หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 474.1 เจียงน้อยจอมเจ้าเล่ห์ขโมยไข่!
พ่อลูกพบหน้า! (1)
การตัดสินใจของซือคงเย่ได้รับความเห็นชอบจากทุกคน การ เดินทางไปเผ่าพ่อมดอันตรายนัก อาการบาดเจ็บของเขายังไม่หาย ทุกคนไม่อยากพาเขาไปเสี่ยงอันตราย นอกจากนี้ ทั้งชีวิตของเขาก็ ปกป้องผู้คนมามากพอแล้ว หากไม่ใช่เพราะสกุลซือคง เขาคงทอด ทิ้งหมิงตูไปกับหลานอีนานแล้ว ผิดต่อหลานอีมาแล้ว อย่างน้อยก็ ไม่อยากทำผิดต่อบุตรสาวของเขากับหลานอีอีก
ซือคงเย่เก็บข้าวของ เขามีสัมภาระไม่มาก มีเพียงเสื้อผ้าที่ เปลี่ยนไม่กี่ชุดระหว่างทาง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือป้ายวิญญาณของ สตรีศักดิ์สิทธิ์หลานอี เขาห่อด้วยผ้าแล้วแบกไว้บนหลังอย่างแน่น หนา
ศิษย์วิหารเจาหยาง เขาพาจิงหงติดตามไปเพียงผู้เดียว
“ปรมาจารย์” ซือคงฉางเฟิงเดินเข้ามาหาเขา ไม่รู้เหตุใด ปรมาจารย์ไม่ได้นำสัมภาระไปมากนัก แต่เขากลับสังหรณ์ว่า ปรมาจารย์จะไม่กลับมาที่หมิงซานอีก “ท่าน…จะกลับมาหรือไม่?”
ซือคงฉางเฟิงพูดความสงสัยในใจออกมา
ซือคงเย่กล่าวว่า “ข้าไม่รู้”
เขาอยู่เพื่อสกุลซือคงมาหลายปีแล้ว ช่วงชีวิตที่เหลือ เขา
อยากอยู่เพื่อหลานอีและลูกของตนเท่านั้น
พวกนางอยู่ที่ใด เขาก็อยู่ที่นั่น
ซือคงเย่หันกลับไปมองดูวิหารเจาหยางที่อาบไล้ด้วยแสงยาม เช้า ดวงตาของเขาไม่มีความลังเลที่จะจากไปอีกแล้ว ทว่ากลับเป็น รอยยิ้มโล่งใจ “หมิงซาน เป็นของเจ้าแล้ว”
“ปรมาจารย์——” ซือคงฉางเฟิงรู้สึกเพียงราวกับหน้าอกถูก คนฉีกออก เขาหลั่งนํ้าตาออกมาอย่างไม่อาจควบคุม เขาเสียแม่ไป ตั้งแต่เด็ก ไม่ได้รับการดูแลจากบิดาผู้ให้กำเนิดและแม่เลี้ยง มี เพียงปรมาจารย์และหมิงซานเป็นที่พักพิงให้แก่เขา แม้ว่า ปรมาจารย์จะไม่ได้พบเขาบ่อยนัก แต่ก็มักให้คำแนะนำแก่เขาโดย ปราศจากข้อกังขา เป็นเขาเองที่โง่เขลาเบาปัญญา ไม่อาจสืบทอด มรดกวิชาของปรมาจารย์
ในใจของเขา ปรมาจารย์เป็นคนในครอบครัวที่ใกล้ชิดยิ่งกว่า บิดา
เขาไม่อยากให้ปรมาจารย์จากไป
ซือคงเย่กลับไม่กล่าวสิ่งใด เพียงตบไหล่ของเขาและหันไป อำลาศิษย์คนอื่นๆ
