หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 477.1 ราชาหลัวช่าผู้ดุร้าย! (1)
ไม่ดูก็คงไม่รู้ แต่ดูแล้วก็ตกใจ เด็กหนุ่มรูปงามผู้นี้มีเนตรหยิน หยาง!!!
“เนตรหยินหยาง!” เสียงของผู้โดยสารเรือวัยกลางคน ผู้มีรูป ร่างดั่งชายอกสามศอก ตกใจจนเสียงเปลี่ยน เขาโซเซถอยหลังไป หลายก้าว ก้นกระแทกกับราวกั้น หากไม่ใช่เพราะมีคนข้างๆ คว้า ตัวได้ทันเวลา ก็คงตกไปในทะเลอีกคนแล้ว
บุรุษอ้วนท้วนบึกบึนเช่นนี้หวาดกลัวจนหมดรูป ผู้โดยสารเรือ ที่เหลือยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง ทั้งหมดมองไปที่เด็กหนุ่มเปียกปอนบน ดาดฟ้าด้วยความหวาดกลัวราวกับเห็นโรคระบาด ทุกคนต่างถอย ห่างออกไป
คนที่ยังอยู่ที่เดิมไม่ขยับ นอกจากอวี๋หวั่น ก็คืออิ่งลิ่วและอิ่งสือ ซัน
ทั้งสามเห็นปฏิกิริยาของเหล่าผู้โดยสารเรือ ต่างก็มองหน้ากัน ด้วยความแปลกใจ แล้วก็มองไปที่เด็กหนุ่มเปียกปอนอีกครั้ง
เด็กหนุ่มดูเหมือนพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาไม่น้อย แม้ถูก ผู้คนต่อต้านขับออกจากกลุ่ม เปลือกตาก็ไม่กระดิกแม้แต่น้อย กลับเป็นท่าทีและสีหน้าที่สงบนิ่งของอวี๋หวั่น อิ่งลิ่วและอิ่งสือซัน ที่ ทำให้เขาแอบรู้สึกประหลาดใจ
“อื้ม” อวี๋หวั่นคุกเข่าลงข้างหนึ่ง เชยคางขึ้นมองเขา ดวงตา ข้างหนึ่งเป็นสีเหลืองอำพัน อีกข้างเป็นสีฟ้า นี่เป็นดวงตาที่ทำให้ เหล่าผู้โดยสารเรือตกใจขวัญหนีดีฝ่ออย่างนั้นหรือ?
แต่อวี๋หวั่นกลับรู้สึกว่า ดวงตาคู่นี้ดูดีไม่น้อยเลย
“แม่นาง! อย่ามองมัน! นั่นคือเนตรหยินหยาง! หากมองมาก เกินไปจะตาบอด!” ชายชราเตือน อวี๋หวั่นด้วยความหวังดี
อวี๋หวั่นหันตัวกลับมา “จะตาบอดหรือ?”
“ใช่ จะตาบอด! อย่ามองนะ! รีบออกมาเถอะ!” ชายลํ่าอีกคน โน้มน้าว
พวกเขาก็สงสัยว่าผู้ใดตกนํ้า หากรู้ว่าเป็นผู้มีเนตรหยินหยาง แต่แรก ไม่ว่าจะกล่าวอย่างไรก็ไม่มีทางออกมาชมความตื่นเต้น เป็นแน่
จะว่าไปแล้ว คนพวกนี้ดูเหมือนเป็นแขกชั้นสูงบนเรือ นายเรือ ทั้งสามสุภาพกับพวกเขายิ่งนัก หากไม่เช่นนั้น บัดนี้เกรงว่าคงออก มาตำหนิพวกเขาที่ยุ่งเรื่องชาวบ้านมาช่วยคนเนตรหยินหยางแล้ว
ผู้โดยสารเรือแยกย้ายกันไปทีละคน
แม้เด็กหนุ่มจะชินชากับเหตุการณ์เช่นนี้ แต่ก็มิใช่ใจจะสงบได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถูกอวี๋หวั่นจ้องมองอย่างไม่เขินอาย ยิ่ง ทำให้ใบหูของเขาร้อนผ่าวเป็นสีแดง
เขาดวงตาสั่นไหว ปกปิดความอึดอัดและกระอักกระอ่วน
ภายในใจ หันหน้าหนี และกล่าวเสียงขรึม “พวกเจ้ายังไม่ไปอีก หรือ?”
อิ่งลิ่วกล่าวอย่างขุ่นเคือง “เจ้านี่! พวกเราช่วยเจ้าไว้! เหตุใด ยังพูดเช่นนี้กับฮูหยินของข้า?”
“ผู้ใดขอให้เจ้าช่วยกันละ?” เด็กหนุ่มกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์
โอ้ ยังเป็นเม่นแคระอีกด้วย
อวี๋หวั่นลูบคาง หันมองเขาอย่างละเอียดถี่ถ้วน
เขาอึดอัดกับสายตาของอวี๋หวั่น จึงหันหนีไปด้านข้างอีกเล็ก น้อย
อวี๋หวั่นเหลือบมองทิศที่เด็กหนุ่มมา “พวกคนเมื่อครู่จับเจ้า เพราะสิ่งนี้รึ?”
