หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 448 เยี่ยนเสี่ยวเป่าผู้ปราดเปรื่อง!
เสี่ยวเป่าชะงักไป กะพริบตาปริบๆ “เอ๋? น้องชายละ?”
เขาวิ่งเตาะแตะเข้าไป แล้วถามขอทานหนุ่มซึ่งกำลังตื่นกลัว “พี่ชาย ท่านเห็นน้องชายตัวเล็กไหมขอรับ?”
ขอทานหนุ่มกลัวเจ้าเปี๊ยกนั่นแทบแย่ เมื่อเห็นเด็กอีกคนหนึ่ง ซึ่งอายุใกล้เคียงกันอีกคนหนึ่ง เขาก็ตกใจตนแทบกระโดด แม้แต่ สิ่งที่เสี่ยวเป่าถามเขาก็ยังไม่ทันฟัง เขาร้องลั่น วิ่งหัวหกก้นขวิดหนี ไป!
“หืม?” เสี่ยวเป่าเกาศีรษะ เขามองไปยังทิศทางของรถม้าด้วย สีหน้างุนงง เขายังคงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมอยู่ๆ น้องชายก็ หายตัวไป? ทำไมอยู่ๆ พี่ชายคนนั้นก็วิ่งหนีไป?
อวี๋หวั่นลงจากรถม้า แล้วเดินมาหาเสี่ยวเป่า
เสี่ยวเป่ายักไหล่ “น้องชายไปแล้ว!”
“อื้ม แม่เห็นแล้ว” อวี๋หวั่นพยักหน้า พลางลูบศีรษะของเสี่ยว เป่า แล้วมองไปยังทิศทางที่หลัวช่าน้อยวิ่งหนีไป ยามสนธยาฟ้า เริ่มมืดและย่างเข้ายามราตรี ยากที่จะบอกว่ามันอยู่ที่ไหน
อวี๋หวั่นจูงมือเสี่ยวเป่าขึ้นรถม้าไป
เสี่ยวเป่าเดินไปชะเง้อมองไป แต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของ น้องชาย
เรื่องของปีศาจตัวหนึ่งกัดขอทานหนุ่มและสูบเลือดจน หมดตัวนั้นแพร่สะพัดไปทั่วหมิงตู และไม่อาจรอดพ้นหูตาของ สกุลซางไปได้ ขอเพียงเกิดเรื่องขึ้นในหมู่ชาวบ้าน สกุลซางก็จะ รู้ทันที หลัวช่าน้อยปรากฏตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก็จากไปอย่าง รวดเร็ว ครั้นคนของสกุลซางรุดไปยังจุดเกิดเหตุ ก็ไม่พบแม้แต่เงา ของหลัวช่าน้อยแล้ว ทว่าซากศพแห้งนั้นยังคงอยู่ พวกเขาจึงเก็บ ศพกลับไปให้ประมุขซาง
ประมุงซางตรวจสอบดูศพในลานบ้าน เขาขมวดคิ้วแน่น “เกิด ขึ้นในเมืองรึ?”
“ขอรับ” องครักษ์ซึ่งแต่งกายเป็นพ่อค้าคนหนึ่งตอบ “ที่หน้า ร้านนํ้าชาบนถนนไป๋สุ่ยขอรับ”
“ถนนไป๋สุ่ย?” หว่างคิ้วของประมุขซางย่นเข้าหากัน เขานั่ง ยอง แล้วตรวจซากศพโดยละเอียด ตั้งแต่ปากแผลไปจนถึงสาเหตุ การตายของศพ คล้ายกับว่าจะมีร่องรอยของหลัวช่าโลหิต ทว่า หลัวช่าโลหิตกำลังอยู่ระหว่างการบรรลุระดับพลัง ไม่มีทางออกไป จากสกุลซาง
“ฆาตกรเป็นใคร” ประมุขซางถาม
องครักษ์ซึ่งแต่งตัวเป็นพ่อค้าตอบว่า “ข้าน้อยถามชาวบ้าน แถวนั้น ทุกคนล้วนแต่บอกว่าเป็นเด็กคนหนึ่งขอรับ อายุประมาณ สามขวบ ตัวผอมโซ สวมเสื้อผ้าหลวมโพรกไม่พอดีตัว แต่เป็นเนื้อ ผ้าชั้นดีขอรับ”
คำพูดด้านหลังนั้นไร้ประโยชน์ ประเด็นสำคัญนั้นอยู่ด้านหน้า
ประมุขซางขมวดคิ้วแน่น “เจ้าว่าอย่างไรนะ? เป็นเด็กคน หนึ่ง?”