อีกด้านหนึ่ง สัตว์พิษตัวน้อยและราชันหมื่นสัตว์พิษก็ต้องถูก แยกจากกัน เช่นเดียวกับสัตว์พิษตัวน้อยที่ต้องไปปกป้องอวี๋หวั่น ราชันหมื่นสัตว์พิษก็ต้องปกป้องนายของตน
มันและนายต่างก็อายุมากแล้ว แต่ไม่ว่าจะเป็นช่วงสุดท้าย
ของชีวิตคนหรือกู่ ก็ต้องอยู่เคียงข้างเจ้านาย
สัตว์พิษตัวน้อยกอดกรงเล็บใหญ่ของราชันหมื่นสัตว์พิษ ถูไป มาพร้อมกับนํ้าตาที่ไหลริน
ราชันหมื่นสัตว์พิษขับราชันพันสัตว์พิษหลายร้อยตัวเข้าไปใน ขวดหยกหลายขวด เพื่อเป็นอาหารให้กับสัตว์พิษตัวน้อยยาม หิวโหย
ต่อมาก็เป็นอวี๋เซ่าชิง นางเจียง และเด็กๆ ทั้งสาม เดิมทียัง กังวลว่าจะทำอย่างไรกับบิดามารดาและบุตรทั้งสาม ทว่ายามนี้ ตาทวดจะเดินทางไปหนานจ้าว ที่นั่นเป็นที่ที่เหมาะสมที่สุดแล้ว
ซือคงเย่ย่อมมีความสุขที่เป็นเช่นนั้น ได้อยู่กับอาซูน้อยและ เด็กทั้งสาม เขามีความสุขยิ่งกว่าผู้ใด
ทว่าอวี๋เซ่าชิงกลับยืนยันที่จะไปกับอวี๋หวั่น ไม่ว่าบุตรสาวบุตร เขยจะไปที่หนานจ้าวก็ดี หรือเผ่าปีศาจก็ดี เขาล้วนไม่อาจอยู่เคียง ข้างพวกเขา คราวนี้ไม่ว่าพูดอย่างไรก็จะไม่ทิ้งพวกเขาไว้ลำพัง
อย่างไรเสีย เขาก็เป็นยอดฝีมือระดับหัวกะทิที่สามารถเอาชนะ หลัวช่าโลหิตถึงยี่สิบตัวได้ด้วยมือเปล่า บุตรสาวต้องการเขา!
เขามีปณิธานมั่นคง อวี๋หวั่นไม่อาจปฏิเสธ ทำได้เพียงตกลงให้ เขาร่วมทางไปด้วย
ส่วนเจียงน้อยจอมเจ้าเล่ห์ไม่ได้โชคดีเช่นนั้น ถึงงอแงทำตัว เป็นเด็กไปก็ไร้ประโยชน์ ผู้ใดให้นางเจ็บป่วย ร่างกายอ่อนแอ บอบบางเล่า อวี๋หวั่นกังวลว่าการเดินทางจะทำให้นางไม่สบาย ไม่
ว่าพูดอย่างไรก็จะให้นางกับซือคงเย่กลับไปที่หนานจ้าว
เมื่อเห็นนางเจียงมุ่ยปากเล็กๆ อย่างน้อยอกน้อยใจ อวี๋หวั่นก็ กระซิบเบาๆ “ท่านตาทวดไม่ค่อยถนัดดูแลเด็กๆ มีท่านแม่อยู่ ข้า ค่อยวางใจหน่อย”
ดังนั้นนางเจียงพร้อมกับไข่ดำน้อยทั้งสามจึงนั่งรถม้ากลับไป ที่หนานจ้าวทั้งนํ้าตา
คนที่รู้จะบอกว่าพวกเขากลับบ้าน คนที่ไม่รู้ คงคิดว่าพวกเขา ถูกใครทอดทิ้งมา
เวลาเที่ยงวัน คนสองกลุ่มเดินทางออกจากหมิงตูมุ่งหน้าสู่จุด หมายปลายทางที่แตกต่างกัน ราวๆ ช่วงเย็น ทั้งสองกลุ่มต่างก็มา ถึงที่พักที่แรกของตน กลุ่มของอวี๋หวั่นกับเยี่ยนจิ่วเฉาเข้าไปในป่า ซือคงเย่ตั้งกระโจมที่ริมลำธาร