เด็กหนุ่มเข้าใจดีว่า ‘สิ่งนี้’ ที่อวี๋หวั่นกล่าวถึงคืออะไร เขาหลุบ ตาลง กล่าวเสียงค่อย “ไม่ใช่”
นํ้าเสียงที่ใช้กับอวี๋หวั่น ไม่ก้าวร้าวเช่นยามที่พูดกับอิ่งลิ่ว
อวี๋หวั่นส่งเสียงอ้อ แต่ก็ไม่ได้คิดจะจากไปทันที
เด็กหนุ่มไม่เคยเห็นผู้ใดที่ยินดีอยู่อยู่ข้างกายผู้มีเนตรหยิน หยางนานเช่นนี้ เขาอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองอวี๋หวั่น
เมื่อถึงตรุษจีนอวี๋หวั่นก็อายุครบสิบแปด ทว่าใบหน้ากลับยังดู อ่อนเยาว์ราวสิบห้า ผิวขาวอมชมพูไม่ต้องกล่าวถึง ใบหน้าเล็กๆ ยัง เต็มไปด้วยไขมันของเด็กน้อย ละเอียดอ่อนงดงามราวกับภาพวาด
บุคลิกสงบนิ่งไม่ยินดียินร้ายเหมือนบทกวี เธอตั้งท้องได้เกือบหก เดือนแล้ว ผู้คนยังยากที่จะสังเกตเห็นท้องของเธอ
ทันทีที่มองเห็นท้องของเธอ ดวงตาของเด็กหนุ่มก็เบิกกว้างใน ทันใด
เขาทำตาโตเช่นนี้ ยิ่งมองเห็นดวงตาได้ชัดเจน
ช่างสวยงามยิ่งนัก… อวี๋หวั่นลอบถอนใจ
“พวกเจ้าไม่ใช่คนประเทศมรกตหรือ?” เด็กหนุ่มเอ่ยอย่าง กะทันหัน
“หือ?” อวี๋หวั่นจมอยู่ในดวงตาคู่สวยของเขา ไม่ได้ยินว่าเขา พูดสิ่งใด
เด็กหนุ่มกวาดตามองร่างของอิ่งลิ่วและอิ่งสือซัน “พวกเจ้า ไม่ใช่คนประเทศมรกต”
หากกล่าวว่าวาจาก่อนหน้านี้ยังมีความไม่แน่ใจอยู่บ้าง เช่น นั้นครั้งนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นนํ้าเสียงที่แน่ใจแล้ว
“เจ้ารู้ได้อย่างไร?” อวี๋หวั่นถาม
เด็กหนุ่มกล่าวอย่างเฉยเมย “ข้าก็คิดอยู่ว่า เหตุใดถึงยังมีคน ประเทศมรกตที่ไม่กลัวข้า”
“นี่ไม่ใช่เนตรหยินหยาง” อวี๋หวั่นชี้ไปที่ดวงตาของเขา “เป็น ดวงตาประหลาด เรียกอีกอย่างว่าดวงตาสองสี ไม่เกี่ยวอะไรกับ การทำให้ผู้อื่นตาบอด เจ้าเองก็คงรู้เรื่องนี้ดีกระมัง?”
เด็กหนุ่มเงียบงัน
เขารู้แล้วอย่างไร? จะมีผู้ใดเชื่อเขา?
ระหว่างทางมายังประเทศมรกต อิ่งลิ่วทำการบ้านมาไม่น้อย เขาเคยได้ยินเรื่องเนตรหยินหยางมาบ้าง เขาก้มลงกระซิบข้างหูอวี๋ หวั่นว่า “ว่ากันว่าผู้มีเนตรหยินหยางเกิดมาโชคร้าย อาจนำความ โชคร้ายมาสู่ตระกูล มีชะตากรรมเช่นเดียวกับดวงดาวโดดเดี่ยว ของจงหยวน”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” อวี๋หวั่นพยักหน้า หากเป็นเช่นนี้ ท่าทีของผู้ โดยสารบนเรือก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ส่วนเธอไม่เชื่อเรื่องน่าขันไร้ที่มา เช่นนี้ นึกถึงท่านแม่ในยามนั้นที่มีชะตากรรมดวงดาวโดดเดี่ยว ถูกบังคับให้ไปจากหนานจ้าว เติบโตขึ้นมาโดยลำพังไร้ที่พึ่งพิงใน สถานที่เช่นเผ่าปีศาจ แม้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กหนุ่มผู้นี้ แต่คิด แล้วก็คงไม่ง่ายเลย
อวี๋หวั่นมองดูเด็กหนุ่มด้วยสายตาลึกลํ้า เมื่อเห็นว่าเขาไม่บอก สาเหตุที่ตนถูกไล่ล่า อวี๋หวั่นก็เลิกบีบบังคับเขา เธอยืนขึ้นกล่าวกับ อิ่งสือซันและอิ่งลิ่วว่า “พวกเจ้าไม่ต้องอยู่เฝ้าข้าที่นี่หรอก ไม่มีทาง เกิดอะไรขึ้นกับข้า พวกเจ้ารีบกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องเถอะ”
ทั้งสองลงไปในทะเล เสื้อผ้าเปียกชุ่ม แม้ว่าอากาศกลางทะเล จะร้อน แต่เนื้อตัวที่เปียกแฉะก็ทำให้รู้สึกอึดอัดอย่างน่าประหลาด
“ตรงนี้ข้ามีผิงเอ๋อร์ พวกเจ้าไปเถอะ” อวี๋หวั่นกล่าว
ทั้งสองลังเลไม่ขยับ ขณะนี้เอง เยี่ยนจิ่วเฉาก็เดินเข้ามาด้วย
ท่าทางสบายๆ
“คุณชาย!” อิ่งลิ่วหันกลับมาคำนับ
อิ่งสือซันก็คำนับเช่นกัน “คุณชาย”
“อื้ม” เยี่ยนจิ่วเฉาพยักหน้าเบาๆ “เกิดอะไรขึ้น?”
อิ่งลิ่วกล่าว “มีคนตกนํ้า พวกเราคิดว่าเป็นฮูหยิน จึงกระโดด ลงไปช่วยขึ้นมาขอรับ”
เยี่ยนจิ่วเฉาเหลือบมองเด็กหนุ่ม เมื่อเห็นดวงตาสองสีคู่นั้น ก็ ไม่ได้แสดงสีหน้ามากนัก
“คุณชาย” ผิงเอ๋อร์ก็ทำความเคารพเช่นกัน
สายตาของเยี่ยนจิ่วเฉาตกกระทบลงบนใบหน้าของอวี๋หวั่น “อ วี๋อาหวั่น เจ้าตากแดดจนดำหมดแล้ว”
“หา? จริงหรือ?” อวี๋หวั่นแตะแก้มของตนอย่างร้อนรน
ผิงเอ๋อร์บ่นในใจ ดำที่ใดกัน? ฮูหยินยังขาวนวลผุดผ่องอยู่ เลย?
แม้ในใจจะคิดเช่นนี้ แต่ในเมื่อคุณชายกล่าวแล้ว ผิงเอ๋อร์ก็ กางร่มบังแดดให้อวี๋หวั่นทันที
“ไม่ต้องกางแล้ว ข้าจะกลับห้อง!” อวี๋หวั่นไม่อยากอาบแดด จนหลายเป็นสตรีอ้วนดำ!
