หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 364.1 หมอเทวดาแดนปีศาจ (1)
ณ สำนักเฟยอวี๋ อวี๋หวั่นเตรียมเก็บสัมภาระเพื่อออกเดินทาง
อวี๋หวั่นใคร่ครวญดูแล้ว ที่เยี่ยนจิ่วเฉาไม่ได้ตามหาเธอ เป็นไป ได้ว่าอาม่าจะพาไปผิดทาง แต่ก็เป็นไปได้ว่าพวกเขาค้นพบเส้น ทางที่ถูกต้อง และเดินทางไปยังเผ่าปีศาจได้สำเร็จ
เธอแต่งงานกับเยี่ยนจิ่วเฉามานาน นิสัยของเยี่ยนจิ่วเฉาเป็น อย่างไร เธอย่อมรู้ดี
เมื่อแน่ใจแล้วว่าเธอถูกทูตแห่งความมืดจับไปยังเผ่าปีศาจ เขาจะต้องตามไปยังเผ่าปีศาจอย่างแน่นอน
ถ้าหากเธอต้องการไปพบเขา ทางที่ดีที่สุดคือต้องเดินทางไป เผ่าปีศาจ
อีกทั้งนอกจากการตามหาเยี่ยนจิ่วเฉาแล้ว ยังมีเรื่องอื่นที่ สำคัญยิ่งกว่า
“สิ่งที่เจ้าสำนักจี้พูดเป็นความจริงหรือ?” อวี๋หวั่นมองไปยัง บุรุษตรงหน้า
เจ้าสำนักจี้ครุ่นคิด “ข้าก็เพียงฟังคนอื่นพูดมา สำนักเฟยอวี๋ ต้อนรับแขกจากทั่วทุกสารทิศ พวกเขามักจะนำข้อมูลข่าวสารจาก ที่ต่างๆ มาด้วย ส่วนเรื่องนี้เป็นจริงหรือเท็จ ข้าเองก็ไม่อาจยืนยัน ได้”
อวี๋หวั่นพึมพำ “ร้อยปีไม่เน่า ไม่ผุพังหรือบุบสลาย ฟังดูไม่ยัก เหมือนของจริง”
เจ้าสำนักจี้กล่าวว่า “ข่าวลือมักจะเกินความจริง แต่ว่าสตรี ศักดิ์สิทธิ์มีพลังในการคืนชีพ เพื่อนของข้าคนหนึ่งหลงเข้าไปใน อาณาเขตของเผ่าปีศาจ และถูกงูกัด เดิมทีเขาไม่มีทางรอดชีวิต แต่กลับถูกผู้สวมอาภรณ์สีขาวคนหนึ่งช่วยเอาไว้ เขาจึงเดาว่านาง น่าจะเป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์ หรืออย่างน้อยก็เป็นทายาทของนาง”
“เพื่อนคนนี้ของเจ้าสำนักจี้ ตอนนี้อยู่ที่ใดหรือ?” อวี๋หวั่นถาม
เจ้าสำนักจี้ตอบด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย “เขาเสียไปแล้วเมื่อไม่กี่ ปีก่อน ก่อนเขาจะสิ้นใจ ข้าไปเยี่ยมเขา เขาเอ่ยถึงเรื่องนี้โดยไม่ได้ ตั้งใจ ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่รู้จริงๆ ว่ามีเรื่องมหัศจรรย์เช่นนี้อยู่บนโลก เขาบอกว่าที่เขาตายไปแล้ว แต่ยังมีชีวิตอยู่เป็นเพราะนางช่วยชีวิต ไว้”
คนตายไปแล้วจะกลับมามีชีวิตรอดได้อย่างไรกัน? อวี๋หวั่นคิด ว่าต้องเป็นเพราะเพื่อนของเจ้าสำนักจี้กล่าวเกินจริง แต่เรื่องนี้ไม่ สำคัญ ที่สำคัญก็คือแม่นางท่านนั้นที่มีวิชาแพทย์สูงส่ง
อวี๋หวั่นหยุดคิดครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยถามขึ้นว่า “นางเป็นทายาท ของสตรีศักดิ์สิทธิ์หรือเปล่า?”
