หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 465 การแก้แค้นของหลัวช่าน้อย!
“เกิดอะไรขึ้น?” ภายในเรือน อวี๋หวั่นถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล
จิงหงขมวดคิ้วกล่าว “ประมุขซือคง พาองครักษ์สกุลซือคงไป แก้แค้นสกุลซางแล้วขอรับ”
“เขา?” อวี๋หวั่นตะลึงไปเล็กน้อย หากจำไม่ผิด ประมุขซือคงได้ รับบาดเจ็บสาหัส วรยุทธ์ถูกทำลายสิ้น กระทั่งยามนี้ก็ยังไม่หายดี เหตุใดถึงรีบร้อนไปแก้แค้นสกุลซางเช่นนี้?
จิงหงคาดเดา “เขาต้องคิดว่าสกุลซางไม่มีราชาหลัวช่าแล้ว ทั้งยังสูญเสียราชาซิวหลัวระดับสูงไปไม่น้อย ย่อมไม่มีความ แข็งแกร่งเช่นเดิม ต้องรีบกวาดล้างสกุลซาง ก่อนที่พวกเขาจะ สร้างยอดฝีมือคนใหม่ได้สำเร็จ”
อวี๋หวั่นพยักหน้าอย่างครุ่นคิด “ต้องเป็นเช่นนี้ไม่ผิดแน่ สกุล ซางเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ ไม่ช้าก็เร็วอย่างไรก็ต้องจัดการกับพวกเขา”
ทว่าความเสียหายของสกุลซือคงและหมิงซานก็สาหัสอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นพวกเขาคงไม่มาพักที่วิหารเจาหยาง
“คุณชายใหญ่ซือคงรู้เรื่องนี้หรือไม่?” อวี๋หวั่นถาม
จิงหงตอบกลับ “รู้แล้วขอรับ คุณชายใหญ่ไม่สามารถเกลี้ย กล่อมประมุขซือคงได้ เขาจึงส่งคนไปที่โถงเจาหยางเพื่อรายงาน ข่าว ส่วนตนเองก็ไปกับประมุขแล้ว”
เขาเป็นบุตรกตัญญู ดูเหมือนว่าหลังจากการต่อสู้ครั้งนั้น ปม ในใจระหว่างบิดากับบุตรชายได้คลายออกไม่น้อย ประมุขซือคง เสียสละชีวิตเพื่อช่วยบุตรชายคนโต ทั้งยังฝากสกุลซือคงไว้กับเขา ก่อนตาย ความขุ่นเคืองในใจของซือคงฉางเฟิงได้จางหายไปหมด แล้ว
อวี๋หวั่นปลาบปลื้มที่บิดาและบุตรชายให้อภัยกัน แต่กลับ กังวลถึงสถานการณ์ต่อไปที่พวกเขาต้องเจอ สกุลซางได้ขโมย ตำราลับการสร้างราชาหลัวช่าจากสกุลซือคงไปมากกว่าหนึ่งเล่ม ไม่ว่าจะเป็นอาวุธ หรือแม้แต่ยาอายุวัฒนะเพิ่มพลัง เกรงว่าล้วน เป็นมรดกของเผ่าพ่อมด พวกเขามีมรดกอันทรงพลังเช่นนั้นจะ จัดการได้ง่ายๆ หรือ?
