หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 416 ปรมาจารย์ซือคง
สัตว์พิษตัวน้อยนํ้าลายสอ
เยี่ยนจิ่วเฉาอยู่ในห้องกับไข่ดำทั้งสาม พวกเขาเพิ่งอาบนํ้า เสร็จ ยังไม่สวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย กลับวิ่งไปวิ่งมาด้วยก้นน้อย เปลือยเปล่า
เยี่ยนจิ่วเฉาใช้มือจับหนึ่งคนหนึ่งข้าง พามานั่งบนเก้าอี้
“นั่งดีๆ” เขากล่าวอย่างน่าเกรงขามโดยไร้ซึ่งอารมณ์โกรธ
กล่าวจบ ก็หยิบเสื้อผ้าตัวเล็กเริ่มสวมใส่ให้กับบุตรชายอย่าง ระมัดระวัง แม้จะกลายเป็นอ๋องเผ่าปีศาจ ทว่าบางสิ่งบางอย่างยัง คงติดอยู่ในสัญชาตญาณ เช่นความรักที่มีต่ออวี๋หวั่น หรือการ ดูแลไข่ดำน้อยทั้งสาม
ขณะที่บิดาตัวเหม็นใส่เสื้อผ้าให้ต้าเป่า เสี่ยวเป่าก็แอบเหยียด เท้าน้อยๆ ข้างหนึ่งออกไป แตะลงบนพื้นช้าๆ เขาไหลลงจากเก้าอี้ เหลือบมองไปที่บิดาตัวเหม็น เมื่อเห็นว่าบิดาตัวเหม็นไม่ได้สนใจ ก็ รีบวิ่งไปที่ประตู!
ขาสั้นๆ ก้าวออกไปข้างหนึ่ง ขณะที่กำลังจะก้าวไปอีกข้าง พลัง ภายในอันทรงพลังก็ดูดคนทั้งคนกลับไป และถูกจับไว้ในมือของ บิดาตัวเหม็น
เยี่ยนจิ่วเฉาจับเสื้อด้านหลังของเยี่ยนเสี่ยวเป่าราวกับเด็กน้อย
เสี่ยวเป่าถอนหายใจอย่างหมดหนทาง ก้มหัวน้อยๆ ลง ล้มเลิก ความคิดที่จะต่อต้าน
เยี่ยนจิ่วเฉาวางเสี่ยวเป่าลงบนเก้าอี้ แล้วเริ่มสวมเสื้อผ้าให้เอ้ อร์เป่า
เสี่ยวเป่าแอบวิ่งหนีไปอีกครั้ง
ผลคือเยี่ยนจิ่วเฉาก็จับได้อีกครั้ง
ท่านพ่ออะไรกัน ไม่น่ารักเลยจริงๆ!
ไข่ดำทั้งสามสวมเสื้อผ้าเสร็จ ก็จับมือกัน กระโดดพลางเดิน พลางไปหามารดา
ยามที่อิ่งสือซันเข้ามาในห้อง เยี่ยนจิ่วเฉากำลังพลิกเปิดคัมภีร์ โบราณสองสามเล่มที่นำมาจากห้องสมุดของสกุลซือคง อย่ามอง ว่าตัวตนนี้ดูพิกล จริงๆ แล้วมันมอบความสะดวกสบายให้คนทั้ง สองไม่น้อย เช่นหนังสือความลับของซิวหลัวเล่มนี้ที่แม้แต่เผ่า ปีศาจก็ยังไม่สามารถหาได้
ซิวหลัวของพวกเขาเป็นซิวหลัวที่ไร้เทียมทานที่สุด แต่หาก ไม่มีกลยุทธ์กังฟูที่เหมาะกับเขา เขาก็เป็นดั่งหยกชิ้นหนึ่งที่ไม่ สามารถแกะสลักได้ ยากจะดึงความสามารถที่ยอดเยี่ยมที่สุดออก มาใช้ได้
“คุณชาย” อิ่งสือซันโค้งคำนับ “ท่านกำลังดูอะไรอยู่หรือ?”