อวี๋หวั่นจับมือเยี่ยนจิ่วเฉากลับไปที่ห้องอย่างเร่งรีบ
ยามที่เดินผ่านเด็กหนุ่ม เขาเงยหน้าขึ้นมองเยี่ยนจิ่วเฉา
นั่นเป็นใบหน้าที่ไม่มีผู้ใดจะลืมได้ลงอย่างแน่นอน ทว่าเย็นชา เกินไปสักหน่อย คล้ายกับภูเขานํ้าแข็งมหึมาที่คอยคุ้มกันอยู่ด้าน หลังสาวอ้วนผู้นั้น
ไม่นานหลังจากที่ทั้งคู่จากไป ผิงเอ๋อร์ อิ่งลิ่วและอิ่งสือซันก็ กลับไปที่ห้องของพวกเขา
บนดาดฟ้าที่ร้อนระอุ เหลือเพียงเด็กหนุ่มผู้เดียว ห่างไปไม่ไกล นัก มีผู้โดยสารเรือใจกล้าสองสามคนมองมาทางนี้ด้วยความ สงสัย เด็กหนุ่มไม่สนใจพวกเขาและลุกขึ้นยืน
เขาเดินไปทางซ้าย แต่ทันใดนั้นก็เห็นกลุ่มคนที่ต้องการจะจับ ตัวเขา ฝีก้าวพลันหยุดชะงัก เขากำหมัด ถอยหลังไปสองสามก้าว อย่างอ่อนแรง คนกลุ่มนั้นอยู่ในเงามืด ค่อยๆ ย่างกรายเข้าหาเขา อย่างหาเรื่อง
เขากลืนนํ้าลาย เหลือบมองด้วยความบังเอิญ เห็นผ้าเช็ดหน้า ที่ตกอยู่กับพื้นข้างๆ
เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมา ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง รวบรวมความ กล้าวิ่งไปยังทางที่พวกอวี๋หวั่นเดินจากไป
ห้องของพวกอวี๋หวั่นนั้นอยู่แยกจากห้องพักของผู้โดยสาร มีผู้ คุมที่นายเรือทั้งสามจัดเตรียมไว้คอยเฝ้าอยู่ เมื่อเด็กหนุ่มมาถึง พร้อมกับผ้าเช็ดหน้า ผู้คุมสองคนก็กันเขาไว้
ผู้คุมคนหนึ่งถามว่า “จะทำอะไร? ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เจ้าจะเข้าไปได้!”
เด็กหนุ่มหลุบตาลงไม่ให้เห็นดวงตา เขายื่นผ้าเช็ดหน้าออกไป “ข้าตกนํ้า ฮูหยินท่านนั้นช่วยข้าไว้ ผ้าเช็ดหน้าของนางตกอยู่บน ดาดฟ้าเรือ ข้าอยากเอามาคืนนาง”
ผู้คุมเหลือบมองเพื่อนของตน เพื่อนของเขาพยักหน้า
ทั้งสองตรวจค้นร่างกายของเขา เมื่อแน่ใจว่าเขาไม่ได้พกยา หรืออาวุธใดๆ และแน่ใจว่าเขาไม่มีวรยุทธ์ จึงปล่อยเขาเข้าไป
เด็กหนุ่มถือผ้าเช็ดหน้าตรงเข้าไป เขาไม่รู้ว่าห้องใดเป็นของอวี๋ หวั่น เขาเห็นว่าประตูห้องอื่นปิดหมด มีเพียงประตูห้องชั้นในสุด เท่านั้นที่เปิดอยู่ เขาเดินมาถึงนอกประตู ตั้งสติ แล้วกล่าวเบาๆ “ฮู หยิน ผ้าเช็ดหน้าของท่านตก ข้าเอามาคืนท่าน”
สิ่งที่ตอบมากลับเป็นเสียงปังๆๆ ราวกับมีคนล้มลง คิ้วของเด็ก หนุ่มกระตุกขึ้น เขารีบก้าวขาเข้ามา
ผลคือเขามองเห็นอะไร? ไข่ดำแวววาวตัวน้อยสามฟอง!!!
“เอ่อ…พวกเจ้า…”
เด็กหนุ่มไม่เคยเห็นแฝดสามคนมาก่อน แฝดสามที่มีผิวสีดำ ที่งดงามเช่นนี้ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง เขาตกตะลึงตาค้าง รู้สึกว่ารูป ลักษณ์ของเด็กแฝดช่างดูคุ้นตา แต่ยังไม่ทันที่จะนึกออกว่าเคย เห็นที่ใดมาก่อน เสียงฝีเท้าก็ดังมาจากนอกประตู ไข่ดำน้อยทั้ง สามขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ ปีนหน้าต่าง แล้วกลิ้งลงไป
เด็กหนุ่มมองไปที่ประตู เมื่อหันกลับมามองหน้าต่างอีกครั้ง เงาของแฝดสามก็ไม่อยู่แล้ว
“หืม? เป็นเจ้า? ไยเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้?” อวี๋หวั่นยกกระโปรงก้าว ข้ามธรณีประตู
“ข้า…” เด็กหนุ่มอ้าปาก เขายังจมอยู่ในความประหลาดใจ ครั้งใหญ่กับแฝดทั้งสาม ความคิดถูกตัดขาด ไม่รู้ควรจะตอบ อย่างไร
“อ้า ผ้าเช็ดหน้าข้าตกนี่เอง” อวี๋หวั่นเห็นผ้าเช็ดหน้าในมือเขา จึงเดินเข้าไปด้วยรอยยิ้ม และเอื้อมมือออกไปหาเขา
เด็กหนุ่มตกตะลึง
“หือ?” อวี๋หวั่นส่งสายตาไปที่ผ้าเช็ดหน้า
“อ้า!” เด็กหนุ่มได้สติ รีบคืนผ้าเช็ดหน้าให้เธอ “ผ้าเช็ดหน้าเจ้า ตก! ข้า…ข้าเอามาคืน!”