“ทำอย่างไรดี ฮูหยิน?” จิงหงถามอย่างกังวล
“พวกเขาจากไปนานเท่าใดแล้ว?” อวี๋หวั่นกล่าว
“ไปได้ครึ่งถ้วยชาแล้ว” จิงหงกล่าว
“เจ้าส่งคนตามไปก่อน หากตามทันก็บอกว่า…ข้อความจาก ท่านปรมาจารย์ ให้พวกเขารออยู่ตรงนั้น อย่ากระทำการบุ่มบ่าม แต่หากตามไม่ทัน…ตามไม่ทันค่อยว่ากันเถิด เจ้าก็อย่าเข้าไป พัวพัน” อวี๋หวั่นไม่ชอบการเสียสละอย่างกล้าหาญ ทุกชีวิตมีค่าใน สายตาเธอ
จิงหงไม่เคยเห็นชีวิตตนเองหรือครอบครัวเป็นสำคัญ เขาเป็น คนหมิงซาน เพื่อหมิงซานแล้ว เขาใช้ชีวิตตัวเองได้โดยไม่ลังเล นี่
เป็นครั้งแรกที่มีคนบอกเขา ให้เขาใช้ชีวิตให้ดี
จิงหงอยากจะกล่าวว่า ตายเพื่อนายมิใช่เรื่องสมควรหรือ? แต่ เมื่อคำนั้นมาถึงริมฝีปากกลับพูดไม่ออก
เขาสังเกตมานานแล้ว ว่านายผู้นี้แตกต่างจากนายอื่นๆ ที่เขา เคยเจอ ในสายตาของนางราวกับไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นสูงตํ่า มี เพียงบทบาทหน้าที่ของแต่ละคน หรืออาจเพราะนิสัยเช่นนี้ ถึง ทำให้ร่างกายเล็กๆ ซึ่งไร้วรยุทธ์นี้แสดงพลังที่เกินจะบรรยายได้ ออกมา
“เป็นอะไร? ยังมีเรื่องใดอีกหรือ?” อวี๋หวั่นเห็นว่าเขาไม่ขยับจึง เอ่ยถาม
“อ้า ไม่…ไม่มีอะไรขอรับ” จิงหงได้สติ โบกมือปฏิเสธ “เช่นนั้น ข้าขอตัวก่อน”
อวี๋หวั่นพยักหน้า “เดินดีๆ นะ”
จิงหงรีบเดินไปอย่างเร่งรีบ อวี๋หวั่นไม่รู้ว่าในใจของศิษย์ผู้นี้คิด ไปกี่ร้อยกี่พันตลบ เธอคิดถึงเรื่องที่ประมุขซือคงไปเยือนสกุลซาง จนเดินมาถึงประตูห้องลับโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว
“โอ๊ย” เธอใช้มือข้างหนึ่งอุ้มท้อง อีกข้างตีหน้าผากตนเอง “ข้า ลืมไปได้อย่างไรว่าเยี่ยนจิ่วเฉากำลังทำพิธี? มาขัดจังหวะเขาเวลา นี้…”
ยังไม่ทันจะกล่าวจบ ครรภ์ของเธอก็ขยับ
เสี่ยวซื่อใช้จิตสัมผัสราชาศักดิ์สิทธิ์สื่อสารกับบิดาผ่านประตู หิน
ครืน
ประตูหินเปิดออก
อวี๋หวั่นจ้องมองเยี่ยนจิ่วเฉาที่ปรากฏตัวต่อหน้าเธอด้วยความ ประหลาดใจ
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
“ข้าไม่ได้รบกวนท่านใช่หรือไม่?” อวี๋หวั่นได้ยินว่าขณะที่พวก เขากำลังฝึกฝนไม่ควรรบกวน ไม่เช่นนั้นอาจทำให้คลุ้มคลั่งเสียสติ
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวอย่างเฉยเมย “ข้าไม่เป็นไร เด็กพวกนั้น สร้างปัญหาอีกแล้วหรือ?”
“ไม่ใช่พวกเขา เป็นประมุขซือคง” อวี๋หวั่นบอกเยี่ยนจิ่วเฉา เรื่องการแก้แค้นสกุลซางของเขา “ประมุขซางรีดเลือดของราชา หลัวช่า และได้ยาโลหิตของหลัวช่าน้อยไป ผู้ใดจะรู้ว่าเขาจะสร้าง อะไรขึ้นมาอีก เกรงว่าประมุขซือคงจะประเมินกำลังพวกเขาตํ่าไป”
อวี๋หวั่นคาดไว้ไม่ผิด แผนที่ประมุขซือคงนำคนไปปราบสกุล ซางเกือบล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่เริ่ม สกุลซางไม่มีราชาหลัวช่าแล้ว ราชาซิวหลัวระดับสูงส่วนใหญ่ก็ตายไปมากกว่าครึ่ง แต่ไม่รู้เลยว่า พวกเขาใช้วิธีใดสร้างซิวหลัวโลหิตที่น่าสะพรึงกลัวออกมาแล้ว!