“ขอรับ!” องครักษ์ตอบ
“เหตุใดจึงเป็นเด็กไปได้?” ประมุขซางพึมพำด้วยความสงสัย เรื่องนี้แปลกประหลาดเสียยิ่งกว่าปรมาจารย์ซางลอบออกไปจาก เขตหวงห้ามเสียอีก เมื่อบอกว่าอีกฝ่ายเป็นเด็กคนหนึ่ง เช่นนั้น ย่อมต้องเป็นหลัวช่าหรือ?
ประมุขซางยังคงไม่กระจ่าง “น่าแปลก ตำราลับเกี่ยวกับหลัว ช่าอยู่ที่สกุลซาง มีเพียงสกุลซางเท่านั้นที่สามารถสร้างหลัวช่าขึ้น มาได้ เจ้าเด็กนั่นมาจากที่ใดกัน”
“หรือว่า…สกุลซือคงก็มีหลัวช่าโลหิตขอรับ?” องครักษ์เอ่ย ถาม
ประมุขซางตอบปฏิเสธในทันใด “เป็นไปไม่ได้ ตำราลับมีเพียง เล่มเดียว ตอนนี้อยู่ในมือของสกุลซาง ประมุขซือคงไม่มีทางสร้าง หลัวช่าโลหิตขึ้นมาได้! หรือต่อให้สร้างขึ้นมา สกุลซือคงก็ไม่มีทาง ใช้เด็กเล็กเช่นนี้…”
“แต่พวกเรา…ไม่ได้สร้างหลัวช่าโลหิตตัวที่สองขึ้นมานี่ ขอรับ…” องครักษ์ซึ่งแต่งกายเป็นพ่อค้าคนนี้นับว่าเป็นคนสนิท ของประมุขซาง ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ได้รับหน้าที่ที่สำคัญเช่นนี้ เขารู้ ทุกอย่างเกี่ยวกับหลัวช่าโลหิต แต่เขาก็ไม่ยักรู้ว่าสกุลซางมีหลัวช่า
โลหิตเพิ่มมาตั้งแต่เมื่อใด
หากจะเอ่ยถึงเรื่องทดลอง พวกเขาก็มิใช่ว่าไม่เคยทดลอง แต่…หลัวช่าโลหิตหวงเขตแดนของตนเองมาก ไม่ยินยอมให้หลัว ช่าตัวอื่นย่างกรายเข้ามาเป็นอันขาด สกุลซางเคยแอบสร้างหลัว ช่าโลหิตขึ้นมาอีก กระนั้นก็ล้วนแต่ถูกปรมาจารย์ซางสังหารสิ้น
ประมุขซางมองไปยังทิศทางของเขตหวงห้าม แล้วหรี่ตาลง “ข้าว่าที่หลายวันมานี้คลุ้มคลั่งถึงเพียงนี้ จะให้ข้าปล่อยออกไปให้ ได้…ที่แท้ก็เป็นเพราะหลัวช่าโลหิตที่ตนเลี้ยงไว้หายไปละสิ? เหอะ เก็บความลับได้เก่งเสียเหลือเกิน!”
องครักษ์ซึ่งแต่งกายเป็นพ่อค้ามองไปยังเขตหวงห้าม จากนั้น ก็มองไปยังประมุขซาง ดวงตาของเขาเบิกโพลง “ท่านประมุข ท่าน หมายความว่า…”
ประมุขซางมิได้พูดต่อ และไม่ได้ขบคิดว่าหลัวช่าโลหิตแอบ เลี้ยงหลัวช่าน้อยโดยที่เขาไม่รู้ได้อย่างไร เรื่องเหล่านี้ไม่สำคัญ สิ่ง สำคัญคือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
เขาหัวเราะอย่างได้ใจ “โชคดีเหลือเกินที่เจ้านั่นหนีออกไป มัน อยากจะออกไปตามหา อีกประเดี๋ยวก็คงบรรลุระดับพลัง…มีเรื่อง ใหญ่เช่นนี้เกิดขึ้น สกุลซางของพวกเรารู้ข่าว สกุลซือคงย่อมต้องรู้ ข่าวเช่นกัน ห้ามให้หลัวช่าน้อยไปตกอยู่ในมือของพวกเขาเป็นอัน ขาด มิเช่นนั้นเรื่องราวคงยุ่งยากกว่านี้แน่ เจ้ารีบพาคนออกตาม หาหลัวช่าโลหิต ไม่ว่าด้วยวิธีการใดก็ต้องจับมันกลับมาให้ได้”
“ขอรับ!”