เจ้าสำนักจี้ขมวดคิ้ว “เขาว่าอย่างนั้น แต่ถ้าถามข้า เขาน่าจะ ถูกพิษของงูทำให้เกิดภาพหลอน หรือไม่เขาก็ไม่เคยพบสตรีคนใด มาก่อน”
อวี๋หวั่นเงยหน้ามามองเขา “เช่นนั้นจะอธิบายเรื่องการ ถอนพิษได้อย่างไร?”
เจ้าสำนักจี้ครุ่นคิด แล้วตอบว่า “พลังภายในของเขา แข็งแกร่ง เขากำจัดพิษด้วยตัวเองหรือเปล่าก็ไม่อาจรู้ได้”
อวี๋หวั่นพยักหน้า ตอบว่า “นั่นก็คือความเป็นไปได้ข้อหนึ่ง ข้า ต้องไปสืบดู”
เจ้าสำนักจี้ถามอย่างไม่เข้าใจว่า “ขออภัยที่ต้องกล่าวตามตรง แต่ทายาทของสตรีศักดิ์สิทธิ์สำคัญถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
อวี๋หวั่นยิ้มน้อยๆ “กล่าวอย่างไม่ปิดบัง สามีของข้าถูกพิษไป๋ หลี่เซียง ข้าต้องการตัวยาจากนาง”
“ไป๋หลี่เซียง?” เจ้าสำนักจี้เคยได้ยินชื่อพิษชนิดนี้มาก่อน เรื่อง ความรุนแรงของพิษไม่ต้องเอ่ยถึง ปราศจากวิธีถอนพิษ และ ปราศจากวิธีถอนพิษนั้นหมายความว่าไม่มีตัวยาที่พวกเขาตามหา อยู่บนโลกนี้
อวี๋หวั่นกล่าวว่า “ได้คางคกหิมะกับเห็ดหลินจือแดงมาแล้ว ตอนนี้ก็ขาดแค่เลือดสตรีศักดิ์สิทธิ์กับนํ้าตาราชาพ่อมด”
ขาดแค่?
เกรงว่าคงจะหาไม่พบกระมัง
สตรีศักดิ์สิทธิ์และพ่อมดนั้นหายสาบสูญไปนานแล้ว ต่อให้สิ่ง ที่เพื่อนของเขาพูดเป็นความจริง ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าสตรีชุดสี
ขาวผู้นั้นเป็นทายาทของสตรีศักดิ์สิทธิ์จริงหรือไม่ หรืออาจเป็น เพียงสตรีในเผ่าที่วิชาแพทย์เลิศลํ้าคนหนึ่ง
เผ่าปีศาจและแดนปีศาจก็เปรียบได้กับหนานจ้าวซึ่งตั้งอยู่ใน หนานเจียง เผ่าปีศาจตั้งอยู่ในแดนปีศาจ แต่อาณาเขตของแดน ปีศาจนั้นกว้างใหญ่ ไม่มีผู้ใดเคยวัดขนาดมาก่อน
สตรีผู้นั้นอาจอยู่ในพื้นที่ของเผ่าปีศาจ หรืออาจอยู่ในพื้นที่อื่น ในแดนปีศาจก็เป็นได้ แต่ไม่ว่าอย่างไร ก็ควรเดินทางไปให้ถึงเผ่า ปีศาจก่อน
เจ้าสำนักจี้ยกมือขึ้นประสานกัน “ฮูหยินเป็นผู้มีพระคุณของ หวั่นเฟิง ทั้งยังคอยดูแลลูกชายข้า หากฮูหยินต้องการเดินทางไป เผ่าปีศาจ ข้าสามารถคัดเลือกลูกศิษย์ที่มากประสบการณ์ให้อารัก ขาฮูหยิน”
