หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 421 ความลับของเผ่าพ่อมด
อวี๋หวั่นลอบถอนหายใจ สมแล้วที่เป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์ นาง สามารถคิดแผนการและการแสดงที่สมบทบาทได้ภายในเวลา เพียงชั่วข้ามคืน
อวี๋หวั่นก็คีบอาหารให้สตรีศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน กินเข้าไปสิ กินให้ ท้องแตกไปเลย!
สตรีศักดิ์สิทธิ์กลับไม่ใช้วิธีกลํ้ากลืนฝืนกินเข้าไปเฉกเช่นที่ทำ เมื่อวาน แต่กลับหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมา ทำสีหน้าคล้ายกับกำลัง กลั้นนํ้าตา “ข้ากินไม่ลง น้องกินเองเถิด”
ซือคงเย่จึงเอ่ยถามว่า “เจ้าไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”
“เปล่าเจ้าค่ะ” สตรีศักดิ์สิทธิ์ส่ายหน้า แล้วกล่าวด้วยนํ้าเสียง ละอึกสะอื้นว่า “วันนี้เป็นวันครบรอบวันตายของท่านทวดหลานอี มะ…เมื่อ…เมื่อข้าคิดว่านางไม่อยู่แล้ว…ข้าก็…”
วันตายของท่านทวดหลานอีหรือ? ทำไมเธอไม่รู้ละ?
นางต้องโกหกอย่างแน่นอน!
อวี๋หวั่นจึงพูดว่า “ท่านพี่ ท่านจำผิดหรือเปล่าเจ้าคะ? วันนี้ ไม่ใช่วันตายของท่านทวดนี่”
โกหก นางโกหก!
สตรีศักดิ์สิทธิ์นํ้าตาไหลพราก “เจ้ากับข้าพลัดพรากจากกัน
นานหลายปี เรื่องในครอบครัวบางเรื่องเจ้าก็อาจไม่กระจ่างนัก วัน นี้เป็นวันตายของท่านทวด ข้าไม่ได้จำผิดจริงๆ ”
อวี๋หวั่นอยากพูดอะไรอีก แต่ซือคงเย่วางตะเกียบลง แล้วลุก ขึ้นยืนราวกับมีเรื่องในใจ “พวกเจ้ากินไปก่อน ข้าจะออกไปข้าง นอกสักครู่”
ครบรอบวันตายหรือไม่นั้นไม่สำคัญ ที่สำคัญคือนางกระตุ้น ความทรงจำที่ปรมาจารย์ซือคงมีต่อหลานอี หลังจากที่ปรมาจาร ย์ซือคงไม่อยู่ สตรีศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่จำเป็นต้องฝืนกินอาหารที่อวี๋หวั่น คีบให้อีกต่อไป
หลังจากที่ซือคงเย่ออกไปแล้ว นางก็วางตะเกียบในมือลง สีหน้าอันอ่อนโยนหายไปทันที
นางมองอวี๋หวั่นด้วยสีหน้าเรียบเฉย “อย่าคิดว่าบนโลกนี้มีเจ้า ที่ฉลาดเพียงคนเดียวนะ”
อวี๋หวั่นกินเนื้อตุ๋นนํ้าแดงมันเลื่อมแต่ไม่เลี่ยนเข้าไปหนึ่งคำ เธอยิ้มพร้อมกับกล่าวว่า “เจ้าฉลาดแล้วอย่างไร? เจ้า
สตรีศักดิ์สิทธิ์หัวเราะอย่างเย็นชา “สำบัดสำนวนนักรึ!”
อวี๋หวั่นพูดอย่างไม่รีบร้อนว่า “หลานจีเอ๋ย เจ้าอย่าคิดว่า ตบตาปรมาจารย์ได้ครั้งหนึ่ง แล้วจะตบตาเขาได้ตลอดชีวิต อย่า โทษที่ข้าเตือนเจ้าเลย ใบหน้านี้ของเจ้าจะอยู่ได้อีกกี่วันกัน? ไม่รู้ว่า ครั้งนี้เจ้าจะรับมือกับโทสะของท่านตาทวดได้อย่างไร?”
สตรีศักดิ์สิทธิ์กล่าวว่า “เจ้าเอาตัวเองให้รอดก่อนแล้วค่อย
พูด!”
