หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 367 อาโต้วผู้โหดเหี้ยม
อวี๋หวั่นไม่ชอบมีลับลมคมใน เมื่อมีความสงสัยอยู่ในใจ ย่อม ต้องถามออกมา “ข้าขอถามได้หรือไม่ว่าท่านยายเป็นคนที่ไหน?”
สตรีผู้นี้ไม่ได้ถามอวี๋หวั่นว่า ‘ทำไมเจ้าถึงอยากรู้เรื่องนี้’ เพียง แต่ส่ายหน้า แล้วตอบว่า “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าข้าเป็นใคร ข้า ติดตามอาจารย์อยู่ในยุทธภพตั้งแต่ยังจำความได้ ภายหลัง อาจารย์ล่วงลับ ข้าจึงมาที่นี่ ข้าคิดว่าทัศนียภาพงดงาม จึงปักหลัก ที่นี่”
อวี๋หวั่นพยักหน้าด้วยความเข้าอกเข้าใจ “ฟังจากที่ท่านยาย กล่าว คล้ายกับว่าท่านยายไม่ใช่คนแรกที่มาอยู่ที่นี่”
มือเรียวซึ่งกำลังรินนํ้าชาหยุดชะงักไป “ใช่ มีคนอยู่ที่นี่ก่อน หน้าข้า แต่ภายหลังพวกเขาก็จากไป เหลือข้าเพียงคนเดียว และ ข้าก็เก็บเด็กๆ เหล่านี้มาเลี้ยง”
“กล่าวอย่างไม่ปิดบัง ข้ามีเพื่อนคนหนึ่งเคยพบกับหมอเทวดา ที่นี่” อันที่จริงเขาเป็นเพื่อนกับเจ้าสำนักจี้ แต่ที่อวี๋หวั่นพูดเช่นนี้ก็ เพื่อที่จะเข้าประเด็นหลักได้เร็วขึ้น “เขาถูกงูพิษกัด สิ้นใจไปแล้ว เป็นหมอเทวดาท่านนี้ที่ช่วยเขาไว้ ไม่รู้ว่า…เป็นท่านยายหรือ เปล่า”
นางส่ายหน้า “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นข้าใช่หรือไม่ หลายปี มานี้ข้าเข้าป่าไปเก็บตัวยาสมุนไพร ได้พบกับคนที่ตกอยู่ใน
สถานการณ์อย่างที่เจ้าว่าเป็นครั้งคราว คนที่ข้าช่วยได้ข้าก็ช่วย”
ช่างเป็นคนที่มีจิตใจอันประเสริฐ แม้แต่บุญคุณก็ไม่ได้จำใส่ใจ อวี๋หวั่นมองออกว่านางไม่อยากเอ่ยถึงเรื่องในอดีต จึงไม่ถามซักไซ้ อีก แต่พูดไปตามตรงว่า “ยาวิเศษของท่านยายใช้ได้ผลกับใครก็ได้ หรือ?”
“ไม่ใช่ ใช้ได้ผลกับคนที่ตายปลอมเท่านั้น” นางตอบ
“ตายปลอม?” อวี๋หวั่นมีสีหน้าฉงนใจ
นางตอบว่า “อืม ไม่มีชีพจร แต่วิญญาณยังไม่แหลกสลาย”
อวี๋หวั่นลูบคาง ในวิชาแพทย์เรียกว่าหัวใจหยุดเต้น?
นางมองไปยังอวี๋หวั่น “เจ้าสนใจเรื่องนี้ เป็นเพราะเจ้าต้องการ รักษาใครหรือ?”
อวี๋หวั่นไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ “กล่าวอย่างไม่ปิดบังท่านยาย สามีของข้าถูกยาพิษ ต้องการตัวยาหายากมาถอนพิษ ตอนนี้ข้า หาพบแล้วสองชนิด ตอนนี้เหลือเพียงเลือดสตรีศักดิ์สิทธิ์กับนํ้าตา พ่อมดที่ยังหาไม่พบ”
“เลือดสตรีศักดิ์สิทธิ์?” นัยน์ตาของนางสั่นไหวไปชั่วขณะ นาง มองไปยังอวี๋หวั่นด้วยสายตาประหลาด “เจ้ากำลังตามหาเลือด สตรีศักดิ์สิทธิ์?”