จิงหงไปจับปลาที่ลำธารเพื่อทำปลาย่าง หลังจากพวกเขากิน เสร็จ ซือคงเย่ก็พาไข่ดำน้อยทั้งสามกลับไปที่กระโจมของตน ส่วน เจียงน้อยจอมเจ้าเล่ห์ก็พักที่กระโจมอีกหลัง
จิงหงนั่งเฝ้ายามข้างกองไฟ
กลางดึก หัวเล็กโผล่จากกระโจมเงียบๆ มองไปรอบๆ เมื่อ แน่ใจว่าไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น จึงเขย่งเท้าเดินออกมา
เงาร่างเล็กเดินหายเข้าไปในความมืดอย่างเงียบงัน
ราตรีอันเงียบสงัด จันทร์กระจ่างฟ้าดาราพราวแสง
ผ่านไปครู่หนึ่ง ร่างเล็กที่เดินไปไกลแล้ว วิ่งเข้ามาอีกครั้ง พุ่ง เข้าไปในกระโจมของซือคงเย่ แล้วถือสิ่งของบางอย่างออกมาจาก ด้านใน
ช่วงเวลามืดสลัว ความร้อนจากกองไฟมอดดับไปนานแล้ว จิง หงนั่งกอดดาบคอตกเล็กน้อยราวกับไก่จิกข้าว เขาสะดุ้งตื่นขึ้น ทันใด ปฏิกิริยาแรกคือชักดาบออกมาหันมองไปรอบๆ
เมื่อเห็นว่าไม่มีอันตราย จึงรู้สึกโล่งใจเงียบๆ
“บอกว่าจะเฝ้ายามดึก แต่ข้ากลับหลับไป” จิงหงลูบคอที่แข็ง เกร็งเล็กน้อยของตนอย่างตำหนิ หันไปทำความเคารพปรมาจารย์ ยามเดินผ่านกระโจมของฮูหยินอาซู เขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิด ปกติไป
“ฮูหยินอาซู” เขากระซิบเรียกจากด้านนอก
ในกระโจมไม่มีการตอบสนอง
ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของจิงหง เขาลังเลครู่หนึ่ง กัดฟัน ใช้ด้ามดาบเปิดกระโจมและมองเข้าไปข้างใน ผลทำให้เขา ต้องตกตะลึง
“แย่แล้ว——แย่แล้ว——ปรมาจารย์——ฮูหยินอาซู หายตัวไป——”
จิงหงตระหนกตกใจจนล้มลุกคลุกคลานไปถึงกระโจมของซือ คงเย่
ราชันหมื่นสัตว์พิษที่สงบนิ่งไร้อารมณ์ทางโลกเหลือบมองเขา และนอนข้างกายซือคงเย่ต่อไป
ซือคงเย่ลุกขึ้นนั่งและยืดเอวบิดขี้เกียจเล็กน้อย “เช้าตรู่เช่นนี้ โวยวายเสียงดังอันใด?”
จิงหงเข้าไปในกระโจม และกล่าวเสียงสั่นอย่างหวาดกลัว “ฮู หยินอาซูหายไป!”
ซือคงเย่อ้าปากหาว “หายก็หายสิ ไยต้องเอะอะเสียใหญ่โตเช่น นี้?”
“…หือ?” จิงหงตกใจกับปฏิกิริยาของปรมาจารย์ ฮูหยินอาซู เป็นหลานของเขา เขารักและเอ็นดูนางยิ่งนัก เหตุใดได้ยินว่านาง หายไป เขากลับมีปฏิกิริยาเช่นนี้?
ช้าก่อน!
ท่าทีของปรมาจารย์ เหตุใดคล้ายกับล่วงรู้เหตุการณ์อยู่ก่อน แล้ว?