“ช้าก่อน!”
ประมุขซางนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ จึงสั่งว่า “ปฏิบัติการอย่าง เงียบเชียบ อย่าแหวกหญ้าให้งูตื่น ห้ามให้สกุลซือคงรู้เรื่องนี้”
อีกไม่นานสกุลซือคงย่อมต้องเดาเรื่องของหลัวช่าน้อยได้เช่น กัน ถ้าหากพวกเขาออกตามหาอย่างเอิกเกริก ก็รังแต่จะทำให้สกุล ซือคงสงสัยกว่าเดิม ท่านปรมาจารย์อยู่ระหว่างหัวเลี้ยวหัวต่อของ การบรรลุระดับพลัง เขาไม่อยากทำให้เป็นเรื่องใหญ่
องครักษ์ซึ่งสวมชุดพ่อค้ารับคำสั่ง เขาคัดเลือกองครักษ์ที่ เฉลียวฉลาดและราชาซิวหลัวระดับกลางออกไปอย่างเร่งรีบ
ในเมื่อประมุขซางสร้างหลัวช่าโลหิตขึ้นมาแล้ว ย่อมมีวิธีเสาะ หาหลัวช่าโลหิต เป็นไปดังคาด ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม
พวกเขาก็พบร่องรอยของหลัวช่าน้อย
หลัวช่าน้อยกำลังนั่งอยู่บนบ่อนํ้าเก่า ขาเล็กห้อยลงไปในบ่อนํ้า แกว่งไปมา
หากไม่ใช่เพราะเข็มทิศหลัวช่าโลหิต องครักษ์สกุลซางคงไม่ อาจรู้ได้ว่าเด็กร่างผอมผู้นี้ แท้จริงแล้วเป็นหลัวช่าน้อยผู้โหดเหี้ยม
ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา พร้อมทั้งหยิบไปยาโลหิตซึ่งตระ เตรียมไว้ล่วงหน้าออกมาวางบนพื้น
ทันทีที่หลัวช่าน้อยได้กลิ่นยาโลหิต มันก็หันหน้ามา เมื่อเห็นว่า
เป็นยาโลหิต มันก็รีบกระโดดเข้าไปทันที มันใช้มือเล็กหยิบยา โลหิตขึ้นมาทีละเม็ดๆ ทว่าหยิบไปได้เพียงครึ่งเดียว ก็เหลือบไป เห็นกรงเหล็ก
มันรีบหนีทันที พร้อมทั้งโยนยาโลหิตทั้งหมดทิ้งไป!
ทว่าสายเกินไปแล้ว ตาข่ายเหล็กนิลอยู่เหนือศีรษะของมัน แล้ว
หากอยู่ในสภาวะปกติ ตาข่ายเหล็กนิลเช่นนี้คงขาดกระจุยคา มือของมัน ทว่าในตอนนี้มันถูกวิชาอายุวัฒนะกดพลังเอาไว้ จึง ทำได้เพียงกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่ที่พื้น!