นัยน์ตาของนางไม่อาจเก็บซ่อนความประหลาดใจเอาไว้ได้ สตรีศักดิ์สิทธิ์หายตัวไปนานแล้ว ทุกคนที่รู้ว่าอวี๋หวั่นกำลังตามหา
เลือดสตรีศักดิ์สิทธิ์ล้วนแต่เผยสีหน้าแบบเดียวกัน อวี๋หวั่นไม่ได้ คิดมาก เธอพยักหน้าแล้วบอกว่า “ใช่ ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินเรื่องของ หมอเทวดาในแดนปีศาจ จึงสงสัยว่าอีกฝ่ายอาจจะเป็นทายาท ของสตรีศักดิ์สิทธิ์”
สตรีผู้นี้พึมพำว่า “เลือดสตรีศักดิ์สิทธิ์…ไฉนข้าจึงนึกไม่ถึง?”
“ท่านยายนึกไม่ถึงเรื่องอะไรหรือ” อวี๋หวั่นถามด้วยความ สงสัย
นางส่ายหน้า “มิน่าเล่าเจ้าถึงถามที่มาที่ไปของเข้า แท้จริง แล้วก็คิดว่าข้าเป็นทายาทของสตรีศักดิ์สิทธิ์”
“ท่านยายเป็นทายาทของสตรีศักดิ์สิทธิ์หรือไม่?” อวี๋หวั่นถาม
นางยังคงนิ่งเงียบ
อวี๋หวั่นคิดว่านางจะตอบว่าไม่รู้ดังที่ผ่านมา แต่นางเอ่ยปาก ตอบว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าทายาทของสตรีศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างไร?”
ครานี้เป็นอวี๋หวั่นที่ไม่รู้ “ก่อนหน้านี้ข้าพบบันทึกของสตรี ศักดิ์สิทธิ์และพ่อมด น่าเสียดายที่ข้ายังไม่ได้อ่าน ท่านยายรู้เรื่องนี้ ใช่ไหม?”
สัญชาตญาณบอกอวี๋หวั่นว่าผู้หญิงคนนี้เคยได้ยินเรื่องของ สตรีศักดิ์สิทธิ์ ไม่เช่นนั้นคงไม่ถามคำถามนี้กับเธอ
ขณะที่อวี๋หวั่นคิดว่านางกำลังจะเอ่ยปากกล่าวอะไรสักอย่าง เด็กอายุเก้าขวบก็วิ่งเข้ามาในห้องพร้อมกับผลไม้กอบใหญ่ในอ้อม
แขน “ท่านยาย! ท่านยาย! กินผลไม้เถิด! พวกข้าเพิ่งไปเก็บมา!”
นางพยักหน้า “ไปเก็บผลไม้อีกแล้วหรือ? ข้าไม่ได้บอกพวกเจ้า แล้วหรือว่าอย่าไปที่ไกลๆ?”
เด็กคนนั้นตอบว่า “ท่านยายวางใจเถิด ข้าไม่ได้ข้ามแม่นํ้าไป! ไม่ตกนํ้าง่ายๆ!”