อวี๋หวั่นขยับเข้าไปใกล้นาง “หากเจ้าคิดจะฆ่าข้า คงไม่ง่ายถึง เพียงนั้น”
“หึ!” สตรีศักดิ์สิทธิ์กลอกตา แล้วลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป
นางรู้อยู่แก่ใจว่าหากจะลงมือจริงๆ ย่อมมิใช่เรื่องง่าย กระนั้น ถ้าหากไม่ชิงลงมือตอนนี้ เมื่อตัวตนถูกเปิดเผยออกไปจะยิ่งไม่มี โอกาส เพราะฉะนั้นต่อให้ฆ่าไม่ได้ก็ต้องฆ่า!
ไม่มีวี่แววของปรมาจารย์ซือคงตลอดทั้งวัน
หลังอาหารเย็น อวี๋หวั่นก็เดินเล่นอยู่ในสำนักเจาหยาง ซือคง เย่ให้อิสระสองพี่น้อง จะไปที่ใดก็ไม่มีผู้ใดเข้ามาห้าม
เธอเดินเตร็ดเตร่ไปเรื่อยๆ จนถึงสุสานเก่าแห่งหนึ่ง สุสาน ขนาดใหญ่นี้แลดูคล้ายกับชามใบมหึมาวางควํ่าไว้ อวี๋หวั่นจึงเดิน เข้าไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เธอยกมือขึ้นแตะประตู ทันใด นั้นประตูก็เปิดออกพร้อมกับเสียงดังลั่น
ร่างของเธอพุ่งเข้าไปในสุสาน
ผนังของสุสานประดับประดาไปด้วยไข่มุกราตรีเม็ดใหญ่ กลาง สุสานส่องแสงประกายรำไร
อวี๋หวั่นมองออกไปด้านนอก จากนั้นก็มองด้านใน ขณะที่ กำลังลังเลอยู่ว่าจะออกไปจากที่นี่หรือเข้าไปดูด้านในดี เธอก็ได้ยิน เสียงคล้ายกับคนกำลังร้องไห้ดังมาจากหลุมฝังศพ
“เหมือนเสียงของท่านตาทวดเลย…” อวี๋หวั่นกะพริบตาปริบๆ ด้วยความสงสัย จากนั้นจึงเดินเข้าไปด้านใน “ท่านตาทวด เป็น ท่านหรือ?”
เสียงนั้นยังคงดังมาไม่หยุด จนอวี๋หวั่นมั่นใจแล้วว่าเป็นซือคง เย่
แม้ว่าสุสานเก่าแห่งนี้จะมืดทึบ ทว่าเป็นเพราะท่านตาทวดอยู่ ข้างใน อวี๋หวั่นจึงกล้าเดินเข้าไปยังหลุมศพด้านในสุด
เธอเดินเข้าไปตามทางเดินที่ทอดยาว ไปยังห้องลับด้านในสุด ของสุสาน
ซือคงเย่นอนขดหายใจรวยรินอยู่ที่พื้น มุมปากของเขามีเลือด ไหล เหงื่อกาฬผุดขึ้นท่วมร่าง
“ท่านตาทวด!” อวี๋หวั่นหน้าถอดสีในทันใด เธอคุกเข่าลงกับ พื้นเพื่อพยุงเขาขึ้นมา “ท่านตาทวด เป็นอะไรเจ้าคะ”
ซือคงเย่ยกมือขึ้นเช็ดเลือดมุมปาก แล้วตอบว่า “ข้าไม่ เป็นไร…เจ้ามาได้อย่างไรกัน?”
“ท่านยังบอกว่าไม่เป็นไรอีกหรือเจ้าจะ? เป็นมากถึงขนาดนี้! ข้าเดินเล่นมาเรื่อยๆ จนมาถึงที่นี่…” อวี๋หวั่นจับ
ชีพจรของเขาประหลาดเหลือเกิน พลังปราณก็อ่อนลง จะไม่ ให้เธอกังวลได้อย่างไร “ท่านตาทวดเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร”
ซือคงเย่หอบ พลางตอบว่า “เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง…ข้าไม่
เป็นไร…หลายวันมานี้ข้าดีใจเหลือเกินที่ได้พบพวกเจ้า จนลืมไปว่า จะสิบห้า…”
อวี๋หวั่นขมวดคิ้ว “อะไรหรือเจ้าคะ ข้าไม่ค่อยเข้าใจ”
ซือคงเย่ตั้งสติ สองมือทำมุทรา เพื่อกดพลังปราณผิดปกติ ของตนไว้ แล้วพูดกับอวี๋หวั่นว่า “ข้าฝึกวิชาอายุวัฒนะเฉพาะของ สกุลซือคง วิชานี้มีจุดอ่อนคือเมื่อใกล้คืนพระจันทร์เต็มดวง วร ยุทธ์ก็จะอ่อนแอลงอย่างมาก และในคืนพระจันทร์เต็มดวง ข้าก็จะ สูญเสียวรยุทธ์ไปโดยสิ้นเชิง”
อวี๋หวั่นเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจว่า “ในเมื่อมีจุดอ่อนที่น่ากลัว เช่นนี้ ไฉนจึงฝึกละเจ้าคะ? สกุลซือคงไม่มีวิชาอื่นแล้วหรือ?”