“เช่นนั้นต้องรบกวนเจ้าสำนักจี้แล้ว” อวี๋หวั่นไม่อ้อมค้อม เธอ กับซิวหลัวไม่รู้ทาง ต่อให้ไม่ได้ตั้งท้อง เธอก็คงไปไม่ถึงเผ่าปีศาจ นํ้าใจของสำนักเฟยอวี๋ในวันนี้ เธอต้องหาโอกาสตอบแทนให้ได้
หลังจากที่เจ้าสำนักจี้เดินออกไปไม่นาน ก็มีเงาของคนคนหนึ่ง อยู่หน้าปากประตู อวี๋หวั่นคิดว่าเป็นลูกศิษย์ที่ถูกเลือกมา เมื่อหัน ไปกลับพบว่าเป็นเจียงไห่
ไม่สิ ต้องเรียกว่าจี้สิงชวน
จี้สิงชวนเดินเข้ามา เขามองไปยังสัมภาระบนโต๊ะ แล้วพูดกับอ วี๋หวั่นว่า “ข้าจะพาเจ้าไปเผ่าปีศาจ”
อวี๋หวั่นตอบปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอก ลูกศิษย์ของสำนักเฟยอวี๋ คนอื่นก็พอแล้ว”
“พวกเขาคุ้มกันเจ้าไม่ไหวหรอก” จี้สิงชวนตอบตามตรง
อวี๋หวั่นบอกว่า “ข้าจะระวัง อันที่จริงพวกเขาไม่ต้องคุ้มกันข้า ก็ได้ ข้ามีซิวหลัว”
จี้สิงชวนตอบว่า “เผ่าปีศาจมีวิธีจัดการกับซิวหลัว”
“ไปถึงแล้วค่อยว่ากัน” เรื่องบางเรื่องต้องค่อยๆ ไตร่ตรอง แต่ บางเรื่องก็ต้องเด็ดขาด เธอตั้งใจว่าจะไปเผ่าปีศาจ และยอมรับ ความเสี่ยงที่จะตามมา
จี้สิงชวนมีสีหน้ายํ่าแย่
อวี๋หวั่นถอนหายใจ “ข้าไม่อยากให้เจ้าไป เจ้าไม่จำเป็นต้องไป”
จี้สิงชวนมีสีหน้าจริงจัง “สัญญาขายตัวของข้าก็อยู่ที่เจ้า”
อวี๋หวั่นอ้าปากค้าง และตอบไปว่า “นั่นเจียงไห่ ไม่ใช่จี้สิงชวน”
“เหมือนกันนั่นแหละ” จี้สิงชวนบอก
“เจ้านี่นะ…” อวี๋หวั่นกดขมับ “เจ้าเป็นถึงเจ้าสำนักน้อยของ สำนักเฟยอวี๋ เจ้าต้องอยู่ดูแลที่นี่ ถ้าเจ้าไปกับข้า แล้วสำนักละ?”
จี้สิงชวนตอบว่า “ท่านพ่อข้าแม้จะอายุมากแต่ยังแข็งแรง ยัง อยู่ได้อีกนาน หวั่นเฟิงก็โตแล้ว สามารถช่วยจัดการเรื่องต่างๆ ได้”
อวี๋หวั่น…อวี๋หวั่นเถียงแพ้เขาสินะ
“เอาเป็นว่าตามนี้” จี้สิงชวนพูดจบ ก็หันหลังเดินออกไป โดย ไม่เปิดโอกาสให้อวี๋หวั่นปฏิเสธ
อวี๋หวั่นส่ายหน้า และลงมือเก็บของต่อ
ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าซึ่งฟังดูรีบร้อนดังมาจากด้านนอก ประตู
“คิดดีแล้วสินะ?” อวี๋หวั่นเงยหน้าขึ้น
“คิดดีอะไรหรือ?”
เป็นเสียงของหวั่นเฟิง
อวี๋หวั่นมองเขาด้วยความประหลาดใจ “เจ้ามาได้อย่างไร?”
หวั่นเฟิงเบ้ปาก “ข้ามาไม่ได้หรือ? เมื่อครู่ข้าเห็นท่านน้าข้า เขา มาได้คนเดียวหรืออย่างไร?”