เด็กคนนั้นยังพูดคุยกับนางอีกหลายเรื่อง จนอวี๋หวั่นเริ่มรู้สึก ง่วง เธออดหาวออกมาไม่ได้ ตั้งแต่ที่ตั้งครรภ์ กลางคืนนอนนาน กว่าปกติ กลางวันยังต้องเพิ่มอีกหนึ่งถึงสองชั่วยาม
“ท่านยายดูสิ นางหลับไปแล้ว!” เด็กคนนั้นชี้ไปยังอวี๋หวั่นซึ่ง ฟุบลงกับโต๊ะ
นางมิได้มีสีหน้าตกใจแต่อย่างใด แล้วพยักหน้ากับเด็กๆ “เก็บ ห้องให้เรียบร้อย”
“ทราบ!” เด็กเก้าขวบเดินออกไป
นางพาอวี๋หวั่นเข้าไปพักผ่อนในห้อง
อวี๋หวั่นนอนอยู่บนเตียงนุ่ม
ตั้งท้องจะง่วงนอนง่าย เรื่องนี้เธอรู้ดี เพียงแต่ครั้งนี้เธอหลับ ลึกกว่าปกติ กว่าเธอจะตื่นนอนก็ย่างเข้าช่วงบ่าย อากาศร้อน อบอ้าว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุผลนี้หรือไม่ เธอรู้สึกมึนหัวเหลือเกิน
อวี๋หวั่นพยายามยกมือขึ้นมา แต่กลับพบว่าแขนของตนไร้ เรี่ยวแรง
เธอค่อยๆ ลืมตาขึ้นด้วยความมึนงง เงาอันพร่ามัวปรากฏต่อ หน้าเธอ
เป็นท่ายยายที่มีวิชาแพทย์สูงส่งผู้นี้
นางกำลังจะทำอะไร
อวี๋หวั่นพยายามเพ่งให้ชัด แต่ทำอย่างไรก็ไม่อาจลืมตาได้ อย่างเต็มที่
นางยืนอยู่ข้างโต๊ะ กำลังจัดเรียงขวดและโหลจำนวนมาก เด็กๆ ที่นางรับมาเลี้ยงยืนอยู่ด้านข้างด้วยความสงสัย ที่กล่าวว่า พวกเขายืนดูอยู่ด้วยความสงสัยนั้น อวี๋หวั่นเป็นคนคิดเอง สีหน้า ของพวกเขาเป็นอย่างไรนั้น ลำพังสายตาอันพร่าเลือนของอวี๋หวั่น ในตอนนี้ ย่อมไม่อาจรู้ได้
แต่คำพูดต่อมาก็เป็นข้อพิสูจน์ว่าการคาดเดาของอวี๋หวั่นนั้น มิได้คลาดเคลื่อน
“ท่านยาย ท่านต้องการหญ้ากระตุ้นโลหิตมากเช่นนี้ไปทำ อะไรหรือ?”
ผู้ที่ถามคือเด็กอายุเก้าขวบคนนั้น เขาฉลาดหลักแหลม รู้ ความมากที่สุด
นางตอบว่า “เพราะจะใช้ใส่เลือดปริมาณมาก ห้ามปล่อยให้ เลือดหยุด”
“เลือดของนางหรือ? ทำไมหรือ?” เด็กเก้าขวบถามด้วยความ
งุนงง
อวี๋หวั่นรู้สึกสับสนไปชั่วขณะ ‘นาง’ ที่เด็กคนนั้นพูดถึงก็คือ เธอ? นางเป็นโรคร้ายอะไร ถึงต้องใช้วิธีโหดเหี้ยมขนาดนี้?
ความคิดแรกของอวี๋หวั่นคือแม่นางคนนี้ต้องการทำร้ายเธอ จนนางเดินถือขวดหยกเข้ามาพลางตอบคำถามของเด็กเก้าขวบ ว่า “นางมีเลือดพลังหยินบริสุทธิ์ หากใช้เลือดของนางทำยา จะ ทำให้สรรพคุณของยาดีขึ้น พวกเจ้าก็จะมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น วร ยุทธ์ก็จะแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน”
ทันทีที่นางพูดจบ อวี๋หวั่นก็รู้สึกคล้ายกับมองเห็นแสงแห่ง ความหิวกระหายปรากฏขึ้นในดวงตาของเด็กๆ ที่ไร้เดียงสาเหล่านี้
ความหนาวเหน็บถาโถมขึ้นในใจของอวี๋หวั่น
เลือดพลังหยินบริสุทธิ์ เช่นนั้นก็หมายความว่าเธอหนีไปไหน ไม่ได้แล้ว
รู้หน้าไม่รู้ใจจริงๆ ผู้หญิงคนนี้แลดูจิตใจดีราวกับพระโพธิสัตว์ ที่แท้ก็มีแผนร้ายอยู่ในใจ!
ที่นางพาอวี๋หวั่นและ ‘เบาะรองนั่งเนื้อมนุษย์’ กลับมายังเรือน เห็นทีจะไม่ได้เพราะคิดจะช่วยชีวิต ฟังจากนํ้าเสียงของนางแล้ว ไม่ ยักเหมือนกับคนที่เพิ่งนำเลือดคนเป็นๆ มาทำยา ที่จับพวกเขามา อย่างนี้ ก็เพื่อนำมาทดลองยาสินะ?