ซือคงเย่ตอบว่า “มี แน่นอนว่ามี วิชาที่ดีกว่าวิชาอายุวัฒนะนี้ ก็มี”
“แล้วทำไม…”
“เพราะวิชาอายุวัฒนะมีเคล็ดลับในการเป็นอมตะ”
“เป็นอมตะ?” อวี๋หวั่นประหลาดใจ บนโลกนี้มีวิชาที่เก่งกาจ ขนาดนั้นเชียวหรือ? ไม่ได้โอ้อวดเกินจริงใช่ไหม?
ซือคงเย่มองไปยังเหลนของตนซึ่งมีสีหน้าเหลือเชื่อ เขายิ้ม น้อยๆ แล้วกล่าวว่า “เจ้ารู้ว่าสกุลหลานเป็นทายาทของสตรี ศักดิ์สิทธิ์ เช่นนั้นเจ้ารู้หรือไม่เล่าว่าสกุลซือคงเป็นผู้สืบทอดของ ใคร?”
อวี๋หวั่นส่ายหน้า
ซือคงเย่ตอบว่า “บรรพบุรุษของสกุลซือคงคือเผ่าพ่อมด”
อวี๋หวั่นนัยน์ตาเป็นประกายวูบหนึ่ง “เผ่าพ่อมดของพ่อมด จริงๆ น่ะหรือเจ้าคะ?”
“มิผิด” ซือคงเย่คิดเพียงว่าอวี๋หวั่นยังเด็ก อยากรู้อยากเห็น เมื่อได้ยินเรื่องของบุคคลในตำนาน จึงรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
อวี๋หวั่นพยายามระงับความตื่นเต้นในใจ ถ้าหากไม่ต้องเข้ามา พยุงท่านตาทวด เธอก็คงลุกขึ้นมากระโดดแล้ว ตัวยาของเยี่ยนจิ่ว เฉาก็เหลือเพียงนํ้าตาพ่อมด ถ้าหากสกุลซือคงเป็นผู้สืบทอดของ พ่อมด เช่นนั้นก็สามารถระบุตำแหน่งของนํ้าตาพ่อมดได้แล้วสิ?!
อวี๋หวั่นกะพริบตาปริบๆ มองไปยังซือคงเย่ “ท่านตาทวด ท่าน เป็นพ่อมดหรือเปล่าเจ้าคะ?”
เมื่อถูกเหลนสาวของตนมองมาด้วยความคาดหวัง ซือคงเย่ก็ อดไม่ได้ที่จะตอบไปว่า “เปล่า การสืบทอดของเผ่าพ่อมดนั้นไม่ได้ ถ่ายทอดทางสายเลือดเหมือนกับของสตรีศักดิ์สิทธิ์ แม้ว่าสกุลซือ คงจะเป็นทายาทของเผ่าพ่อมด แต่ไม่มีพ่อมดเหลืออยู่แล้ว” ซือ คงเย่ไม่รู้ว่าอวี๋หวั่นต้องการนํ้าตาของพ่อมด เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้ เอ่ยถึงพ่อมดมากนัก เพียงแต่เล่าต่อไปว่า “บรรพบุรุษทิ้งไว้เพียง วิชาอายุวัฒนะ ว่ากันว่าในนั้นมีเคล็ดลับในการเป็นอมตะ เมื่อยี่สิบ ห้าปีก่อนข้าฝึกฝนจนอยู่ในขั้นที่แปด แต่ผ่านไปยี่สิบปี ข้าก็ยังไม่ อาจบรรลุขั้นที่เก้าได้ ข้าไม่รู้ว่าตนเองฝึกฝนขั้นไหนผิดไป เมื่อครู่
กำลังทบทวนวิชาอายุวัฒนะ ทันใดนั้นพลังภายในก็แตกซ่าน พลัง ปราณย้อนกลับ ทำให้บาดเจ็บเช่นนี้”
“รุนแรงไหมเจ้าคะ?” อวี๋หวั่นมองตาเขาพลางเอ่ยถาม
ซือคงเย่มิได้สัมผัสถึงความรู้สึกห่วงใยจากใจเช่นนี้มาก่อน เขาเงยหน้ามองใบหน้าอ้วนจํ้ามํ่าของเหลน “บาดเจ็บเล็กน้อยแค่นี้ ไม่เป็นไรหรอก หลังจากวันพระจันทร์เต็มดวงผ่านไป ทวดก็หาย เอง”
ทันใดนั้นอวี๋หวั่นก็นึกได้ว่าเผ่าปีศาจก็มีวิชาอายุวัฒนะ วิชาที่ อ๋องแห่งเผ่าปีศาจฝึกก็คลับคล้ายคลับคลาว่าจะ
เป็นวิชาอายุวัฒนะ เยี่ยนจิ่วเฉาดูดซับวรยุทธ์ของอ๋องแห่งเผ่า ปีศาจไป ไม่รู้ว่าร่างกายจะอ่อนแอผิดปกติในวันที่พระจันทร์เต็ม ดวงอย่างที่ท่านตาทวดเป็นหรือไม่?
