หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 428 ราชันสัตว์พิษสกุลซาง
ภาษิตโบราณกล่าวไว้ได้ถูกต้อง หากปราศจากเรื่องร้อนใจก็ คงไม่ไปถึงวัด แม้ว่าสกุลซางและสกุลซือคงจะเกี่ยวดองกันผ่าน การแต่งงาน แต่ก็มิใช่ว่าจะสามารถพาคนกลุ่มใหญ่เฮละโลกันไป ถึงสกุลซางกันตามใจชอบ ดังนั้นเมื่อคืนวาน ประมุขสกุลซือคงจึง ส่งจดหมายไปในนามของซือคงอวิ๋น ว่าคิดถึงท่านตากับท่านยาย และต้องการพาภรรยาที่เพิ่งแต่งเข้ามา ไปอวยพรผู้เฒ่าทั้งสอง
ประมุขสกุลซางรักและเอ็นดูหลานชายคนนี้เป็นทุนเดิม และ ตามใจเขาเสมอมา เมื่อได้ยินว่าเขาอยากมาหา จึงตอบรับในทันที
แต่ว่า…
ประมุขสกุลซือคงตามหาซือคงอวิ๋นและสตรีศักดิ์สิทธิ์ทั้งคืน แต่ก็ไม่พบแม้แต่เงาของทั้งสอง
เขามิได้กังวลว่าซือคงอวิ๋นจะได้รับอันตรายแต่อย่างใด เหตุผลประการแรกก็เพราะซือคงอวิ๋นเป็นถึงคุณชายรองของสกุล ซือคง เป็นนายน้อยของสกุลซาง และเป็นบุตรเขยของสกุลหลาน ด้วยสถานะของเขาแล้ว เห็นทีคงไม่มีผู้ใดในหมิงตูกล้าลงมือกับ เขา ส่วนเหตุผลประการที่สองน่ะหรือ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาหายไป เช่นนี้ บุตรชายคนเล็กไม่รู้ประสา ไม่เหมือนกับบุตรชายคนโต เขา มักจะทำตัวเสเพลอยู่เป็นนิจ ออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกไม่กลับบ้าน เป็นเรื่องปกติ เพียงแต่แต่งงานได้ไม่กี่วันก็ทำเช่นนี้แล้ว ออกจะ
มากไปหน่อยกระมัง
โชคดีที่สตรีศักดิ์สิทธิ์ก็หายไปด้วย ทั้งสองคงจะออกไปด้วยกัน
เมื่อมีสตรีศักดิ์สิทธิ์คอยควบคุม เขาก็ไม่กังวลว่าซือคงอวิ๋นจะ ออกไปทำสิ่งใดนอกลู่นอกทาง
เพียงแต่ว่า…
ส่งจดหมายไปบอกแล้วว่าทั้งสองจะไปเยี่ยม แต่เจ้าตัวกลับไม่ อยู่ แล้วพวกเขาจะพาใครไปเล่า?