สรุปแล้วเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนคนนั้นของเจ้าสำนักจี้ นางใจดี ปล่อยเขาไป หรือว่าสตรีที่เขาพบไม่ใช่นาง?
“พวกเจ้าไปห้องครัว ต้มนํ้าในหม้อให้เดือด” นางสั่ง
เด็กๆ เดินออกไปอย่างว่าง่าย
อวี๋หวั่นไม่มีเวลามานั่งคิด เพราะแม่นางคนนี้เดินถือมีดเข้ามา หาเธอแล้ว
ห้องห้องนี้มีเตียงอยู่ด้านหลังประตูพอดี เธออยู่ใกล้กับประตู มากกว่าอยู่ใกล้นาง แต่สิ่งที่แย่ก็คือไม่รู้ว่านางทำอะไรกับเธอ เธอ จึงไม่มีแรง คิดจะหนีก็หนีไม่ได้ แม้แต่แขนก็ไม่มีแรงจะยกขึ้น
เธอเป็นเหมือนปลาเค็มที่นอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้น
อวี๋หวั่นลูบท้อง
เธอยังไม่อยากตาย
แต่ว่าตอนนี้ยังมีทางรอดอยู่อีกหรือ?
สตรีผู้นี้รู้แล้วว่าอวี๋หวั่นตื่นแล้ว แต่นางมิได้ยี่หระ นางวางยาอ วี๋หวั่นแล้ว ย่อมต้องรีดเลือดอวี๋หวั่นจนหมดตัว ไม่ให้มีแรงต่อต้าน แม้แต่น้อย
นางดึงมีดออกมาจากฝัก ความเย็นเยียบพาดผ่านดวงตาของ นาง นางเดินเข้าไปโดยปราศจากความลังเล ราวกับนี่ไม่ใช่การกรีด เลือดคน แต่เป็นการกรีดเลือดสัตว์เล็กตัวหนึ่ง
อวี๋หวั่นหลับตาลง
จบกัน เธอต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่จริงๆ สินะ
นางเงื้อมีดขึ้นมา
ทันใดนั้นเอง เงาสูงใหญ่สายหนึ่งก็ผลักประตู และปราดเข้า มาอย่างรวดเร็ว!
สตรีผู้นี้ยืนอยู่ด้านหลังประตู นางไม่คาดคิดว่าจะมีผู้ใดบุกเข้า มาอย่างอุกอาจเช่นนี้ จึงถูกประตูเหวี่ยงฟาดจนติดกำแพง!
ผู้ที่มาถึงไม่ใช่ใครอื่น หากแต่เป็นยอดฝีมือที่กลายเป็นเบาะ รองนั่งหนังมนุษย์ให้อวี๋หวั่นนั่นเอง
เขาก็ถูกวางยาเช่นกัน แต่น่าเสียดายที่พลังภายในของเขา แข็งแกร่ง ฤทธิ์ของยาจึงสลายไปอย่างรวดเร็ว เขาจึงฟื้นขึ้น เขาไม่ ได้ถีบประตู เขาเพียงแต่ผลักเบาๆ ไหนเลยจะรู้ว่าพลังของเขา ทำให้ประตูแทบจะแตกเป็นเสี่ยงๆ
“เมื่อครู่เหมือนกระแทกอะไรสักอย่าง?” อาโต้วเกาศีรษะ ขณะที่กำลังจะเดินไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นด้านหลังประตู สายตาของ เขาก็เหลือบไปเห็นอวี๋หวั่นซึ่งนอนอยู่บนเตียง
เขาตื่นตะลึงในทันใด “ฮูหยิน?!”
ตอนที่อาโต้วยังเป็นเด็กหนุ่ม เขาเคยเห็นนางเจียง เขาจำนาง เจียงได้ สตรีผู้นี้เหมือนกับฮูหยินในความทรงจำของเขาไม่มีผิด เพี้ยน!
อวี๋หวั่นตื่นตะลึง รู้จักเธอด้วย? เป็นคนรู้จักกัน?
ทูตแห่งความมืด?
หรือทูตแห่งแสงสว่าง?