จริงอยู่ที่วรยุทธ์ของตนอ่อนแอ ยามหลับจึงไม่อาจตรวจจับ การเคลื่อนไหวแถวกระโจม ทว่าเป็นไปไม่ได้ที่ปรมาจารย์จะไม่ใยดี ฮูหยินอาซูเช่นนี้
จิงหงมองซือคงเย่และถามหยั่งเชิง “ปรมาจารย์ ท่าน…รู้อยู่ แล้วว่าฮูหยินอาซูไปที่ใดหรือ?”
“ใช่ ข้ารู้” ซือคงเย่กล่าว
“อา…” เป็นเช่นนั้นจริง เขาตกตะลึงอ้าปากกว้าง “เช่นนั้นเรา ต้องรอฮูหยินอาซูอยู่ที่นี่หรือไม่?”
ซือคงเย่กล่าวอย่างเฉยเมย “ไม่จำเป็น นางจะไม่กลับมา”
“อา…” หมายความว่าอย่างไรที่ไม่กลับมา? ปรมาจารย์ท่าน อย่าทำให้ข้ากลัวสิ!
ซือคงเย่มองแวบเดียวก็รู้ทันทีว่าความคิดเขาบิดเบี้ยวไปไกล จึงเหลือบมองเขาอย่างเย็นชา “ไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิด นางน่ะเก่งกาจ ยิ่ง!”
“อ้อ” จิงหงไม่รู้จะกล่าวอย่างไรดี
“อ๊า!” จิงหงร้องขึ้นอีกครั้ง
ซือคงเย่ปวดหัวกับเขา “มีอะไรอีก?”
จิงหงชี้ไปที่ข้างกายซือคงเย่ที่ว่างเปล่า และกล่าวว่า “คุณ คุณ คุณ คุณ…คุณชายน้อยก็หายตัวไป!”
“อื้ม” ซือคงเย่ตอบอย่างใจเย็นอีกครั้ง
จิงหงเหลือบมองปรมาจารย์ด้วยความหวาดผวาอีกครั้ง “คง ไม่ได้ถูกฮูหยินอาซูพาไปด้วยกระมัง? ไยฮูหยินอาซูถึงวุ่นวายเช่น นี้? ตนเองหนีไปก็ยังพอว่า เหตุใดต้องพาคุณชายน้อยไปได้ด้วย? ปรมาจารย์ หรือไม่ เรากับราชันหมื่นสัตว์พิษไปตามพวกเขากลับ มากันเถอะ!”
ซือคงเย่กล่าวอย่างครุ่นคิด “ไม่จำเป็น การเดินทางไปยังเผ่า
พ่อมด อาจต้องใช้เด็กๆ พวกนั้น”
หมายความว่าอย่างไร? ฮูหยินอาซูพาคุณชายน้อยไปที่เผ่าพ่อ มดหรือ?
แต่เหตุใดถึงใช้ประโยชน์จากคุณชายน้อยได้ลงคอ? พวกเขา เป็นเพียงเด็กน้อยอายุสามขวบเท่านั้น!
จิงหงอยากถาม แต่ซือคงเย่กลับไม่อยากพูดอะไรอีก
อาซูน้อยขโมยไข่น้อยไปจากกระโจมของเขา คิดว่าเขาจะหลับ สนิทไม่รู้ตัวเลยกระนั้นหรือ?
แต่ยามที่อาซูน้อยจะไป ก็ยังห่มผ้าห่มให้เขาอย่างดี
แม้จะเอาเงินของเขาไปด้วย…
แต่อาซูน้อยของเขาก็เป็นเด็กที่จิตใจดีและมีนํ้าใจที่สุดในใต้ หล้า!
บทที่ 474.2 เจียงน้อยจอมเจ้าเล่ห์ขโมยไข่!