ยอดฝีมือสกุลซางมิได้ล่วงรู้ถึงพลังที่แท้จริงของมัน ทั้งยัง รู้สึกเวทนาในความเร็วของมัน ทั้งยังปล่อยให้มันวิ่งหนีไปอีกด้วย
โชคดีที่พวกเขาเตรียมการโจมตีไว้แล้ว
เหล่ายอดฝีมือง้างเกาทัณฑ์ที่พกติดตัวมา นี่คืออาวุธที่ใช้ สำหรับควบคุมหลัวช่าโลหิตโดยเฉพาะ แล้วยิงมันขึ้นฟ้าพร้อมกัน ศรเกาทัณฑ์ร่วงลงมาปกคลุมทั่วทุกที่ราวกับห่าฝน
หลัวช่าน้อยถูกลูกศรปักเข้าที่กลางหลัง มันหล่นลงมา กระแทกพื้น กระเด็นไปไกลเจ็ดแปดฉื่อ ร่างของมันถลอกปอกเปิก และสุดท้ายก็กระเด็นไปชนกับกำแพง
ศรเหล็กนิลทำให้หลัวช่าโลหิตเป็นบาดแผลถึงชีวิต หลัวช่า น้อยใบหน้าซีดเผือด ร่างของมันสั่นเทิ้ม
ยอดฝีมือสกุลซางก้าวไปข้างหน้า มองมันด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ เขาไม่ได้รีบร้อนเข้าไปจับ ด้วยกังวลว่ามันจะโจมตีกลับ ทว่าเขา หยิบตะขอเหล็กนิลออกมา แล้วเกี่ยวเข้าที่กระดูกสะบักของมัน จากนั้นจึงเกี่ยวมันขึ้นมา
เลือดสดไหลทะลักออกมา
หลัวช่าน้อยเจ็บเหลือเกิน
ในตอนที่ยอดฝีมือสกุลซางกำลังจะลากหลัวช่าน้อยเข้าไปใน กรงนั้นเอง หลัวช่าน้อยซึ่งท่าทางสะโหลสะเหลก็
รวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายขึ้นมา มันคว้าตะขอ แล้วพุ่งเข้า กระแทกยอดฝีมือสกุลซางจนล้มลง!
มันหักตะขอนั้นดัง ‘กร็อบ’ แล้วหนีไปทันใด!
“ตามไปเร็ว!” องครักษ์ซึ่งแต่งกายเป็นพ่อค้าร้องขึ้น!
เลือดสดหยดจากร่างของหลัวช่าน้อย ย่อมสะกดรอยตามไป ได้ไม่ยาก
เมื่อหลัวช่าน้อยวิ่งผ่านตรอกแห่งหนึ่ง เมื่อถึงปลายตรอก ก็มี กระบองเหล็กนิลฟาดลงมา!
ยอดฝีมือสกุลซางพุ่งเข้ามา หลัวช่าน้อยกัดฟัน พุ่งขึ้นไปบน หลังคา
เหล่ายอดฝีมือไล่ตามไป
หลัวช่าน้อยเสียเลือดไปมาก จึงหล่นลงมาจากหลังคา ศร
เหล็กนิลที่ปักอยู่กลางหลังและตะขอเหล็กนิลซึ่งเกี่ยว
อยู่ที่สะบักยิ่งปักลงไปลึกขึ้นกว่าเดิม
มันคลานลงบนพื้น กระเสือกกระสนอยู่หลายครั้ง จากนั้นก็ ขยับไม่ไหว
มันสะอึกสะอื้นด้วยความสิ้นหวัง
ยอดฝีมือสกุลซางสะกดรอยตามกลิ่นเลือดในอากาศไป จน มาถึงที่ที่หลัวช่าน้อยตกลงมา แต่ทว่าพวกเขาก็พบว่ามีคนมาถึง ก่อนหน้าพวกเขา พวกเขาเห็นรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่ด้านหน้าตรอก สารถีกระโดดลงมาจากรถ ใช้ผ้าห่อหลัวช่าน้อย แล้วอุ้มหลัวช่า น้อยขึ้นไป
รถม้าคันนี้เทียมม้าฝีเท้าดีสี่ตัว พวกเขาตามอย่างยากลำบาก ทว่าสุดท้ายก็ไล่ตามมาทัน
พวกเขาดักอยู่ด้านหน้าของรถม้า
องครักษ์ซึ่งแต่งกายเป็นพ่อค้าตะโกนว่า “ส่งคนมา! ไม่เช่น นั้นข้าจะไม่เกรงใจ!”
“สะ…ส่งอะไรกัน?” จิงหงถามด้วยความหวั่นใจ เขามองไปยัง ผู้คนโดยรอบ แล้วกัดฟันถามว่า “มะ…มะ…มีคนมากมายเช่นนี้ พวกเจ้าเป็นใครกัน มาขวางรถม้าพวกเราไว้ทำไม”
องครักษ์สกุลซางคร้านจะสนทนากับเขา จึงสาวเท้าไปยังรถ ม้า เลิกม่านออก แล้วดึงผ้าที่ใช้คลุมหลัวช่าน้อยออก
เสี่ยวเป่าแลบลิ้นใส่เขา
แบร่ๆๆๆ!
สายตาขององครักษ์กระตุกวูบหนึ่ง “แย่แล้ว! ตกหลุมพราง ซะแล้ว!”