ขณะที่ประมุขสกุลซือคงกำลังปวดเศียรเวียนเกล้าอยู่นั้น เยี่ยนจิ่วเฉาและอวี๋หวั่นก็ปรากฏตัว
อวี๋หวั่นมือหนึ่งจูงมือเยี่ยนจิ่วเฉา อีกมือหนึ่งถือขนมกุ้ยฮวา กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย
วิชาปลอมตัวของสกุลหลานยังคงอยู่ เยี่ยนจิ่วเฉายังคงสวม ใบหน้าของซือคงอวิ๋น และอวี๋หวั่นสวมหน้ากากหนังมนุษย์ชิ้นที่ สอง และนั่นก็เป็นใบหน้าของเธอเอง
ประมุขสกุลซือคงมองไปยังบุตรชายซึ่งปรากฏตัวจนได้ แล้ว ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ทว่ายังถอนหายใจไม่ทันเสร็จ เขาก็พบว่าผู้ที่บุตรชายของเขาจูงมืออยู่นั้นไม่ใช่สตรีศักดิ์สิทธิ์
“จะ…เจ้า…” ประมุขสกุลซือคงมองไปยังบุตรชายคนเล็ก แล้วจึงมองไปยังอวี๋หวั่นซึ่งอยู่ด้านข้าง เขาตกใจจนพูดไม่ออก
ไม่น่าแปลกใจที่เขาจะตกใจถึงเพียงนี้ ครั้นอยู่ในวิหารเจา
หยางเมื่อคืน เขาเห็นเพียงอวี๋หวั่น ทว่าไม่เห็นเยี่ยนจิ่วเฉา
“พวกเจ้า…”
ประมุขสกุลซือคงไม่เข้าใจว่าลูกชายของเขาจะมาปรากฏตัวที่ วิหารเจาหยางได้อย่างไร และเหตุใดจึงมาพร้อมกับเหลนของท่าน ปรมาจารย์? ทั้งยังดูสนิทสนมกันเช่นนี้
เดี๋ยวก่อน
ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าสตรีตรงหน้านั้นคุ้นตาเหลือเกิน?
โดยเฉพาะท่าทางการกิน แก้มของนางป่องออกมาราวกับ กระรอกอ้วนตัวหนึ่ง
เขานึกออกแล้ว!
นางก็คือสตรีศักดิ์สิทธิ์ ลูกสะใภ้ของเขาที่กินจนอ้วนท้วนคน นั้นนั่นเอง!!!
ในช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาที ในสมองของเขาก็ค้นพบคำตอบ ของเรื่องประหลาดที่เกิดขึ้น ลูกชายและลูกสะใภ้ของเขาที่อยู่ที่นี่ หลายวันมานี้เป็นตัวปลอม ส่วนชาวบ้านที่ก่อเรื่องในสกุลซือคงถึง จะเป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์กับซือคงอวิ๋นตัวจริง
ที่เขาบอกว่าใบหน้าของอาหวั่นนั้นคุ้นตาเหลือเกิน ราวกับเคย พบที่ไหนมาก่อน เขาคิดว่านางเหมือนกับหลานอี ทว่าบัดนี้มาคิดดู แล้ว ผู้ที่มายังสกุลซือคง และบอกว่าตนเป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่ใช่ เด็กคนนี้หรอกหรือ?
ที่แท้ทั้งสองก็ปลอมตัวเป็นอีกฝ่าย
เขาจำลูกชายและลูกสะใภ้ตัวจริงไม่ได้ แต่กลับปล่อยให้ ลูกชายและลูกสะใภ้ตัวปลอมอยู่ที่นี่ ผู้ที่ทำได้เช่นนี้มิใช่ใครอื่น นอกจากตัวเขาเอง
ประมุขสกุลซือคงกัดฟัน สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วบอกตนเองว่า เด็กคนนี้ก็เป็นญาติของตน เป็นเหลนของท่านปรมาจารย์ ในร่าง ของนางมีสายเลือดสกุลซือคง หากนับตามศักดิ์แล้วนางจะต้อง เรียกเขาว่าท่านลุง…
นางเป็นหลาน ห้ามทำร้ายนาง ห้ามทำร้ายนาง…