พ่อลูกพบหน้า! (2)
ผ่านมาหลายปี ภูมิประเทศเปลี่ยนไปไม่น้อย โชคดีที่อิ่งลิ่วเป็น หน่วยสอดแนมที่มีความเชี่ยวชาญที่สุดในใต้หล้า เยี่ยนจิ่วเฉาและ อิ่งสือซันก็เป็นผู้ช่วยที่บอกทิศทางได้อย่างดี คนทั้งกลุ่มใจสู้ดิ้นรน และใกล้ไปถึงอาณาเขตของเผ่าพ่อมดบนแผนที่ได้จริงๆ
“ข้ามทะเลนี้ไป” อิ่งลิ่วชี้แผนที่ ทะเลนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลง เพียงแต่หาดนํ้าตื่นที่รกร้างได้กลายเป็นเมืองเล็กๆ ซึ่งกล่าวกันว่า เป็นดินแดนของประเทศมรกต
ประเทศเล็กๆ ที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน หากไม่ได้มาเยือนด้วย ตนเอง ไหนเลยจะเชื่อว่ามันมีอยู่จริง?
อิ่งลิ่วเปิดบันทึกลายมือ จดเส้นทางอย่างละเอียด
“เจ้าจดมันไปไย?” ชุยเฒ่าถามอย่างสงสัย
“มันจะเป็นประโยชน์ วันหน้ากลับต้าโจว ก็สามารถใช้เป็น แผนที่ได้ ไม่ดีหรือ?” อิ่งลิ่วกล่าว
อวี๋หวั่นเหลือบมองอิ่งลิ่วด้วยความชื่นชม อิ่งลิ่วเป็นเด็กที่มี ความกระตือรือร้นยิ่งนัก เรื่องที่พวกเขานึกไม่ถึง เขากลับคิดอย่าง รอบคอบไม่ขาดตกบกพร่อง เยี่ยนจิ่วเฉาเป็นเชื้อพระวงศ์แห่งต้า โจว ยิ่งรู้จักแผ่นดินใหญ่เท่าใด ก็ยิ่งเป็นประโยชน์กับเบี้ยต่อรอง
มากเท่านั้น
หลายคนกำลังรออยู่ที่ท่าเทียบเรือที่มีการสัญจรวุ่นวาย
ทันใดนั้น อิ่งสือซันที่ไปสืบข่าวก็กลับมารายงานเยี่ยนจิ่วเฉา และอวี๋หวั่น “เรือข้ามฟากจะมาทุกสิบวัน ครั้งหนึ่งมีสองลำ ดีที่วัน นี้ยังเหลือลำสุดท้าย แต่ทว่า…”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เขาก็แสดงสีหน้าลำบากใจ
“แต่ทว่าอะไร?” อวี๋หวั่นถาม
อิ่งสือซันกล่าวว่า “พวกเขารับเฉพาะคนของประเทศมรกต และผู้ที่ถือเอกสารการค้าของประเทศมรกต พวกเราไม่มี จึงไม่ สามารถขึ้นเรือได้”
“เอกสารการค้าทำที่ใด?” อวี๋หวั่นถาม
อิ่งสือซันก็สืบเรื่องนี้มาเช่นกัน “เข้าเมืองจ่ายเงินเพื่อจัดทำ แต่วันนี้ไม่อาจทำได้”
อวี๋หวั่นขมวดคิ้วมุ่น “ก็หมายความว่าวันนี้เราไม่อาจขึ้นเรือได้ แต่หากเราพลาดเรือเที่ยวนี้ ก็ต้องรออีกสิบวัน ไม่ได้ พวกเราไม่ อาจรอนานเช่นนั้นได้!”
อิ่งสือซันกระชับดาบในมือแน่น “หรือไม่——”
“คนหนุ่มสาวอย่างพวกเจ้านี่หุนหันพลันแล่น มีอะไรเจรจา กันดีๆ มิได้หรือ? เหตุใดต้องใช้กำลัง?” อวี๋เซ่าชิงที่นิ่งเงียบมา ตลอดทางเอ่ยปาก แม้ว่าอวี๋เซ่าชิงจะเป็นแม่ทัพ แต่ทำสงคราม
เพื่อปกป้องประเทศชาติและครอบครัว โดยส่วนตัวเขาไม่ใช่คนที่มี ปัญหาเมื่อใดก็ใช้กำลัง
เขากล่าวอย่างเคร่งขรึม “ข้าจะไปคุยกับพวกเขา บอกเหตุผล กับพวกเขาดีๆ ข้าเชื่อว่าพวกเขาจะให้เราขึ้นเรือ”
อวี๋เซ่าชิงไปทำอย่างที่ตนคิดไว้
เขามาถึงท่าจอดเรือ และถามเด็กที่กำลังขนสินค้า “ขอโทษ นะ หัวหน้าของเจ้าอยู่ที่ใด?”
