขึ้น ความจริงแล้วข้าวปริมาณเท่านี้ไม่เพียงสำหรับลูกศิษย์ของเขา ด้วยซํ้า
มิหนำซํ้าอาหารส่วนของเขายังต้องแบ่งให้พวกเขาอีก จนอา เว่ยผอมโซแล้ว
อาเว่ยตวัดสายตามองชิงเหยียน แล้วตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย ว่า “วัยรุ่นอย่างข้าหิวเร็ว”
วะ…วัยรุ่น…
“…” ชิงเหยียนมองไปยังอาเว่ยซึ่งอายุสิบเก้า แล้วมองไปยัง ตนเองซึ่งอายุยี่สิบเจ็ด ทันใดนั้นก็พลันรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ
อาเว่ยตักข้าวชามใหญ่ ตักกับข้าวไปอีกหนึ่งจานใหญ่ แล้วยก กลับไปยังกระโจมของตน ในที่สุดครั้งนี้ทั้งสามก็กินอิ่ม
พวกเขาลูบท้องกลมๆ เรอออกมาเบาๆ สามครั้ง จากนั้นก็ นอนกลิ้งเกลือกอยู่บนพรม และผล็อยหลับไป
ราตรีย่างกรายเข้ามา
ความร้อนของทะเลทรายลดลงอย่างฉับพลัน
ทุกคนกลับเข้าไปในกระโจม
ทะเลทรายอันเงียบสงัด เหลือเพียงเสียงปะทุเบาๆ ของกองไฟ
ด้านหลังก้อนหินใหญ่ซึ่งไกลออกไป บุรุษฉกรรจ์รูปร่างกำยำ
สองคนละสายตาจากเป้าหมาย ค่อยๆ ลดตัวลง หันหลังพิงก้อน หินใหญ่
บุรุษฉกรรจ์คนหนึ่งกระซิบว่า
“ข้านับแล้ว มีทั้งหมดเก้าคน คนแก่สอง คนป่วยหนึ่ง คนที่เห ลือมีวรยุทธ์…หนึ่งในนั้นเป็นครึ่งหน่วยกล้าตาย”
เมื่อได้ยินว่าครึ่งหน่วยกล้าตาย บุรุษอีกคนหนึ่งก็ยกยิ้มอย่าง มีเลศนัย
“ข้าคิดว่าเป็นคาราวานที่เก่งกาจเสียอก ที่แท้ก็ใช้แค่ครึ่ง หน่วยกล้าตาย ก็ไม่เท่าไหร่”
บทที่ 362.2 ยอดฝีมือแห่งเผ่าปีศาจ (2)
ผู้ที่มีความอำนาจและทรัพย์สินมากพอล้วนแต่จ้างหน่วยกล้า ตาย มีเพียงผู้ที่ไม่สามารถจ้างหน่วยกล้าตายได้เท่านั้นที่จะใช้ครึ่ง หน่วยกล้าตาย เดิมทีมองจากท่าทางของพวกเขาแล้ว ทั้งสองยัง ลังเลอยู่เล็กน้อย แต่บัดนี้เห็นทีจะไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
บุรุษฉกรรจ์หนึ่งในนั้นพูดต่อว่า “ดูจากอาหารการกินกับ เสื้อผ้าอาภรณ์ของพวกเขาล้วนเป็นของชั้นดี พวกเราเจอเหยื่อตัว ใหญ่แล้วละ! รีบไปแจ้งพวกพี่น้องเร็ว จะได้จัดการพวกเขา!”
ทั้งสองพูดอย่างไรทำอย่างนั้น บุรุษฉกรรจ์อีกคนหนึ่งจึงไป เรียกพรรคพวกมาทันใด
พวกเขาเป็นกลุ่มโจรลักม้าที่ใหญ่และร้ายกาจที่สุดในทะเล ทรายแห่งนี้ พวกเขาทั้งแข็งแกร่งและไร้พ่าย พวกเขาคือตำนาน แห่งผืนทะเลทราย!