เธอไม่สนอีกต่อไป อย่างน้อยทูตแห่งความมืดก็ไม่มีทาง ทำร้ายเธอ แต่ถ้าอยู่ที่นี่ต่อไปคงถูกผู้หญิงคนนั้นเอาชีวิต
ไปอย่างแน่นอน
อวี๋หวั่นพูดอย่างอ่อนแรงว่า “ใช่ๆๆ …ข้าคือฮูหยินของพวก เจ้า…มาช่วยข้าไปจากที่นี่เร็ว”
“ไอ้หยาาา! ในที่สุดข้าก็ตามหาท่านพบแล้ว! เดินยํ่าจน รองเท้าเหล็กสึกแต่กลับไม่พบ คราวจะพบก็พบอย่างง่ายดาย!” อาโต้วตื่นเต้นจนหยิบยกสำบัดสำนวนที่เรียนมาทั้งชีวิตมาใช้ อย่างไรเสียเขาก็เคยเรียนมา
อาโต้วจะเข้าไปพยุงอวี๋หวั่น
“ข้าไม่มีแรง” อวี๋หวั่นบอก
อาโต้วครุ่นคิด “โอ้ ฮูหยินรอสักครู่!”
เขาพุ่งออกไปอย่างว่องไว
ในตอนนั้นเอง แม่นางซึ่งถูกประตูเหวี่ยงใส่จนติดกำแพงก็ ค่อยๆ ฟื้นจากอาการมึนงง นางค่อยๆ ดึงตนเองออกจากกำแพง เงื้อมีดขึ้นมา จับด้ามมีดแน่น และหันปลายมีดไปยังอวี๋หวั่น
“ข้ามาแล้ว!”
ปัง!
ประตูห้องถูกอาโต้วผลักออกอีกครั้ง!
นางถูกประตูกระแทกจนติดกำแพงอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มีดไม่ได้
หล่นลงกับพื้น แต่มันปักเข้าที่หน้าอกของนางแทน
นางมองมีดที่ปักหน้าอกอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง “…”
อาโต้วมีสีหน้าแปลกใจ “เอ๋? ข้าเหมือนจะเปิดประตูไปชนเข้า กับอะไรจริงๆ นะ”
เขาวางเก้าอี้ที่สะพายอยู่ด้านหลังลง แล้วดึงประตูออกมา “เฮ้ย!!!”
ด้านหลังประตูมีแม่นางคนหนึ่งรึ?!
อาโต้วรีบดึงนางออกมา และพบว่านางถูกมีดปักกลางหน้าอก เขามั่นใจว่าเขาไม่ได้เป็นคนทำ และฮูหยินผู้อ่อนแอก็ไม่ได้เป็นคน ทำเช่นกัน ใครทำเขาไม่รู้ ตอนนี้การช่วยคนสำคัญที่สุด
เขาดึงมีดออกมาจากหน้าอกของนาง
เลือดไหลทะลักออกมาไม่หยุด!
อาโต้วมองไปยังเลือดที่ไหล ‘พลั่กๆๆ’ ออกมา ดวงตาของเขา เบิกโพลง “แย่แล้ว ข้าลืมว่าต้องใช้ยาห้ามเลือด เจ้ารอก่อน”
นางดึงอาโต้วไว้ ร่างของนางสั่นเทิ้มด้วยความเจ็บปวด “หะ… หาอะไรมา…ห้ามเลือดก่อน…เลือดไหลไม่หยุดข้าจะตาย…”
อาโต้วปักมีดกลับลงที่เดิม
ทีนี้ก็ห้ามเลือดได้แล้วสินะ!
อาโต้วนี่ฉลาดหลักแหลมเสียจริง!!!
สตรีผู้นั้น “…”
นางหมดสติไป!
เมื่อนางตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าอาโต้วดึงมีดออกมาแล้ว นางยังคงเลือดไหลไม่หยุด
อาโต้วกล่าวว่า “ขออภัย ข้าไม่ได้จะทำให้เจ้าตื่น ว่าแต่ยาห้าม เลือดของเจ้าอยู่ที่ไหนหรือ?”