เด็กรับใช้ก็ชี้ไป
“ขอบใจมาก” อวี๋เซ่าชิงเดินตามทิศที่เขาชี้ไปถึงโรงนํ้าชาเล็กๆ ใกล้ท่าเรือ
วันนี้เป็นวันเดินทางออกทะเล โรงนํ้าชาจึงมีผู้คนแออัด เจ้าของร้านยุ่งเกินกว่าจะดูแลอวี๋เซ่าชิงที่กำลังเดินมาหาเขา
อวี๋เซ่าชิงถามว่า “ขอโทษที เจ้าของเรือลำนั้นอยู่หรือไม่?”
เจ้าของร้านไม่สนใจ
อวี๋เซ่าชิงหยิบเงินออกมาจำนวนหนึ่ง
เจ้าของร้านรับเงินไปแล้ว ถึงใช้สายตามองอวี๋เซ่าชิงตรงๆ เขา อยู่มาครี่งชีวิต อ่านคนมานับไม่ถ้วน ไม่เคยเห็นบุรุษที่หล่อเหลา กำยำ ดูไม่ธรรมดาเช่นนี้มาก่อน เจ้าของร้านชี้ ไปที่ห้องข้างห้อง หนึ่งที่โถงใหญ่ และกระซิบว่า “นายเรือใหญ่ไม่อยู่ เจ้าไปหานาย เรือรองแล้วกัน แล้วอย่าบอกว่าข้าบอกเจ้าละ”
“ขอบใจมาก!” อวี๋เซ่าชิงขอบคุณเขาอย่างจริงใจและเดินไปที่ ห้องข้างๆ
เมื่อเขาเดินจากไปไกล ผู้ช่วยอีกคนก็โน้มตัวเข้าไปกล่าวกับ เจ้าของร้านว่า “นายเรือรองเกลียดไอ้หน้าขาวนุ่มนิ่มเช่นนี้ที่สุด เจ้าส่งเขาไป มิใช่ปล่อยเขาไปตายหรือ?”
ความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าที่ประสบในค่ายทหารของอวี๋เซ่าชิง ถูกเจียงน้อยจอมเจ้าเล่ห์ดูแลจนหายเป็นปลิดทิ้งนานแล้ว ผิว พรรณขาวผ่องนวลเนียน หากกล่าวว่ายังไม่ถึงสามสิบคงไม่มีผู้ใด ไม่เชื่อ
เจ้าของร้านชั่งนํ้าหนักเงินในมือ “เขารนหาที่ตายเอง จะโทษ ข้าได้อย่างไร?”
อวี๋เซ่าชิงไม่รู้ว่าตนกำลังก้าวเข้าถํ้าเสือ เขาเห็นประตูเปิด กว้าง บนเก้าอี้ทรงหมวกขุนนางมีชายไว้หนวดเคราหนา รูปร่างสูง ใหญ่คนหนึ่งนั่งอยู่
เขาเดินไปอย่างสุภาพแล้วกล่าวว่า “ขอถาม ใช่นายเรือรอง หรือไม่?”