ความแข็งแกร่งของราชาซิวหลัวประกอบกับพลังฟื้นฟูของ
หลัวช่าโลหิต ทำให้ยอดฝีมือกลุ่มนี้แข็งแกร่งไร้เทียมทานตั้งแต่ ออกมา
ประมุขซือคงมองสถานการณ์ด้านเดียว เบิกตากว้างอย่างไม่ เชื่อสายตา
เขาไม่คิดว่าหลังจากเหตุการสูญเสียครั้งใหญ่ของสกุลซาง พวกเขาจะสามารถสร้างกลุ่มยอดฝีมือเช่นนี้ได้ เช่นนี้ก็จบเห่แล้ว เพื่อทำลายสกุลซาง เขานำกำลังสรรพาวุธทั้งหมดของสกุลซือคง ไปด้วย ดูเหมือนวันนี้พลาดก้าวเดียว แพ้ทั้งกระดาน!
ประมุขซางยืนมองเขาอยู่ใต้แผ่นป้ายเหนือประตูที่สูง ตระหง่านด้วยสายตาดูถูก พลางกล่าวว่า “ข้าก็คิดว่าผู้ใดบังอาจ กำเริบเสิบสานที่สกุลซาง ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง คิดว่าเจ้าคนเดียวจะ สามารถทำลายสกุลซางได้อย่างนั้นหรือ? ช่างไม่ดูตัวเองเลย!”
หากซือคงเย่มา ยังอาจทำให้เขาหวาดกลัวได้บ้าง เพียงแค่ ราชาซิวหลัวสองสามคนจะทำอะไรเขาได้?
ให้เขาเดาว่าเหตุใดซือคงเย่ถึงไม่มา?
จะเป็นไปได้หรือไม่ ว่า…เพื่อช่วยราชาหลัวช่า เขาทำให้ตนเอง ตายไปครึ่งหนึ่งแล้ว?
แม้ว่าประมุขซางจะไม่รู้ขั้นตอนที่แน่ชัด ทว่ากลับเดาไม่ผิด ใน ระยะนี้ปรมาจารย์ซือคงไม่อาจสู้ได้ แล้วนี่ก็เป็นสาเหตุที่ประมุขซือ คงตัดสินใจเองโดยไม่ถามความเห็นของปรมาจารย์ ส่วนเยี่ยนจิ่ว เฉา เขาต้องคอยคุ้มกันหมิงซาน ไม่อาจเรียกตัวมาได้ง่ายๆ
ทันทีที่ประมุขซางเห็นสีหน้าสลับซับซ้อนของประมุขซือคง ก็ โพล่งหัวเราะเสียงดังๆ และกล่าวว่า “แน่นอน พวกเจ้าหมิงซาน ไม่มียอดฝีมือแล้ว หากวันนี้เจ้าไม่มา ข้าก็คงไม่ได้รู้ความลับนี้เป็น แน่ ดีมาก หลังจากข้าฆ่าเจ้าแล้ว ข้าก็จะไปกวาดล้างสกุลซือคง และเขาหมิงซาน!”
นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่าทำลายศัตรูที่จุดอ่อน
หมิงซานมิใช่ว่าจัดการได้ง่ายๆ เขาก็รอโอกาสอยู่ และยา มนี้ซือคงเย่กับราชาหลัวช่าต่างก็บาดเจ็บ ไม่มีเวลาใดที่เหมาะสม มากไปกว่านี้อีกแล้ว
ประมุขซือคงรู้สึกผิดอย่างยิ่ง หากรู้เช่นนี้ เขาก็คงฟังฉางเฟิง ไม่มาหาที่ตายที่สกุลซาง ยามนี้ไม่เพียงแต่พวกเขาที่ไม่อาจเอา ชีวิตรอด แม้แต่ปรมาจารย์ก็ติดร่างแหไปด้วย
ประมุขซือคงกล่าวกับบุตรชายคนโต “ข้าจะหยุดเขาไว้ ฉาง เฟิง เจ้ารีบกลับไปที่หมิงซาน คุ้มกันปรมาจารย์และคนอื่นๆ อพยพ!”
ประมุขซางเยาะเย้ย “ผู้ใดก็อย่าหวังจะได้ไป!”