นางรวบรวมแรงทั้งหมด ยกมือขึ้นชี้ไปฝั่งตรงข้าม “อยู่…อยู่ ในตู้”
“อ้อ” อาโต้วปักมีดกลับลงไป
นาง “…”
ในตอนที่อาโต้วหายาห้ามเลือดได้นั้น นางก็นอนหายใจรวยริน เสียแล้ว
เขาถูกชะตาชีวิตบีบบังคับให้เป็นโจรลักม้า ไม่มีผู้ใดรู้ว่า แท้จริงแล้วอาโต้วมีหัวใจอันแสนบริสุทธิ์ เขาอยากเป็นคนดี แต่ เพราะเหตุใดเขาจึงไม่มีโอกาสได้เป็นคนดีเลยสักครั้ง?
อวี๋หวั่นปิดตา ไม่กล้าดูต่อ
อาโต้วหาเชือกมามัดด้านหลังเก้าอี้ ให้อวี๋หวั่นนั่งลงบนเก้าอี้ และแบกอวี๋หวั่นออกมานอกเรือน
เมื่อเหล่าเด็กที่ถูกสตรีผู้นั้นเก็บมาเลี้ยงพบว่าเกิดเรื่องขึ้นกับ นาง พวกเขาก็มีท่าทางดุดันในทันใด
อวี๋หวั่นไม่ได้รู้สึกเป็นห่วงหรือเห็นใจเด็กเหล่านี้แม้แต่น้อย เธอยังไม่ลืมเรื่องที่แม่นางคนนั้นบอกว่าเลือดของเธอสามารถ ทำให้พวกเขามีอายุยืนยาวและเสริมวรยุทธ์ และพวกเขาก็เผย สีหน้าหิวกระหายขึ้นมา
อวี๋หวั่นไม่คิดสังหารพวกเขา แต่ก็ไม่คิดจะพาพวกเขาไปด้วย เช่นกัน
พวกเขาหยิบศรธนูออกมาจุ่มลงไปในยาพิษ จากนั้นก็เล็งมา ทางอวี๋หวั่นและอาโต้ว
อาโต้วขยับหลบเพียงเล็กน้อย ภายในเวลาเพียงชั่วพริบตา เดียว เข้าก็อันตรธานหายไปพร้อมกับอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นจำสิ่งที่เด็กพวกนั้นพูดได้ แถวนี้มีแม่นํ้าสายหนึ่ง สามารถข้ามไปได้
ไม่แน่ว่าที่นั่นอาจเป็นทางเข้าเผ่าปีศาจ
“เจ้าชื่ออะไร?”
“อาโต้ว!” อาโต้วตอบ
อวี๋หวั่นถามว่า “ใกล้ๆ นี้มีแม่นํ้าสายหนึ่ง เจ้าได้ยินเสียงนํ้า หรือเปล่า?”
อาโต้วใช้สมาธิฟังเสียง จากนั้นก็พยักหน้า “ได้ยิน”
อวี๋หวั่นจึงบอกว่า “ไปริมแม่นํ้า”
อาโต้วตามเสียงนํ้าไหลไปเรื่อยๆ ไม่นานก็เดินทางมาถึงริม
แม่นํ้า อย่างที่เด็กพวกนั้นพูด แม่นํ้าสายนี้ไม่นับว่ากว้าง แต่คน ปกติก็ข้ามไปไม่ได้ ทว่าอาโต้วเป็นยอดฝีมือ คิดดูแล้วไม่น่ามี ปัญหา
สิ่งที่เลวร้ายก็คือ ขณะที่อาโต้วใช้วิชาตัวเบาข้ามแม่นํ้า และ เหยียบลงบนก้อนหินริมฝั่ง อยู่ๆ ยอดเขาก็ถล่มลงมา สายนํ้า กระจายขึ้นสูงและรุนแรงราวกับนํ้าตก พุ่งเข้าใส่พวกเขาทั้งสอง!
ในช่วงเวลาชั่วพริบตาเดียว เงาสายหนึ่งก็พุ่งเข้ามาคว้าเอวขอ งอวี๋หวั่นและอาโต้วไว้ แล้วดึงพวกเขาออกมา
เก้าอี้ของอวี๋หวั่นแตกกระจายกลางอากาศ อวี๋หวั่นรู้สึกราวกับ กำลังลอยเคว้งคว้าง
อวี๋หวั่นหายใจเข้าเฮือกหนึ่งด้วยความตกใจ เธอจับหน้าท้อง เอาไว้ แล้วหล่นลงในอ้อมแขนอุ่น