อวี๋หวั่นรู้สึกขบขัน เจ้าเด็กคนนี้ รู้จักอิจฉากับเขาซะด้วย
หวั่นเฟิงมาเพื่อขอเดินทางติดตามอวี๋หวั่นไปด้วย แต่ว่าเขา นั้นไม่ได้เถรตรงเฉกเช่นจี้สิงชวน เขามาเพื่อขอให้อวี๋หวั่นตกลง เขายังเด็ก มิได้ปีกกล้าขาแข็งเหมือนจี้สิงชวน เขาพูดอะไรไม่อาจ เห็นด้วยไปเสียทุกอย่าง เจ้าสำนักจี้บอกเขาว่าถ้าหากอวี๋หวั่นตอบ ตกลง ก็จะอนุญาตให้เขาไปด้วย
เจ้าสำนักจี้คนนี้ ตนเองไม่อยากทำให้หลานชายเสียใจ จึงโยน ทุกอย่างมาให้อวี๋หวั่น
เอาเถอะ เห็นแก่นํ้าใจที่เจ้าสำนักจี้มีให้ เธอก็จะช่วยเขา
จัดการเรื่องนี้เอง
“เจ้าไม่ต้องไปหรอก” อวี๋หวั่นบอก
หวั่นเฟิงขมวดคิ้ว “ท่านน้าไปได้ ทำไมข้าไปไม่ได้ละ? ข้าใช้วร ยุทธ์ไม่ได้ แต่ข้าใช้ไสยเวทได้! ข้าต้องช่วยท่านได้แน่นอน!”
อวี๋หวั่นพูดอย่างอดทนว่า “ไม่ใช่เพราะข้าดูถูกความสามารถ ของเจ้า จึงไม่ให้เจ้าไปด้วย อาจารย์ของเจ้าเก่งกาจ เจ้าสืบทอด วิชามาจากเขา แน่นอนว่าต้องเก่งกาจเช่นกัน ข้าให้เจ้าอยูู่ที่นี่ก็ เพราะข้ามีภารกิจให้เจ้าทำ เป็นภารกิจที่สำคัญ ข้าไม่วางใจให้คน อื่นทำ”
เมื่อพูดเช่นนี้ หวั่นเฟิงก็มีท่าทางตื่นเต้นขึ้นมา ร่างผอมบาง ของเขาเหยียดตรง “ภารกิจอะไรหรือ ท่านพี่หวั่น?”
อวี๋หวั่นตอบว่า “เจ้ารอเยี่ยนจิ่วเฉาอยู่ที่นี่”
หวั่นเฟิงบอกว่า “เขาไม่ได้ไปเผ่าปีศาจแล้วหรอกหรือ?”
เด็กคนนี้ ฟังข้อมูลมาไม่น้อยเหมือนกันนะ
อวี๋หวั่นกระแอม แล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า
“เขาอาจจะไปเผ่าปีศาจ หรือว่ากำลังอยู่ระหว่างทางมาสำนัก เฟยอวี๋ก็ไม่อาจรู้ได้ เจ้ารอเขาที่สำนักก่อน แล้วค่อยบอกเขาว่าข้า เดินทางไปไหน จากนั้นก็ค่อยไปหาข้าที่เผ่าปีศาจ เจ้าคิดว่า อย่างไร?”
“เอาอย่างนี้ไหม…” หวั่นเฟิงอยากตามอวี๋หวั่นไปด้วย
อวี๋หวั่นพูดต่อ
“ข้ารู้ว่าเจ้าจะพูดว่าอะไร ให้คนอื่นนำความไปบอกเขา แต่เขา ไม่รู้จักคนอื่น เขาจะเชื่อหรือ?”
หวั่นเฟิงบอกว่า
“เช่นนั้นก็ให้ท่านน้ารอเขา ข้าจะไปกับท่านเอง!”
อวี๋หวั่นตบหน้าตักแล้วตอบว่า
“เรื่องนี้ข้าไม่มีความเห็น เจ้าไปคุยกับท่านน้าเจ้าเอง ถ้าเขา ตกลง ข้าก็จะให้เจ้าไป!”