อวี๋หวั่นคลี่ยิ้มน้อยๆ “มันก็แค่ผ้าเช็ดหน้า ข้าก็คิดว่าเจ้ามา หลบที่นี่เสียอีก”
“ข้า…” เด็กหนุ่มพูดไม่ออก
อวี๋หวั่นเหลือบมองเก้าอี้ข้างหลังเขาและทำมือให้เขานั่งลง
เด็กหนุ่มทำตัวลีบนั่งลง
อวี๋หวั่นรินชาร้อนให้เขา เด็กหนุ่มหยิบถ้วยขึ้นมาดมแล้ว ขมวดคิ้ว “นี่ชาอะไร?”
อวี๋หวั่นปิดกานํ้าชา “นํ้าคาวทอง ช่วยขับร้อน ประเทศมรกต ของพวกเจ้าไม่มี แต่ข้านำมาจากดินแดนที่ห่างไกลนัก”
“บ้านเกิดเจ้าหรือ?” เด็กหนุ่มถาม
อวี๋หวั่นพยักหน้า “อื้ม จะกล่าวเช่นนั้นก็ได้”
เธอเป็นบุตรีและองค์หญิงน้อยแห่งหนานจ้าว แต่เธอเกิดและ เติบโตในต้าโจว ดังนั้นต้าโจวจึงถือได้ว่าเป็นบ้านเกิดของเธอ
เด็กหนุ่มบีบจมูกดื่มอึกหนึ่ง คิ้วก็พลันขมวดมุ่น
อวี๋หวั่นหัวเราะกับท่าทางของเขา “ยามที่ข้าดื่มครั้งแรก ก็ไม่ ชินกับมัน”
เด็กหนุ่มถามว่า “สามีของเจ้า…คือบุรุษที่จากไปกับเจ้าเมื่อ ครู่หรือ?”
อวี๋หวั่นถามกลับ “ไม่เช่นนั้นข้ายังเปลี่ยนเป็นบุรุษอื่นได้อีก หรือ?”
“ข้ามิได้หมายความเช่นนั้น” เด็กหนุ่มทำตัวลีบก้มหน้าลง จู่ๆ ก็นึกบางอย่างได้ จึงเงยหน้าขึ้นมองหน้าต่างที่ไข่ดำทั้งสามคลาน ออกไป แล้วมองอวี๋หวั่น “เจ้า…”
“หือ?” อวี๋หวั่นมองเขาอย่างงงๆ ราวกับกำลังถามว่า เขา ต้องการถามอะไรตน
“ไม่มีอะไร” บุตรของคนอื่นเล่นซุกซนในห้อง คนนอกอย่างเขา จะฟ้องอะไร
หลังจากดื่มชาถ้วยนี้แล้ว เขาก็ไม่มีเหตุผลใดให้อยู่ต่อ เขาวาง ถ้วยแล้วกล่าวว่า “ขอบคุณสำหรับชาของเจ้า ข้าขอตัวก่อน”
อวี๋หวั่นมองเขาอย่างขบขัน “เจ้านี่แปลกจริงๆ องครักษ์ของ ข้าช่วยชีวิตเจ้า เจ้าไม่ซาบซึ้ง ข้าเพียงให้ชากับเจ้า เจ้ากลับ ขอบคุณข้า ทำไมหรือ? ความซาบซึ้งใจของเจ้าขึ้นอยู่กับว่าผู้ใด เป็นคนทำหรือ?”
“ข้า…” เด็กหนุ่มสำลักแทบหายใจไม่ออก
“ข้าล้อเล่นน่ะ” อวี๋หวั่นกล่าวด้วยรอยยิ้ม
สีหน้าของเด็กหนุ่มผ่อนคลายลง เขาพยักหน้าให้อวี๋หวั่นแล้ว เดินไปที่ประตู
ขณะที่กำลังจะก้าวข้ามธรณีประตู อวี๋หวั่นกล่าวเบาๆ ว่า “ว่า ไปแล้ว พิษกู่ของเจ้ายังไม่นับว่าถูกถอนอีกหรือ?”
เด็กหนุ่มโซเซแทบล้ม!
“เจ้า…” หลังจากตั้งตัวได้ ก็หันกลับไปอย่างยากจะเชื่อ
อวี๋หวั่นนั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ มองเขาด้วยรอยยิ้มจางๆ “หนอนกู่ไหมสวรรค์แดนหิมะเกือบเทียบได้กับครึ่งของราชันหมื่น สัตว์พิษ เจ้าถูกพิษของมัน ดูเหมือนเจ้าจะมีภูมิหลังที่ใช้ได้ทีเดียว”
เด็กหนุ่มมองไปที่อวี๋หวั่นด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไป “เจ้าคือ… ปรมาจารย์พิษ?”
อวี๋หวั่นส่ายหัว
“สตรีพิษ?” เด็กหนุ่มถามอีกครั้ง
อวี๋หวั่นยังคงส่ายหัว
เด็กหนุ่มเอามือกุมอกโดยไม่รู้ตัว ร่องรอยความหวาดระแวง วาบผ่านดวงตา “เช่นนั้นเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าถูกพิษกู่?”
อวี๋หวั่นยักไหล่แบมือ “ข้าก็เพิ่งรู้ ข้าถามเจ้า อยากเข้าใจหรือ ไม่?”
เด็กหนุ่มหัวเราะอย่างเย้ยหยัน “แม้ข้าจะไม่รู้ว่าเจ้าดูออก อย่างไร แต่ข้าขอแนะนำว่าเจ้าอย่าได้ทำอะไรเกินตัว กู่ชนิดนี้ต่อให้ เป็นปรมาจารย์เทพพิษก็ยังไร้หนทางจะจัดการ เจ้าเป็นสตรี อ่อนแอนางหนึ่ง จะเข้าใจพิษกู่ของข้าได้อย่างไร?”
“แน่นอน ข้าไม่ได้ล้างพิษให้เจ้าเปล่าๆ” อวี๋หวั่นเมินความ สงสัยของเขา “บอกประวัติของเจ้ามา แล้วกลุ่มคนที่ไล่ตามเจ้า เป็นใคร ข้าจะถือว่าเจ้าจ่ายค่าหมอแล้ว”
เด็กหนุ่มมุ่นคิ้วกับคำพูดของอวี๋หวั่นอีกครั้ง
อวี๋หวั่นกล่าวช้าๆ “ทำไม? ค่าหมอนี่แพงมากเลยหรือ? หรือ เจ้าอยากออกไปให้พวกนั้นจับตัวเจ้ากันละ?”