ชายคนนั้นเหลือบมองเขาอย่างเย็นชา ดวงตาพลันหรี่ลงเล็ก น้อย
อวี๋เซ่าชิงยกมือคำนับแล้วกล่าวว่า “ข้ากับครอบครัวมีเรื่องเร่ง ด่วนต้องออกทะเล เพราะไม่ทราบสถานการณ์ตลาดของที่นี่ก่อน จึงทำเอกสารการค้าไม่ทัน หวังว่านายเรือรองจะช่วยเหลือ ครั้ง
หน้าเราจะทำเอกสารการค้ามาชดใช้ เรื่องราคาเราจะไม่เอาเปรียบ นายเรือรองแน่”
นายเรือรองมองใบหน้าที่หล่อเหลาของอวี๋เซ่าชิง กำหมัดแน่น จนส่งเสียงลั่น
เมื่อเห็นว่านํ้าบนเตาเดือดได้ที่ อวี๋เซ่าชิงจึงหยิบกาต้มนํ้าหันไป ชงชาให้นายเรือรอง “อีกอย่างคนในครอบครัวข้ารู้วิชาการแพทย์ หากผู้โดยสารบนเรือไม่สบายระหว่างทาง ครอบครัวข้าก็สามารถ รักษาและให้ยาโดยไม่คิดค่าตอบแทน”
นายเรือรองย่อมไม่ตกลง ผู้โดยสารเรืออะไร? ป่วยก็ป่วย ตาย ก็ตาย จำเป็นต้องช่วยหรือ?
ไอ้หน้าขาวนี่ ตัวเป็นคนนิสัยเป็นหมา ไร้มารยาท น่าหงุดหงิด ยิ่งนัก ขณะที่นายเรือรองคิดจะใช้หมัดกับอวี๋เซ่าชิง จู่ๆ มือเปล่า จากด้านหลังเก้าอี้ก็ยื่นมาจับคอเสื้อเขาลากออกไปจากห้อง!
อวี๋เซ่าชิงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับนายเรือรอง แต่เมื่อหันกลับมา นายเรือรองก็หายไปแล้ว
เมื่อหันกลับมาอีกครั้ง นายเรือรองก็กลับมานั่งบนเก้าอี้แล้ว
เพียงแต่ ไม่รู้ว่าเป็นภาพลวงตาหรือไม่ ร่างกายนายเรือรอง คล้ายกับสั่นระริก…
“อาหวั่น!”
ครึ่งชั่วยามต่อมา อวี๋เซ่าชิงกลับมาอย่างสดชื่น
ด้านหลังตามมาด้วยนายเรือรอง นายเรือสาม และนายเรือที่ ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าแห่งท้องทะเลที่ร่างกายสั่นเทา
อวี๋หวั่นมองบิดา และบุรุษที่แข็งแรงที่มากับเขาด้วยความ แปลกใจ “ท่านพ่อ พวกเขาเป็นใคร?”
อวี๋เซ่าชิงกล่าวอย่างหัวเราะชอบใจ “ข้าจะแนะนำให้เจ้ารู้จัก พวกเขาก็คือนายเรือใหญ่ นายเรือรองและนายเรือสามของเรือลำ นี้ พวกเขามาเพื่อเชิญเราขึ้นเรือ! ผู้ใดบอกว่าพวกเขาไร้นํ้าใจ? เข้าใจพวกเขาผิดแล้ว พวกเขาเป็นคนดีมาก ได้ยินว่าพวกเรามี เรื่องด่วนต้องออกทะเล แม้แต่เงินก็ไม่เก็บพวกเรา ยังมาช่วยพวก เราขนสัมภาระถึงที่นี่!”
ปากของอิ่งสือซันกระตุกอย่างรุนแรง “…”
แน่ใจหรือว่าคนที่เขาพบกับนายท่านพบ เป็นกลุ่มเดียวกัน?
พวกอวี๋หวั่นและเยี่ยนจิ่วเฉาถูกเชิญขึ้นเรืออย่างมีเกียรติ เป็น อย่างที่อวี๋เซ่าชิงกล่าว พวกเขาไม่เก็บค่าโดยสารเรือแม้แต่เหรียญ ทองแดงเดียวจริงๆ ไม่เพียงเท่านั้น ยังมอบห้องพักหรูหราของตน ให้พวกเขาด้วย
อวี๋หวั่นตกตะลึง “นี่ไม่เหมาะสมกระมัง? จะไม่ลำบากเกินไป หรือ?”
ทั้งสามส่ายหัวราวกับของเล่นป๋องแป๋ง “ไม่ลำบากๆ!”