ทีนี้ยังจะกล้าปัดความรับผิดชอบอีกไหม?
บทที่ 364.2 หมอเทวดาแดนปีศาจ (2)
หวั่นเฟิงเดินออกไปหาจี้สิงชวนด้วยด้วยความตื่นเต้น
ผลสุดท้ายก็คือถูกเขาสั่งสอนไปยกหนึ่ง ห้ามออกไปไหนครึ่ง เดือน จะไปเผ่าปีศาจน่ะหรือ? ฝันไปเถอะ!
ป้ายหยกของหวั่นเฟิงหล่นอยู่ในห้อง อวี๋หวั่นเก็บขึ้นมา และ คิดว่าจะนำไปคืนให้หวั่นเฟิง
เพิ่งเดินออกมาจากลานบ้าน ก็พบกับบุคคลที่ไม่คาดคิดว่าจะ พบ
มีแขกแวะเวียนมาทุกวัน วันนี้มีแขกมากมายเหลือเกิน
ถ้าอวี๋หวั่นจำไม่ผิด แม่นางน้อยชุดสีแดงคนนี้คือคู่หมั้นของจี้ สิงชวนที่เจ้าสำนักจี้เลือกสรรมาให้
นางแซ่อะไรนะ?
แย่แล้ว ว่ากันว่าตั้งท้องครั้งหนึ่งโง่ลงสามปี เธอเพิ่งจะตั้งท้อง ได้ไม่เท่าไหร่ สมองก็ไม่ทำงานแล้วหรือ
“เว่ยหรูเยียน” เว่ยหรูเยียนค้อมให้อวี๋หวั่นเล็กน้อยอย่างอ่อน หวาน
“อ่า แม่นางหรูเยียน” อวี๋หวั่นทักทายอย่างมีมารยาท
“ดึกป่านนี้แล้ว ฮูหยินเยี่ยนจะออกไปไหนหรือ?” คุณหนูเว่ยก
ระซิบถาม
อวี๋หวั่นหยิบป้ายหยกออกมา “หวั่นเฟิงทำป้ายหยกหล่นไว้ ข้า จะนำไปให้เขา”
คนอื่นไม่รู้ตัวตนของอวี๋หวั่น แต่คุณหนูเว่ยเป็นคู่หมั้นของจี้ สิงชวน จึงรู้เบื้องลึกเบื้องหลังของอวี๋หวั่น
นางบอกว่า “ข้ากำลังจะไปที่นั่นเหมือนกัน หากฮูหยินเยี่ยนไม่ รังเกียจ ไปด้วยกันเถิด”
“ตกลง” อวี๋หวั่นพยักหน้า
ทั้งสองเดินไปด้วยกันท่ามกลางความมืดยามราตรีอันเงียบ สงัด
เมื่ออยู่ต่อหน้าเยี่ยนจิ่วเฉา อวี๋หวั่นแลดูผอมบางร่างเล็ก เมื่อ เทียบกับผู้หญิงคนอื่น กลับนับว่ารูปร่างสูง ทว่าเมื่อมายืนกับคุณ หนูเว่ยแล้ว นับว่าต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
คุณหนูเว่ยหน้าตาสะสวย นอกจากท่านแม่ของเธอกับซั่งกวน เยี่ยนแล้ว อวี๋หวั่นไม่เคยเห็นสตรีคนไหนที่มีใบหน้างดงามเช่นนี้ มากนัก แน่นอนว่าเว่ยหรูเยียนก็เป็นหนึ่งในนั้น
เว่ยหรูเยียนงามสะคราญทว่ามิได้เย่อหยิ่ง นางเปรียบดังดอก กล้วยไม้ในความเงียบงัน เบ่งบานและงดงามโดยไม่มีผู้ใดสังเกต เห็น
“คุณหนูเว่ยตั้งใจมารอข้าที่นี่หรือ?” อวี๋หวั่นเอ่ยถามสิ่งที่เธอ
สงสัย
“อื้ม” เว่ยหรูเยียนพยักหน้า “ข้ารบกวนฮูหยินเยี่ยนหรือ เปล่า?”