เด็กหนุ่มกล่าวอย่างอํ้าอึ้ง “เจ้า…เจ้าสามารถแก้พิษกู่ของข้า ได้จริงๆ…”
ก่อนจะกล่าวจบ อวี๋หวั่นก็ขยับปลายนิ้ว แสงสีขาวหนึ่งพุ่ง เข้าไปในหัวใจของเขา วินาทีถัดมา เขาก็รู้สึกเจ็บปวด แล้วแสงสี ขาวนั้นก็ลอดออกมา กลายสภาพเป็นหนอนกู่สีดำทะมึนตกลงบน โต๊ะ!
ปลายนิ้วเรียวของอวี๋หวั่นหยิบหนอนกู่ขึ้นมา
“ระวัง!” ไม่ใช่ทั้งปรมาจารย์พิษและสตรีพิษ จะสัมผัสราชัน สัตว์พิษโดยไม่เตรียมการป้องกันได้อย่างไร?
อวี๋หวั่นไม่เพียงสัมผัส ยังหยิบราชันสัตว์พิษขึ้นมาอีกด้วย
ราชันสัตว์พิษอ้าปากกัดอวี๋หวั่น แต่กลับถูกสัตว์พิษตัวน้อย ตบเข้าไปตรงๆ
อวี๋หวั่นมองไปที่เจ้าตัวเล็กในมือ และกล่าวด้วยความชื่นชมว่า “จุ๊ๆๆ หนอนกู่ไหมสวรรค์แดนหิมะระดับสูงเช่นนี้ ช่างน่าประทับใจ จริงๆ”
เด็กหนุ่มจับหน้าอก มองไปที่อวี๋หวั่นอย่างคิดไม่ถึง เขาม้วน แขนเสื้อซ้ายขึ้น เห็นเพียงเส้นสีแดงที่เดิมทีลุกลามเกือบถึงฝ่ามือ จางหายไปด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ในที่สุดเขาก็เชื่อว่าหนอนกู่ในร่างกายของเขาได้ถูกนำออกมา แล้ว “เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้? เจ้าเป็นใครกัน? เจ้า…”
อวี๋หวั่นกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “พิษกู่ของเจ้าข้าถอนให้แล้ว เจ้า ก็ควรจะจ่ายค่าหมอ แน่นอน เจ้าจะเลือกไม่จ่ายก็ได้ แต่เรื่องใหญ่ ก็คือข้าจะใส่พิษกู่กลับเข้าไปเหมือนเดิม”
“ไม่เอา!” เด็กหนุ่มถอยหลังไปก้าวใหญ่
“เช่นนั้น…” อวี๋หวั่นมองเขาด้วยรอยยิ้ม
เด็กหนุ่มสูดหายใจ กำหมัดแล้วกล่าวว่า
“ข้าเป็นพ่อมด!”
บทที่ 477.2 ราชาหลัวช่าผู้ดุร้าย! (2)
แปะ
หนอนกู่ไหมแดนหิมะในมือของอวี๋หวั่นร่วงลง
“เจ้าพูดอีกทีซิ เจ้าเป็นอะไรนะ?” อวี๋หวั่นมองเขาครู่ใหญ่
ความปรารถนาอันแรงกล้าในดวงตาที่ยากจะปกปิดของเธอ ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกสงสัย แต่ในเมื่อมันเป็นค่าหมอที่เธอขอ เขาก็ ทำได้เพียงจำใจกล่าวออกไป
“ข้าเป็นพ่อมด” เขากล่าว
ช่างเหมือนการยํ่ารองเท้าเหล็กจนสึกไม่พบพาน ยามได้มาก ลับไม่เสียเวลาเลย นี่ยังไม่ได้ออกจากประเทศมรกต ก็ได้พบพ่อมด เสียแล้ว
อวี๋หวั่นหรี่ตา “เจ้าแน่ใจหรือว่าเจ้าเป็นพ่อมด? หากเจ้ากล้า โกหก ข้าจะใส่หนอนกู่ที่ดุร้ายกว่าหนอนกู่ไหมสวรรค์แดนหิมะอีก เป็นร้อยชนิดในในตัวเจ้า!”
เด็กหนุ่มหวาดกลัวคำขู่ของเธอจนร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน เขา คิดว่าเธอเป็นสตรีที่อ่อนโยนและจิตใจดี แต่กลับกลายเป็นว่าน่า กลัวกว่าไอ้พวกสารเลวพวกนั้นเสียอีก!
แต่เขาไม่ได้โกหก เขาเป็นพ่อมดจริงๆ ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ถูก คนพวกนั้นไล่ล่า
“นี่เป็นคำสั่งของอาจารย์พ่อมดของข้า ไม่เชื่อเจ้าก็ดู!” เด็ก หนุ่มดึงป้ายเหล็กนิลประกายดำอันเย็นเยือกออกจากแขนเสื้อ ตรงกลางแผ่นป้ายมีศิลาพ่อมดขนาดเล็กฝังอยู่
อวี๋หวั่นรับคำสั่งพ่อมดมาดูด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วเอ่ยถาม ว่า “เจ้าเป็นคนของเผ่าพ่อมดหรือ?”