อวี๋หวั่นยิ้มเล็กน้อย “พวกเราไปอยู่ห้องเล็กดีกว่า ได้รับการ ยกเว้นให้ขึ้นเรือก็เสียมารยาทมากพอแล้ว หากยึดห้องของพวก
ท่านอีก…”
ทั้งสามกล่าวประสานเสียง จนแทบจะคุกเข่าต่ออวี๋หวั่น “ไม่ๆ ๆ! ได้โปรด คุณหนูใหญ่อย่าไปอยู่ที่ห้องเล็กเลย!”
หากเจ้าไปอยู่ห้องเล็ก พวกเราคงต้องไปอยู่ห้องผีสิง!
ฮือๆๆ สตรีผู้นั้นช่างน่ากลัว!
นายเรือใหญ่ “พวกเราชาวมรกตต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี!”
นายเรือรอง “ใช่แล้ว! แขกต่างชาติมาเยือน! ไม่อาจให้เสีย หน้าประเทศมรกต!”
นายเรือสาม “พวกเจ้าอยู่ไปเถอะ!”
“เอ่อ…” อวี๋หวั่นหันมองเยี่ยนจิ่วเฉา
เยี่ยนจิ่วเฉาเดินเข้าไปอย่างสงบนิ่ง “ยากจะปฏิเสธการเชื้อ เชิญ พวกเราจะอยู่ก็แล้วกัน”
ทั้งสามโล่งใจ!
ขณะที่พวกอวี๋หวั่นขึ้นเรือออกทะเล อีกด้านหนึ่ง ซือคงเย่ก็มา ถึงเมืองหลวงของหนานจ้าว
องค์ประมุขยังคงไม่ทราบว่าท่านพ่อตาของตนได้เดินทาง หลายพันหลี่มาถึงหนานจ้าวแล้ว เขากำลังหงุดหงิดอวิ๋นเฟย ผ่าน มาหลายวัน อวิ๋นเฟยก็ยังร้องจะแยกห่างจากตน
เขาแต่งตั้งนางเป็นฮองเฮาแล้ว นางยังต้องการเช่นไรอีก?
“ฝ่าบาท ฮองเฮาทรงโยนมงกุฎหงส์กับตราทองคำออกมาอีก แล้วพ่ะย่ะค่ะ… ฮองเฮาตรัสว่า จะให้นางเป็นฮองเฮา ยังไม่สู้ให้ฝ่า บาททรงฝันเลย…” ขันทีกล่าวด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
“งี่เง่า! นี่เป็นวาจาที่ภรรยาประมุขควรเอ่ยรึ? ข้าตามใจนาง มากเกินไปใช่หรือไม่? หากข้ายอมนางอีกครั้ง นางคงคิดว่าโอรส สวรรค์เป็นเรื่องตลกไปแล้วใช่หรือไม่?!” องค์ประมุขโกรธกริ้ว สะบัดแขนเสื้อเสด็จไปยังตำหนักอวิ๋นเฟย
ประตูตำหนักถูกปิดไว้อย่างแน่นหนา
องค์ประมุขเอ่ยเสียงขรึม “เปิดประตูให้ข้า!”
ครืน ประตูเปิดออก
ทว่าสิ่งแรกที่เขาเห็นกลับไม่ใช่เสิ่นอวิ๋น ฮองเฮาองค์ใหม่ที่เพิ่ง ได้รับการสถาปนา กลับเป็นบุรุษที่มีเส้นผมทั้งหัวเป็นสีเงิน รูปร่าง สูงใหญ่ เผยรัศมีดุจดั่งเทพเซียนที่จุติในโลกมนุษย์
“เจ้าคือ…” องค์ประมุขตกตะลึงไปชั่วครู่
“อวิ๋นเอ๋อร์ เจ้านี่ก็คือคนที่รังแกเจ้ากับอาซูน้อยรึ?”
ซือคงเย่กล่าวด้วยนํ้าเสียงที่แฝงด้วยกำลังภายใน องค์ประมุข ที่หมายจะลงโทษอวิ๋นเฟยคุกเข่าลง!