“เปล่า” อวี๋หวั่นยิ้มมุมปาก
“ข้า…” เว่ยหรูเยียนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็รวบรวมความ กล้าพูดขึ้นว่า “ได้ยินว่าพี่ใหญ่จี้เป็นคนในเรือนของท่าน”
อวี๋หวั่นชะงักไป “อ่า เรื่องนั้นน่ะหรือ เจ้าสำนักน้อยใช้วิธีนี้ไป เพื่อตามหาพี่สาวของเขา ขอคุณหนูเว่ยอย่าได้สนใจ”
“ข้าไม่ได้สนใจเรื่องนี้” เว่ยหรูเยียนส่ายหน้า
บอกเลยว่าตนเองไม่สนใจ เป็นแม่นางน้อยที่ตรงไปตรงมาดี จริงๆ อวี๋หวั่นยิ้ม “เช่นนั้นคุณหนูเว่ยสนใจเรื่องใดหรือ?”
“พี่ใหญ่จี้กับท่าน…”
ประโยคต่อมา เว่ยหรูเยียนไม่ได้พูดต่อ
นางไม่พูด ก็ไม่ได้หมายความว่าอวี๋หวั่นเดาไม่ได้
หากจะบอกว่าอวี๋หวั่นไม่รู้ว่าจี้สิงชวนมีใจให้กับตน ก็คงจะ เป็นการโกหก แต่เธอเพิ่งรู้ไม่นานมานี้ หลังจากที่เข้ามาในสำนัก เฟยอวี๋ จึงเริ่มสัมผัสได้ว่าสายตาที่จี้สิงชวนมองตนไม่เหมือนเดิม อีกต่อไป
แต่ความรู้สึกเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่เว่ยหรูเยียนเข้าใจ เธอคิดว่าเธอ อาจทำให้จี้สิงชวนนึกถึงพี่สาวขึ้นมา
อวี๋หวั่นบอกว่า “ที่บ้านข้ามีน้องชายหนึ่งคน ข้าปฏิบัติต่อเขา เหมือนกับที่คุณหนูใหญ่จี้ปฏิบัติต่อเขา”
นี่คงเป็นเหตุผลที่ทำให้จี้สิงชวนเกิดความรู้สึกคุ้นเคยกับเธอ
แต่นี่ไม่ใช่ความรักระหว่างหนุ่มสาว
ถ้าบอกว่าจี้สิงชวนดีต่อเธอ ไม่สู้บอกว่าจี้สิงชวนปฏิบัติต่อเธอ เช่นนี้เพื่อเติมเต็มเศษเสี้ยวที่หายไปในใจของเขา
“ข้าพูดเช่นนี้ คุณหนูเว่ยเข้าใจหรือไม่?”
เว่ยหรูเยียนพยักหน้าน้อยๆ “ข้าเข้าใจแล้ว แต่ว่าข้าก็ยังคิดจะ ยกเลิกงานแต่งกับพี่ใหญ่จี้อยู่ดี”
“เพราะเหตุใด?” อวี๋หวั่นถาม “ท่านไม่เชื่อคำพูดข้าหรือ?”
คุณหนูเว่ยส่ายหน้า “จะเป็นไปได้อย่างไร? ข้ามาหาฮูหยินเยี่ย นก็เพราะข้าเชื่อว่าฮูหยินเยี่ยนจะบอกความจริงกับข้า อันที่จริงข้า เคยถามคำถามนี้กับเขาแล้ว แต่เขาไม่ยอมอธิบายให้ข้าฟัง”
“เรื่องนี้…” อวี๋หวั่นไม่รู้ว่าควรตอบว่าอย่างไร จี้สิงชวนมีนิสัย ไม่ชอบอธิบายให้มากความเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
คุณหนูเว่ยบอกว่า “ถ้าเป็นฮูหยินถามเขา เขาก็ไม่ยอมบอก หรือ? ก่อนหน้านี้ที่เขาทำงานให้ฮูหยิน เขาก็เป็นเช่นนี้หรือ?”