เด็กหนุ่มส่ายหัว “อาจารย์ของข้าเป็น”
อวี๋หวั่นจำที่อาม่าบอกได้ การสืบทอดของเผ่าพ่อมดไม่ได้ขึ้น อยู่กับสายเลือด กล่าวคือ คนของเผ่าพ่อมดมิใช่เป็นพ่อมดได้ทุก คน และพ่อมดก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนของเผ่าพ่อมด
พ่อมดดียิ่งนัก แต่น่าเสียดาย สิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่นํ้าตา จากพ่อมดทั่วไป แต่เป็นนํ้าตาของราชาพ่อมด
“คนที่ตามไล่ล่าเจ้าเป็นใคร?” อวี๋หวั่นถาม
“พวกเขาเป็นคนของเผ่าศักดิ์สิทธิ์” เด็กหนุ่มกล่าวด้วยเสียง เย็นชา
“เผ่าศักดิ์สิทธิ์?” เธอก็คิดว่าทายาทกลุ่มสุดท้ายของเผ่า ศักดิ์สิทธิ์คือสกุลหลาน ดูเหมือนชนเผ่านี้จะไม่ได้ถูกทำลายไปเมื่อ หลายพันปีก่อน แต่ยังคงสืบสายเลือดต่อมาในที่ที่ห่างไกล การค้น พบเรื่องนี้ทำให้อวี๋หวั่นรู้สึกประหลาดใจมาก เพราะหากเผ่า ศักดิ์สิทธิ์สืบทอดต่อมา เช่นนั้นความเป็นไปที่เผ่าพ่อมดจะยังอยู่ก็ มีมากกว่าที่คิด “เหตุใดคนของสตรีศักดิ์สิทธิ์ถึงต้องการจับตัว เจ้า?” อวี๋หวั่นลูบคางเอ่ยถาม
เด็กหนุ่มกล่าวดูถูก “หึ สองชนเผ่าไม่ถูกกันเช่นนํ้ากับไฟมา นับพันปี คนเผ่าศักดิ์สิทธิ์จับพ่อมดมีสิ่งใดน่าประหลาดใจ? พ่อมด แห่งประเทศมรกตถูกคนเผ่าศักดิ์สิทธิ์จับไปเกือบหมดแล้ว”
อวี๋หวั่นเลิกคิ้ว “ผู้นำประเทศมรกตของพวกเจ้าไม่จัดการ หรือ?”
เด็กหนุ่มเอ่ยด้วยเสียงเยียบเย็น “ฮองเฮาของเขาก็เป็นคน ของเผ่าศักดิ์สิทธิ์!”
ตั้งแต่สมัยอดีต ผู้กล้าก็ยากจะฝ่าด่านหญิงงามแล้ว อวี๋หวั่น เคาะปลายนิ้วกับโต๊ะเบาๆ สองสามครั้ง “คนเผ่าศักดิ์สิทธิ์มีเยอะ หรือไม่? มีเพียงไม่กี่คนหรือว่า…”
เด็กหนุ่มกล่าวอย่างหดหู่ “หากมีไม่มากก็คงไม่รีบฆ่าพวกเรา ชาวพ่อมด ในปีแรกๆ ก็ไม่ได้รุนแรงเช่นนี้ ตั้งแต่คนเผ่าศักดิ์สิทธิ์ ได้ขึ้นเป็นฮองเฮา สถานะของพ่อมดแห่งประเทศมรกตก็ตกตํ่าลง อย่างมาก ต่างบอกว่าเราเป็นพวกหมอผีเจ้าเล่ห์หลอกลวง ต้องจับ พวกเราเข้าคุก อย่าปล่อยให้พวกเราโกหกหลอกลวง!”
“เช่นนั้นพวกเจ้าโกหกหลอกลวงหรือไม่?” อวี๋หวั่นกล่าว
“แน่นอนว่าไม่!” เด็กหนุ่มกล่าวอย่างร้อนรน “อาจารย์ของข้า เคยกล่าวไว้ว่า เราใช้เวทเพื่อประโยชน์ของชาวบ้าน ไม่ใช่เพื่อ ทำร้ายพวกเขา หากผู้ใดใช้คาถาทำความชั่วให้ปรมาจารย์รู้ จะถูก ลงโทษตามกฎแน่นอน”
อวี๋หวั่นกล่าวต่อ “เช่นนั้นอาจารย์ของเจ้าอยู่ที่ใด?”
“เขาตายไปแล้ว เขาตายในคุก” เสียงของเด็กหนุ่มทุ้มตํ่าลง กลิ่นอายโศกเศร้าปกคลุมทั่วร่างของเขา “เขาทำเพื่อให้ข้าหนีไป จึงไปหลอกล่อคนเผ่าศักดิ์สิทธิ์ ผลคือเขาถูกจับเข้าคุก จนกระทั่ง ข้าคิดที่จะบุกเข้าไปช่วยเขาออกมา ข้าก็ได้ข่าวการตายของเขา”
“หลังจากนั้น เจ้าก็ตัดสินใจขึ้นเรือลำนี้หนีออกมาหรือ?” อวี๋ หวั่นมองมาที่เขา
เด็กหนุ่มทั้งพยักหน้า ทั้งส่ายหัว “ข้าเคยคิดจะหนี ข้าได้ยินมา ว่ามีที่หนึ่ง…เป็นอาณาจักรเผ่าพ่อมด ที่นั่นไม่มีสตรีศักดิ์สิทธิ์ พ่อ มดจะไม่ถูกข่มเหงรังแก ข้าอยากพาพวกศิษย์พี่ออกมาด้วย ผล คือถูกจับระหว่างทาง มีเพียงข้าคนเดียวที่หนีออกมาได้ ข้าขึ้นเรือ ลำนี้ เดิมทีคิดจะไปช่วยพวกเขา ไม่นึกว่าจะถูกคนเผ่าศักดิ์สิทธิ์ จับตามอง”
อวี๋หวั่นกล่าวว่า “ช่างเป็นเรื่องราวที่ซับซ้อนจริงๆ”
เด็กหนุ่มไม่ได้ปฏิเสธและไม่ได้จมอยู่กับความเศร้าโศกนาน เกินไป เขาเงยหน้าขึ้นแล้วเหลือบมองอวี๋หวั่นด้วยสีหน้าซับซ้อน “เหล่านายเรือของเรือลำนี้สงวนคำพูดกับพวกเจ้ามาก พวกเจ้ามี สถานะเช่นไรกัน?”
“เรื่องนี้ เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้” อวี๋หวั่นกล่าวอย่างใจเย็น
ดวงตาของเด็กหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็นประกายเฉียบแหลมใน ชั่วพริบตา “เจ้าถามเกี่ยวกับเผ่าพ่อมดมากมายเช่นนี้ เจ้าก็ ต้องการไปที่นั่นใช่หรือไม่?”
เจ้าเด็กนี่จริงๆ แล้วก็ไม่โง่
เด็กหนุ่มใช้โอกาสตักตวงผลประโยชน์ “ข้ารู้จักที่ ข้าพาเจ้าไป ได้ แต่ข้ามีข้อแม้”
อวี๋หวั่นคลี่ยิ้ม “เจ้ารู้ แล้วข้าไม่รู้รึ? จำเป็นต้องให้เจ้าพาไป หรือ?”