เยี่ยนจิ่วเฉาปิดหนังสือแล้วยื่นให้เขา “เอาไปให้อาม่า”
“ขอรับ” อิ่งสือซันหยิบหนังสือลับมา
“มีเรื่องใด?” เยี่ยนจิ่วเฉาถาม เมื่อเห็นว่าเขายังไม่จากไป
อิ่งสือซันเล่าเรื่องปรมาจารย์ซือคงและสตรีศักดิ์สิทธิ์หลานอี ให้เขาฟัง “…บิดาของอวิ๋นเฟยอาจไม่ใช่คนตระกูลเฉิน แต่เป็นปร มาจารย์ซือคง ข้าน้อยเกรงว่าสตรีศักดิ์สิทธิ์ได้ค้นพบความลับนี้ แล้วเช่นกัน และอาจปลอมเป็นภรรยาของท่านไปแสดงตนเป็น ญาติที่หมิงซาน”
แสดงตนเป็นญาติยังเป็นเรื่องเล็ก กลัวว่าหลังจากรับรู้แล้ว นางจะใช้ปรมาจารย์ซือคงจัดการกับพวกเขามากกว่า
ด้วยใบหน้าที่นางมีอยู่ในยามนี้ ความเป็นไปได้ที่จะใช้ลวงเพื่อ บรรลุเป้าหมายนั้นไม่น้อยเลยจริงๆ
ไข่ดำทั้งสามจดจำอวี๋หวั่นได้ เพราะอวี๋หวั่นไม่ได้เปลี่ยนไป แม้แต่น้อย ในแง่ของรูปร่างหรือท่าทางการเดิน ต่อให้เป็นเพียง เงาด้านหลัง พวกเขาก็ยังจดจำเธอได้
แต่ปรมาจารย์ซือคงอาจไม่ใช่
เยี่ยนจิ่วเฉาใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ “เตรียมรถ”
จันทรากระจ่างดาราเบาบาง เขาหมิงซานเงียบสงัด
ด้วยการสนับสนุนของฮวาจือ สตรีศักดิ์สิทธิ์ได้เข้าสู่จวนซือคง และผ่านเส้นทางลับของเขาหมิงซาน มาถึงเชิงเขาหมิงซาน
ฮวาจือโค้งคำนับและกล่าวอย่างประหม่า “สตรีศักดิ์สิทธิ์ บ่าว
ส่งท่านที่นี่ ท่านต้องระวังให้มาก หากมีอะไรผิดพลาด อย่าคิดสู้ รีบ หนีออกไปโดยเร็วที่สุดนะเจ้าคะ”
คิดสู้?
ใครจะกล้าสู้กับปรมาจารย์ซือคง?
ต่อให้พลังของกลุ่มคนพวกนั้นรวมกัน อยู่ต่อหน้าปรมาจารย์ก็ ยังไม่พอให้มอง
ความคิดแล่นเข้ามา สตรีศักดิ์สิทธิ์ก็ยกมือขึ้นอย่างเฉยเมย “เจ้าถอยออกไปเถอะ เขาไม่ชอบให้คนนอกมารบกวน”
“เจ้าค่ะ” ฮวาจือถอยออกไปอย่างมีไหวพริบ
เดิมทีสตรีศักดิ์สิทธิ์มีคุณสมบัติที่จะเข้ามายังเขาหมิงซาน แต่ อย่างไรก็มาโดยใช้เส้นทางลับเป็นครั้งแรก นางมองไปรอบๆ หา ทิศทางของวิหารเจาหยางและก้าวเดินไป
เพื่อให้แสดงเป็นสตรีผู้นั้นได้ดีขึ้น นางกินให้อ้วนขึ้นไม่น้อย เสื้อผ้าก็ยัดอีกสองสามชิ้น จนดูอวบอ้วนอยู่บ้าง สตรีผู้นี้ไม่ได้ เติบโตมาข้างกายปรมาจารย์ ปรมาจารย์ไม่รู้ทั้งลักษณะและ ท่าทางของนาง สิ่งเดียวที่พิสูจน์ได้คือใบหน้านี้ค่อนข้างคล้ายกับ สตรีศักดิ์สิทธิ์หลานอี
ส่วนกลิ่นอายของสตรีศักดิ์สิทธิ์ สตรีศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้กังวล ใคร ใช้ให้สตรีผู้นั้นอุ้มท้องสตรีศักดิ์สิทธิ์ละ? หากกล่าวในระดับหนึ่ง กลิ่นอายของคนทั้งสองยังพอจะนับของปลอมให้เป็นจริงได้
ตราบใดที่นางไม่เผยวรยุทธ์ของวิหารสตรีศักดิ์สิทธิ์ นางก็จะ ไม่ถูกปรมาจารย์พบข้อสงสัย
แน่นอน ยังมีความเป็นไปได้ที่จะถูกมองอย่างทะลุปรุโปร่ง เช่นนั้นสิ่งที่รอนางอยู่คงเป็นตอนจบอันโหดร้ายเกิดคาดเดา แต่ ตอนนี้นางไม่มีทางให้ถอยแล้ว และนางก็ไม่เคยเป็นคนขลาดที่ไม่ กล้าทำอะไร ความเสี่ยงยิ่งสูงเพียงใด ผลตอบแทนยิ่งสูงเพียงนั้น นางเข้าใจกฎการเดิมพันดีกว่าใคร