ประมุขสกุลซือคงสะกดจิตตนเองจนแทบกระอักเลือด
เขากวาดสายตามองไปยังเยี่ยนจิ่วเฉา ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็น หลานเขยของตน ประมุขสกุลซือคงจึงเอ่ยขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ ว่า “พวกเจ้านำตัวอวิ๋นเอ๋อร์กับสตรีศักดิ์สิทธิ์ไปไว้ที่ไหน”
อวี๋หวั่นตอบด้วยนํ้าเสียงราบเรียบว่า “สตรีศักดิ์สิทธิ์ถูกพวก เราขังเอาไว้ ครั้งนี้นางเป็นคนลอบทำร้ายท่านปรมาจารย์ ส่วน ลูกชายของท่าน พวกข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาอยู่ที่ไหน”
ประมุขสกุลซือคงขมวดคิ้ว
เขามิได้สงสัยว่าคำพูดของอวี๋หวั่นนั้นจริงหรือเท็จ เขาเพียง แต่ไม่คาดคิดว่าคนร้ายในการลอบสังหารท่านปรมาจารย์นั้นจะ เป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์ นางทำเช่นนี้ทำไมกัน? นางเป็นคนสกุลซือคง นางสังหารท่านปรมาจารย์ไปจะมีประโยชน์อันใด? อีกอย่าง นางไป
หามือสังหารมาจากไหน? ถ้าหากเขาเดาไม่ผิด กลิ่นอายที่เขา สัมผัสได้เมื่อคืนนั้นมาจากราชาซิวหลัวระดับห้าขั้นสูงคนหนึ่ง แต่ เขาไม่ยักจะรู้ว่าสกุลหลานหรือวิหารสตรีศักดิ์สิทธิ์มียอดฝีมือที่น่า สะพรึงกลัวเช่นนี้
อวี๋หวั่นพูดว่า “ท่านประมุขซือคง ให้พวกข้าไปสกุลซางก่อน เถิด เรื่องที่เกี่ยวข้องกับสตรีศักดิ์สิทธิ์และท่านตาทวด ไว้กลับมา แล้วข้าจะอธิบายให้ท่านฟัง ส่วนเรื่องของซือคงอวิ๋นนั้นคงต้องรอ ให้สตรีศักดิ์สิทธิ์ฟื้น แล้วค่อยถามนาง”
ประมุขซือคงพยักหน้าตอบรับ
“แต่ว่า” เขามองไปยังกลุ่มคนท่าทางขึงขังประหนึ่งเตรียม พร้อมออกศึกด้านหลังทั้งคู่ จากนั้นก็บอกว่า “พวกเจ้าเป็นตัว ปลอมก็เสี่ยงมากพอแล้ว ไม่ควรพาคนไปมากถึงเพียงนี้ ไม่เช่นนั้น ตัวตนอาจถูกเปิดเผยได้ง่าย”
อวี๋หวั่นก็คำนึงถึงเหตุผลข้อนี้เช่นกัน จึงมองไปยังเยี่ยนจิ่วเฉา เพื่อบอกว่าตนก็เห็นด้วย สุดท้ายแล้วเยี่ยนจิ่วเฉาพาเพียงอาเว่ย และซิวหลัวไป ซิวหลัวสามารถปะปนเข้าไปอยู่กับเหล่ายอดฝีมือใน สกุลซือคง เขาไม่มีเวลามากพอที่จะปิดพลังของตน ทำให้พลังยัง คงเป็นพลังของราชาซิวหลัวระดับหนึ่ง ในสกุลซือคงไม่นับว่าโดด เด่นเท่าไร
ส่วนอาเว่ยก็ได้รับบทเป็นบ่าวคนสนิทของ ‘ซือคงอวิ๋น’
“แต่เจ้า…” ประมุขสกุลซือคงมองอวี๋หวั่นด้วยความเคลือบ
แคลงใจ ใบหน้านี้ไม่ใช่ใบหน้าของสตรีศักดิ์สิทธิ์ จะปลอมว่าเป็น สตรีศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร?
“ข้ามีแผน!” อวี๋หวั่นหยิบผ้าคลุมหน้าสีขาวออกมาจากแขน เสื้อ แล้วนำมาคลุมทับใบหน้า หลังจากนั้นก็ยกมือขึ้นคล้องแขน เยี่ยนจิ่วเฉา “เช่นนี้ได้หรือไม่?”