เด็กหนุ่มหัวเราะเย้ยหยัน “เจ้ารู้หรือไม่ว่าอาณาเขตของเผ่า พ่อมดไม่ได้ปล่อยให้ผู้ใดเข้าไปก็ได้?”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” อวี๋หวั่นถาม
เด็กหนุ่มเชิดคางขึ้นกล่าว “หากไม่มีพ่อมดไปกับพวกเจ้า พวกเจ้าก็จะเข้าไปไม่ได้”
อวี๋หวั่นแย้มยิ้มอีกครั้ง “ล่ามเจ้าไว้ก็ได้แล้วมิใช่รึ?”
เด็กหนุ่มไม่คิดว่าเธอจะกล่าวเช่นนี้ มุมปากเขากระตุกอย่าง รุนแรง “ข้าเป็นเพียงพ่อมดน้อยระดับเสวียน คุณสมบัติเท่านี้ยัง ไม่อาจมอง แต่ศิษย์น้องของข้าแตกต่างไป เขามีพรสวรรค์และ ชาญฉลาด ได้รับการสืบทอดวิชาจากอาจารย์ข้า และกลายเป็นพ่อ มดใหญ่ระดับตี้ หากมีเขาอยู่ โอกาสที่จะได้เข้าไปยังเผ่าพ่อมดก็จะ ยิ่งมีมากขึ้น”
อวี๋หวั่นยิ้มอย่างแผ่วเบา “พูดไปพูดมา ก็ชักจะอยากช่วยเจ้า พาศิษย์น้องของเจ้าออกมาแล้วสิ”
เด็กหนุ่มปัดความถือตัวและเย่อหยิ่งบนหน้าออกไป แล้ว
ยกมือคำนับด้วยความเคารพ “หากเจ้ายินดีช่วยเรา เราจะ ตอบแทนดั่งสายธาร!”
อวี๋หวั่นยังไม่รีบตอบตกลง เธอไปที่ห้องของอาม่า เล่าสิ่งที่เด็ก หนุ่มบอกให้อาม่าฟังและนำคำสั่งพ่อมดให้เขาดู
“ป้ายแผ่นนี้เป็นของจริง” อาม่าพยักหน้า
“แล้วที่เขาพูดละ จริงหรือไม่? หากไม่มีพ่อมดใหญ่อยู่กับเรา เราก็ไม่สามารถแม้แต่จะเข้าไปในอาณาเขตของเผ่าพ่อมดได้?”
“เกรงว่าจะเป็นจริง” อาม่ากล่าว ระหว่างที่เดินทางมา เขา อ่านคัมภีร์โบราณเกี่ยวกับเผ่าพ่อมดมากมาย ยิ่งอ่านก็ยิ่งพบ ว่าการเดินทางไปเผ่าพ่อมดนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด หากมีพ่อมดสอง สามคนร่วมเดินทางไปด้วย สำหรับพวกเขาก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องที่ เลวร้ายเลย
อวี๋หวั่นทอดถอนใจ “ในเมื่ออาม่ากล่าวเช่นนี้ ก็ดูเหมือนว่าจำ ต้องทำอะไรสักอย่าง”
เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น อวี๋หวั่นได้ยกเรื่องการช่วยชีวิตเข้าสู่ วาระการประชุม
เยี่ยนจิ่วเฉาจิบชาเบาๆ “คนถูกขังอยู่ที่ใด?”
อวี๋หวั่นคลี่แผนที่ของประเทศมรกต และชี้ไปที่เกาะเล็กๆ ที่ใช้ สีชาดอธิบาย “บนเกาะนี้ สองยาม เรือของเราจะผ่านไปที่นั่นเพื่อ เตรียมเสบียงที่จำเป็น และออกเดินทางหลังจากนั้นหนึ่งชั่วยาม”
อิ่งลิ่วครุ่นคิด “กล่าวอีกนัยหนึ่ง เรามีเวลาเพียงหนึ่งชั่วยามใน การช่วยคน เขาเจาะจงสถานที่ขังหรือไม่?”
“อยู่ที่นี่” อวี๋หวั่นชี้ไปที่ป่าแห่งหนึ่งบนแผนที่ “น่าจะอยู่ในนี้ มี ลานบ้านอยู่สองสามแห่ง แต่ข้าไม่รู้ว่าศิษย์พี่ ศิษย์น้องและ อาจารย์ของเขาถูกขังไว้ที่ลานใด แต่พวกเขาก็ถูกพิษของหนอนกู่ ไหมสวรรค์แดนหิมะเช่นกัน เราใช้เบาะแสนี้ตามหาพวกเขาได้”
อิ่งลิ่วกล่าวอย่างเคร่งขรึม “เช่นนั้นก็ดี หลังจากเรือเทียบท่า ข้าจะไปกับอิ่งสือซัน!”
“นี่คือภาพเหมือนของพวกเขา” อวี๋หวั่นหยิบภาพวาดที่เด็ก หนุ่มนำมาให้
“ยังมีเด็กอีกหรือ?” ดวงตาของอิ่งลิ่วเบิกกว้าง
ชายในรูปดูเหมือนอายุน้อยกว่ายี่สิบ สตรีอายุราวสิบหกสิบ เจ็ด แล้วเด็กคนนั้นก็ดูเหมือนอายุเพียงแปดเก้าขวบเท่านั้น ไม่น่า เชื่อว่าเป็นเด็กๆ เหล่านี้ที่สืบทอดมรดกวิชาทั้งหมดของอาจารย์ และกลายเป็นพ่อมดใหญ่ เกินศิษย์พี่ชายและศิษย์พี่สาว
อวี๋หวั่นกล่าวว่า “อายุยังน้อยก็บรรลุเช่นนี้แล้ว ความ แข็งแกร่งของเขาถูกประเมินตํ่าไป หรืออาจจะแข็งแกร่งกว่านี้ก็ยัง บอกไม่ได้ ที่แน่ๆ ความหวังในการเข้าสู่เผ่าพ่อมดของเราอยู่กับ เด็กพวกนี้!”