สตรีศักดิ์สิทธิ์ยังคงเดินไปที่วิหารเจาหยาง
ยามเดินมาถึงต้นไทรต้นหนึ่ง นางก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่คุ้นเคย
นางรีบแวบหลบหลังต้นไทร เมื่อตั้งสติได้ โผล่หัวออกไป ก็เห็น ซือคงฉางเฟิงจุดตะเกียง เดินเล่นมาทางนี้
เขาแต่งกายด้วยชุดสีขาว หล่อเหลาสง่างามในความมืดยาม คํ่าคืน
ทันใดนั้นสตรีศักดิ์สิทธิ์ก็นึกถึงตอนที่ทั้งสองยังเป็นเด็ก เมื่อ เทียบกับซือคงอวิ๋นไร้นํ้ายาผู้นั้นแล้ว ซือคงฉางเฟิงดูเป็นสุภาพ บุรุษมากกว่า เขามักจะดูแลนางเป็นอย่างดี มีนํ้าใจและละเอียด อ่อน แต่น่าเสียดาย นางเกิดมาไร้อารมณ์ ทั้งยังทะเยอทะยาน ซือ คงฉางเฟิงจิตใจดีตรงไปตรงมา ไม่ง่ายที่จะถูกคนควบคุม——
“นี่!”
เสียงร้องของซือคงฉางเฟิงขัดจังหวะความคิดของสตรี ศักดิ์สิทธิ์
สตรีศักดิ์สิทธิ์มองไปทางซือคงฉางเฟิง
ชั่วยามนี้ ซือคงฉางเฟิงไม่ควรปรากฏตัวในหมิงซาน แต่ใคร ให้เสี่ยวฮวาหิวอีกแล้วละ?
หมิงซานราชันสัตว์พิษมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ระดับแต่ละตัวล้วน ไม่ตํ่า พวกมันถูกซือคงฉางเฟิงเลี้ยงไว้เป็นอาหารของราชันหมื่น สัตว์พิษ ตั้งแต่สัตว์พิษตัวน้อยมา พวกมันได้กลายเป็นอาหารของ สัตว์พิษตัวน้อยไปแล้ว
แน่นอนว่าสัตว์พิษตัวน้อย เป็นเพียงกู่อายุน้อย ไม่ใช่คู่ต่อสู้ ของกลุ่มราชันพันสัตว์พิษแก่ๆ เหล่านี้ แต่มีราชันหมื่นสัตว์พิษ ออกหน้า เหล่าราชันพันสัตว์พิษไม่กล้าต่อต้านการกดขี่ของมัน ทำได้เพียงปล่อยให้สัตว์พิษตัวน้อยที่เป็นสุนัขจิ้งจอกแอบอ้าง บารมีเสือกินเพื่อนตัวเองแต่โดยดี
สัตว์พิษตัวน้อยกินดื่มเพียงพอ ความก้าวหน้าจึงรวดเร็วมาก
ซือคงฉางเฟิงยังคงจำได้ว่า ยามแรกที่เข้ามาหมิงซาน เสี่ยวฮ วาไม่อาจเอาชนะราชันสัตว์พิษที่นี่ได้แม้แต่คนเดียว ทว่ายามนี้มัน สามารถจัดการไปสองสามตัวด้วยตัวมันเอง
ทุกครั้งที่มันฆ่าได้หนึ่งตัว จะนำมาโอ้อวดต่อหน้าราชันหมื่น สัตว์พิษ ราชันหมื่นสัตว์พิษเข้าสู่สมาธิ แค่มองก็ยังคร้านจะมอง
สัตว์พิษตัวน้อยมาอยู่ต่อหน้าราชันหมื่นสัตว์พิษ โอ้อวดจน ราชันพันสัตว์พิษนํ้าลายไหล!
ซือคงฉางเฟิงกล่าวว่า “เอาละ เสี่ยวฮวาวันนี้กินเท่านี้ วันพรุ่ง
ค่อยมาใหม่”
กินไปแล้วหลายตัว หากกินต่อไป ซือคงฉางเฟิงกังวลว่าจะ ทานยาชูกำลังมากเกินไป ทำเลยเถิดไปจะไม่ดี
สัตว์พิษตัวน้อยตบปากยังไม่หายอยาก กระโดดไปบนร่างของ ราชันหมื่นสัตว์พิษ อุ้งเท้าเล็กๆ เป็นอัมพาต นอนนิ่งไม่ขยับ
ซือคงฉางเฟิงเก็บราชันสัตว์พิษทั้งสองลงในขวดหยก หันไป ยังเส้นทางลับกลับจวนซือคง แต่ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็เกิด ประกาย “ใครน่ะ?!”