ว่าจบ เขาก็แสดงท่าทางออกคำสั่งให้สังหาร บรรดายอดฝีมือ สกุลซางเข้าล้อมซือคงฉางเฟิง
“ไม่——” ประมุขซือคงหน้าถอดสี
ขณะที่ซิวหลัวโลหิตสกุลซางกำลังจะเปิดฉากจัดการกับซือคง ฉางเฟิง พลังกดดันทรงพลังก็พุ่งเข้ามาจากที่ไม่ไกลนัก ราวกับ
คลื่นที่มองไม่เห็นแผ่กระจายไปทั่วใจกลางสนามรบ เหล่าซิวหลัว โลหิตของสกุลซางหยุดชะงักนิ่ง ซือคงฉางเฟิงถูกกำลังภายใน มหาศาลช่วยออกมา
“ใช้ยอดฝีมือมากมายเช่นนี้เล่นงานเด็กน้อยที่เพิ่งหัดเดิน มี เพียงสกุลซางของพวกเจ้าเท่านั้นละที่ไร้ยางอายได้เช่นนี้”
หลังจากนํ้าเสียงอ่อนโยนของบุรุษผู้หนึ่ง ก็ตามมาด้วยขบวน เกี้ยวที่แบกมาโดยศิษย์วิหารเจาหยางสิบหกคนมาหยุดลงตรง หน้าค่ายสกุลซือคง บดบังประมุขซือคงและซือคงฉางเฟิงไว้ด้าน หลัง
เกี้ยวหรูหรางดงามวิจิตร แต่สิ่งที่สง่างามยิ่งกว่าคือบุรุษบน นั้น
เขาสวมเสื้อคลุมสีดำ ร่างกายสูงตรงราวต้นสน ใบหน้างดงาม ประดุจหยก กลิ่นอายคล้ายกล้วยไม้เหมือนไม้ไผ่ ทุกคนที่ได้เห็น ฉากนี้ รู้สึกว่าในโลกนี้ ไม่มีบุรุษผู้ใดที่จะหล่อเหลาสูงสง่าเช่นนี้ แล้ว กลิ่นอายราชันแผ่ออกมาจากทั่วทั้งร่าง
ประมุขซางย่อมรู้ดีว่าเขาเป็นใคร
เหลนเขยของซือคงเย่ เยี่ยนจิ่วเฉา!
ไอ้เด็กนี่เป็นใครมาจากไหน?
เหตุใดจึงสามารถใช้วิชาอายุวัฒนะของสกุลซือคงได้?
ที่สำคัญกว่านั้น ไม่พบกันเพียงไม่กี่วัน กลิ่นอายของวิชาอายุ
วัฒนะกลับยิ่งดูแข็งแกร่งขึ้น
ในใจประมุขซางรู้สึกถึงลางร้าย ทว่าสิ่งที่แย่ที่สุดหาใช่สิ่งนี้ หลังจากที่เยี่ยนจิ่วเฉาเปิดแขนเสื้อกว้าง เผยให้เห็นบุรุษร่างเล็ก ข้างกาย หากไม่ใช่หลัวช่าน้อย…จะเป็นผู้ใด?
ประมุขซางเสียการทรงตัว!
หลัวช่าน้อยไม่มียาโลหิตแล้ว เหตุใดยังมีชีวิตอยู่?
หรือว่า…ราชาหลัวช่าใช้ยาโลหิตของตนยกให้เขา?
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่น่าจะฟื้นตัวเร็วนัก!
ดูสีผิวเลือดฝาดของมัน เหมือนเพิ่งสูญเสียยาโลหิตที่ใดกัน?
ทันทีที่หลัวช่าน้อยเห็นประมุขซางก็ตระหนักได้ว่า เขาเป็นไอ้ สารเลวตัวใหญ่ที่ทำให้ตนสลบ จับขังไว้ในกรง และตามไล่ล่าเขา กับราชาหลัวช่า หลัวช่าน้อยแยกเขี้ยวอย่างดุดัน!
ประมุขซางเพียงรู้สึกว่าตนเห็นผี เจ้าตัวเล็กนี่…รอดมาได้ อย่างไรกัน?!
เยี่ยนจิ่วเฉาไม่ได้สนใจในความประหลาดใจของเขา ปัดแขน เสื้อกว้างเบาๆ วางอิริยาบทสบายๆ บนเกี้ยว ใช้นํ้าเสียงราบเรียบ เอ่ยกับหลัวช่าน้อย
“ความแค้นของเจ้า เจ้าก็ชำระเอง เห็นซิวหลัวโลหิตเหล่านั้น หรือไม่? ให้พวกเขาได้ฝึกฝนสักหน่อย อย่าเพิ่งให้รีบตาย”
หลัวช่าน้อยยกยิ้มมาดร้าย ก่อนจะพุ่งใส่ซิวหลัวโลหิตด้วย
ความเร็ว!