เขารู้จักนาง ‘ซือคงอวิ๋น’ ก็รู้จักนาง มาคิดดูแล้วสกุลซางคงจะ ไม่สงสัยอะไร เมื่อคิดได้เช่นนี้ ประมุขสกุลซือคงจึงวางใจ และพา พวกเขาเดินทางไปยังสกุลซาง
เพื่อที่จะทำให้เรื่องนี้แยบยลกว่าเดิม ระหว่างทาง ประมุขสกุล ซือคงจึงเล่าเรื่องราวของสกุลซางให้พวกเขาฟังไม่น้อย สกุลซาง เป็นตระกูลที่ถือกำเนิดขึ้นในช่วงเวลาร้อยปีมานี้ มิได้เก่าแก่เท่า สกุลหลานและสกุลซือคง สกุลซางเชี่ยวชาญการทำอาวุธ สำหรับ ยอดฝีมือในหมิงตู การได้ใช้อาวุธซึ่งสกุลซางทำขึ้นนั้นนับว่าเป็น เกียรติอย่างยิ่ง มีดสั้นที่สตรีศักดิ์สิทธิ์ได้มาจากซือคงอวิ๋นนั้น ประมุขสกุลซางก็เป็นคนมอบให้ด้วยตนเอง
หลายปีมานี้ สกุลซางได้ผงาดขึ้นมาจนยิ่งใหญ่ เป็นรองเพียง สกุลซือคง ไม่เหมือนกับสกุลซางที่มีเพียงสตรีศักดิ์สิทธิ์คอย อุปถัมภ์คํ้าชู ลูกศิษย์สกุลซือคงทุกคนล้วนปราดเปรื่อง ไม่ว่าจะสุ่ม เลือกใครออกมา ทุกคนก็ล้วนแต่เป็นยอดฝีมือของหมิงตูทั้งสิ้น
“หากเทียบกับคุณชายใหญ่ละเจ้าคะ?” อวี๋หวั่นถาม
ประมุขสกุลซือคงตอบด้วยท่าทางภาคภูมิใจว่า “ย่อมไม่อาจ
เทียบชั้นกับฉางเฟิง ฉางเฟิงนับเป็นอันดับต้นๆ ของเหล่ายอด ฝีมือรุ่นเยาว์”
“เหอะ” เยี่ยนจิ่วเฉาแค่นเสียงขึ้นจมูกอย่างไม่สบอารมณ์
อวี๋หวั่นจับมือของเขาไว้ พร้อมกับกระซิบว่า “แน่นอนว่าสู้ท่าน ไม่ได้ ท่านเก่งที่สุด”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น อ๋องแห่งเผ่าปีศาจในร่างคุณชายจึงหันกลับ ไปด้วยสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องในที่สุด
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม รถม้าก็มาถึงสกุลซาง
เนื่องจากส่งจดหมายมาล่วงหน้า ซางฉงหวาประมุขสกุลซาง จึงมารอหน้าประตูล่วงหน้าแล้ว เมื่อเห็นรถม้าของประมุขสกุลซือ คง เขาก็สาวเท้าเข้ามา ยกมือขึ้นคำนับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “ท่าน เจ้าเมืองมาแล้ว!”
สกุลซือคงเป็นถึงเชื้อพระวงศ์แห่งหมิงตู ประมุขแต่ละรุ่นของ หมิงตูจะควบตำแหน่งเจ้าเมืองหมิงตูด้วย แม้ว่าซางฉงหวาจะเป็น พ่อตา ทว่าก็ต้องไว้หน้าลูกเขยพอสมควร
ประมุขสกุลซือคงพยักหน้าด้วยความเกรงอกเกรงใจ “พ่อตา”
ซางฉงหวายิ้ม “จิ่งเอ๋อร์กำลังบ่นคิดถึงท่านลุงเขย นานๆ ที เจ้าจะมาสักครั้ง เข้าทางเด็กคนนั้นพอดี!”