สตรีศักดิ์สิทธิ์สะดุ้ง!
“คุณชายใหญ่ ข้าเอง ตอนกลางวันมีของบางอย่างท่านทำตก ไว้ในวิหารเจาหยาง ข้ากำลังจะส่งไปให้ท่าน” ศิษย์น้อยจากวิหาร เจาหยางเดินมาพร้อมกับพัดพับอวี้กู่
ความระแวดระวังจางหายไปจากหว่างคิ้วของซือคงฉางเฟิง เขากล่าวอย่างอ่อนโยน “ขอบใจมาก”
ศิษย์น้อยยกมือคำนับและกล่าวว่า “ไม่เป็นไร เริ่มจะคํ่าแล้ว ข้ากลับไปรับใช้ท่านปรมาจารย์ก่อน คุณชายใหญ่ ลาก่อน”
“ลาก่อน” ซือคงฉางเฟิงหยิบขวดหยกและพัดพับ เดินไปอีก ด้านของต้นไทร
จนกระทั่งเขาหายไปลับตา สตรีศักดิ์สิทธิ์จึงถอนหายใจด้วย ความโล่งอก
ทว่ายังไม่สุดลมหายใจ จู่ๆ สตรีศักดิ์สิทธิ์ก็รู้สึกถึงการกดให้ หายใจไม่ออก ราวกับมีภูเขาอันหนักอึ้งกดทับร่างกาย! เมฆบน ขอบฟ้าก่อตัวดำทะมึน ปกคลุมดวงดาวและจันทรา รอบด้านมืด สนิทไร้แสงสว่าง ใบไม้ถูกลมพัดดังกรอบแกรบ ฝูงนกบินหนี ฝูงกู่ หดตัวด้วยความกลัว!
สตรีศักดิ์สิทธิ์ไม่มีเวลาแม้แต่จะรับมือ นางรู้สึกเจ็บทรวงอก เส้นเอ็นเส้นเลือดถูกทำลาย เลือดแดงหลั่งไหลออกจากอวัยวะทั้ง เจ็ด
เพื่อไม่เปิดเผยความสามารถของตนเอง ก่อนเดินทางมา สตรี ศักดิ์สิทธิ์จึงใช้เวทสลายพลังชั่วคราว บัดนี้นางไม่เหลือพลังแม้แต่ น้อย จึงไม่อาจจับกลิ่นอายแห่งการทำลายล้างนี้ได้เลย
เข่าของนางงอทรุดลงกับพื้น มือข้างหนึ่งของนางกุมอกที่ กำลังจะระเบิด อีกข้างหนึ่งยึดกับพื้นไว้อย่างแน่นหนา
เป๊าะ!
กระดูกซี่โครงของนางหัก
เดาไว้ว่าปรมาจารย์จะแข็งแกร่ง แต่ไม่นึกว่าจะน่ากลัวถึง เพียงนี้
นางรู้สึกว่าวินาทีถัดไป ตนจะต้องตายอยู่ภายใต้แรงกดนี้ นาง พยายามสุดกำลัง เงยหน้าขึ้น หยิบภาพในอ้อมแขนออกมาด้วย ร่างกายสั่นระริก
แค่การเคลื่อนไหวที่เรียบง่ายเช่นนี้ กระดูกมือของนางก็
แตกหัก
นางเจ็บปวดทรมานจนเหงื่อเย็นไหลออกมา พยายามเค้นคำ พูดผ่านไรฟันด้วยความยากลำบาก “…ปะ…ปรมาจารย์…หลาน อี…”
ก่อนสิ้นเสียง นางก็ทนต่อไปไม่ไหว ดวงตาทั้งสองข้างดำมืด และสลบไป!
ใต้ต้นไทรเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดรุนแรง รอบข้างตกอยู่ใน ความเงียบสงัดราวกับวายสิ้น
เงาร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งเดินเข้ามา ดวงตาคมขยับสั่นไหว ภาพ ใบนั้นลอยขึ้นไปและคลี่ออกกลางอากาศอย่างช้าๆ
เงาร่างสูงจ้องมองภาพเหมือนกลางอากาศอย่างตกตะลึง จากนั้นไม่นาน นํ้าเสียงก้องกังวานราวกับระฆังใหญ่ก็ดังขึ้น
“หลานอี…”