บทที่ 465 การแก้แค้นของหลัวช่าน้อย!
“เกิดอะไรขึ้น?” ภายในเรือน อวี๋หวั่นถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล
จิงหงขมวดคิ้วกล่าว “ประมุขซือคง พาองครักษ์สกุลซือคงไป แก้แค้นสกุลซางแล้วขอรับ”
“เขา?” อวี๋หวั่นตะลึงไปเล็กน้อย หากจำไม่ผิด ประมุขซือคงได้ รับบาดเจ็บสาหัส วรยุทธ์ถูกทำลายสิ้น กระทั่งยามนี้ก็ยังไม่หายดี เหตุใดถึงรีบร้อนไปแก้แค้นสกุลซางเช่นนี้?
จิงหงคาดเดา “เขาต้องคิดว่าสกุลซางไม่มีราชาหลัวช่าแล้ว ทั้งยังสูญเสียราชาซิวหลัวระดับสูงไปไม่น้อย ย่อมไม่มีความ แข็งแกร่งเช่นเดิม ต้องรีบกวาดล้างสกุลซาง ก่อนที่พวกเขาจะ สร้างยอดฝีมือคนใหม่ได้สำเร็จ”
อวี๋หวั่นพยักหน้าอย่างครุ่นคิด “ต้องเป็นเช่นนี้ไม่ผิดแน่ สกุล ซางเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ ไม่ช้าก็เร็วอย่างไรก็ต้องจัดการกับพวกเขา”
ทว่าความเสียหายของสกุลซือคงและหมิงซานก็สาหัสอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นพวกเขาคงไม่มาพักที่วิหารเจาหยาง
“คุณชายใหญ่ซือคงรู้เรื่องนี้หรือไม่?” อวี๋หวั่นถาม
จิงหงตอบกลับ “รู้แล้วขอรับ คุณชายใหญ่ไม่สามารถเกลี้ย กล่อมประมุขซือคงได้ เขาจึงส่งคนไปที่โถงเจาหยางเพื่อรายงาน ข่าว ส่วนตนเองก็ไปกับประมุขแล้ว”
เขาเป็นบุตรกตัญญู ดูเหมือนว่าหลังจากการต่อสู้ครั้งนั้น ปม ในใจระหว่างบิดากับบุตรชายได้คลายออกไม่น้อย ประมุขซือคง เสียสละชีวิตเพื่อช่วยบุตรชายคนโต ทั้งยังฝากสกุลซือคงไว้กับเขา ก่อนตาย ความขุ่นเคืองในใจของซือคงฉางเฟิงได้จางหายไปหมด แล้ว
อวี๋หวั่นปลาบปลื้มที่บิดาและบุตรชายให้อภัยกัน แต่กลับ กังวลถึงสถานการณ์ต่อไปที่พวกเขาต้องเจอ สกุลซางได้ขโมย ตำราลับการสร้างราชาหลัวช่าจากสกุลซือคงไปมากกว่าหนึ่งเล่ม ไม่ว่าจะเป็นอาวุธ หรือแม้แต่ยาอายุวัฒนะเพิ่มพลัง เกรงว่าล้วน เป็นมรดกของเผ่าพ่อมด พวกเขามีมรดกอันทรงพลังเช่นนั้นจะ จัดการได้ง่ายๆ หรือ?