พรุ่งนี้เป็นคือพระจันทร์เต็มดวง…
อวี๋หวั่นลูบคาง แล้วเอ่ยถามว่า “ท่านทวด ท่านอยากให้ข้าจ่าย ยาบำรุงอาการบาดเจ็บหรือไม่เจ้าคะ?”
ซือคงเย่โบกมือ “ไม่ต้องหรอก นี่เป็นผลจากวิชาอายุวัฒนะ ยาบำรุงใช้ไม่ได้ผล เรื่องนี้เป็นความลับ แม้แต่ประมุขสกุลซือคง แต่ละรุ่นก็ไม่รู้ เจ้าต้องช่วยตาทวดเก็บเป็นความลับ”
อวี๋หวั่นยกมือขึ้นตบอก “ท่านตาทวดวางใจได้เจ้าค่ะ ข้าจะไม่ พูด!”
เป็นถึงปรมาจารย์ที่คงกระพันฆ่าไม่ตาย แต่กลับมีจุดอ่อนถึง เพียงนี้ หากแพร่งพรายออกไป คงจะมีคนแห่กันมาตามมาล้าง แค้นเขาอย่างแน่นอน
ในที่สุด อวี๋หวั่นก็เข้าใจแล้วว่าทำไมท่านตาทวดถึงลงมือ สังหารคนแปลกหน้าทุกคนที่เข้ามาในเขาหมิงซาน เขาทำเช่นนี้ก็ เพื่อป้องกันความผิดพลาด และประกาศศักดาของตนเพื่อข่มขู่คน ภายนอก และเพื่อที่จะป้องกันคนบุกเข้ามาลอบสังหารในยามที่ เขาอ่อนแอ
อวี๋หวั่นเบนสายตากลับมา แล้วกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ท่านตาทวดเจ้าคะ เรื่องนี้ท่านอย่าบอกท่านพี่นะเจ้าคะ ท่านพี่ ร่างกายอ่อนแอ สภาพจิตใจก็ไม่สู้ดีนัก ชอบคิดมาก หากรู้เรื่องนี้ นางจะเศร้าใจเอาได้”
“ได้” ซือคงเย่ชะงักไป แล้วตอบตกลง
ซือคงเย่ยังคงเก็บตัวอยู่ในสุสาน ส่วนอวี๋หวั่นกลับเรือนของ ตนไป
หลังจากที่อวี๋หวั่นออกมาได้ไม่นาน เงาสีขาวสายหนึ่งก็พุ่ง ออกมาจากด้านหลังของสุสาน
จะเป็นใครที่ไหนได้ หากไม่ใช่สตรีศักดิ์สิทธิ์
สตรีศักดิ์สิทธิ์เหลือบไปมองยังสุสานอันมืดมิด มุมปากของ นางยกขึ้นอย่างได้ใจ “ผู้ที่มีพลังล้นฟ้าอย่างซือคงเย่ กลับมีจุด อ่อนถึงตาย…เยี่ยนจิ่วเฉาก็เช่นกัน เรื่องนี้ง่ายกว่าที่คิด…ข้ายัง
กลัวเสียอีกว่าจะถูกพวกเจ้ามองออก…แต่พวกเจ้า เห็นทีจะไม่มี โอกาสนั้นแล้ว”
นางเด็กตัวเหม็นนั่นคิดว่าตนเองโชคดีอย่างนั้นหรือ? รอนาง จัดการปรมาจารย์กับเยี่ยนจิ่วเฉาเสียก่อน ดูสิว่าจะมีใครให้ท้าย นางเด็กนั่นอีก!