ทว่า ‘ตำนาน’ อย่างพวกเขา ยามเผชิญหน้ากับอิ่งสือซันและ อาเว่ย ก็กลายเป็นเพียง ‘เรื่องตลก’ เท่านั้น
โจรลักม้าสามสิบกว่าคนล้มลงเป็นระนาว เจ้าครึ่งหน่วยกล้า ตายที่ถูกพวกเขาดูแคลน กลับกลายเป็นผู้ที่โหดเหี้ยมที่สุด โจรลัก ม้าบางคนยังไม่ทันได้ลืมตามองก็ถูกอิ่งสือซันเด็ดศีรษะไปเสียแล้ว
“เร็ว! ร…รรร…รีบแจ้งหัวหน้าใหญ่! ”
บุรุษฉกรรจ์ซึ่งก่อนหน้านี้ลอบสอดแนมตกใจกลัวจนพูดไม่ ออก
อีกคนหนึ่งบีบกระบอกไม้ไผ่ ลูกไฟลูกหนึ่งพุ่งขึ้นไปยังกลุ่ม เมฆ ส่องแสงสว่างวาบไปทั่วท้องนภายามราตรี
“ผู้ใดกัน? มาทำร้ายลูกน้องของข้า! วอนตายซะแล้ว!”
เสียงร้องคำรามดังกัมปนาทจากเส้นขอบฟ้า ทรงพลังเสียจน ชิงเหยียนกระอักเลือดสดออกมา
เป็นวรยุทธ์ที่น่ากลัวยิ่งนัก!
คนผู้นี้คือ…
ในความมืดมิด คนผู้นั้นว่องไวเสียจนมองเห็นเพียงเงาเลือน ราง โจรลักม้าทั้งสามได้รับการช่วยเหลือให้รอดพ้นจากเงื้อมมือขอ งอิ่งสือซัน
ทว่าพวกเขายังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาตอบสนอง เงานั้นก็พุ่งหมัด ตรงไปยังกระโจมซึ่งดูหรูหราที่สุดตรงนั้น!
นั่นเป็นกระโจมของเยี่ยนจิ่วเฉา!
เยี่ยนจิ่วเฉาไร้วรยุทธ์ หากถูกฝ่ามือของเขาเข้าไป ย่อมต้อง ตายสถานเดียว!
ภายในชั่วพริบตาเดียว อิ่งสือซันและอาเว่ยก็ปราดเข้ามาด้าน หน้ากระโจม ใช้แรงทั้งหมดที่มีรับฝ่ามือนั้นไว้
แต่ต่อให้ใช้สองแรงรับ ก็ยังไม่อาจทำอะไรเขาได้ ยิ่งไปกว่านั้น
ต้องจำใจถอยหลังอีกหลายก้าวจนเกือบจะล้มก้นจํ้าเบ้า!
“หึ รับฝ่ามือของข้าได้ ดูแล้วคงไม่ธรรมดา เช่นนั้นก็ดี รับไป อีกฝ่ามือก็แล้วกัน!” บุรุษชุดสีเทาเอ่ยขึ้น พร้อมกับฟาดฝ่ามือออก ไปยังอิ่งสือซันและอาเว่ยอีกครั้ง
ครั้งนี้เขาใส่วรยุทธ์ลงไปเพิ่มอีกสองส่วน
ครั้งนี้ไม่ว่าอย่างไรก็รับไม่ไหว
อิ่งสือซันตะโกนว่า “พาคุณชายหนีไป!”
ชิงเหยียนพุ่งเข้าไปในกระโจม หมายจะพาเยี่ยนจิ่วเฉาออกมา
ทันใดนั้นเอง บุรุษชุดสีเทาก็เปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นชิงเหยียน
“อาโต้ว!!!”
เสียงของอาม่าดังขึ้นจากกระโจมหลังหนึ่ง
บุรุษชุดสีเทาชะงัก จากนั้นจึงสะบัดแขนเสื้อ หยุดการโจมตีชิง เหยียน
ชิงเหยียนสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ เขามองไปยังผู้เฒ่าซึ่ง ปรากฏตัวขึ้น “อาม่า เหตุใดท่านถึงออกมา”
ผู้เฒ่ากลับมิได้สนใจความเป็นห่วงเป็นใยของชิงเหยียน แต่ กลับเดินตรงไปยังบุรุษชุดสีเทา
ชิงเหยียนหน้าถอดสี “อาม่า! ระวัง!”
บุรุษชุดสีเทายกมือขึ้น ความตกใจปรากฏบนใบหน้าอัน
แข็งกร้าวของเขา จากนั้นเขาก็คุกเข่าลงกับพื้น “ท่านนักบวช!”
อิ่งสือซันตะลึงงัน
อิ่งลิ่วและเยว่โกวก็ตะลึงงันเช่นกัน
อิ่งสือซันยังคงมองเขาอย่างระแวดระวัง เตรียมพร้อมพา คุณชายหนีทันทีที่คนผู้นี้เกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมา
ผู้เฒ่าพยุงเขาขึ้นมา “อาโต้ว เป็นเจ้าจริงหรือ?”