“ทำอย่างไรดี ฮูหยิน?” จิงหงถามอย่างกังวล
“พวกเขาจากไปนานเท่าใดแล้ว?” อวี๋หวั่นกล่าว
“ไปได้ครึ่งถ้วยชาแล้ว” จิงหงกล่าว
“เจ้าส่งคนตามไปก่อน หากตามทันก็บอกว่า…ข้อความจาก ท่านปรมาจารย์ ให้พวกเขารออยู่ตรงนั้น อย่ากระทำการบุ่มบ่าม แต่หากตามไม่ทัน…ตามไม่ทันค่อยว่ากันเถิด เจ้าก็อย่าเข้าไป พัวพัน” อวี๋หวั่นไม่ชอบการเสียสละอย่างกล้าหาญ ทุกชีวิตมีค่าใน สายตาเธอ
จิงหงไม่เคยเห็นชีวิตตนเองหรือครอบครัวเป็นสำคัญ เขาเป็น คนหมิงซาน เพื่อหมิงซานแล้ว เขาใช้ชีวิตตัวเองได้โดยไม่ลังเล นี่
เป็นครั้งแรกที่มีคนบอกเขา ให้เขาใช้ชีวิตให้ดี
จิงหงอยากจะกล่าวว่า ตายเพื่อนายมิใช่เรื่องสมควรหรือ? แต่ เมื่อคำนั้นมาถึงริมฝีปากกลับพูดไม่ออก
เขาสังเกตมานานแล้ว ว่านายผู้นี้แตกต่างจากนายอื่นๆ ที่เขา เคยเจอ ในสายตาของนางราวกับไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นสูงตํ่า มี เพียงบทบาทหน้าที่ของแต่ละคน หรืออาจเพราะนิสัยเช่นนี้ ถึง ทำให้ร่างกายเล็กๆ ซึ่งไร้วรยุทธ์นี้แสดงพลังที่เกินจะบรรยายได้ ออกมา
“เป็นอะไร? ยังมีเรื่องใดอีกหรือ?” อวี๋หวั่นเห็นว่าเขาไม่ขยับจึง เอ่ยถาม
“อ้า ไม่…ไม่มีอะไรขอรับ” จิงหงได้สติ โบกมือปฏิเสธ “เช่นนั้น ข้าขอตัวก่อน”
อวี๋หวั่นพยักหน้า “เดินดีๆ นะ”
จิงหงรีบเดินไปอย่างเร่งรีบ อวี๋หวั่นไม่รู้ว่าในใจของศิษย์ผู้นี้คิด ไปกี่ร้อยกี่พันตลบ เธอคิดถึงเรื่องที่ประมุขซือคงไปเยือนสกุลซาง จนเดินมาถึงประตูห้องลับโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว
“โอ๊ย” เธอใช้มือข้างหนึ่งอุ้มท้อง อีกข้างตีหน้าผากตนเอง “ข้า ลืมไปได้อย่างไรว่าเยี่ยนจิ่วเฉากำลังทำพิธี? มาขัดจังหวะเขาเวลา นี้…”
ยังไม่ทันจะกล่าวจบ ครรภ์ของเธอก็ขยับ
เสี่ยวซื่อใช้จิตสัมผัสราชาศักดิ์สิทธิ์สื่อสารกับบิดาผ่านประตู หิน
ครืน
ประตูหินเปิดออก
อวี๋หวั่นจ้องมองเยี่ยนจิ่วเฉาที่ปรากฏตัวต่อหน้าเธอด้วยความ ประหลาดใจ
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
“ข้าไม่ได้รบกวนท่านใช่หรือไม่?” อวี๋หวั่นได้ยินว่าขณะที่พวก เขากำลังฝึกฝนไม่ควรรบกวน ไม่เช่นนั้นอาจทำให้คลุ้มคลั่งเสียสติ
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวอย่างเฉยเมย “ข้าไม่เป็นไร เด็กพวกนั้น สร้างปัญหาอีกแล้วหรือ?”
“ไม่ใช่พวกเขา เป็นประมุขซือคง” อวี๋หวั่นบอกเยี่ยนจิ่วเฉา เรื่องการแก้แค้นสกุลซางของเขา “ประมุขซางรีดเลือดของราชา หลัวช่า และได้ยาโลหิตของหลัวช่าน้อยไป ผู้ใดจะรู้ว่าเขาจะสร้าง อะไรขึ้นมาอีก เกรงว่าประมุขซือคงจะประเมินกำลังพวกเขาตํ่าไป”
อวี๋หวั่นคาดไว้ไม่ผิด แผนที่ประมุขซือคงนำคนไปปราบสกุล ซางเกือบล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่เริ่ม สกุลซางไม่มีราชาหลัวช่าแล้ว ราชาซิวหลัวระดับสูงส่วนใหญ่ก็ตายไปมากกว่าครึ่ง แต่ไม่รู้เลยว่า พวกเขาใช้วิธีใดสร้างซิวหลัวโลหิตที่น่าสะพรึงกลัวออกมาแล้ว!