ซางจิ่ง นายน้อยสามแห่งสกุลซาง เป็นหลานชายสายตรงของ ซางฉงจิ่ง เป็นลูกพี่ลูกน้องของซือคงอวิ๋น และเป็นผู้สืบทอดสกุล
ซางคนต่อไป รักการเดินหมากเป็นชีวิตจิตใจ และมักจะเซ้าซี้อยาก เดินหมากกับประมุขสกุลซือคง
รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏบนใบหน้าของประมุขสกุลซือคง “ประเดี๋ยวข้าจะเดินหมากกับจิ่งเอ๋อร์สักสองกระดาน”
“เจ้าเด็กนั่นคิดอย่างไรได้อย่างนั้นจริงๆ!” ซางฉงหวาหัวเราะ ร่า เมื่อนึกถึงเรื่องหนึ่งได้ จึงรีบมองไปด้านหลังประมุขสกุลซือคง ว่า “ไฉนจึงไม่เห็นอวิ๋นเอ๋อร์กับสตรีศักดิ์สิทธิ์เลยเล่า?”
“มาแล้วเจ้าค่ะท่านตา!” อวี๋หวั่นเปิดม่านออก แล้วลงมาจาก รถม้าพร้อมกับเยี่ยนจิ่วเฉา
เมื่อประมุขสกุลซางถูกเรียกว่าท่านตาก็ถึงกับตื่นตะลึง
ประมุขสกุลซางและสตรีศักดิ์สิทธิ์ไปมาหาสู่กันน้อยครั้งนัก แต่ในความทรงจำของเขา สตรีศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้…อ้วนขนาดนี้นี่นา
ประมุขสกุลซือคงจึงรีบบอกว่า “อวิ๋นเอ๋อร์ สตรีศักดิ์สิทธิ์ รีบ มาหาท่านตาของพวกเจ้าเร็ว”
เยี่ยนจิ่วเฉาและอวี๋หวั่นเดินมายังเบื้องหน้าของประมุขสกุล ซาง แล้วคำนับเขาครั้งหนึ่ง
สายตาของประมุขสกุลซางกวาดไปยังผ้าคลุมหน้าของอวี๋หวั่น สตรีศักดิ์สิทธิ์นั้นสูงส่งและไม่อาจล่วงเกิน สวมผ้าคลุมหน้าย่อม มิใช่เรื่องแปลก จากนั้นเขาจึงมองไปยังเยี่ยนจิ่วเฉาซึ่งยืนอยู่ด้าน ข้าง แล้วยกมือขึ้นตบบ่าของเขาเบาๆ “ไม่พบกันไม่เท่าไร อวิ๋นเอ๋อร์ โตขึ้นมาก”
“นั่นสิ หลังจากที่รู้ว่าจะแต่งงาน ก็ประพฤติตัวดีขึ้นมาก ทุก วันนี้อยู่ในกฎระเบียบและหนักแน่นขึ้นกว่าแต่ก่อน” ประมุขสกุล ซือคงสรรหาคำอธิบายลักษณะนิสัยของเยี่ยนจิ่วเฉาซึ่งแตกต่าง จากนิสัยของซือคงอวิ๋นได้อย่างแนบเนียน
ประมุขสกุลซือคงฟังแล้วก็หัวเราะด้วยความเข้าอกเข้าใจ “มิน่าเล่า ตาแทบจำไม่ได้ นี่สิจึงจะสมกับเป็นบุรุษของสกุลซือคง พร้อมแบกรับภารกิจอันใหญ่หลวงของสกุลซือคง!”
คำพูดนี้…ล้อเล่นหรือเปล่าเนี่ย? ทำไมต้องแบกรับภารกิจอัน ใหญ่หลวงของสกุลซือคงด้วย? พูดอย่างกับว่าซือคงอวิ๋นจะเป็นผู้ สืบทอดสกุลซือคงอย่างไรอย่างนั้น ถ้าอวี๋หวั่นจำไม่ผิด ประมุข สกุลซือคงยังไม่ได้ประกาศผู้สืบทอดสักหน่อย ประมุขสกุลซางพูด ออกมาตรงๆ เช่นนี้ เป็นเพราะรู้ว่าประมุขสกุลซือคงเลือกซือคงอ วิ๋นไว้แล้ว หรือว่าต้องการหยั่งเชิงท่าทีของประมุขสกุลซือคงกัน แน่?