บุรุษชุดสีเทาซึ่งถูกเรียกว่าอาโต้วนํ้าตาไหลอาบแก้ม “ท่าน นักบวช! ข้าเอง!”
ไม่มีผู้ใดเรียกเขาว่าอาโต้วมานานเหลือเกิน จนเขาคิดว่าชีวิต นี้คงไม่มีวันได้ยินอีกแล้ว
“เจ้าดูแก่ลง…” อาม่าสะอึกสะอื้น
“ท่านก็ดูแก่ลง…” บุรุษชุดสีเทาก็สะอึกสะอื้น
อาม่า “…”
อยู่ๆ ก็ชักไม่อยากรู้จักเจ้านี่เสียแล้ว
“เอ่อ กะ…เกิดอะไรขึ้น” อิ่งลิ่วถามเยว่โกว
เยว่โกวตอบว่า “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน! ข้าไม่รู้จักเขา!”
“เจ้ารู้จักไหม?” อิ่งลิ่วแอบย่องเข้าไปด้านข้างชิงเหยียน
ชิงเหยียนส่ายหน้า “ข้าก็ไม่รู้จัก เจ้าดูอายุอานามของเขา ใกล้ เคียงกับท่านแม่ทัพใหญ่เลย ตอนที่เขาเดินทางออกจากเผ่าไปอยู่
ในยุทธภพ ข้าคงจะยังไม่เกิด”
อิ่งลิ่วมองค้อนเขา “เจ้าเองก็ไม่ได้อายุน้อยๆ”
ชิงเหยียน “เหอะ!”
คนที่ตกตะลึงไม่ได้มีเพียงอิ่งลิ่ว ทว่าเหล่าโจรลักม้าก็อยู่ใน อาการงุนงงเช่นเดียวกัน
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
“นั่นสิ หัวหน้ารู้จักกับพวกเขารึ?”
โจรลักม้ามองหน้ากันไปมา ไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วเกิดอะไร ขึ้น ไฉนหัวหน้าของพวกเขาถึงไปคุกเข่าต่อหน้าเจ้าแก่นั่น มิ หนำซํ้ายังพูดไปร้องไห้ไปอีกด้วย
นั่นคือหัวหน้าผู้องอาจของพวกเขาจริงหรือ?
บุรุษชุดสีเทารํ่าไห้เสียจนไม่เป็นผู้เป็นคน ผ่านไปพักใหญ่จึง หยุดร้อง เขากุมมืออาม่าพร้อมกับกล่าวว่า “ดีเหลือเกินที่ได้พบ ท่านผู้เฒ่า ที่นี่อากาศหนาว ไม่เหมาะกับท่านนักบวช หากไม่ รังเกียจ เชิญท่านพักผ่อนที่หมู่บ้านข้าสักสองสามวันเถิด”
มีที่พักช่างดีเหลือเกิน อาม่ามิใช่คนหนุ่มร่างกายแข็งแรง เขา ป่วยง่าย ทั้งยังปวดเอว ปวดขา นั่งบนรถม้าก็โยกเยกจนลำตัวแทบ จะหัก ครานี้เห็นทีจะมีเตียงนุ่มๆ ให้นอนสักคืน
แน่นอนว่าลำพังเขาคนเดียวไม่อาจตอบรับได้ ต้องไปถาม คุณชายเสียก่อนว่ายินดีหรือไม่
อาม่าให้อิ่งสือซันไปปลุกเยี่ยนจิ่วเฉา แล้วเล่าเรื่องโจรลักม้า กับอาโต้วให้ฟัง
อิ่งสือซันบอกว่า “โจรลักม้าคล้ายกับจะเป็นเพื่อนเก่าขอ งอาม่าขอรับ อาม่าเชื่อใจเขามาก เขาเชิญพวกเราไปพักที่หมู่บ้าน ของพวกเขา”
“อ้อ” เยี่ยนจิ่วเฉาหาววอด “ถ้างั้นก็ไปสิ”
พวกเขาทั้งหมดจึงเก็บสัมภาระขึ้นรถม้า
เหล่าโจรลักม้าไม่ค่อยสบอารมณ์นัก กว่าจะสู้ก็ยากลำบาก ทั้ง ยังกลับกลายเป็นคนรู้จักอีก โชคร้ายเสียจริง
พวกเขาตามบุรุษชุดสีเทาไปยังหมู่บ้าน หมู่บ้านนี้ไม่นับว่า หรูหรา แต่อย่างน้อยก็ดีกว่านอนกลางดินกินกลางทรายเฉกเช่น ก่อนหน้านี้
หลังจากเข้าไปในที่พัก ชุยเฒ่าและอิ่งลิ่วอยู่กับเยี่ยนจิ่วเฉา ส่วนอิ่งสือซันและคนอื่นๆ ก็ติดตามอาม่าไปยังห้องของบุรุษชุดสี เทา
“ท่านนักบวชมาทำอะไรที่นี่?” บุรุษชุดสีเทาเอ่ยถามด้วย ความสงสัย
อาม่าถอนหายใจ “เรื่องมันยาว แล้วเจ้าเองมาอยู่ที่นี่ได้ อย่างไร คนพวกนั้นคือลูกน้องของเจ้า เจ้าผันตัวไปเป็นโจรลักม้า แล้วหรือ? ก่อนหน้านี้เจ้าไม่ได้ถูกส่งให้ออกไปตามหาฮูหยินหรอก หรือ?”