ความแข็งแกร่งของราชาซิวหลัวประกอบกับพลังฟื้นฟูของ
หลัวช่าโลหิต ทำให้ยอดฝีมือกลุ่มนี้แข็งแกร่งไร้เทียมทานตั้งแต่ ออกมา
ประมุขซือคงมองสถานการณ์ด้านเดียว เบิกตากว้างอย่างไม่ เชื่อสายตา
เขาไม่คิดว่าหลังจากเหตุการสูญเสียครั้งใหญ่ของสกุลซาง พวกเขาจะสามารถสร้างกลุ่มยอดฝีมือเช่นนี้ได้ เช่นนี้ก็จบเห่แล้ว เพื่อทำลายสกุลซาง เขานำกำลังสรรพาวุธทั้งหมดของสกุลซือคง ไปด้วย ดูเหมือนวันนี้พลาดก้าวเดียว แพ้ทั้งกระดาน!
ประมุขซางยืนมองเขาอยู่ใต้แผ่นป้ายเหนือประตูที่สูง ตระหง่านด้วยสายตาดูถูก พลางกล่าวว่า “ข้าก็คิดว่าผู้ใดบังอาจ กำเริบเสิบสานที่สกุลซาง ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง คิดว่าเจ้าคนเดียวจะ สามารถทำลายสกุลซางได้อย่างนั้นหรือ? ช่างไม่ดูตัวเองเลย!”
หากซือคงเย่มา ยังอาจทำให้เขาหวาดกลัวได้บ้าง เพียงแค่ ราชาซิวหลัวสองสามคนจะทำอะไรเขาได้?
ให้เขาเดาว่าเหตุใดซือคงเย่ถึงไม่มา?
จะเป็นไปได้หรือไม่ ว่า…เพื่อช่วยราชาหลัวช่า เขาทำให้ตนเอง ตายไปครึ่งหนึ่งแล้ว?
แม้ว่าประมุขซางจะไม่รู้ขั้นตอนที่แน่ชัด ทว่ากลับเดาไม่ผิด ใน ระยะนี้ปรมาจารย์ซือคงไม่อาจสู้ได้ แล้วนี่ก็เป็นสาเหตุที่ประมุขซือ คงตัดสินใจเองโดยไม่ถามความเห็นของปรมาจารย์ ส่วนเยี่ยนจิ่ว เฉา เขาต้องคอยคุ้มกันหมิงซาน ไม่อาจเรียกตัวมาได้ง่ายๆ
ทันทีที่ประมุขซางเห็นสีหน้าสลับซับซ้อนของประมุขซือคง ก็ โพล่งหัวเราะเสียงดังๆ และกล่าวว่า “แน่นอน พวกเจ้าหมิงซาน ไม่มียอดฝีมือแล้ว หากวันนี้เจ้าไม่มา ข้าก็คงไม่ได้รู้ความลับนี้เป็น แน่ ดีมาก หลังจากข้าฆ่าเจ้าแล้ว ข้าก็จะไปกวาดล้างสกุลซือคง และเขาหมิงซาน!”
นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่าทำลายศัตรูที่จุดอ่อน
หมิงซานมิใช่ว่าจัดการได้ง่ายๆ เขาก็รอโอกาสอยู่ และยา มนี้ซือคงเย่กับราชาหลัวช่าต่างก็บาดเจ็บ ไม่มีเวลาใดที่เหมาะสม มากไปกว่านี้อีกแล้ว
ประมุขซือคงรู้สึกผิดอย่างยิ่ง หากรู้เช่นนี้ เขาก็คงฟังฉางเฟิง ไม่มาหาที่ตายที่สกุลซาง ยามนี้ไม่เพียงแต่พวกเขาที่ไม่อาจเอา ชีวิตรอด แม้แต่ปรมาจารย์ก็ติดร่างแหไปด้วย
ประมุขซือคงกล่าวกับบุตรชายคนโต “ข้าจะหยุดเขาไว้ ฉาง เฟิง เจ้ารีบกลับไปที่หมิงซาน คุ้มกันปรมาจารย์และคนอื่นๆ อพยพ!”
ประมุขซางเยาะเย้ย “ผู้ใดก็อย่าหวังจะได้ไป!”