ประมุขสกุลซือคงเหลือบมองเยี่ยนจิ่วเฉาด้วยสายตาชื่นชม “ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น เจ้าเป็นลูกที่ข้ารักที่สุด อย่าทำให้ข้าผิดหวัง”
อวี๋หวั่นร้อง ‘ว้าว’ ออกมาในใจ ว่ากันว่าขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด คนยิ่ง อายุมากประสบการณ์ก็มาก ประมุขสกุลซือคงสามารถพูดสิ่งที่ฟัง ดูจริงใจเช่นนี้กับลูกตัวปลอมได้ ฝีมือการแสดงระดับปรมาจารย์ จริงๆ
“เข้าไปคุยกันในเรือนเถิด” ประมุขสกุลซางบอก
คนอื่นๆ ที่ติดตามประมุขสกุลซือคงและอวี๋หวั่นกับเยี่ยนจิ่ว เฉามาก็พลิกตัวลงจากหลังม้า
ซิวหลัวปะปนอยู่ในบรรดายอดฝีมือซึ่งเป็นราชาซิวหลัวระดับ หนึ่งถึงสาม พวกเขาเข้าไปในจวนได้อย่างง่ายดาย เมื่อถึงคราวขอ งอาเว่ย ประมุขสกุลซางกลับหันหลังมา ฝีเท้าของเขาชะงักไป “นี่ คือ…”
เยี่ยนจิ่วเฉาตอบว่า “บ่าวคนใหม่ที่ข้าเพิ่งซื้อมา”
ประมุขสกุลซางเข้าใจในทันใด “อา ที่ชื่อว่าเสี่ยวลิ่วใช่ไหม? ได้ยินแม่เจ้าพูดถึง”
อวี๋หวั่นเหลือบมองเยี่ยนจิ่วเฉา ปรมาจารย์คนนี้รู้เรื่องของ สกุลซือคงเยอะจริงๆ!
หลังจากเข้ามาในโถงบุปผา ลูกศิษย์สกุลซางก็ทยอยเข้ามา คำนับประมุขสกุลซือคงและสตรีศักดิ์สิทธิ์ ประมุขสกุลซือคงถูก เด็กหนุ่มรั้งไว้ให้เดินหมากเป็นเพื่อน ส่วนเยี่ยนจิ่วเฉากับอวี๋หวั่น ถูกสาวใช้พาไปยังเรือนด้านหลัง เพื่อไปพบกับฮูหยินผู้เฒ่าซางซึ่ง เป็นท่านยายของซือคงอวิ๋น
อาเว่ยยกสัมภาระน้อยใหญ่ตามหลังทั้งสองไป
อวี๋หวั่นลอบส่งสายตาให้อาเว่ย
อาเว่ยเข้าใจทันที จึงบอกกับเยี่ยนจิ่วเฉาว่า “คุณชายรอง ขอรับ! ข้าลืมโสมพันปีที่ท่านซื้อมาให้ฮูหยินไว้บนรถม้าขอรับ!”
เยี่ยนจิ่วเฉาพูดด้วยนํ้าเสียงราบเรียบว่า “เจ้าโง่ ยังไม่รีบไป อีก!”
“ขอรับ!” อาเว่ยรีบส่งของในมือให้บ่าวสกุลซาง แล้วกุลีกลีกุ จอไปยังรถม้าของทั้งสองที่อยู่นอกประตู
ขณะที่เลี้ยวบริเวณหัวมุมที่ลับตาคน เขาก็เปลี่ยนทิศ และ เข้าไปด้านในเรือนสกุลซาง
อวี๋หวั่นและเยี่ยนจิ่วเฉาเดินเข้าไปในห้องของฮูหยินผู้เฒ่าซาง ฮูหยินผู้เฒ่าซางรักและเอ็นดูซือคงอวิ๋นเป็นอย่างมาก นางไม่ ระแคะระคายแม้แต่น้อยว่าซือคงอวิ๋นตรงหน้าจะเป็นตัวปลอม นางจับมือของเยี่ยนจิ่วเฉาและพูดคุยกับเขาไม่หยุด
อวี๋หวั่นขอตัวไปห้องนํ้า เธอออกมาจากห้องของฮูหยินผู้เฒ่า ซาง จากนั้นก็เดินหลบสายตาคนออกมานอกเรือนของฮูหยินผู้ เฒ่าซาง
“อาหวั่น!”