หัวใจอาโต้วนั้นขมขื่นเหลือเกิน
เขาออกไปตามหา
แต่หาไม่พบ
เขาหลงทางอยู่ในทะเลทราย ไปต้าโจวก็ไม่ถูก กลับเผ่าปีศาจก็ ไม่ได้ สุดท้ายอับจนหนทาง ต้องมาเป็นโจรลักม้า และก็เป็นโจรลัก ม้าตั้งแต่นั้นมา
อิ่งสือซันเปิดหน้าต่าง เพื่อให้ลมโชยเข้ามา
บุรุษชุดสีเทาลุกขึ้นยืน เดินไปยังปากประตู พลางเงยหน้ามอง ดวงจันทร์อันเปล่าเปลี่ยว “มีเรื่องที่ท่านนักบวชยังไม่รู้ หลายปีมา นี้ข้าพยายามหาทางกลับเผ่า แต่ทะเลทรายแห่งนี้กว้างใหญ่เหลือ เกิน ข้าหาทางกลับบ้านไม่ได้ ข้าสำรวจอยู่หลายที่ สุดท้ายก็จำใจ ลงหลักปักฐานที่นี่”
ที่นี่ก็นับว่าอยู่ในชายแดนของทะเลทรายแล้ว มีทะเลทรายอีก แห่งหนึ่งอยู่ติดกัน ห่างออกไปสามหลี่มีลี่ว์โจว(โอเอซิส)เล็กๆ แห่ง หนึ่ง แหล่งนํ้าและอาหารของพวกเขาล้วนมาจากที่นั่น
“ข้าอยู่ที่นี่มาสิบปีแล้ว ข้าอยากกลับไปอยู่เสมอ…ข้ายังจำ สวนผลไม้ที่บ้านได้อยู่เลย”
บุรุษชุดสีเทาหวนระลึกถึงบ้านเกิด ในใจก็พลันรู้สึกถวิลหา
อิ่งสือซันกล่าวว่า “ใช่ต้นที่ใบสีแดงๆ ผลสีเหลืองๆ หรือไม่? ผลไม้นี้หากินที่อื่นไม่ได้ มีเพียงเผ่าปีศาจของพวกเจ้าเท่านั้นที่มี?”
“มิผิด” บุรุษชุดสีเทาพยักหน้า เขารู้สึกไม่ชอบมาพากล แต่ก็ ไม่รู้ว่ามีสิ่งใดผิดปกติ
อิ่งสือซันพูดต่อว่า “ต้นไม้เหล่านี้มิได้มีมาก แต่ละที่จะมีเพียง ไม่กี่ต้น ด้านตะวันตกมีต้นม่านหลัวถัว ด้านตะวันออกมีรูปสลักหิน ซึ่งถูกลมกัดเซาะจนมองไม่ออกว่าเป็นรูปอะไร”
บุรุษชุดสีเทาหันหน้าไปด้วยความประหลาดใจ เขามองไปยัง อิ่งสือซันแล้วกล่าวว่า “เจ้าพูดออกมาหมดแล้ว น้องชายท่านนี้ ไฉนเจ้าจึงรู้เรื่องของเผ่าปีศาจดีเช่นนี้?”
อิ่งสือซันชี้ออกไปยังทิวเขาฝั่งตรงข้ามทะเลทรายด้านนอก หน้าต่าง “ไม่ใช่ที่นั่นหรอกหรือ?”
บุรุษชุดสีเทาเดินมา สายตามองตามทิศทางที่อิ่งสือซันชี้ ทันใดนั้นก็ต้องตะลึงงัน
มารดามันเถอะ!
เขาพูดถึงทิวทัศน์ด้านหลังเขา ถึงว่าทำไมดูคุ้นตานัก!!!