ว่าจบ เขาก็แสดงท่าทางออกคำสั่งให้สังหาร บรรดายอดฝีมือ สกุลซางเข้าล้อมซือคงฉางเฟิง
“ไม่——” ประมุขซือคงหน้าถอดสี
ขณะที่ซิวหลัวโลหิตสกุลซางกำลังจะเปิดฉากจัดการกับซือคง ฉางเฟิง พลังกดดันทรงพลังก็พุ่งเข้ามาจากที่ไม่ไกลนัก ราวกับ
คลื่นที่มองไม่เห็นแผ่กระจายไปทั่วใจกลางสนามรบ เหล่าซิวหลัว โลหิตของสกุลซางหยุดชะงักนิ่ง ซือคงฉางเฟิงถูกกำลังภายใน มหาศาลช่วยออกมา
“ใช้ยอดฝีมือมากมายเช่นนี้เล่นงานเด็กน้อยที่เพิ่งหัดเดิน มี เพียงสกุลซางของพวกเจ้าเท่านั้นละที่ไร้ยางอายได้เช่นนี้”
หลังจากนํ้าเสียงอ่อนโยนของบุรุษผู้หนึ่ง ก็ตามมาด้วยขบวน เกี้ยวที่แบกมาโดยศิษย์วิหารเจาหยางสิบหกคนมาหยุดลงตรง หน้าค่ายสกุลซือคง บดบังประมุขซือคงและซือคงฉางเฟิงไว้ด้าน หลัง
เกี้ยวหรูหรางดงามวิจิตร แต่สิ่งที่สง่างามยิ่งกว่าคือบุรุษบน นั้น
เขาสวมเสื้อคลุมสีดำ ร่างกายสูงตรงราวต้นสน ใบหน้างดงาม ประดุจหยก กลิ่นอายคล้ายกล้วยไม้เหมือนไม้ไผ่ ทุกคนที่ได้เห็น ฉากนี้ รู้สึกว่าในโลกนี้ ไม่มีบุรุษผู้ใดที่จะหล่อเหลาสูงสง่าเช่นนี้ แล้ว กลิ่นอายราชันแผ่ออกมาจากทั่วทั้งร่าง
ประมุขซางย่อมรู้ดีว่าเขาเป็นใคร
เหลนเขยของซือคงเย่ เยี่ยนจิ่วเฉา!
ไอ้เด็กนี่เป็นใครมาจากไหน?
เหตุใดจึงสามารถใช้วิชาอายุวัฒนะของสกุลซือคงได้?
ที่สำคัญกว่านั้น ไม่พบกันเพียงไม่กี่วัน กลิ่นอายของวิชาอายุ
วัฒนะกลับยิ่งดูแข็งแกร่งขึ้น
ในใจประมุขซางรู้สึกถึงลางร้าย ทว่าสิ่งที่แย่ที่สุดหาใช่สิ่งนี้ หลังจากที่เยี่ยนจิ่วเฉาเปิดแขนเสื้อกว้าง เผยให้เห็นบุรุษร่างเล็ก ข้างกาย หากไม่ใช่หลัวช่าน้อย…จะเป็นผู้ใด?
ประมุขซางเสียการทรงตัว!
หลัวช่าน้อยไม่มียาโลหิตแล้ว เหตุใดยังมีชีวิตอยู่?
หรือว่า…ราชาหลัวช่าใช้ยาโลหิตของตนยกให้เขา?
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่น่าจะฟื้นตัวเร็วนัก!
ดูสีผิวเลือดฝาดของมัน เหมือนเพิ่งสูญเสียยาโลหิตที่ใดกัน?
ทันทีที่หลัวช่าน้อยเห็นประมุขซางก็ตระหนักได้ว่า เขาเป็นไอ้ สารเลวตัวใหญ่ที่ทำให้ตนสลบ จับขังไว้ในกรง และตามไล่ล่าเขา กับราชาหลัวช่า หลัวช่าน้อยแยกเขี้ยวอย่างดุดัน!
ประมุขซางเพียงรู้สึกว่าตนเห็นผี เจ้าตัวเล็กนี่…รอดมาได้ อย่างไรกัน?!
เยี่ยนจิ่วเฉาไม่ได้สนใจในความประหลาดใจของเขา ปัดแขน เสื้อกว้างเบาๆ วางอิริยาบทสบายๆ บนเกี้ยว ใช้นํ้าเสียงราบเรียบ เอ่ยกับหลัวช่าน้อย “ความแค้นของเจ้า เจ้าก็ชำระเอง เห็นซิวหลัว โลหิตเหล่านั้นหรือไม่? ให้พวกเขาได้ฝึกฝนสักหน่อย อย่าเพิ่งให้รีบ ตาย”
หลัวช่าน้อยยกยิ้มมาดร้าย ก่อนจะพุ่งใส่ซิวหลัวโลหิตด้วย
ความเร็ว!