อาเว่ยเรียกอวี๋หวั่นจากด้านหลังภูเขาจำลอง
อวี๋หวั่นมองไปรอบๆ เมื่อมั่นใจแล้วว่าไม่มีผู้ใดตามมา จึง รีบรุดไปยังภูเขาจำลอง แล้วกระซิบถามว่า “เป็นอย่างไรบ้าง? หา ตำแหน่งของราชันสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของสกุลซางเจอหรือยัง?”
อาเว่ยตอบว่า “ที่ที่ข้าหาพบนั้นไม่มี สกุลซางมีเขตหวงห้าม ข้าเข้าไปไม่ได้ ไม่รู้ว่าพวกเขาเลี้ยงสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ไว้ที่นั่นหรือเปล่า”
อาเว่ยเป็นปรมาจารย์พิษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเผ่าปีศาจ เขา สามารถสัมผัสถึงกลิ่นอายของราชันสัตว์พิษได้เป็นอย่างดี แต่ก็มี สองกรณีที่เขาไม่สามารถสัมผัสได้ หนึ่งคือราชันสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ จงใจเก็บกลิ่นอายของตนเอง สองก็คือมีบางอย่างกลบกลิ่นอาย ของมันไว้
“พวกเขาใช้ยอดฝีมือประเภทไหนเฝ้าเขตหวงห้าม?” อวี๋หวั่น ถาม
อาเว่ยหยุดคิด “เป็นยอดฝีมือที่เก่งกาจกว่าราชาซิวหลัวระดับ ห้าที่เข้ามาลอบฆ่าพวกเราเมื่อคืน ส่วนรายละเอียดข้าไม่มั่นใจ”
อวี๋หวั่นพึมพำว่า “เช่นนั้นก็หมายความว่า อาจเป็นราชาซิว หลัวระดับห้าขั้นสูงเหมือนกัน หรืออาจเป็น…ราชาซิวหลัวระดับ หก?”
อาเว่ยพยักหน้า
อวี๋หวั่นเดินไปมาอย่างช้าๆ “ราชาซิวหลัวที่เก่งกาจเช่นนี้ ข้าไม่ เคยเคยเห็นในสกุลซือคงมาก่อน เมื่อคืนกลับเจอถึงสองคน วันนี้ เจ้ามาเจอที่สกุลซางอีก…ข้าเข้าใจแล้ว ราชาซิวหลัวที่มาเมื่อคืนก็ เป็นคนของสกุลซาง! สกุลซางคิดจะทำอะไรกันแน่?”
อวี๋หวั่นยังคิดไม่ออก จึงเลิกคิดดีกว่า “เอาเถอะ ยังไม่ต้องคิด เรื่องนี้ พวกเรามีเวลาเพียงวันเดียว ต้องรีบหาตำแหน่งของราชัน สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ให้ได้ก่อน!”
อาเว่ยตอบว่า “น่าเสียดายที่ตอนนี้พวกเราเข้าไปในเขตหวง
ห้ามไม่ได้”
“พวกเราเข้าไปไม่ได้ แต่มันทำได้!” อวี๋หวั่นพูดไป แล้วจับสัตว์ พิษตัวน้อยซึ่งกำลังมึนงงออกมา
อวี๋หวั่นกัดปลายนิ้ว แล้วหยดเลือดพลังหยินลงบนตัวของมัน เธอมีเลือดพลังหยินบริสุทธิ์ กอปรกับร่างราชันสัตว์พิษของเจ้า สัตว์พิษตัวน้อย นับเป็นเหยื่อที่ดีทีเดียว