อวี๋หวั่นอยากบอกว่าใช่ แต่เมื่อคิดดูแล้วเห็นทีจะไม่ใช่
จี้สิงชวนสงวนปากสงวนคำก็จริง แต่ขอเพียงเอ่ยถาม มีหรือ เขาจะไม่บอก
“เขาไม่พอใจเรื่องการแต่งงาน ก่อนหน้านี้คุณหนูใหญ่ออก จากสำนักไปก็เพื่อหนีการแต่งงานกับเผ่าเว่ย แม้เขาจะไม่พูดออก มา แต่ในใจคงคิดเคียดแค้นเผ่าเว่ย มามาบอกข้าว่า ปัญหาทุก อย่างย่อมคลี่คลายหากมีความเพียรพยายาม ขอเพียงข้าเป็น ภรรยาที่เอาใจใส่และอ่อนโยน ไม่นานพี่ใหญ่จี้ก็จะเห็นความดีของ ข้า”
คุณหนูเว่ยพูดถึงตรงนี้ จากนั้นก็ชะงักไป “แต่ข้าไม่อยากลด คุณค่าของตนเองเช่นนั้น”
ทันใดนั้นอวี๋หวั่นก็นึกถึงคนคนหนึ่งที่เธอไม่ได้นึกถึงมา นาน…หานจิ่งซู
เว่ยหรูเยียนตกอยู่ในสภาวะคล้ายกับหานจิ่งซู ทั้งสองไม่ ปรารถนาที่จะออกเรือนไปกับผู้ชายที่ไม่ได้รักตน หานจิ่งซูเลือกที่ จะเอาชนะใจของเยี่ยนไหวจิ่งด้วยความจริงใจ แต่เว่ยหรูเยียนไม่ ต้องการนำความสุขที่เหลืออีกครึ่งชีวิตไปสังเวยกับการแต่งงาน
เว่ยหรูเยียนส่ายหน้า “ข้าเพียงแต่จะยกเลิกการแต่งงานกับพี่ ใหญ่จี้ แต่ไม่ได้บอกว่าจะตัดความสัมพันธ์กับสำนักเฟยอวี๋”
“หืม?” อวี๋หวั่นคิดว่าสมองของเธอกำลังประมวลผลไม่ทัน หลังจากตั้งท้องแล้วสมองของเธอทำงานช้าถึงขนาดนี้เชียวหรือ?
เว่ยหรูเยียนชี้ไปยังเรือนตรงหน้า รอยยิ้มวาดผ่านดวงหน้า นางยกกระโปรงขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเร่งฝีเท้าเข้าไป “หวั่นเฟิง ข้ามา หาเจ้าแล้ว! ”
เสียงของหวั่นเฟิงดังมาจากในห้องด้วยความตื่นตระหนก “ท่านพี่เว่ยอย่าเข้ามาหาข้า! ข้าๆๆ…ข้าถูกท่านน้าตี! ข้าไม่มีหน้า จะไปพบผู้ใด!”
เว่ยหรูเยียนอายุมากกว่าหวั่นเฟิงหนึ่งปี
แต่ภรรยาอายุมากกว่า กับสามีอายุน้อยกว่า ไม่ได้หมายความ ว่าจะไม่มีความสุขสักหน่อย
อวี๋หวั่นส่งป้ายหยกให้เว่ยหรูเยียน “ท่านนำป้ายหยกไปส่งให้ หวั่นเฟิงแทนข้าที”
เด็กคนนี้ หลอกเธอนี่!