อิ่งสือซันกล่าวว่า “ฮูหยินโปรดวางใจ เราจะพาพวกเขาออก มาอย่างปลอดภัย”
“ข้าจะไปกับพวกเจ้า!” อวี๋เซ่าชิงกล่าว
อวี๋หวั่นอ้าปากอํ้าอึ้ง “ท่านพ่อ…”
อวี๋เซ่าชิงโบกมือขัดเธอ “มิใช่ต้องช่วยสามคนหรือ? ไปสองคน จะพอได้อย่างไร? ศิลปะการต่อสู้ของพ่อเจ้าสูงส่งเช่นนี้ หากพบ อันตรายใดก็สามารถช่วยพวกเขาได้”
“เอ่อ…” ดูเหมือนว่าศิลปะการต่อสู้ของท่านจะสู้อิ่งลิ่วไม่ได้ ด้วยซํ้า…
อวี๋หวั่นกำลังจะปฏิเสธ เยี่ยนจิ่วเฉาก็เอ่ยขึ้น “ให้ท่านพ่อไป เถอะ มีท่านพ่ออยู่ ต้องปลอดภัยแน่”
อยู่กับบุตรเขยมาเนิ่นนาน คำพูดนี้รื่นหูที่สุด!
อวี๋เซ่าชิงรีบไปจัดของ!
อวี๋หวั่นบ่นว่า “ท่านพ่อของข้าทำได้จริงๆ หรือ? ข้ากังวลนัก”
เยี่ยนจิ่วเฉาจิบชาด้วยสีหน้าเรียบเฉย “สิ่งที่ควรกังวลคือกลุ่ม คนบนเกาะนั้น…”
…
กลางดึกเที่ยงคืน เรือแล่นไปยังเกาะแห่งหนึ่ง คนขับพาเรือ จอดเทียบท่า บนท่าเรือมีคนถือโคมไฟรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นคน รู้จัก พวกเขาก็ทักทายกันตามมารยาท
คลังเก็บของอยู่ไม่ไกล หนึ่งชั่วยามช่วยชีวิตผู้ต้องขังสามคน อาจไม่เพียงพอ แต่เพียงพอสำหรับการขนเสบียง
“ไป! ไปดื่มกันสองแก้ว!”
กลุ่มคนเดินไปอย่างมีความสุข
อวี๋เซ่าชิง อิ่งสือซันและอิ่งลิ่วที่เปลี่ยนเป็นชุดพรางตัวลงจาก เรืออย่างเงียบๆ
อิ่งลิ่วทำสัญญาณมือไปทางทิศตะวันออก ทั้งสองเข้าใจแล้ว ใช้วิชาตัวเบาๆ เข้าไปในป่า
หลังจากเข้าไป สัตว์พิษตัวน้อยก็กระโดดจากไหล่อวี๋เซ่าชิง และเริ่มจับลมหายใจของหนอนกู่ไหมหิมะ
“จี๊ด!” สัตว์พิษตัวน้อยร้องด้วยความตื่นเต้นวิ่งไปที่กระท่อม เล็กๆ
“ช้าก่อน!” อิ่งลิ่วกำลังจะตามไป แต่ถูกอิ่งสือซันหยุดไว้ สีหน้า ของอิ่งสือซันไม่สู้ดีนัก
“มีอะไรรึ?” อิ่งลิ่วกระซิบถาม
อิ่งสือซันกดเสียงลง “ในป่ามีลมหายใจที่แข็งแกร่งมาก”
“แข็งแกร่งเพียงใด?” อวี๋เซ่าชิงถาม
“ราชาหลัวช่า” อิ่งสือซันกล่าว
ทันทีที่ได้ยินว่ามีราชาหลัวช่าอยู่ในป่า ทั้งสองก็หยุดชะงัก
บรรยากาศเงียบสงบมาตลอดทาง ทำให้พวกเขาเกือบลืม อันตรายในการเดินทางไปเผ่าพ่อมด ถึงยามนี้ ถือโอกาสมาช่วย คน กลับได้มาพบราชาหลัวช่า!
“ที่นี่ประเทศมรกต ยังพบราชาหลัวช่า ต่อไป…” อิ่งลิ่วไม่กล้า คิดต่อ
อิ่งสือซันกล่าวว่า “อย่าใช้วิชาตัวเบา เก็บซ่อนกำลังภายใน ทั้งหมด ราชาหลัวช่าจะไม่สนใจผู้ใดที่ไม่มีวรยุทธ์”
ทั้งสามเก็บซ่อนลมปราณและเดินเท้าต่อไป
สถานที่ที่สัตว์พิษตัวน้อยหยุดอยู่คือลานที่เฝ้าดูแลโดยราชา หลัวช่า แม้แต่ราชาหลัวช่าก็ถูกส่งไป แสดงให้เห็นว่าเด็กคนนั้น สำคัญทีเดียว
ทั้งสามคนเดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง พวกเขาพบศิษย์น้อง ชายและศิษย์พี่สาว ทว่าตั้งแต่ต้นจนจบกลับไม่พบเด็กคนนั้น
สัตว์พิษตัวน้อยกระโดดเด้งบนพื้น ชี้ไปที่ห้องด้านในสุด
สีหน้าของอิ่งสือซันแปรเปลี่ยนฉับพลัน นั่นมันห้องของราชา หลัวช่า!!!
เด็กคนนั้นถูกขังไว้ที่นั่นหรือ?!
อิ่งสือซันส่งศิษย์หญิงที่สลบไม่ได้สติอยู่บนหลังให้อิ่งลิ่ว “อิ่ง ลิ่ว เจ้ากับนายท่านพาพวกเขาออกไปก่อน ข้าจะไปช่วยเด็กคน นั้น!”
ก่อนจะกล่าวจบ ก็เห็นอวี๋เซ่าชิงเดินไปยังห้องนั้นแล้ว
อิ่งสือซันสีหน้าเปลี่ยน นายท่าน!
อวี๋เซ่าชิงไม่รู้ว่าที่นี่คือห้องของราชาหลัวช่า เขาหยิบกริชออก
มาแล้วแง้มประตูอย่างเบามือ เด็กอายุราวแปดเก้าขวบนอนขดตัว อยู่บนพรม คล้ายกำลังหลับ
นี่น่าจะเป็นห้องของศิษย์น้องชายคนเล็กมิใช่หรือ? อวี๋เซ่าชิง เดินไปสองสามก้าวแล้วอุ้มเขาขึ้นมา
ขณะที่เขาหันตัวกลับ เด็กที่อยู่ในอ้อมแขนก็ลืมดวงตาสีแดง เลือดขึ้นมาและกัดคอของเขาในทันที!