ปากบอกว่าสงสัยเรื่องของเธอกับจี้สิงชวน แท้จริงแล้วอยากรู้ ความสัมพันธ์ของเธอกับหวั่นเฟิง
เด็กผู้หญิงสมัยนี้ฉลาดจริงๆ
จี้สิงชวนนะจี้สิงชวน ให้เจ้าสนใจนางเจ้ากลับไม่สน สุดท้าย นางก็จะกลายเป็นหลานสะใภ้ของเจ้า…
วันต่อมา ฟ้ากระจ่าง สายลมอ่อนโชยมา
อวี๋หวั่นพาซิวหลัวซึ่งกำลังขนสัมภาระต่างๆ เตรียมตัวออก เดินทาง
เจ้าสำนักจี้คัดเลือกลูกศิษย์ซึ่งมีวรยุทธ์ลํ้าเลิศมาสิบสองคน เตรียมรถม้าสองคัน คันหนึ่งให้อวี๋หวั่นนั่ง อีกคันหนึ่งใช้ขน สรรพาวุธและสินค้าต่างๆ การเดินทางครั้งนี้ยาวไกล เส้นทางไม่
ราบเรียบ ไม่อาจหยั่งรู้ได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นหรือไม่ จึงจำต้องรอบคอบไว้ก่อน
เจ้าสำนักจี้กล่าวว่า “สำนักเฟยอวี๋เคยส่งสินค้าให้เผ่าปีศาจ ครั้งหนึ่ง ในนี้มีผู้ที่เคยเดินทางไปยังเผ่าปีศาจมาก่อน เขาจะ นำทางให้พวกเจ้า”
อวี๋หวั่นพยักหน้า “รบกวนเจ้าสำนักจี้แล้ว”
เมื่อเห็นว่านัยน์ตาของเจ้าสำนักจี้แฝงไปด้วยความลำบากใจ และความวิตก อวี๋หวั่นจึงพูดว่า “เจ้าสำนักจี้วางใจเถิด ไม่ว่าจะ เกิดอะไรขึ้น ข้าจะไม่ยอมให้บุตรชายของท่านเป็นอันตราย หน้าที่ ของเขาคือนำทางให้ข้า หากเกิดเรื่อง ข้าจะไม่ดึงเขาเข้ามา เกี่ยวข้อง”
เจ้าสำนักจี้ยิ้ม แล้วกล่าวว่า “ฮูหยินก็กล่าวเกินไป เป็นบุรุษอก สามศอก มีหรือจะปล่อยให้สตรีตกอยู่ในอันตราย แม้ว่าข้าจะเป็น ห่วงเขา เพราะเขาเป็นลูกชายของข้า แต่ข้าก็หวังว่าเขาจะเป็นบุรุษ ที่องอาจและแข็งแกร่ง เขาเป็นคนเลือกเส้นทาง หากเกิดอันตราย เขาย่อมต้องรับผิดชอบ ไม่อาจหนีเอาตัวรอดแต่เพียงผู้เดียว แล้ว หดหัวอยู่ในกระดอง”
เจ้าสำนักจี้ช่างเป็นผู้ใหญ่ที่ใจกว้างเหลือเกิน เขามีความคาด หวังในตัวลูกๆ แต่ก็ไม่เคยผูกมัดพวกเขาไว้ไม่ให้สยายปีกบิน เขา อยากให้พวกเขาใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุุข แต่ก็เคารพการตัดสิน ใจของพวกเขา”
“เจ้าสำนักจี้โปรดรักษาสุขภาพ หากมีโอกาสคงได้พบกันอีก” อวี๋หวั่นคำนับเขาหนึ่งครั้ง
เจ้าสำนักจี้ยกมือขึ้นมาประสานกัน “ฮูหยินโปรดรักษา สุขภาพ”
ซิวหลัวยืนอยู่ข้างรถม้า ดวงตาสีโลหิตของเขาเบิกกว้าง ใบหน้าแลดูเบื่อหน่าย
หลังจากที่อวี๋หวั่นกล่าวลาเจ้าสำนักจี้ เธอก็เดินตรงไปยังรถม้า
ท่าทางของซิวหลัวเปลี่ยนไปในทันใด เขายืดหลังตรง แสยะ ยิ้มเล็กน้อย เผยให้เห็นฟันซี่ขาว!
อวี๋หวั่นขึ้นไปบนรถม้า
เขาจึงทิ้งตัวนั่งลง
ส่วนม้าของจี้สิงชวนนั้นมีลูกศิษย์ในสำนักตระเตรียมไว้ให้ แล้ว เขามองสำนักเฟยอวี๋เป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นจึงกระโดดขึ้น บนหลังม้า
“ออกเดินทาง!”